เปิดเมนูหลัก

รายชื่อประธานาธิบดีบราซิล

บทความรายชื่อวิกิมีเดีย

สาธารณรัฐเก่า (1889–1930)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐบราซิลที่ 1

ค.ศ. 1889 จักรวรรดิบราซิล ถูกล้มล้างและแทนที่ด้วยสาธารณรัฐในการ รัฐประหารนำโดยจอมพล เดโอโดโร ดา ฟอนเซกา, ผู้ถอดถอนสมเด็จพระจักรพรรดิเปโดรที่ 2, ประกาศให้บราซิลเป็นสาธารณรัฐและจัดตั้งรัฐบาลชั่คราว ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1889 คณะรัฐประหารเริ่มต้นในความพยายามที่จะล้มล้างอำนาจนายกรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิอัลฟอนซู เซลตู, วิสเคานต์แห่งออโร เปรโต, แต่การรัฐประหารอันคาดไม่ถึงว่านายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดยจักรพรรดิและผู้พึงพอใจในความมั่นใจที่จะเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรบานปลายไปสู่การล้มเลิกราชาธิปไตย พร้อมกับการสถาปนาสาธารณรัฐบราซิล รัฐธรรมนูญของจักรวรรดิถูกยกเลิก รัฐสภาอิมพีเรียล (สมัชชาแห่งชาติ) ได้ยุติบทบาทลง ไม่เพียงแต่วิสเคานท์แห่งออโร เปรโต จะต้องออกจากตำแหน่ง แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ถูกยกเลิกไปด้วย ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาลชั่วคราว จอมพลเดโอโดโร เด ฟอนซากา ซึ่งปกครองโดยกฤษฎีกา ได้ยุบรวมตำแหน่งประมุขแห่งรัฐกับหัวหน้ารัฐบาลเข้าด้วยกัน จังหวัดต่าง ๆ ในจักรวรรดิถูกปรับปรุงเป็นมลรัฐและสาธารณรัฐใหม่นี้ถูกรับรองเป็นสหพันธรัฐ ภายใต้การรวมตัวโดยถาวรของแต่ละรัฐ

ในปีค.ศ. 1890 การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเรียกและจัดขึ้น แต่คำสั่งของรัฐบาลเฉพาะกาลที่กำหนดให้สภาคองเกรสต้องใช้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับระบบสาธารณรัฐของรัฐบาลที่ประกาศล่าสุด และจัดให้มีการประกาศโดยเร็วไวโดยสหพันธรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 รัฐธรรมนูญบราซิลฉบับใหม่ร่างเสร็จ โดยอาศัยพื้นฐานจากสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐแห่งสหพันธรัฐบราซิล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจะได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนลงคะแนนเสียง แต่สำหรับประธานาธิบดีคนแรกในสมัยแรก ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะได้รับการคัดเลือกจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ; สภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกและรองประธานาธิบดีทันทีหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

โดยตอนนั้น สภาเลือกหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราว เดโอโดโร ดา ฟอนเซซา เป็นประธานาธิบดีคนแรก จอมพลฟลอเรียโน เปอีโซโต เป็นรองประธานาธิบดีหมายเลข 1 ประธานาธิบดีคนแรกและรองประธานาธิบดีคนแรกเริ่มเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 เพียง 2 วันหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเท่านั้นเดโอโดโรลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี 10 เดือนหลังจากการรัฐประหารซึ่งเขาก็ยกเลิกรัฐสภาซึ่งได้กลับกัน ต่อมา ฟลอเรียโน เปอีโซโต รองประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ในค.ศ. 1894 ตำแหน่งประธานาธิบดีเปอีโซโตได้ส่งต่อไปยังปรูเดนเต เด โมราอิสซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยการลงคะแนนเสียงของประชาชน ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1891 และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นพลเรือน

ถึงแม้โดยหลักจะเป็นระบอบประชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ สาธารณรัฐเก่าก็ยังเป็นลักษณะของอำนาจของคณาธิปไตยส่วนภูมิภาคและไม่ค่อยมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจในขอบเขตของรัฐบาลกลางระหว่างรัฐเซาเปาโลและมินัส เกอเรส การลงคะแนนเสียงในชนบทมักถูกควบคุมโดยเจ้าของที่ดินในท้องถิ่นและน้อยกว่า 6% ของประชากรที่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนเนื่องจากการรู้หนังสือ

ค.ศ. 1930 เมื่อบราซิลได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929 การปฏิวัติมีขึ้นอีกครั้งและสาธารณรัฐเก่าก็ถึงกาลอวสาน ประธานาธิบดีวอชิงตัน ลูอิส ผู้ได้รับการสนับสนุนจากคณาธิปไตยเซาเปาโล คาดการณ์กันว่าจะมีการสลับระหว่างเซเปาโลและมินัสและสนับสนุนผู้สมัครที่มาจากเซาเปาโล จูลิโอ เปรสเตสด้วยเช่นกัน เปรสเตสชนะการเลือกตั้งแต่วอชิงตัน ลูอิส ถูกถอดถอนก่อนจะดำรงตำแหน่งครบวาระเพียง 3 สัปดาห์ เปรสเตสจึงไม่เคยได้บริหารประเทศเลย

พรรค

      กองทัพ       พรรคสหพันธสาธารณรัฐ       พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล       พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส       พรรคสาธารณรัฐริโอ เดอ จาเนโร       พรรคสาธารณรัฐอนุรักษ์นิยม       พรรคสาธารณรัฐบาร์เรย์โรส       พรรคสาธารณรัฐแห่งบาเอีย

ประธานาธิบดี
(birth–death)
ภาพ รับเลือก เริ่มวาระ พ้นวาระ พรรคการเมือง รองประธานาธิบดี ตำแหน่งเดิม บ้านเกิด
1 เดโอโดโร ดา ฟอนเซกา
(1827–1892)
  1891 หัวหน้าคณะรัฐบาลชั่วคราว
ตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1889

