บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีวิกิย่อย


Dharmacakra flag (Thailand).svg
ประวัติศาสนาพุทธ

ศาสดา

พระโคตมพุทธเจ้า
(พระพุทธเจ้า)

จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
พระรัตนตรัย

พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์

หลักปฏิบัติ
ศีล · สมาธิ · ปัญญา
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์
คัมภีร์
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรม
ไตรลักษณ์ · อริยสัจ 4 · มรรค 8 · ปฏิจจสมุปบาท · มงคล 38
นิกาย
เถรวาท · มหายาน · วัชรยาน
สังคม
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน
การจาริกแสวงบุญ
สังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
คำศัพท์
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

วิปัสสนา หมายถึง เห็นการเกิดการดับหรือความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน[1]

สมถะและวิปัสสนาถือเป็นธรรมที่ควรเจริญ (ตามทสุตตรสูตร)[2] และเป็นธรรมฝ่ายวิชชา (ตามพาลวรรค)[3]

วิปัสสนาภูมิแก้ไข

วิปัสสนาภูมิ คือ ธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท

วิปัสสนาภูมิ หมายถึง ธรรมอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา

วิปัสสนาญาณแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ญาณ

วิปัสสนากรรมฐานแก้ไข

วิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวทางในมหาสติปัฏฐานสูตร คือ การเจริญสติอันเป็นไปใน กาย เวทนา จิต และธรรม

วิปัสสนากรรมฐาน แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ 1.มีวิปัสนาเป็นบาทฐาน และ2.ฌาณเป็นเรื่องสูงสุด

ในมหาสติปัฏฐานสูตร อิริยาปถบรรพะ สัมปชัญญบรรพะ ธาตุมนสิการบรรพะ เวทนาบรรพะ จิตตบรรพะ นีวรณบรรพะ ขันธบรรพะ อายตนบรรพะ โพชฌังคบรรพะ และสัจจะบรรพะ จัดเข้าในฝ่ายของวิปัสสนานิยม เพราะไม่สามารถทำให้บรรลุอัปปนาสมาธิได้, ส่วน อานาปานบรรพะ และปฏิกูลมนสิการบรรพะ จัดเข้าในฝ่ายของมีวิปัสนาเป็นบาท เพราะสามารถทำให้บรรลุอัปปนาสมาธิได้, ส่วน นวสีวถิกาบรรพะ จัดเข้าทั้งในฝ่ายมีวิปัสนาเป็นบาท เพราะบางศพในนวสีวถิกาบรรพะมีลักษณะเป็นอารมณ์ให้บรรลุอัปปนาสมาธิได้ แต่บางศพมีลักษณะไม่สามารถเป็นอารมณ์ให้บรรลุอัปปนาสมาธิได้ เช่น ศพที่กลายเป็นผงธุลี,และทุกบรรพะที่จัดเข้าในฝ่ายวิปัสสนานิยม มีเพียงธาตุมนสิการบรรพะเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ให้บรรลุอุปจารสมาธิได้ นอกนั้นเป็นอารมณ์แห่งขณิกสมาธิทั้งสิ้น


การเจริญฌาณแบบมีวิปัสนาเป็นบาทฐาน หมายถึง ผู้เจริญสมถวิปัสนากรรมฐานจนได้ฌานสมาบัติตามลำดับ ปกติจะหมายถึงผู้เจริญอานาปานสติ จนบรรลุอานาปานสติ 9 ขั้น ตามลำดับจนบรรลุมรรคผลนิพพาน เนื่องจากอานาปานบรรพะ บรรลุได้ถึงขั้นฌานสมาบัติ จึงสามารถเข้าถึงเวทนานุปัสสนาโดยมีวิปัสนาเป็นบาทฐานได้ ส่วนปฏิกูลมนสิการบรรพะและนวสีวถิกาบรรพะ แม้จะบรรลุอัปปนาสมาธิได้ แต่ก็เป็นเพียงวิปัสนา จึงไม่สามารถเข้าถึงเวทนานุปัสสนาโดยมีจุดหมายขั้นสูงคือฌานสมาบัติที่ 9 เพราะการจะเข้าเวทนานุปัสสนาโดยมีวิปัสนาเป็นบาทฐาน ต้องฌานขึ้นไป เพราะละวิตก วิจาร มีปีติ สุข เอกกัคคตา เมื่อหายใจเข้าออกมีปีติก็รู้, ต้องบรรลุตติยฌานขึ้นไป เพราะละวิตก วิจาร ปีติ มีสุข เอกกัคคตา เมื่อหายใจเข้าออกมีสุขก็รู้ เพราะปฏิกูลมนสิการบรรพะและนวสีวถิกาบรรพะมีอารมณ์เป็นอสุภะเป็นอารมณ์ฝ่ายโทมมัส เหมือนดังพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลที่บรรลุธรรมจากการพิจารณาเส้นผมในขณะปลงผม หรือ บรรลุธรรมในขณะพิจารณาซากศพ

ส่วนวิปัสสนานิยม หมายถึง ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน และได้ฌาณจนบรรลุญาณ 9 ตามลำดับจนบรรลุมรรคผลนิพพาน โดยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นบาทฐาน จะทรงสมาธิไว้แค่ขณิกสมาธิ เน้นรู้เท่าทันอย่างมีสติ มีสมาธิไว้เพียงเพื่อช่วยให้กำกับจิตให้จดจ่ออยู่กับสติ,อยู่กับงานที่ทำ,อารมณ์กรรมฐานที่กำหนด โดยกำหนดสติรับรู้จากน้อยไปหามาก ยิ่งมีอารมณ์กำหนดน้อยก็จะเกิดสมาธิได้ง่าย ถ้ามีอารมณ์ให้กำหนดกว้างมากสมาธิจะน้อยจนไม่เป็นอันปฏิบัติ เพราะสมาธิคือความตั้งใจของจิต อุบายคือเมื่อสมาธิมีมากเพราะเริ่มชำนาญต่ออารมณ์กรรมฐานที่กำหนด ถ้าเพิ่มการรับรู้ของสติให้มากขึ้นกว้างขึ้นละเอียดขึ้นทีละน้อย ด้วยการเพิ่มอารมณ์ที่ต้องกำหนดให้มากขึ้นกว้างขึ้นละเอียดขึ้น ทีล่ะน้อย ถ้าเพิ่มมากเกินไปจะสูญเสียสมาธิ นั้นไม่เป็นความจริง เพราะจะเป็นการทำให้กิเลศฉลาดขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการ หรือในทำนองเดียวกันการกำหนดอารมณ์กรรมฐานกลายเป็นฟุ้งซ่านหรือขี้เกียจไป ก็ควรหยุด จิตจึงจะกลับมีสมาธิต่ออารมณ์กรรมฐานได้ดีต่อไป การใช้สติลดกำลังสมาธิแบบนี้ สติจะกล้าแข็งกว่าสมาธิไปทีล่ะระดับขั้น สติที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะเกิดสภาวะธรรมที่เรียกฌาณ 9 ตามลำดับ

อ้างอิงแก้ไข

  1. พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), วิปัสสนา, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
  2. ทสุตตรสูตร, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
  3. พาลวรรค, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต