เจมส์ ไบรอน ดีน (อังกฤษ: James Byron Dean; 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1931 – 30 กันยายน ค.ศ. 1955) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เขาถือเป็นสัญรูปทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงจากบท จิม สตาร์ก วัยรุ่นผู้มีปัญหาในภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause (1955), คาล ทราสก์ ในภาพยนตร์เรื่อง East of Eden (1955) และ เจ็ทท์ ลิงก์ ในภาพยนตร์เรื่อง Giant (1956)

เจมส์ ดีน
Black-and-white portrait of James Dean wearing a bomber jacket and Lee jeans
ดีนในปี 1955
เกิดเจมส์ ไบรอน ดีน
8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1931(1931-02-08)
เมเรียน รัฐอินดีแอนา สหรัฐ
เสียชีวิต30 กันยายน ค.ศ. 1955 (24 ปี)
โชเลม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
สาเหตุเสียชีวิต
อุบัติเหตุทางรถยนต์
การศึกษาวิทยาลัยแซนตามอนิกา
ยูซีแอลเอ
อาชีพนักแสดง
ปีปฏิบัติงาน1950–1955
เว็บไซต์jamesdean.com
ลายมือชื่อ
Firma de James Dean.svg

หลังเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์[1] ดีนกลายเป็นนักแสดงคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหลังมรณกรรม และยังเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงหลังมรณกรรมถึงสองครั้ง[2] ในปี 1999 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันจัดให้เขาอยู่อันดับที่ 18 ของนักแสดงชายที่เยี่ยมที่สุดตลอดกาลในยุคทองของฮอลลีวูด[3]

ชีวิตช่วงแรกและการศึกษาแก้ไข

เจมส์ ไบรอน ดีน เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1931 ที่ห้องอยู่อาศัยเซเวนเกเบิส์ บริเวณหัวมุมถนนหมายเลข 4 และถนนแม็กเคลอร์ ในเมเรียน รัฐอินดีแอนา[4] เขาเป็นบุตรคนเดียวของไมด์เรด มารี (วิลสัน) และวินตัน ดีน หกปีต่อมา พ่อของเขาออกจากฟาร์มไปเป็นช่างทันตกรรม ดีนย้ายไปอยู่กับครอบครัวในแซนตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนเบรนต์วูดพับลิกในย่านเบรนต์วูดลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ย้ายเข้าโรงเรียนประถมศึกษาแมกคินลีย์[5] ครอบครัวของเขาอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี ตามคำบอกเล่าของไมเคิล ดิแอนเจลิส กล่าวว่า ดีนสนิทสนมกับแม่ของเขามากและเป็น "เพียงคนเดียวที่เข้าใจเขา"[6] ในปี 1938 เธอมีอาการปวดท้องเฉียบพลันและน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมดลูกเมื่อดีนอายุได้ 9 ขวบ[5] พ่อของดีนไม่อาจเลี้ยงบุตรของตนได้ จึงส่งไปอาศัยอยู่กับป้าและอาของเขาที่ชื่อ ออร์เทนส์ และ มาร์คัส วินสโลว์ ในฟาร์มของพวกเขาที่แฟร์เมานต์ รัฐอินดีแอนา[7] เขาถูกเลี้ยงดูแลในความเชื่อแบบเควกเกอร์[8] พ่อของเขาร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สองและแต่งงานใหม่ในเวลาต่อมา