26 กุมภาพันธ์ 1891[a]
23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1891 [b] กองทัพ ฟลอเรียโน เปอีโซโต ประธานแห่งมณฑลเซา เปโดร โด ริโอ กรังดูซุล ซิดาเด ดาส อาลาโกอัส, อาลาโกอัส
2 ฟลอเรียโน เปอีโซโต
(1839–1895)
  23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1891 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 [c] กองทัพ
ว่าง
รองประธานาธิบดี มาเซโอ, อาลาโกอัส
3 ปรูเดนเต เด มาราอีส
(1841–1902)
  1894 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898 พรรคสหพันธสาธารณรัฐ (PR Fed) มานูเอล วิโตริโน
(PR Fed)
ประธานสภาสหพันธรัฐ
สมาชิกวุฒิสภาเซา เปาลู
อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนุญ
อิตู, เซาเปาลู
4 กัมโปส ซาเลส
(1841–1913)
  1898 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1902 พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล (PRP) โรซา เอ ซิลวา
(PR Fed)
ผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู กัมปินัส, เซาเปาลู
5 รอดริเกซ อัลเวซ
(1848–1919)
  1902 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1902 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล (PRP) ซิลเวียโน บรันดาว[d]
(PRM)
ผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู กัวราตินเกตา, เซาเปาลู
อาฟอนซู เปนา[e]
(PRM)
6 อาฟอนซู เปนา
(1847–1909)
  1906 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 14 มินายน ค.ศ. 1909 [f] พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส (PRM) นิโล เปซันยา
(PRF)
รองประธานาธิบดี ซานตา บารบารา, มินัส เกอเรส
7 นิโล เปซันยา
(1867–1924)
  14 มินายน ค.ศ. 1909 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 พรรคสาธารณรัฐริโอ เดอ จาเนโร (PRF)
ว่าง
รองประธานาธิบดี กอมโปส, ริโอ เดอ จาเนโร
8 เฮอร์เมส ดา ฟอนเซกา
(1855–1923)
  1910 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1914 พรรคสาธารณรัฐอนุรักษ์นิยม (PRC)
เวเซเลา บราส
(PRM)
Minister of the Superior Military Court เซา กาเบรียล, ริโอ กรอง เดอ ซุล
9 เวเซเลา บราส
(1868–1966)
  1914 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1914 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส (PRM) เออรบาซานโตส
(PRM)
รองประธานาธิบดี บราโซโปลิส, มินัส เกอเรส
รอดริเกซ อัลเวซ
(1848–1919)
  1918 ไม่เคยได้บริหารประเทศ[g] พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล (PRP) เดลฟีม โมเรรา
(PRM)
สมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานาธิบดี กัวราตินเกตา, เซาเปาลู
10 เดลฟีม โมเรรา
(1868–1920)
  รักษาการประธานาธิบดี ตังแต่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918
16 มกราคม 1919
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1919 [h] พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส (PRM)
ว่าง
รองประธานาธิบดี กริสตินา, มินัส เกอเรส
11 เอปิตาเชียว เปซซัว
(1865–1942)
  1919 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1919[i] 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส (PRM) เดลฟีม โมเรรา
(PRM)
สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐปาราอีบา อัมบูเซโร, ปาราอีบา
บูเอโน เด ปาอีวา[j]
(PRM)
12 อาเธอร์ เบอร์นันเดซ
(1875–1955)
  1922 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1926 พรรคสาธารณรัฐแห่งมินัส เกอเรส (PRM) เอสตาซิโอ คอมบรา
(PRB)
ผู้ว่าการรัฐมินัส เกอเรส วีโซซา, มินัส เกอเรส
13 วอชิงตัน ลูอิส
(1869–1957)
  1926 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1926 24 ตุลาคม ค.ศ. 1930 [k] พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล (PRP) เฟอร์นันโด เด เมโล วิอานา
(PRM)
สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเซาเปาลู มากาเอ, ริโอ เดอ จาเนโร
จูลิโอ เปรสเตส
(1882–1946)
  1930 ไม่เคยได้บริหารประเทศ[l] พรรคสาธารณรัฐเซาเปาโล (PRP) วิตาล ซัวเรส
(PRB)
ผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู อิตาเปตินินกา, เซาเปาลู

ยุคสมัยวาร์กัส (1930–1946)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: Vargas Era
พรรค

      พันธมิตรเสรีนิยม (until 1937)

ประธานาธิบดี
(birth–death)
ภาพ รับเลือก เริ่มวาระ พ้นวาระ พรรคการเมือง รองประธานาธิบดี ตำแหน่งเดิม บ้านเกิด
1) ทัสซู ฟรากูซู
2) อิซาเอียส ดู โนโรนยา
3) เมนา บาเรตโต
  24 ตุลาคม ค.ศ. 1930 3 ตุลาคม ค.ศ. 1930 ไม่มี (คณะรัฐบาลทหารเฉพาะการ)
ว่าง
1) นายพลเอกแห่งกองทัพบราซิล
2) พลเรือเอกแห่งกองทัพเรือบราซิล
3) พลตรี แห่ง[[กองทัพ[dบราซิล]]
1) เซาลูอีส รัฐมารันเยา
2) ริโอ เดอ จาเนโร
3) โปร์ตูอาเลกรี
14 เกทูเลียว วาร์กัส
(1882–1954)
  1934 หัวหน้ารัฐบาลเฉพาะกาล
3 November 1930

20 กรกฎาคม ค.ศ. 1934[m]
29 ตุลาคม ค.ศ. 1945[n] พันธมิตรเสรีนิยม(AL)
ว่าง[o]
ผู้ว่าการรัฐรีอูกรันดีดูซูล เซา บอรยา, รีอูกรันดีดูซูล
15 โคเซ ลินยาเรส
(1886–1957)
  29 ตุลาคม ค.ศ. 1945 30 มกราคม ค.ศ. 1946 ไม่มี[p]
ว่าง
ประธานศาลฎีกาสหพันธรัฐ Baturité, Ceará

สาธารณรัฐที่ 2 (1946-1964)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐบราซิลที่ 2

ค.ศ. 1945, วาร์กัสถูกถอดถอนโดยคณะรัฐประหาร นำโดยอดีตผู้สนับสนุนของเขา อย่างไรก็ตาม, เขาก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งและอิทธิพลทางการเมืองของเขายังมีอยู่จนถึงสาธารณรัฐที่ 2 ยุคนี้ มี 3 พรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลในประเทศแยกเป็นฝ่ายสนับสนุนวาร์กัส – ฝ่ายซ้าย, PTB และฝ่ายกลางเอียงขวา-, PSD – และฝ่ายต่อต้านวาร์กัส, ฝ่ายขวาจัด UDN. ยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีเสถียรภาพนัก ในค.ศ. 1954, วาร์กัสฆ่าตัวตายระหว่างวิกฤติการณ์อันเป็น อันตรายต่อรัฐบาลของเขา ตามมาด้วยเหล่าประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลาสั้น ๆ ในค.ศ. 1961 พรรค UDN ชนะการเลือกตั้งครั้งแรก มีการสนับสนุนยานิโอ กวาโดรส ผู้เป็นสมาชิกในพรรคเล็กอันเป็นพันธมิตรกับพรรค UDN กวาโดรสผู้ก่อนเลือกตั้งมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในทางการเมืองและมีท่าทีต่อต้านการทุจริต แต่เขาก็ลาออกอย่างกะทันหันหลังดำรงตำแหน่งได้ 7 เดือน นักประวัติศาสตร์คาดว่ากวาโดรสดื่มหนักมากขณะลงนามในเอกสารลาออก ขณะที่บางส่วนเสนอว่ากวาโดรสล้มเหลวในเรื่องที่รัฐสภาไม่ยอมรับให้รองประธานาธิบดีของเขาเป็นประธานาธิบดี นักประวัติศาสตร์เหล่านั้นจึงเห็นว่าการลาออกของกวาโดรสเป็นความพยายามที่จะกลับไปทำงานด้วยอำนาจที่เพิ่มขึ้นและการสนับสนุนทางการเมืองมากขึ้น เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นทั้ง 2 กรณี: กวาโดรสเมาเมื่อเขาลาออกและในขณะนั้น เขาวางแผนที่จะกลับไปสู่อำนาจโดยการร้องขอจากรัฐสภาแต่ล้มเหลว รัฐสภาเพิ่งได้รับจดหมายของกวาโดรสและท่ามกลางความตกตะลึงของนักการเมืองและประเทศชาติ จดหมายฉบับนั้นได้ถูกประกาศลงในบันทึกของสภาคองเกรสและตำแหน่งประธานาธิบดีได้รับการประกาศว่าว่างลง ประธานสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โอรู เด มูรา อันดราเด มองว่าการลาออกเป็นจังหวัดของประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องลงมติ รัฐสภาไม่จำเป็นต้องยืนยันและคำประกาศของประธานาธิบดีลาออกเป็นที่สิ้นสุด เวลานั้น ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะถูกออกเสียงในที่ประชุมแยกต่างหาก นักการเมืองฝ่ายซ้าย โจอาว กูลาร์ต รองประธานาธิบดีเป็นศัตรูทางการเมืองของจานิโอ กวาโดรส กูลาร์ตเดินทางออกนอกประเทศและรัฐสภาถูกควบคุมโดยนักการเมืองฝ่ายขวา ในช่วงที่ไม่มีกูลาร์ต ประธานสภาผู้แทนราษฎรรานิเอรี มาซซิลลีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของบราซิล จากนั้นก็มีแผนจะปิดกั้นการริเริ่มของรองประธานาธิบดีในตำแหน่งประธานาธิบดี แต่สภาคองเกรสต่อต้านการริเริ่มของ Goulart นำไปสู่ปฏิกิริยาโดยผู้ว่าการรัฐริโอกรังดีซูลซึ่งเป็นผู้นำ "กฎหมายรณรงค์" และแยกออกเป็น ทหาร (ที่ในช่วงที่สาธารณรัฐที่ 2 ถูกแทรกแซงอย่างมากในทางการเมือง) ท่ามกลางวิกฤติทางการเมือง การแก้ปัญหาคือการนำสภาคองเกรสแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกการบริหารประธานาธิบดีและแทนที่ด้วยระบบรัฐสภาของรัฐบาล ภายใต้แนวทางการเจรจาดังกล่าวการริเริ่มของกูลาร์ตได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไป แต่กูลาร์ตจะเป็นประมุขแห่งรัฐเท่านั้นและนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาจะเป็นผู้นำรัฐบาล ระบบใหม่ของการดำรงอยู่ของรัฐบาลยังคงได้รับความนิยมในการลงประชามติที่กำหนดไว้สำหรับ 1963 ผลของการลงประชามตินี้นำไปสู่ การยึดอำนาจประธานาธิบดี และคณะรัฐประหารได้ปลดกูลาร์ตออกจากตำแหน่ง เริ่มสมัยกองทัพในค.ศ. 1964

