ยานรบหุ้มเกราะที่ 6 ทีเกอร์ซไว (เยอรมัน: Panzerkampfwagen VI Tiger II) หรือเรียกว่า ทีเกอร์ซไว (เยอรมัน: Tiger II) มีฉายาว่า เคอนิจส์ทีเกอร์ (เยอรมัน: Königstiger "พญาราชสีห์") ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียก ไทเกอร์ทู เป็นรถถังหนักซึ่งถูกใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกผลิตขึ้นมาแทนที่ทีเกอร์ 1

ยานรบหุ้มเกราะที่ 6 แบบ B
Panzerkampfwagen VI Ausf. B
Tiger II 104 Bovington noBG.jpg
ชนิด รถถังหนัก
สัญชาติ  ไรช์เยอรมัน
บทบาท
ประจำการ 1944–45
สงคราม สงครามโลกครั้งที่สอง
ประวัติการผลิต
บริษัทผู้ผลิต Henschel & Son
Krupp (เฉพาะป้อมปืน)
มูลค่า 800,000 ไรชส์มาร์ค[2]
ช่วงการผลิต 1943–45
จำนวนที่ผลิต 492 คัน[1]
ข้อมูลจำเพาะ
น้ำหนัก 69.8 ตัน[3]
ความยาว 7.38 เมตร (ตัวถัง)
10.286 เมตร (รวมปืนใหญ่)[3]
ความกว้าง 3.755 เมตร[3]
ความสูง 3.09 เมตร[3]
ลูกเรือ 5 นาย 5 นาย (ผู้บังคับ, พลปืน, พลบรรจุ, พลขับ, พลวิทยุ)

เกราะ 25–185 มม. (1–7 นิ้ว)[3]
อาวุธหลัก ปืนใหญ่ 8.8 ซม.[5]
อาวุธรอง ปืนกล 7.92 มม. สองกระบอก
ที่ 5,850 รอบ[3]
เครื่องยนต์ ไมบัค HL 230 P30 เบนซิน V-12
700 PS (690 hp, 515 kW)[4]
กำลัง/น้ำหนัก 8.97 แรงม้า/ตัน
เครื่องถ่ายกำลัง Maybach OLVAR EG 40 12 16 B (8 เกียร์เดินหน้า, 4 เกียร์ถอย)[4]
กันสะเทือน เหล็กบิด (Torsion bar)
ความจุเชื้อเพลิง 860 ลิตร[3]
พิสัยปฏิบัติการ 170 กิโลเมตร (วิ่งถนน)[6]
120 กิโลเมตร (ข้ามภูมิประเทศ)[6]
ความเร็ว 41.5 กม/ชั่วโมง[6]
15-20 กม/ชั่วโมง (ข้ามภูมิประเทศ)[6]

ประวัติแก้ไข

ทีเกอร์ 2 เป็นรุ่นต่อจากทีเกอร์ 1 เนื่องจากการคาดการณ์ของเสนาธิการเยอรมันว่า โซเวียตกำลังผลิตรถถังที่ทรงอานุภาพมากยิ่งขึ้น รถถังรุ่นนี้ก็ถูกผลิตโดยสองบริษัทเฮนเซลและปอร์เช่ แต่สองบริษัทนั้นได้ออกแบบรถถังที่มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะป้อมปืน ป้อมปืนของปอร์เช่มีข้อด้อยกว่าของเฮนเซลเพราะส่วนโค้งด้านหน้าป้อมของปอร์เช่นั้นมีความหนา 110 มิลลิเมตร บางกว่าป้อมของเฮนเซลถึง 70 มิลลิเมตร และป้อมผ.บ.รถของปอร์เช่ที่ยื่นออกมานั้นมีเกราะที่บางมากซึ่งอันตรายมากหากถูกยิง กองทัพเยอรมันเลิกใช้ป้อมปืนของปอร์เช่และหันมาใช้ป้อนปืนของเฮนเซลแทน (ในตอนแรกป้อมปืนของปอร์เช่ถูกผลิตออกมาเพียง 50 ป้อมเท่านั้น) นอกจากเกราะที่หนาแล้ว ทีเกอร์ 2 ยังติดปืนขนาด 88 มม. L71 ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนต่อสู้รถถังทุกชนิดในยุคนั้น แต่จุดอ่อนก็คือ เครื่องยนต์ที่คิงทีเกอร์ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับทีเกอร์ 1 เครื่องรุ่นเดียวกัน แต่รับน้ำหนักมากกว่า จึงมีปัญหากินน้ำมันอย่างมากและปัญหาขัดข้องด้วย อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์รุ่นนี้ก็ถือว่าทรงอานุภาพที่สุด