ในช่วงวัยรุ่น ดีนได้ขอคำแนะนำจากศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักรเมทอดิสต์ในท้องถิ่นชื่อ บาทหลวงเจมส์ ดีวีร์ด (James DeWeerd) ซึ่งดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อดีน โดยเฉพาะความสนใจในอนาคตของเขาทั้งการสู้วัวกระทิง การแข่งรถ และละครเวที[9] ตามคำกล่าวของบิลลี เจ. ฮาร์บิน ดีนมี "ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศิษยาภิบาลของเขา โดยเริ่มตั้งแต่ไฮสกูลปีสุดท้ายและทนทุกข์อยู๋นานหลายปี"[10][11] ความสัมพันธ์ทางเพศของพวกเขายังถูกอิงในหนังสือปี 1994 Boulevard of Broken Dreams: The Life, Times, and Legend of James Dean ของพอล อเล็กซานเดอร์[12] ในปี 2011 มีรายงานว่าดีนเคยบอกกับเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ว่า เขาถูกศาสนาจารย์ทารุณกรรมทางเพศประมาณสองปีหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิต[13] ยังมีรายงานอื่น ๆ เกี่ยวกับชีวิตของดีนที่ชี้ให้เห็นว่า เขาถูกทารุณกรรมทางเพศโดยดีวีร์ดตั้งแต่ยังเด็กหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเขาในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย[11][12]

ขณะที่เรียนหนังสือเจมส์ ดีนทำกิจกรรมมากมาย ทั้งการโต้วาที เล่นบาสเกตบอลและเบสบอล แต่ที่เจมส์ให้ความสนใจมากที่สุดคือการแสดงละครเวที และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสนใจจะเป็นนักแสดง จนกระทั่งปี 1949 เมื่อเจมส์ ดีนจบมัธยม อายุได้ 18 ปี ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อเตรียมเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่ Santa Monica College และได้ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเพื่อเรียนการแสดงเป็นเวลาหนึ่งเทอมและภายหลังเปลี่ยนมาเรียนการแสดงที่เขาชื่นชอบแทน ซึ่งให้เขาทะเลาะกับพ่อและถูกไล่ออกจากบ้าน ระหว่างที่เรียนที UCLA ดีนถูกคัดเลือกจากนักแสดง 350 คนให้เล่นบท มัลค่อม ในละครเชคสเปียร์เรื่อง แม็คเบ็ธ และช่วงเวลานั้นเองที่เขาได้เข้าทำงานกับ James Whitmore นักแสดงอเมริกันที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยนั้น ไม่นานหลังจากนั้นเขาลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาเป็นนักแสดงเต็มตัว

อาชีพนักแสดงแก้ไข

ช่วงแรกแก้ไข

หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัยและต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองโดยทำงานรับจ้างหลายอย่าง ดีนได้มีโอกาสปรากฏตัวครั้งแรกในโฆษณาของโคคา-โคล่า และแสดงอย่างมีบทพูดครั้งแรกในบทนักบุญยอห์น ในรายการทีวีตอนพิเศษเรื่อง Resurrection of Jesus เขาได้ทำงานรับจ้างและแสดงในโรงถ่ายหนังไอเวอร์สัน และได้เป็นตัวประกอบในรายการเกมโชว์อยู่บ้าง แต่เมื่อเขาเห็นว่าไม่ก้าวหน้า เจมส์ ดีนจึงทำงานเป็นเด็กรับรถที่โรงถ่ายของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ในขณะนั้นเองที่เขาได้รู้จักกับ Rogers Brackett ผู้จัดการวิทยุและการโฆษณาผู้ซึ่งให้คำแนะนำและเปิดโอกาสให้กับเขาได้แสดงละครบรอดเวย์ เรื่อง See the Jaguar และ  Alias Jane Doe

 
เจมส์ ดีน (คนที่สาม แถวหน้า) ในชั้นเรียนของลี สตราสเบิร์ก (คนที่ห้า แถวหน้า)

ในเดือนตุลาคมปี 1951 แรงสนับสนุนจากเพื่อนนักแสดง James Whitmore และคำแนะนำจาก Roger Brackett ดีนย้ายไปนิวยอร์ก ที่นั่นเขาได้แสดงเป็นสตันท์ในรายการเกมโชว์ Beat the Clock แต่ก็ถูกไล่ออกเพราะเขาเล่นเกมได้เร็วเกินไป และยังได้ปรากฏตัวในรายการของทาง สถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เช่น The Web, Studio One และ Lux Video Theatre