พรรค

      พรรคสังคมประชาธิปไตย       พรรคแรงงานบราซิล       พรรคสังคมก้าวหน้า       พรรคแรงงานแห่งชาติ

ประธานาธิบดี
(birth–death)
ภาพ รับเลือก เริ่มวาระ พ้นวาระ พรรคการเมือง รองประธานาธิบดี ตำแหน่งเดิม บ้านเกิด
16 กัสปาร์ ดูทรา
(1883–1974)
  1945 31 มกราคม ค.ศ. 1946 30 มกราคม ค.ศ. 1951 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)
ว่าง
รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม กูยาบา, มาตูโกรสซู
เนเรอ รามอส[q]
(PSD)
17 เกทูเลียว วาร์กัส
(1882–1954)
  1950 31 มกราคม ค.ศ.1951 24 สิงหาคม ค.ศ.1954[r] Brazilian Labour Party (PTB) กาเฟ ฟิโล
(PSP)
Senator for Rio Grande do Sul
และ อดีตประธานาธิบดีบราซิล
เซา บอรยา, รีอูกรันดีดูซูล
18 กาเฟ ฟิโล
(1899–1970)
  รักษาการประธานาธิบดี ตั้งแต่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1954
3 กันยายน ค.ศ. 1954[s]
Under self-delcared incapacity from 8 November 1955
and barred from resuming the powers of the presidency from 22 November 1955
[t]

30 มกราคม ค.ศ. 1956
พรรคสังคมก้าวหน้า (PSP)
ว่าง
รองประธานาธิบดี นาทัล, รัฐรีอูกรันดีดูนอร์ตี
19 คาร์ลอส ลูซ
(1894–1961)
รักษาการประธานาธิบดี
แทนกาเฟ ฟิโล
  8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)
ว่าง
President of the Chamber of Deputies
Federal Deputy for Minas Gerais
แทรส คอราคอส, มินัส เกอเรส
20 เนเรอ รามอส
(1888–1958)
รักษาการประธานาธิบดี'[u]
  11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 30 มกราคม ค.ศ. 1956 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)
ว่าง
Vice President of the Federal Senate
Senator for Santa Catarina
ลาเฌส, ซานตา กาตารีนา
21 จุสเซลิโน กูบิทส์เชก
(1902–1976)
  1955 31 มกราคม ค.ศ. 1956 30 มกราคม ค.ศ. 1961 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD) โจอาว กูลาร์ต
(PTB)
ผู้ว่าการรัฐมินัส เกอเรส เดียมันตินา, มินัส เกอเรส
22 จานิโอ กวาโดรส
(1917–1992)
  1960 31 มกราคม ค.ศ. 1961 25 สิงหาคม ค.ศ. 1961[v] National Labor Party (PTN) ผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู กังปูกรังจี, รัฐมาตูโกรสซูโดซูล[w]
23 เรนิเยรี มาสซิลลี
(1910–1975)
Acting President[x]
  25 สิงหาคม ค.ศ. 1961 7 September 1961 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)
ว่าง
President of the Chamber of Deputies
Federal Deputy for São Paulo
คาคอนเด, เซาเปาลู
24 โจอาว กูลาร์ต
(1918–1976)
  7 September 1961[y] 1 April 1964[z] Brazilian Labour Party (PTB)
ว่าง
รองประธานาธิบดี เซา บอรยา, รีอูกรันดีดูซูล

สมัยรัฐบาลทหาร (1964–1985)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลทหารบราซิล

      พรรคสังคมประชาธิปไตย (ถูกล้มล้างในค.ศ. 1965)

Parties abolished, except for

      พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ภายหลังเป็น พรรคสังคมประชาธิปไตย)

ประธานาธิบดี
(birth–death)
ภาพ รับเลือก เริ่มวาระ พ้นวาระ พรรคการเมือง รองประธานาธิบดี ตำแหน่งเดิม บ้านเกิด
25 เรนิเอรี มาซซิลลี
(1910–1975)
รักษาการประธานาธิบดี[aa]
  2 เมษายน ค.ศ. 1964 14 เมษายน ค.ศ. 1964 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)
ว่าง
President of the Chamber of Deputies
Federal Deputy for São Paulo
คาคอนเด, เซาเปาลู
26 อุมแบร์โต กัสเตโล บรันโก
(1897–1967)
  1964 15 เมษายน ค.ศ. 1964 14 มีนาคม ค.ศ. 1967 พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ARENA)
(กองทัพ)
โจเซ มารีอา อัลคมิน
(PSDARENA)[ab]
Chief of the General Staff of the Brazilian Army Fortaleza, Ceará
27 อาร์เทอร์ ดา คอสตา เอ ซิลวา
(1899–1969)
  1966 15 มีนาคม ค.ศ. 1967 31 สิงหาคม ค.ศ. 1969
Suspended due to ill health
14 October 1969 Removed[ac]
พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ARENA)
(กองทัพ)
เปโดร อเลโซ
(ARENA)
รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ทาคารี, ริโอกรองเดอซุล
เปโดร อเลโซ[1]
(1901–1975)
  ไม่เคยได้บริหารประเทศ[ad] พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ARENA)
ว่าง
รองประธานาธิบดี มาเรียนา, มินัส เกอเรส
1) ออกุสโต ราเดมาเกอร์
2) ออเรเลียว เด ลิรา ทาวาเรส
3) มาร์เชียว เมโล
  31 สิงหาคม ค.ศ. 1969 30 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ไม่มี
(คณะทหาร)
ว่าง
1) Admiral of the Fleet, Minister of the Brazilian Navy
2) General of the Army, Minister of the Brazilian Army
3) Air Brigadier, Minister of the Brazilian Air Force
1) ริโอ เดอ จาเนโร
2) โจอาว เปสซัว
3) ฟลอเรียโนโปลิส
28 เอมิเลียว เมดิซี
(1905–1985)
  1969 30 ตุลาคม ค.ศ. 1969 14 มีนาคม ค.ศ. 1974 พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ARENA)
(กองทัพ)
ออกุสโต ราเดมาเกร์
(ARENA)
(กองทัพ)
Head of the National Intelligence Service บาเฌ, ริโอกรองเดอซุล
29 เออร์เนสโต เกเซล
(1907–1996)
  1974 15 มีนาคม ค.ศ. 1974 14 มีนาคม ค.ศ. 1979 พรรคพันธมิตรการฟื้นฟูชาติ (ARENA)
(กองทัพ)
อดัลเบอร์โต ปาเรรา โดส ซานโตส
(ARENA)
(กองทัพ)
President of Petrobras เบนโต กอนซาลเวซ, รีอูกรังดีซุล
30 โจอาว ฟิเกเรโด
(1918–1999)
  1978 15 มีนาคม ค.ศ. 1979 14 มีนาคม ค.ศ. 1985 พรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD)[ae]
(กองทัพ)
ออเรเลียโน ชาเวซ
(PDS)
Head of the National Intelligence Service ริโอ เดอ จาเนโร, ริโอ เดอ จาเนโร