แฟร์ดีนันท์ พอร์เชอ ตั้งชื่อเล่นพร้อมกับทีเกอร์ 1 หลังจากทีเกอร์ 2 ถูกผลิตขึ้น โดยแท้จริงแล้ว ยานเกราะชนิดนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการ คือ Panzerkampfwagen VI Ausführung B Tiger 2 แต่อย่างไรก็ตามเหล่าทหารเยอรมันได้ตั้งชื่อเล่นอีกชื่อว่า คิงทีเกอร์ (KingTiger)

ข้อมูลการรบเท่าที่มีการบันทึกไว้ คือข้อมูลของทหารสหรัฐในยุทธการที่ป่าอาร์เดนส์ ประเทศเบลเยียม หรือที่เรียกว่า ยุทธการตอกลิ่ม โดยคิงทีเกอร์ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ฝ่ายพันธมิตรอย่างมาก เพราะพวกเขาพบว่า ปืนใหญ่แทบทุกชนิดของฝ่ายพันธมิตร ไม่สามารถสร้างความเสียหายใด ๆ ให้คิงทีเกอร์ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามรถถังคิงทีเกอร์เป็นรถถังที่รับน้ำหนักมากทำให้เกิดปัญหากินน้ำมันจนทำให้น้ำมันในตัวหมดซึ่งทางกองทัพเยอรมันไม่มีน้ำมันมากพอที่จะเติมมันได้ ทำให้พลขับรถถังต้องสละทิ้งรถถังไปทำให้การรุกของกองทัพเยอรมันต้องหยุดชะงักลงและพ่ายแพ้ในที่สุด

แต่ข้อมูลการรบของฝ่ายเยอรมันนั้นแทบไม่มีเลย เพราะมีข้อมูลที่เปิดเผยในช่วงหลังสงครามว่า ในช่วงปลายสงครามและเยอรมนีใกล้แพ้ ศูนย์ยุทธการทหารบกเยอรมันที่เมืองพ็อทซ์ดัมได้เผาทำลายเอกสารข้อมูลและรูปถ่ายที่ได้มาระหว่างสงครามไปเกือบหมด รวมทั้งข้อมูลของคิงทีเกอร์ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาทฤษฏีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ข้อมูลของคิงทีเกอร์นั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว

หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและนาซีเยอรมันพ่ายแพ้ให้กับสัมพันธมิตร รถถังรุ่นนี้ได้ถูกยกเลิกผลิตและปลดประจำการในกองทัพเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ทีเกอร์ II ไม่กี่คันเท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่ให้โดยถูกนำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์และงานแสดงทั่วโลก ตัวอย่างของยานเกราะที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด คือ ยานเกราะที่ Musée de Blindés ในซามัวร์ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นยานเกราะเพียงคันเดียวที่ยังคงสามารถใช้งานได้

ทีเกอร์ 2 คาดว่าผลิตมา เพียง 492 คัน และได้มีโอกาสได้ร่วมสงครามแค่ 1 ปีเท่านั้นก่อนที่เยอรมันจะได้แพ้สงครามไป

อ้างอิงแก้ไข

  1. Jentz 1996, p. 288.
  2. "Panzer VI Ausf.B Königstiger (1944)". www.tanks-encyclopedia.com (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2018-11-12.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 Jentz and Doyle 1997, pp. 162–165.
  4. 4.0 4.1 Jentz and Doyle 1993, p. 28 (figure D)
  5. Jentz, Thomas; Doyle, Hilary (1993). Kingtiger Heavy Tank 1942–45. Osprey Publishing. p. 23. ISBN 185532282X.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Jentz and Doyle 1993, p. 33.
  • George Forty & Jack Livesey,the World Encyclopedia of Tanks,Anness,2006