ภายหลัง ดีนได้สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนการแสดงของลี สตราสเบิร์ก ครูสอนการแสดงที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่ง เจมส์ ดีนได้กล่าวถึงโรงเรียนสอนการแสดงแห่งนี้ในจดหมายที่เขียนถึงครอบครัวว่า เป็นโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีนักแสดงชื่อดังมากมายที่เคยเรียนที่นี่ ทั้ง มาร์ลอน แบรนโด ซึ่งเป็นนักแสดงที่ดีนชื่นชอบ Julie Harris, Arthur Kennedy, Mildred Dunnock, Eli Wallach มันเป็นที่สิ่งดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตนักแสดง และที่นั่นเองที่เขาได้

สนิทสนมกับ Carroll Baker นักแสดงผู้ซึ่งภายหลังได้มาร่วมแสดงกับเขาในเรื่อง Giant (1956) ในยุคช่วงต้นทศวรรษที่ 50 ดีนก็ได้เริ่มมีผลงานการแสดงทางโทรทัศน์เล็กๆ น้อยๆ มากมาย เช่น รายการ Kraft Television Theater, Studio One, Lux Video Theatre และ Robert Montgomery Presents เป็นต้น

East of Edenแก้ไข

ในปี 1953 ผู้กำกับ Elia Kazen กำลังมองหานักแสดงนำเพื่อเล่นบท Cal Trask เด็กหนุ่มที่มีความสับสนทางอารมณ์ มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอ เขียนบทโดย Paul Osborn ซึ่งเป็นภาพยนต์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิคปี 1952 เขียนโดย John Steinbeck วรรณกรรมคลาสสิกอเมริกา เนื้อเรื่องสะท้อนปัญหาสังคม นำเสนอฉากชีวิตแห่งสองตระกูลในห้วงเวลาระหว่างสงครามสองครั้ง อันพัวพันกัน ที่หุบเขาสลีนัส แวลลีย์ และมีชายสองพี่น้องเป็นตัวละครหลัก

ก่อนที่เจมส์ ดีนจะเข้ามาแสดงบท Cal เดิมทีผู้กำกับต้องการให้ Marlon Brando มารับบทบาทหากแต่เจมส์ ดีนผู้ที่ในตอนนั้นยังเป็นนักแสดงหนุ่มไม่มีประสบการณ์นักกลับเข้าสายตาผู้เขียนบท หลังจากนั้น ดีนได้พบกับ สไตน์เบ็ก นักเขียนรางวัลโนเบลไพรซ์ ซึ่งไม่พอใจในอารมณ์แปรปรวนของเขา แต่กลับเชื่อว่าเจมส์ ดีนจะเข้าถึงและแสดงตัวตนของ Cal ออกมาได้ดี ดีนออกจากนิวยอร์กหลังจากได้รับบท Cal ในวันที่ 8 เมษายน 1954 และกลับไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อเริ่มการถ่ายทำ

ผลงานการแสดงส่วนมากนั้นไม่มีการเตรียมบทพูดก่อน หากแต่เป็นการแสดงสดของดีน และฉากที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดนั้นคือฉากที่พ่อของคาลปฏิเสธเงินที่คาลหามาให้จากการเก็งกำไรในช่วงสงครามโลก คาลผู้ที่ควรจะวิ่งหนีจากพ่อของเขาตามที่บทได้เขียนไว้ ดีนกลับพุ่งเข้าใส่และกอดพ่อของเขาอย่างเต็มอ้อมแขน ร้องไห้อย่างเต็มไปด้วยความรู้สึก ผู้กำกับเก็บฉากดังกล่าวไว้และกลายเป็นฉากหนึ่งที่น่าจดจำเมื่อภาพยนต์ออกฉายในปี 1954 ผลงานการแสดงของดีนในเรื่อง East of Eden สะท้อนไปถึงบทบาทต่อไปของเขาอย่าง Jim Stark ในเรื่อง Rebel without a cause หรือเข้าฉายในประเทศไทยในชื่อ วัยอันตราย ทั้งสองบทบาทเป็นบทบาทของเด็กหนุ่มที่ไม่ถูกยอมรับในสังคม เต็มไปด้วยปัญหา ปราถนาที่จะเป็นที่ยอมรับของผู้เป็นพ่อ