สาธารณรัฐใหม่ (1985–present)แก้ไข

Parties

      พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล       พรรคปฏิรูปแห่งชาติ

      พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล       พรรคเสรีภาพก้าวหน้า       พรรคแรงงาน       พรรคสาธารณัฐบราซิล       พรรคสังคมเสรี       Brazilian Labour Renewal Party

ประธานาธิบดี
(birth–death)
ภาพ รับเลือก เริ่มวาระ พ้นวาระ พรรคการเมือง รองประธานาธิบดี ตำแหน่งเดิม บ้านเกิด
ทันเครโด เนเวส
(1910–1985)
  1985 ไม่เคยได้บริหารประเทศ[af] พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (PMDB) โคเซ ซาร์นีย์
(PMDB)
ผู้ว่าการรัฐมินัส เกอเรส เซา โจอาว เดล เรย์, มินัส เกอเรส
31 โคเซ ซาร์นีย์
(1930–)
149x149px รักษาการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 198521 เมษายน 1985 14 มีนาคม ค.ศ. 1990 พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (PMDB)
ว่าง
รองประธานาธิบดี ปินเอโร, มาราเยา
32 เฟรนันโด คอลลอร์ เด เมลโล
(1949–)
  1989 15 มีนาคม ค.ศ. 1990 Powers and duties suspended on 2 October 199229 ธันวาคม ค.ศ. 1992[ag] Party of the National Reconstruction (PRN) อิตามาร์ ฟรังโก
(PRNPMDB[ah])
Governor of Alagoas ริโอ เดอ จาเนโร, ริโอ เดอ จาเนโร
33 อิตามาร์ ฟรังโก
(1930–2011)
150x150px Acting President from 2 October 199229 ธันวาคม ค.ศ. 1992 31 ธันวาคม ค.ศ. 1994 พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (PMDB)[ah]
ว่าง
รองประธานาธิบดี Brazilian territorial waters, Atlantic Ocean[ai]
34 เฟรนันโด เอนริเก การ์โดโซ
(1931–)
  1994
1998
1 มกราคม ค.ศ. 1995 31 ธันวาคม ค.ศ. 2002 พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (PSDB) มาร์โก มาเชียล
(PFL)
รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ริโอ เดอ จาเนโร, ริโอ เดอ จาเนโร
35 ลูอิส อินาซิโอ ลุลา ดา ซิลวา
(1945–)
  2002
2006
1 มกราคม ค.ศ. 2003 31 ธันวาคม ค.ศ. 2010 Workers' Party (PT) โคเซ อเลการ์
(PRB)
Federal Deputy for São Paulo (1987–1991) Caetés, Pernambuco
36 ดิลมา รุสเซฟ
(1947–)
  2010
2014
1 มกราคม ค.ศ. 2011 Powers and duties suspended on 12 May 201631 สิงหาคม ค.ศ. 2016[aj] พรรคแรงงาน (PT) มิเกล เทเมอร์
(PMDB)
Minister Chief of Staff of the Presidency of the Republic เบโลโอรีซอนชี, มินัส เกอเรส
37 มิเกล เทเมอร์
(1940–)
  รักษาการตั้งแต่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 201631 สิงหาคม ค.ศ. 2016 31 ธันวาคม ค.ศ. 2018 พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (MDB)[ak]
ว่าง
รองประธานาธิบดี ติเอเต, เซาเปาลู
38 ฌาอีร์ โบลโซนารู
(1955–)
  2018 1 มกราคม ค.ศ. 2019 ปัจจุบัน พรรคสังคมเสรี (PSL) แฮมิลตัน มูเรา (PRTB) Federal Deputy from Rio de Janeiro Glicério, São Paulo

