ศิลปะอู่ทอง

ศิลปะอู่ทอง หรือ ศิลปะยุคอู่ทอง เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–20 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับศิลปะเชียงแสนและศิลปะสุโขทัย

เจดีย์วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดชัยนาท
หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่นที่ 2
เศียรธรรมิกราช ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 1
พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่นที่ 2

นิยามแก้ไข

เหตุที่เรียกว่า "อู่ทอง" เพราะแต่เดิมถือว่าศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองอยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่รู้จักและขนานนามกันมากที่สุดคือ พระพุทธรูป โดยกำหนดเอาพระพุทธรูปแบบหนึ่งซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะสกุลช่างสมัยทวารวดี ลพบุรี และสุโขทัย เรียกว่า ศิลปะแบบอู่ทอง โดยได้รับอิทธิพลศิลปะทวารวดีมากที่สุด[1]

คำว่า "ศิลปะอู่ทอง" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่เขียนขึ้นโดยนักอ่านจารึก ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ และตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยเขียนไว้ว่า "พระพุทธรูปแบบนี้จะเริ่มทำตั้งแต่ก่อนพระเจ้าอู่ทองได้สร้างกรุงศรีอยุธยา (เมื่อ พ.ศ. 1893) หรือภายหลัง ข้อนี้ที่ยังสงสัยอยู่ พิพิธภัณฑสถานฯ จึงได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า สมัยอู่ทอง แปลว่าสมัยพระเจ้าอู่ทอง จะเปนก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาหรือหลังก็ตาม"[2]

แม้อาณาจักรอู่ทองมีขอบเขตแค่ไหนยังไม่เป็นที่ยุติ แต่เท่าที่พบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบที่เรียกว่าอู่ทอง มีอยู่ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท ลพบุรี อยุธยา ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งเกาะเมืองอยุธยา โดยเรียกว่า เมืองอโยธยา[1]

สถาปัตยกรรมแก้ไข

การก่อสร้างสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธลัทธิเถรวาท สืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี ลักษณะโบสถ์ วิหาร ไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย เจดีย์แบบอู่ทองได้รับอิทธิพลจากศิลปะศรีวิชัย ตัวอย่างเช่น วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดชัยนาท และมีลักษณะเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม เรือนธาตุ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานลูกบัวแก้วและองค์ระฆัง

ประติมากรรมแก้ไข

งานประติมากรรมที่หล่อด้วยสำริดมีความประณีตและบาง เป็นศิลปะสืบต่อจากทวารวดี ต่อมาผสมกับศิลปะสุโขทัย ลักษณะองค์พระพุทธรูปมีความบางเบาขึ้น พุทธลักษณะเด่นชัดคือ วงพระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยม มีไรพระศกเป็นกรอบ[3] ดูเขร่งขรึม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยและเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาว จรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาหรืออุษณีษะทำเป็นทรงแบบฝาชีอย่างศิลปะลพบุรี ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของ พระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 1 ตัวอย่างของพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 1 เช่น เศียรธรรมิกราช หรือเศียรพระพุทธรูปอู่ทองหล่อสําริดขนาดใหญ่ที่ได้จากวัดธรรมิกราช พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองที่ได้จากกรุ พระปรางค์วัดราชบูรณะ[4]

ต่อมาทำอุษณีษะและขมวดพระเกศาหรือขึ้นไปเป็นพระรัศมีแบบเปลวเพลิงตามแบบศิลปะสุโขทัย พัฒนาการคลายความเคร่ง ขรึมที่พระพักตร์ลง มีลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการค่อยๆ ลดอิทธิพลทางศิลปะแบบขอมลง เรียกว่าเป็นแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ตัวอย่างได้แก่ พระเจ้าพนัญเชิง หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนภาพสลักศิลาและภาพปูนปั้นต่าง ๆ ลักษณะลายเป็นแบบประดิษฐ์มากกว่าสมัยลพบุรี

พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่น 3 หรือ อู่ทองหน้าหนุ่ม มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยมากขึ้น พระพักตร์รูปไข่ พระนลาฏแคบ พระวรกายเพรียวบางครั้งพบในลักษณะแข้งคมเป็นสัน เรียกว่า แข้งสัน[5]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "ศิลปะสมัยอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 17–20". หน้าจั่ว.
  2. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. "เมืองอู่ทอง ไม่ได้เกี่ยวกันกับพระเจ้าอู่ทอง และศิลปะอู่ทอง". มติชน.
  3. "ประติมากรรมไทยสมัยอู่ทองและสมัยอยุธยา". สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๔.
  4. "พบหลักฐาน "เจ้าแม่ศรีจุฬาลักษณ์"ไม่ใช่คนสุโขทัย แต่ไปจาก "สุพรรณภูมิ"". ศิลปวัฒนธรรม.
  5. "พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง". สยามรัฐออนไลน์.