จากการแสดงที่น่าจดจำของดีนใน East of Eden เขาได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมและเป็นนักแสดงคนแรกของประวัติศาสตร์ออสการ์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ East of Eden ยังเป็นภาพยนต์เรื่องเดียวที่เขานำแสดงและเขาได้ดูเมื่อยังมีชีวิตอยู่

ชีวิตส่วนตัวแก้ไข

นักเขียนบท William Bast หนึ่งในเพื่อนสนิทของเขา Bast ทั้งคู่เป็นรูมเมทในช่วงศึกษาอยู่ที่ UCLA และนิวยอร์ก Bast และเจมส์ ดีนยังสนิทสนมกันเป็นเวลากว่าห้าปีก่อนที่ดีนจะเสียชีวิต [14]

ช่วงศึกษาที่ UCLA ดีนคบหากับ Beverly Wills นักแสดงของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส และคบหากับเพื่อนในชั้นเรียนการแสดง Jeanette Lewis Bast เริ่มเขียนชีวประวัติเป็นคนแรกและกว่าวว่าเขาและเจมส์ ดีนยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกันในระยะสั้นๆที่โรงแรม Borrego Springs เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย[15][16]

ในช่วงที่อยู่ที่นิวยอร์ก ดีนได้รู้จักกับ Barbara Glenn ทั้งคู่เลิกลากันหลังจากคบหากันเป็นเวลาสองปีโดยที่จดหมายรักของทั้งคู่ถูกประมูลขายเป็นเงินประมาณหนึ่งล้านบาท

หนึ่งในความสัมพันธ์ที่โด่งดังมากที่สุดของเจมส์ ดีนนั่นคือช่วงที่เขาคบกับนักแสดงชาวอิตาเลียน Pier Angeli ทั้งสองพบกันในตอนที่ Angeli ถ่ายหนังเรื่อง The Silver Chalice (1954)[17] เธอให้สัมภาษณ์ในวัยสิบสี่ปีหลังจากสิ้นสุดความสัมพันธ์ ทั้งคู่ใช้เวลาด้วยกันอยู่ที่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ในกระท่อมที่ห่างไกลจากผู้คน ทั้งคู่พูดคุยกันถึงเรื่องราวและปัญหาต่างๆในวงการหนัง ชีวิตและชีวิตหลังความตาย เธอกล่าวว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นดังโรมิโอ กับ จูเลียต[18]

ภายหลังทั้งคู่ก็ยุติความสัมพันธ์ลงสามเหตุเนื่องจากแรงกดดันจากฝ่ายแม่ของเธอที่ไม่ยอมรับในการแต่งตัว และพฤติกรรมต่างๆเช่น การแต่งตัว ไม่ตรงต่อเวลา แข่งรถ ดื่มแอลกอฮอล์ และที่ดีนเองไม่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก แม่ของเธอกล่าวว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งรับไม่ได้ในอิตาลี มากไปกว่านั้นบริษัท Warner Bros ที่ดีนทำงานเป็นนักแสดงอยู่นั้นพยายามเกลี้ยกล่อมไม่ให้เขาแต่งงาน และดีนเองยังบอกกับ Pier Angeli ว่าเขาเองไม่อยากแต่งงาน ต่อมาเพื่อนนักแสดงที่ร่วมงานกับเขาในเรื่อง East of Eden กล่าวว่าจริงๆแล้วดีนต้องการจะแต่งงานกับเธอและพร้อมที่จะเลี้ยงลูกของเขาให้เติบโตในแบบอย่างคาทอลิก