เชิงอรรถแก้ไข

  1. In a military coup d'état on 15 November 1889, Marshal of the Army Deodoro da Fonseca overthrew the government of the Empire of Brazil, led by Prime Minister the Viscount of Ouro Preto. The unprecedented military coup against a prime minister appointed by the emperor and who enjoyed the confidence of the Chamber of Deputies quickly escalated to the proclamation of the republic on that same date; thus, Emperor Pedro II of Brazil was deposed by Marshal Deodoro da Fonseca and the monarchy was declared abolished. The constitution then in force ceased to operate, and the Empire of Brazil, a unitary state, was replaced with a federal republic, each province of the empire becoming a state. Until the organization of the republic's constitutional order, however, the central Government appointed the governments of the several States. The imperial Parliament (the General Assembly) was dissolved, and Deodoro formed a provisional government. Deodoro as head of the provisional government could appoint and dismiss the other members of that government, and discharged by decree absolute legislative and executive powers. The provisional government was in effect a dictatorship, and remaining monarchist sentiment in society was repressed, as the government and the army were committed to the consolidation of the recently declared republic. The imperial family and their descendants were banished from the country by decree of the provisional government, and the dynasty's exile was only revoked in 1920. In 1890 elections for a constituent congress were held, but the congress (made up of a senate with equal representation of the newly declared states and of a Chamber of Deputies with delegations proportional to the size of the population of each State) was required to adopt a constitution that conformed to the republican system of government and to the federal model of state. Congress assembled in November 1890 and a draft constitution, prepared by a committee of republican jurists and politicians appointed by the Provisional Government, was submitted to Congress by the head of the provisional government, and formed the basis for the congressional deliberations. The Constitution was promulgated by Congress on 24 February 1891. It confirmed the abolition of the parliamentary system of government and created a presidential Executive, widely based on the model of the United States of America. Presidents and vice-presidents were to be elected for 4 years, without the possibility of re-election, by direct popular ballot, but for the first presidential term, Congress was to conduct the election immediately after the adoption of the constitution. Subsequent presidents were to be elected on 1 March and inaugurated on 15 November, starting in the year 1894. Accordingly, under those transitional rules, on 25 February 1891, the day after the adoption of the constitution, Congress voted for president and vice-president, and the then head of the provisional government, Marshal Deodoro da Fonseca, was elected to become the nation's first President. The voting for vice-president took place immediately after the counting of the votes for President, and Marshal Floriano Peixoto was chosen by Congress to be the first vice-president. The swearing in of Deodoro da Fonseca and Floriano Peixoto as president and vice-president, respectively, took place on the following day, 26 February 1891, and that inauguration marked the termination of the Provisional Government.
  2. In a coup d'état on 3 November 1891, President Deodoro da Fonseca shut down the National Congress and ruled by decree for a few weeks, attempting to suspend the Constitution and to establish a dictatorial regime in the fashion of the Spanish American caudillos. There was a reaction by the Brazilian Navy against Deodoro's coup (the First Revolt of the Armada) and Deodoro was forced to resign the presidency. Deodoro was effectively deposed by the forces loyal to the Constitution in a counter-coup d'état, but because he yielded to the demands of the Navy and agreed to resign the presidency, neither the constitutional impeachment process nor a formal overthrow without impeachment (that would also have been a violation of the Constitution, this time by the counter-coup forces) took place, and instead Deodoro's removal from office was formalized as a simple resignation. Many officers in the Brazilian Navy were still monarchists, opposed Deodoro, and only reluctantly accepted the newly created Republic, but were unwilling to see it be transformed from a constitutional state into a dictatorship. Upon Deodoro's resignation on 23 November 1891, Vice-President Floriano Peixoto succeeded to the presidency and reversed Deodoro's coup. The constitutional legal order was restored, Deodoro's dissolution of Congress was deemed null and void, and Deodoro's other acts since the coup were similarly declared invalid.
  3. Marshal of the Army Floriano Peixoto, Deodoro's Vice-President, succeeded to the Presidency upon President Manuel Deodoro da Fonseca's resignation. The Constitution then in force stipulated that, whenever the Presidency became vacant during the first half of presidential term, new elections should be summoned at once, and the Vice-President should serve as President only until the inauguration of a new elected President. Deodoro had resigned during the first half of his presidential term (he had been sworn-in as President on 26 February 1891 to serve until 15 November 1894 and had resigned the office on 23 November 1891), but the new President, Floriano Peixoto, refused to summon new elections, arguing that the constitutional provision requiring new elections should only apply if the Presidency had been vacated during the first half of the presidential term by a President elected by direct popular ballot under the permanent provisions of the Constitution. Floriano held that, because Deodoro and himself had been respectively elected President and Vice-President by the Constituent Congress under the transitional provisions of the Constitution, and because the Constitution directed that the first elections by direct popular ballot should be held on 1 March 1894 to choose the President that would be inaugurated on 15 November 1894 for the first regular four year term, no elections needed to take place in the wake of Deodoro's resignation, neither by Congress, nor by direct popular ballot. Accordingly, Floriano Peixoto continued to serve as president for the remainder of the first presidential term, that is, until 15 November 1894. Because his interpretation of the Constitution was disputed by several political forces and his manner was regarded as also dictatorial, Floriano faced many revolts (including the Second Revolt of the Armada, that the Administration managed to defeat), and Floriano governed under state of siege, with the right of habeas corpus and several other constitutional rights suspended (in accordance with the emergency provisions of the Constitution), for most of his time in office. Floriano also took advantage of the emergency powers of the state of siege to further suppress remaining pockets of Monarchist sentiment in society and in Brazil's political life, and for this reason he has been dubbed the "consolidator of the Republic". In 1894 he was succeeded by Prudente de Morais, the first President to be elected by direct popular ballot under the permanent provisions of the Constitution and also the first civilian to hold office as President of Brazil.
  4. Vice-President elect Silviano Brandão died on 25 September 1902, before his inauguration. Accordingly, on inauguration day, 15 November 1902, President Rodrigues Alves took office alone, and the Vice-Presidency was declared vacant. As per the constitutional norms then in force, a special election was then summoned to choose a new Vice-President to serve the remainder of the four-year term.
  5. The special election for Vice-President, summoned to fill the vacancy provoked by the death of Vice-President elect Silviano Brandão, was held on 18 March 1903. Afonso Pena was elected to the Vice-Presidency, and took office on 23 June 1903.
  6. President Afonso Pena, elected to serve the 1906–1910 presidential term, died in office on 14 June 1909. Upon Afonso Pena's death, Vice-President Nilo Peçanha became President and served during the remainder of the presidential term.
  7. Rodrigues Alves, who had been the 5th President of Brazil (1902–1906), was elected to serve as the 10th President in 1918 but fell ill with the Spanish Flu before his inauguration, so that he was not able to attend it. His running-mate, Delfim Moreira took office as vice-president and became acting president. Rodrigues Alves never took the oath of office before Congress to become the 10th President, as he did not recover from his illness and died. Delfim Moreira succeeded to the Presidency upon the President-elect's death in January 1919.
  8. Vice-President Delfim Moreira succeeded to the Presidency upon the death of President-elect Rodrigues Alves, but, in accordance with the constitutional provisions then in force, since the vacancy of the presidency occurred in the first half of the four-year presidential term, new elections were summoned and Delfim Moreira served only until an elected President was chosen and inaugurated to finish the 1918–1922 presidential term.
  9. Rodrigues Alves died on 16 January 1919. The extraordinary election summoned in accordance with the Constitution was held on 13 April 1919. Elected to finish the remainder of the 1918–1922 presidential term, Epitácio Pessoa took office on 28 July 1919. Upon the inauguration of President Epitácio Pessoa, Delfim Moreira ceased to be President, and returned to the office of Vice-President.
  10. Vice-President Delfim Moreira died on 1 July 1920. After his death, the Vice-Presidency remained vacant until a new Vice-President was elected and inaugurated. Bueno de Paiva took office as Vice-President on 11 November 1920 to complete the remainder of the 1918–1922 term of office.
  11. President Washington Luís was deposed by the 1930 Revolution, marking the end of the Old Republic era. The Revolution broke out on 3 October 1930, and, after battles between revolutionary and government forces far from the Capital, a military faction in the Capital sided with the revolutionaries and deposed the President on 24 October 1930. Upon Washington Luís' overthrow, a provisional military junta seized power; days later, on 3 November 1930, that military triumvirate would cede full authority to Getúlio Vargas, the leader of the revolutionary movement, who declared the 1891 Constitution abolished, dissolved Congress and formed a Provisional Government, promising the creation of a new constitutional order.
  12. Júlio Prestes, elected on 1 March 1930, never took office due to the 1930 coup that deposed his predecessor Washington Luís.
  13. Getúlio Vargas governed by decree from 3 November 1930 to 20 July 1934, as Head of the Provisional Government, with absolute powers. On 9 July 1932 a revolution broke out in the State of São Paulo, demanding the restoration of Constitutional Government. The revolution was defeated by the Government, but it led to Vargas finally making good on his promise to summon a Constituent Assembly. The 1933-1934 Constituent Assembly promulgated Brazil's new Constitution on 16 July 1934, and, under the Constitution's transitional provisions, the first President was to be elected by the Assembly, and subsequent presidents were to be elected by direct popular ballot. In accordance with those rules, on 17 July 1934 the Constituent Assembly voted for President and Vargas won the election. Accordingly, Vargas, who until then was Head of the Provisional Government, was sworn-in as President of the Republic on 20 July 1934, for a term of office that would last until the inauguration of a successor on 3 May 1938. However, on 10 November 1937, Vargas led a coup d'état and proclaimed the Estado Novo dictatorship, imposing a new Constitution that allowed him to rule by decree. Both the referendum provided in the 1937 Constitution that would have confirmed the adoption of the new constitutional legislation, and the elections provided in the 1937 Constitution were never held, under the pretext of a state of emergency. Accordingly, Vargas effectively extended his term of office indefinitely. State Governors were replaced by Federal Interventors appointed by the President of the Republic, and the Legislative chambers in both Federal and State level were dissolved. The new Legislative bodies created by the 1937 Constitution were never elected, due to the state of emergency that lasted until the end of the regime, and accordingly, during that whole period (1937-1945) the President of the Republic and the Interventors appointed to the several States discharged both Executive and Legislative powers, on a theoretically provisional, but effectively permanent, basis. Political parties were abolished, and opposition to the regime was suppressed. Thus, under the Estado Novo, President Vargas ruled Brazil as a dictator, until he was deposed by the military, in an insurrection led by Vargas' own Minister of War, on 29 October 1945.
  14. By 1945, Vargas was under strong pressure from his own supporters to reform his authoritarian Estado Novo regime and to allow for the restoration of democratic freedoms in Brazil. On 28 February 1945, the dictator yielded to those mounting demands and signed a statute granting amnesty to his opponents, amending the 1937 Constitution and finally summoning elections for the Parliament it had established, that had never assembled. The elections were to be held on 2 December 1945, and the Legislature would have the power to reform the Constitution; a further statute issued on 28 May 1945 also scheduled Presidential elections for 2 December 1945; on 2 October 1945, the Superior Electoral Court ruled that the Parliament's powers to reform the Constitution would be unlimited. Political parties had been allowed to organize for the first time since 1937, and there was rising opposition to Vargas, in spite of the constraints still placed by the regime on freedom of expression. However, the political atmosphere was one of suspicion and insecurity, given Vargas' authoritarian record. There were fears that the elections could be cancelled, or that they would be manipulated by Vargas. In those circumstances, a group of Vargas' own Generals, led by the Minister of War, General Pedro Aurélio de Góes Monteiro, turned against the dictator and deposed him from office in a sudden palace coup on 29 October 1945. The military then handed over power to the President of the Supreme Court, and safeguarded the freedom of the December 1945 elections, in which all parties were allowed to take part, from Communists to right-wing landowners; from Vargas's staunch opponents to his most loyal defenders. The deposed dictator himself (who still mustered strong popular support on account of the many social reforms implemented during his government, that created the Brazilian welfare state) was elected a Senator by the State of Rio Grande do Sul, and he would go on to be elected President in 1950.
  15. The office of Vice-President was abolished during Vargas' tenure, as neither the 1934 Constitution nor the 1937 Constitution provided for a Vice-President.
  16. José Linhares, President of the Supreme Court, took office as President of the Republic after he was summoned by the Minister of War, General Góes Monteiro, in the wake of the overthrow of President Getúlio Vargas. At the time of the dictator's toppling, the President of the Supreme Court was the first and only person in the presidential line of succession, given that the other officers in that line, who would have outranked him, had never been elected, so that Linhares was the Vargas' legal deputy. The Linhares Administration was a transitional government, that established the rules and procedures for the termination of the Estado Novo regime and the restoration of democratic institutions in Brazil. The parliamentary and presidential elections scheduled for 2 December 1945 were maintained, but on 12 November 1945 Linhares issued a statute establishing that the Parliament to be elected would be a fully fledged Constituent Assembly, charged with adopting a new, democratic Constitution to replace the one that had been imposed by Vargas in 1937 and create a new political system in its place. Once elections were held and the elected President took office on 31 January 1946, José Linhares returned to his position as President of the Supreme Court.
  17. In accordance with the rules decreed during the Linhares Administration to govern the transition to democracy, the 1945 elections were held to choose a President and the members of the Constituent Assembly (made up of Senators and Deputies) only. The office of Vice President had been abolished since 1934, and so no Vice President was chosen. However, the Constituent Assembly decided to recreate the office of Vice President. The Constitution adopted on 18 September 1946 specified that the first Vice President would be elected by the Constituent Assembly itself on the day following the promulgation of the Constitution, and would take office on the same date, to serve until the inauguration of the President and Vice President that would take office in 1951. Under those transitional provisions, Nereu Ramos was elected and inaugurated as Vice President on 19 September 1946.
  18. Vargas committed suicide on 24 August 1954. The political climate at the time of President Vargas' suicide was one of turmoil and instability. Vargas was a former dictator, who had been democratically elected President of Brazil in 1950 by direct popular ballot under the 1946 Constitution. In 1953, a Parliamentary Commission of Inquiry accused the Government of illegally aiding newspaper owner Samuel Wainer to obtain loans from the State-owned bank Banco do Brasil in exchange for political support by his Última Hora newspaper. This accusation resulted in an impeachment petition against Vargas that reached the floor of the Chamber of Deputies, but the impeachment attempt failed, and the charges were accordingly never presented to the Senate, because the Chamber of Deputies rejected the impeachment petition in June 1954. The political atmosphere, however, remained very tense. Shortly afterwards, a criminal attempt against the life of leading Opposition politician Carlos Lacerda on 5 August 1954 (an episode in Rio de Janeiro known as the Tonelero Street shooting), that resulted in the death of his bodyguard, Air Force Major Rubens Vaz, led to accusations by the Opposition that the criminal act had been orchestrated by Vargas himself or by his aides, and in late August 1954 it was widely expected that a section of the military would soon intervene in politics once again, to depose President Vargas due to that incident. Indeed, investigations conducted by the Air Force Police found that Gregório Fortunato, a member of President Vargas' bodyguard, had orchestrated the criminal act against Carlos Lacerda that resulted in the death of Major Rubens Vaz. A Military Inquiry on the death of Major Rubens Vaz, conducted at Rio's Galeão Air Force Base, also uncovered evidence of corruption involving both Fortunato and Manuel Vargas, the President's son. Although some claimed that the President's supporters had acted alone, without his knowledge, opponents of the President claimed that he had ordered Lacerda's assassination and that he was the mastermind behind the shooting. Those circumstances resulted in agitation in the military against the President, and, on the eve of his suicide, troops were already on the move to depose him, without the constitutional impeachment process, in what, therefore, would have been a military coup d'état. Having perceived that he had little support in the military to avoid a coup, and that his overthrow was imminent, Vargas, in a depressed state, committed suicide. He had presided over an emergency cabinet meeting in the early hours of 24 August 1954, and then retired to his bedroom and, a few hours later, shot himself in the chest, leaving behind a suicide note and a political testament. An ambulance was called to the Palace, but when it arrived Vargas was already dead. After his death, the military mobilization for a coup ceased, and there was an outpouring of popular feeling for the deceased President. In 1956 Fortunato was found guilty of the Tonelero Street crime, and sentenced to 25 years in prison. He was murdered by a fellow prison inmate in 1962. The involvement of President Vargas in the criminal act is still debated by historians.
  19. Upon the suicide of President Getúlio Vargas on 24 August 1954 Vice President Café Filho immediately assumed the powers and duties of the Presidency as Acting President, but the joint session of Congress required by the Federal Constitution for his swearing-in as President was only held on 3 September 1954, after the burial of the deceased President and a period of mourning. Accordingly, from 24 August 1954 until 3 September 1954, Café Filho was Acting President of the Republic, and on 3 September 1954 he took the constitutional oath in the presence of Congress and became President.