นักวิจารณ์บางคนเช่น William Bast และ Paul Alexander เชื่อว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจจะเป็นเพียงการโปรโมต ในชีวประวัติของ Elia Kazen ผู้กำกับ East of Eden ไม่เชื่อว่าดีนจะประสบความสำเร็จในการคบหาดูใจกับใคร ถึงแม้เขาเองจะรับรู้ความสัมพันธ์ของเจมส์ ดีน และ Pier Angeli ในกองถ่ายก็ตาม

Pier Angeli เคยกล่าวในบทสัมภาษณ์อธิบายความสัมพันธ์อันเพ้อฝันของทั้งคู่อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการพบเจอที่ทะเล ซึ่งภายหลัง John Hewlett ผู้เขียนอัตชีวประวัติของดีนกล่าวว่าเป็นเพียงความปราถนาของนักแสดงหญิงอย่างที่ Bast เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า

หลังจากการถ่ายทำ East of Edem สิ้นสุดลงในปี 1954 ดีนกลับไปที่นิวยอร์ก ในระหว่างนั้น Angeli ประกาศหมั้นกับนักร้อง-นักแสดงชาวอิตาลี Vic Damone อย่างปุบปับ สื่อต่างตกตะลึง ดีนเองในระหว่างนั้นยังแสดงท่าทีไม่พอใจกับการประกาศนั้น Angeli และ Damone แต่งงานกันภายหลังไม่กี่เดือน

ต่อมาดีนก็คบหากับนักแสดงชาวสวิสเซอร์แลนด์ Ursula Andress เธอถูกพบเห็นกับเจมส์ ดีนในรถสปอร์ตและอยู่กับเขาในวันที่เขาซื้อรถ Porsche 550 spyder ซึ่งเป็นรถที่เขาขับในอุบัติเหตุรถยนต์

การเสียชีวิตแก้ไข

 
แยกที่เจมส์ ดีนเสียชีวิต

30 กันยายน ค.ศ. 1955 เจมส์ ดีน และช่างยนต์ของเขา รอล์ฟ วูเทอริช ได้ขับรถ Porsche 550 Spyder สีเงินเปิดประทุนคู่ใจของเขา ออกจากเมืองลอสแอนเจลิส เพื่อไปเข้าร่วมงานแข่งรถที่เมืองซาลีน่าส์ แคลิฟอร์เนีย ขณะที่เขาขับรถอยู่บนทางหลวงสาย 466 ช่วงเมืองโชเลม แคลิฟอร์เนีย รถจากเลนฝั่งตรงข้ามซึ่งขับโดยนักศึกษาวัย 23 ปี นาย Donald Turnupseed ซึ่งไม่ได้สังเกตเห็นรถของดีน ได้เลี้ยวตัดหน้าเลนของเขา เพื่อจะเข้าสู่ทางหลวงสาย 41 ทำให้รถทั้งสองคันประสานงากันอย่างจัง

ผลจากอุบัติเหตุจากรายงานของตำรวจที่ประสบเหตุ พบว่านาย Donald เพียงจมูกฟกช้ำและได้รับบาดแผลที่ศีรษะด้านหน้าเล็กน้อย รอล์ฟ วูเทอริช ช่างยนต์ กระเด็นตกจากรถขากรรไกรหัก และได้รับบาดเจ็บตามร่างกายเล็กน้อย ในขณะที่เจมส์ ดีน ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ตำรวจจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจเมื่อเวลา 17.59 น. ของวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1955 ซึ่งขณะนั้น เจมส์ ดีน มีอายุได้เพียง 24 ปี

ผลงานภาพยนตร์แก้ไข

  • Fixed Bayonets (1951)
  • Sailor Beware (1952)
  • Deadline - U.S.A. (1952)
  • Has Anybody Seen My Gal? (1952)
  • Trouble Along the Way (1953)
  • East of Eden (1955)
  • Rebel Without a Cause (1955)
  • Giant (1956)