  20. On 8 November 1955 President Café Filho declared himself temporarily unable to govern for medical reasons. The President had gone to hospital on 3 November 1955, suffering from a heart condition. His self-declared incapacity led to the assumption of the powers of the presidency by Carlos Luz (who was President of the Chamber of Deputies) as Acting President. The President of the Chamber of Deputies was the constitutional successor of the President of the Republic because the Vice-Presidency was then vacant. However, Acting President Carlos Luz was seen as hostile to the inauguration of the then-president elect, Juscelino Kubitschek. Indeed, the results of the election were contested by the National Democratic Union (UDN), the party that had the second greatest share of the vote in the 1955 presidential election, and there was talk of a conspiracy to block the inauguration of the president-elect. Therefore, fearing that Carlos Luz would lead a coup to prevent the inauguration of the president-elect, a section of the military, led by the Army Minister himself (Marshal Henrique Teixeira Lott), in what they called a preventive counter-coup, deposed Carlos Luz from the post of acting president on 11 November, and installed Senator Nereu Ramos, the Vice President of the Senate, as Acting President of the Republic in his stead. Faced with the actions of the military, both Houses of Congress summarily voted, also on 11 November 1955, to back Marshal Lott's preventive counter coup, by recognizing an emergency, declaring Luz impeded from acting as President, and confirming Nereu Ramos as Acting President. Carlos Luz attempted to resist his toppling, by boarding the Navy ship Tamandaré in the company of leading UDN politicians, and heading to the port of Santos, in the hope of receiving the support of Jânio Quadros, the Governor of São Paulo State, and of the military stationed in that State. However, the Tamandaré received news from São Paulo that such support would not be forthcoming, and Luz therefore ordered the ship to sail back to Rio de Janeiro, where he surrendered on 13 November. Also on 13 November 1955, Acting President Nereu Ramos visited President Café Filho in hospital, and assured him that he would only continue serving as Acting President until the President recovered. However, Marshal Lott and the other leaders of the 11 of November movement decided to block the resumption of the powers of the presidency by Café Filho, because they suspected that the President, too, was involved in the conspiracy to prevent the inauguration of the president-elect. Upon being released from hospital, on 21 November, Café Filho sent a message to the Acting President and to both Houses of Congress informing them that he had recovered from his illness, and therefore was resuming the powers and duties of the Presidency of the Republic. His resumption of those powers and duties, however, was swiftly blocked by the military: army tanks surrounded the Catete Palace (the seat of the presidency), to prevent Café Filho from reaching the Presidential Palace, where Nereu Ramos remained. Several other points in the capital were also surrounded by military forces. Café Filho therefore returned to his private residence, that was soon also surrounded by tanks, and the President was prevented from leaving his home. Given that situation, both Houses of Congress summarily voted, on 21 and 22 November 1955, to declare that the President's impediment persisted, that he therefore could not resume the powers and duties of the Presidency until the Congress resolved otherwise, and that acorrdingly, Senator Nereu Ramos should continue as Acting President, as per the congressional resolutions of 11 November. Because this "solution" was employed, of the Houses of Congress declaring, on 21 and 22 November, that they considered that Café Filho could not for the time being resume the powers and duties of the office, he was never formally removed from the office, and there was no impeachment process. Had there been an impeachment process, it would have required a formal accusation against the President, and he would have had the chance to defend himself and to stand trial before the Senate. However, impeachment proceedings were never initiated against Café Filho, and instead he was simply prevented from resuming his powers and duties on the basis of the congressional resolutions of 21 and 22 November 1955. Although for all practical purposes Café Filho had effectively been deposed, and it was universally understood that he would never be allowed to resume the powers of the presidency, neither Congress nor the military went as far as declaring the presidential office vacant, and therefore, formally, Café Filho was not overthrown, but simply barred from resuming the powers of the presidency. While technically Café Filho was never removed from office, he was thus prevented from resuming the powers and duties of the presidency until the end of his term and the inauguration of Kubitschek on 31 January 1956, and Nereu Ramos continued seving as Acting President until then. Café Filho's lawyers presented two petitions on his behalf to the Supreme Court also on 22 November 1955: one of habeas corpus, to restore his freedom of movement, and one of writ of mandamus, seeking an injunction from the Court to allow the President to resume his powers and duties. A statute was passed by Congress and signed into law by Acting President Ramos on 25 November declaring a state of siege (a form of martial law prescribed by the emergency provisions of the Constitution, that were then put in operation). On 14 December 1955, the Supreme Federal Court decided not to interfere in the political question, by ruling, regarding the writ of mandamus petition, that it could not decide the case while the state of siege declared by law persisted. As for the habeas corpus petition, it was declared moot on 21 December 1955, after Acting President Ramos informed the Court that Café Filho's freedom of movement had been restored, without prejudice to the continuation of his impediment. Only on 7 November 1956, long after Café Filho's term had ended, the Court would resume its deliberation on the writ of mandamus, to dispose of the case and close it, by recognizing that the petition had now been rendered moot, due to the termination of Café Filho's term in office.
  21. Nereu Ramos was the Vice President of the Federal Senate (the office of President of the Senate, then vested in the Vice-Presidency of the Republic, was vacant, and thus Ramos, as Vice President of the Senate, acted as the Senate's presiding officer pro tempore). Summoned by the Minister of the Army, Henrique Teixeira Lott, who led the coup to overthrow Acting President Carlos Luz, Senator Nereu Ramos assumed the powers of the presidency of the Republic after Luz's deposition, on 11 November 1955 (as detailed above). After President Café Filho was impeded from resuming the powers and duties of the office on 21 and 22 November 1955, Ramos continued serving as Acting President until the end of the presidential term and the inauguration of President-elect Kubitschek. Although technically Carlos Luz and Nereu Ramos were only Acting Presidents, due to the critical circumstances surrounding their Administrations, they are usually included in the lists of Presidents of Brazil, and are even included in the official gallery of presidents published by the Presidency of Brazil. Furthermore, Nereu Ramos had an official photograph of himself as president made, and he made use of the Presidential Sash, the insignia reserved for the President of the Republic alone. As for the actions of the military and of Congress that deposed Acting President Calos Luz, prevented President Café Filho from resuming the discharge of the powers of the presidency, installed and maintained Senator Nereu Ramos as Acting President until the inauguration of President-elect Kubitschek, those actions were in clear violation of the Constitution, although the backing of Congress helped to increase the appearance of legitimacy to the acts of the military. In spite of being unconstitutional, most historians today agree that those actions, led by Marshal Henrique Lott, had indeed the aim of securing the transfer of power according to the result of the 1955 presidential election; that there was indeed a conspiracy to prevent the inauguration of Kubitschek; and that the democratic result of the 1955 elections would not have been respected if not for the actions of Lott's preventive counter coup.
  22. President Jânio Quadros resigned from office on 25 August 1961. There were no political reasons for President Quadros' sudden and abrupt resignation, that took the country and the political establishment by surprise. Some aides and close advisors of the former President have postulated that Quadros was heavily drunk when he wrote and ordered the delivery to Congress of his letter of resignation. Others suggest that Quadros imagined that Congress would not want his Vice-President, João Goulart, as president, and that the legislature would therefore ask him to reconsider his resignation, and would agree to grant him extraordinary powers. Several historians postulate that both things may be true: Quadros was drunk, and in that state he imagined that his resignation would not be accepted and would result in him being able to bargain for extraordinary powers. However, the Brazilian Constitution did not require that the President's resignation be accepted by Congress or by any authority; instead the resignation was deemed to be a unilateral act, that became effective as soon as Congress received the President's written instrument of resignation. Accordingly, once the President of Congress received the Quadros' letter of resignation, a joint session of Congress was convened, the resignation letter was simply read and entered into the records of Congress, and the resignation was deemed effective, and as a result the President of Congress immediately proceeded to declare that Quadros had vacated the Presidency. Afterwards, when asked why he had resigned from office, Quadros denied both the claims of authoritarian intentions and the accounts that he was drunk, but simply stated that he had done it because he wanted to, giving no further reasons for his action. His resignation letter mentioned that he felt he had been "crushed" by unspecified "terrible forces" organized against him.
  23. By the time Jânio Quadros was born, Campo Grande was a city in Mato Grosso State. Nowadays, it is the capital city of the State of Mato Grosso do Sul, created in 1977.
  24. Mazzilli, President of the Chamber of Deputies and second in line in the presidential order of succession, became Acting President of the Republic upon President Quadros's resignation, because the Vice President of the Republic, João Goulart, was then out of the country, on an official visit to China. Due to a serious political crisis (see below for further details), Vice President Goulart only took office as President on 7 September 1961, and Mazzilli remained as Acting President until then.
  25. Goulart was on an official visit to China when Quadros resigned the presidency. While the Vice President was still abroad, there was an attempt on the part of the Vice President's opponents, who controlled Congress, to prevent him from being inaugurated, but that movement failed, due to resistance by the Governor of the State Rio Grande do Sul and a split in the military. However, Congress only allowed the inauguration of Goulart to proceed after a compromise was reached, whereby a Constitutional Amendment severely limiting the powers of the presidency was passed on 2 September 1961. Under that Constitutional Amendment, the presidential executive, that had existed since the proclamation of the Republic, was abolished and replaced with a parliamentary system, in which a Prime Minister was the head of government and the President of the Republic retained only the role of head of state. The Amendment however stipulated that the constitutional change would only become permanent if confirmed by the people in a referendum. On 6 January 1963 that referendum was held, and a majority of the voters rejected the Amendment, backing the restoration of the presidential Executive instead. According to the result of the referendum, on 23 January 1963 a new Constitutional Amendment was promulgated, repealing the 1961 Amendment and re-establishing the presidential Executive as it existed immediately prior to that Amendment. Thus, from 7 September 1961 until 23 January 1963 President Goulart served as head of State only, in a parliamentary system of Government, and, from 23 January 1963 onwards, he served as both head of state and head of government.