อ้างอิงแก้ไข

  1. Goodman, Ezra (September 24, 1956). "Delirium over dead star". Life. Vol. 41 No. 13. pp. 75–88.CS1 maint: location (link)
  2. David S. Kidder; Noah D. Oppenheim (October 14, 2008). The Intellectual Devotional Modern Culture: Revive Your Mind, Complete Your Education, and Converse Confidently with the Culturati. Rodale. p. 228. ISBN 978-1-60529-793-4. สืบค้นเมื่อ July 21, 2013. Dean was the first to receive a posthumous Academy Award nomination for acting and is the only actor to have received two such posthumous nominations.
  3. "AFI's 100 Years...100 Stars". American Film Institute. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-01-13. สืบค้นเมื่อ 2022-02-09.
  4. Chris Epting (June 1, 2009). The Birthplace Book: A Guide to Birth Sites of Famous People, Places, & Things. Stackpole Books. p. 163. ISBN 978-0-8117-4018-0.
  5. 5.0 5.1 George C. Perry (2005). James Dean. DK Publishing, Incorporated. p. 27. ISBN 978-0-7566-0934-4.
  6. Michael DeAngelis (August 15, 2001). Gay Fandom and Crossover Stardom: James Dean, Mel Gibson, and Keanu Reeves. Duke University Press. p. 97. ISBN 0-8223-2738-4.
  7. Val Holley (September 1991). James Dean: Tribute to a Rebel. Publications International. p. 18. ISBN 978-1-56173-148-0.
  8. Robert Tanitch (1997). The Unknown James Dean. Batsford. p. 114. ISBN 978-0-7134-8034-4.
  9. Marie Clayton (January 1, 2004). James Dean: A Life in Pictures. Barnes and Noble Books. ISBN 978-0-7607-5614-0.
  10. Billy J. Harbin; Kim Marra; Robert A. Schanke (2005). The Gay & Lesbian Theatrical Legacy: A Biographical Dictionary of Major Figures in American Stage History in the Pre-Stonewall Era. University of Michigan Press. pp. 133–134. ISBN 0-472-06858-X.
  11. 11.0 11.1 See also Joe and Jay Hyams, James Dean: Little Boy Lost (1992), p. 20, who present an account alleging Dean's molestation as a teenager by his early mentor DeWeerd and describe it as Dean's first homosexual encounter (although DeWeerd himself largely portrayed his relationship with Dean as a completely conventional one).
  12. 12.0 12.1 Paul Alexander, Boulevard of Broken Dreams: The Life, Times, and Legend of James Dean, Viking, 1994, p. 44.
  13. Sessums, Kevin (March 23, 2011). "Elizabeth Taylor Interview About Her AIDS Advocacy, Plus Stars Remember". The Daily Beast. สืบค้นเมื่อ March 24, 2011.
  14. Bast, William (2006). Surviving James Dean. Fort Lee, N.J.: Barricade Books. ISBN 1-56980-298-X. OCLC 63680067.
  15. Raaijmakers, René (2019-12-15), "Boulevard of Broken Dreams", ASML’s Architects, SPIE, ISBN 978-1-5106-3724-5, สืบค้นเมื่อ 2021-07-18
  16. Baron, Ava; Fine, Lisa M. (1991-03). "Souls of the Skyscraper: Female Clerical Workers in Chicago, 1870-1930". Contemporary Sociology. 20 (2): 238. doi:10.2307/2072939. ISSN 0094-3061. Check date values in: |date= (help)
  17. Brunning, Dennis. "AFI Catalog of Feature Films". CC Advisor.
  18. David., Dalton, (2014). James Dean : The Mutant King : a biography. Chicago Review Press. ISBN 978-1-883052-77-5. OCLC 889909296.CS1 maint: extra punctuation (link)