  26. Goulart was deposed by the military coup of 1964, that marked the beginning of the 1964–1985 military regime.
  27. Following the 1964 military coup, the President of Congress, Senator Auro de Moura Andrade convened a joint session of Congress on 2 April 1964 and summarily announced that President João Goulart was deposed and that the Presidency was vacant. Moura Andrade then declared Ranieri Mazzilli (who then was the President of the Chamber of Deputies and the first person in the presidential line of succession) to have become President of the Republic. Accordingly, Mazzilli took charge of the Presidency, but, in spite of Moura Andrade's bold statement declaring Mazzilli President, Mazzilli only took office as Acting President: he never took the presidential oath and, during his brief term in office, he issued his acts as "The President of the Chamber of Deputies, acting in the office of President of the Republic". The 1946 Constitution, then in force, authorized a Vice-President to succeed to the Presidency if the office of President became vacant, but it only authorized the President of the Chamber of Deputies and the other officers in the line of succession to serve as Acting President, and, in the case of a double vacancy of the Presidency and of the Vice-Presidency, it required new presidential elections to be summoned (direct elections by popular ballot if the second vacancy took place in the first half of the presidential term; indirect elections by Congress if the second vacancy occurred in the second half of the presidential term). Mindful of the fact that the elected President for the 1961-1966 term was Quadros (who had resigned), succeeded as President by Goulart, his Vice-President (who was deposed by the 1964 military coup), and that he was only the President of the Chamber of Deputies, Mazzilli limited his actions to that of a caretaker Acting President, pending the holding of elections. The norms that would have governed those elections, however, were altered by continuing acts of interference from the Armed Forces that had ejected Goulart from office: on 9 April 1964, a body known as the Supreme Command of the Revolution, composed of the leaders of the military coup (the commanders of the three branches of the Armed Forces), issued an Institutional Act summoning the National Congress to elect a new President in 48 hours. The military then put forward the name of Marshal Castelo Branco, and he was elected by Congress as planned. Ranieri Mazzilli, therefore, remained as Acting President only for two weeks, until the inauguration of Castelo Branco on 15 April 1964.
  28. Alkmin was a PSD member; when the PSD was abolished in 1965, he joined ARENA.
  29. A military junta composed of the Ministers in charge of the three branches of the Armed Forces assumed the powers of the presidency on 31 August 1969 after President Costa e Sliva suffered a cerebral thrombosis that left him completely incapacitated. The military junta seized power so as to prevent Vice President Pedro Aleixo, a civilian, from becoming acting president. The possibility of a civilian, even a conservative one, assuming the powers of the presidency was seen as detrimental to the continuity of the military regime. In the initial stage of the President's disease, the junta hoped that he would recover. Subsequently, realizing that the President's condition was irreversible, and that the prolonged continuity of a triumvirate was detrimental to the regime and to its image, the military junta issued an institutional act on 14 October 1969 removing the incapacitated President and the Vice President from office and summoning Congress to elect a new President and Vice President. The military elite that controlled the regime then selected General Emílio Garrastazu Médici to be ARENA's candidate, and his name was rubber-stamped by Congress. The junta remained in place until the new President was sworn-in. In 2011, Brazil enacted a Federal Law recognizing the illegality of the acts that prevented Vice President Pedro Aleixo from becoming Acting President and that removed him from office; the statute also directs that Pedro Aleixo be deemed a former President of the Republic. Costa e Silva died less than three months after his removal, and were it not for the military acts now declared illegal that removed him from the vice-presidency, Pedro Aleixo would have succeeded to the presidency.
  30. Brazilian Federal Law number 12.486, promulgated on 12 September 2011 posthumously recognizes the illegality of the acts (see above) that prevented Vice-President Pedro Aleixo from becoming acting president and that removed him from office, and directs that he be deemed and taken as a former President of the Republic for all legal purposes.
  31. General Figueiredo and his running-mate, Aureliano Chaves, were members of the National Renewal Alliance (ARENA) at the time their election as President and Vice-President, respectively, by the 1978 Electoral College. In 1980, during Figueiredo's term as President and Chaves' term as Vice-President, the party changed its name to Democratic Social Party (PDS).
  32. Tancredo Neves died before taking office, but more than one month after the start of his presidential term. The Constitution required the President and Vice President to be invested in their offices by taking the oath of office in the presence of a joint session of Congress. President-elect Tancredo Neves, suffering from the consequences of a tumor that was then misdiagnosed as acute diverticulitis, became gravely ill on 14 March 1984, on the eve of his inauguration, so that he could not attend the inaugural ceremonies in Congress, because his doctors concluded that he required emergency surgery. José Sarney, his running mate, accordingly appeared before Congress alone on the day of Neves's would-be inauguration, took office as Vice President and served as Acting President from start of the new presidential term, on 15 March 1985, until the day the President-elect died. Initially, there was hope that the President-elect would recover and take office, but he developed several complications and infections, and underwent several other operations, ultimately resulting in his death. Upon Neves's death on 21 April 1985, Acting President Sarney succeeded to the presidency. On the first anniversary of Neves's death a statute was signed into Law (federal law 7.465/1986), establishing that Tancredo Neves "elected but not sworn-in due to his death" should be included in the gallery of the Presidents of Brazil "for all legal purposes".
  33. President Collor was impeached on corruption charges. On 29 September 1992, the Chamber of Deputies voted, by the required two-thirds majority of its members, to allow the charges against the President to be presented to the Senate. On 1 October 1992 the Senate voted to receive the charges and proceed with the trial. On 2 October 1992, upon receiving the formal writ of summons notifying him that he was now a defendant in the impeachment trial that the Senate would conduct, President Collor was automatically suspended from office for 180 days as provided in the Constitution of Brazil and Vice President Itamar Franco became Acting President. On 29 December 1992, on the final day of his trial of impeachment before the Federal Senate, President Collor resigned the presidency, in an attempt to stop the process. The Senate's session as a Court of Impeachment was suspended and Acting President Itamar Franco was then sworn-in as President before a joint session of Congress, as required by the Constitution. Later in the same day, the Senate resumed its sitting as a Court of Impeachment, and it decided that the President's resignation after the start of the trial could not stop the process, given that the determination of the former President's guilt or innocence was relevant for the purposes of imposing on him the penalty of disqualification from holding public office for eight years. Accordingly, the trial of impeachment continued in spite of Collor's resignation and, in the early hours of 30 December 1992 he was found guilty of the charges, by the required majority of more than two thirds of the members of the Senate. The penalty of removal from office was declared moot as Collor had already resigned, but as a result of his conviction by the Senate he was disqualified for holding public office for eight years. The Senate's sentence in the trial of impeachment, imposing upon Collor the said penalty, was pronounced on 30 December 1992 and published in the Official Journal on 31 December 1992. Accordingly, Collor remained disqualified from holding public office until 31 December 2000.
  34. 34.0 34.1 Itamar Franco joined the PRN for the 1989 election to run as Collor's running mate. In office, he broke with Collor, and left the PRN on 5 May 1992, returning to the PMDB.
  35. Franco was born on board a ship off the eastern coast of Brazil, sailing between Salvador and Rio de Janeiro, and registered at Salvador.
  36. On 2 December 2015 the President of the Chamber of Deputies decided to accept, for the consideration of that assembly, a petition presenting charges of impeachment against President Dilma Rousseff, on the grounds of having violated the 2015 budgetary law and fiscal responsibility norms. On 17 April 2016, the Chamber of Deputies voted, by the required two-thirds majority of its members, to allow the charges against the President to be presented to the Senate. On 12 May 2016 the Senate voted to receive the charges and proceed with the trial. On the same date, upon receiving the formal writ of summons notifying her that she was now a defendant in the impeachment trial that the Senate would conduct, President Rousseff's powers and duties were suspended for 180 days as provided in the Constitution of Brazil, and Vice-President Michel Temer became Acting President. On 31 August 2016 the Brazilian Federal Senate, sitting as a judicial body, voted, by the required two-thirds majority of its members, to convict the President and to remove her from office. The penalty of disqualification from holding public office for eight years was not imposed on the former President, because the majority of two-thirds of the members of the Senate was not reached in the specific vote on that penalty. As a result of the vacancy of the Presidency, Acting President Michel Temer succeeded to the office, being sworn-in as President before a joint session of Congress also on 31 August 2016.
  37. When Michel Temer became President, his Party was still named Brazilian Democratic Movement Party (PMDB). During his tenure in office, on 19 December 2017, the Party's National Convention altered the Party's Articles of Incorporation, changing its name back to Brazilian Democratic Movement (MDB), the same name that the Party had borne from 1965 to 1981.
  1. http://www.planalto.gov.br/ccivil_03/_Ato2011-2014/2011/Lei/L12486.htm