เปิดเมนูหลัก

ยุทธนาวีริโอเดลาปลาตา

ยุทธนาวีริโอเดลาปลาตา
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง
วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1939
สถานที่ นอกชะวากริโอเดลาปลาตา มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ อุรุกวัย
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
War Ensign of Germany (1938–1945).svg นาซีเยอรมนี Naval Ensign of the United Kingdom.svg สหราชอาณาจักร
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
War Ensign of Germany (1938–1945).svg ฮันส์ แลงสดอร์ฟ Naval Ensign of the United Kingdom.svg เฮนรี่ ฮาร์วูด
กำลัง
1 เรือปืนยามฝั่ง 1 heavy cruiser
2 light cruisers
กำลังพลสูญเสีย
1 pocket battleship damaged
36 dead
60 wounded
1 heavy cruiser heavily damaged
2 light cruisers damaged
72 dead
28 wounded

เบื้องหลังแก้ไข

ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 1939 เยอรมันได้ส่งเรือ Pocket Battle Ship 2 ลำ ได้แก่ เรือด็อยทช์ลันท์ และ เรือแอดมิรัลกราฟชเป ไปคอยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือและใต้ เพื่อเตรียมการรังควานเรือสินค้าของฝ่ายสัมพันธมิตร

เรือกราฟชเปในการบังคับบัญชาของ น.อ.แลงสดอร์ฟ ได้ออกจากเยอรมนีตั้งแต่ 21 สิงหาคม1939 และไปคอยอยู่ในบรเวณภาคใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก เรือกราฟชเปไม่ได้เริ่มทำลายเรือสินค้าของสัมพันธมิตรทันทีที่เกิดสงคราม เพราะฮิตเลอร์หวังว่า หลังจากที่เยอรมนีพิชิตโปแลนด์แล้ว อังกฤษกับฝรั่งเศสจะเจรจาสงบศึก แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ฮิตเลอร์จึงสั่งให้เริ่มทำลายเรือสินค้าได้

เรือกราฟชเปได้เริ่มจับและทำลายเรือสินค้าตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 1939 และได้เปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อให้อังกฤษติดตามได้ยาก และต้องกระจายกำลังค้นหา บางครั้ง เรือกราฟชเปออกมาปฏิบัติการจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับถึงเดือนธันวาคม 1939 เรือกราฟชเปจับและจมเรือสินค้า 9 ลำ รวมระวางขับน้ำ 50,000 ตัน ในระหว่างปฏิบัติการ เรือกราฟชเปได้รับการส่งกำลังบำรุงจากเรือลำเลียง อัลมาร์ค ที่ติดตามไปด้วย

กว่าอังกฤษจะทราบข่าวว่า มีเรือของเยอรมันออกปฏิบัติการรังควานเรือสินค้าในมหาสุมทรแอตแลนติก ก็ภายหลังจากที่ลูกเรือสินค้าที่ถูกเรือกราฟชเปจับและได้ปล่อยไปกับเรือชาติเป็นกลางไปแจ้งข่าว แต่อังกฤษก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรือลาดตระเวณหนักหรือเรือประจัญบานกระเป๋า แต่ภายหลังอังกฤษก็แน่ใจว่าเป็นเรือประจัญบานประเป๋าทั้ง 2 ลำ ดังนั้น อังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้ส่งหน่วยเรือออกค้นหาและทำลายเรือเยอรมัน จำนวน 7 หมู่เรือ นอกจากนี้อังกฤษยังได้จัดเรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนให้การคุ้มกันคอนวอยที่เดินทางระหว่างสหรัฐอเมริกา – อังกฤษอีกด้วย รวมทั้งยังคอยสกัดจับเรือสินค้าเยอรมัน ซึ่งจอดหลบอยู่ตามเมืองท่าประเทศเป็นกลางในทวีปอเมริการใต้ ที่พยายามหลบออกทะเลเพื่อหนีกลับเยอรมันหรือออกไปส่งกำลังบำรุงให้เรือรังควานในทะเล

เหตุการณ์ในการยุทธแก้ไข

วันที่ 2 ธ.ค.39 เรือกราฟชเป ได้จับเรือสินค้าอังกฤษชื่อ โดริคสตาร์ ที่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ เซนต์เฮนา แต่ก่อนเรือลำนี้จะจมได้ส่งวิทยุรายงายให้อังกฤษทราบ ในขณะนั้นเรือรบอังกฤษกระจายกันอยู่หลายพื้นที่ สำหรับเรือหมู่ จี ในการบังคับบัญชาของ พล.ร.จ.ฮาร์วูด ซึ่งปฏิบัติการตามชายฝั่งอเมริการใต้ ประกอบด้วย เรือลาดตระเวนเบา เอแจค ซึ่งเป็นเรือธงอยู่ที่ปากริโอเดลาปลาตา เรือลาดตระเวนเบา อาชิลเลส อยู่บริเวณ ริโอเดจานิโร เรือลาดตระเวนหนัก อีเซเตอร์ กำลังซ่อมอยู่ที่เกาะฟอล์กแลนด์ เรือลาดตระเวนหนัก คัมเบอร์แลนด์ อยู่เกาะฟอล์กแลนด์เช่นเดียวกัน พล.ร.จ.ฮาร์วูด ได้ประมาณสถานการณ์ว่าเรือ กราฟชเป จะต้องหลบออกจากฝั่งแอฟริกามายังฝั่งอเมริกาใต้แน่นอน เพื่อให้อังกฤษติดตามได้ยาก และเพื่อทำลายเรือสินค้าทางฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเรือบบรทุกอาหารของอังกฤษ พล.ร.จ.ฮาร์วูด คาดว่าเยอรมันคงมาถึงที่ปากริโอเดลาปลาตา ซึ่งมีท่าเรือใหญ่ๆหลายแห่ง และมีเรือสินค้าผ่านเข้าออกจำนวนมาก จึงสั่งการให้เรือต่างๆในหมู่ จี มารวมกำลังกันที่นอกปากริโอเดลาปลาตา แต่ให้เรือ คัมเบอร์แลนด์ อยู่ที่เกาะฟอล์กแลนด์เพื่อป้องกันในกรณีที่เยอรมันเข้าระดมยิงฝั่งที่เกาะ ดังนั้น เมื่อ 12 ธ.ค.1939 เรือ เอแจค อาชิลเลส และอีเซเตอร์ได้มารวมตัวกัน และแล่นลาดตระเวนอยู่ห่างชายฝั่งนอกริโอเดลาปลาตา 150 ไมล์ ฝ่ายเยอรมันหลังจากจมเรือ โดริคสตาร์แล้ว น.อ.แลงสดอร์ฟได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการมาเป็นปากริโอเดลาปลาตา ตรงตามที่ พล.ร.จ.ฮาร์วูด คาดไว้ เพราะบริเวณนี้มีเรือสินค้าเป็นจำนวนมาก ขณะเดินทางเรือ กราฟชเปได้จมเรือสินค้าอีก 2 ลำ ในที่สุดเรือกราฟชเปมาถึงบริเวณนอกชายฝั่งปากริโอเดลาปลาตาในช่วงเช้าของวันที่ 13 ธ.ค.1939 ในระหว่างเดินทางเครื่องบินทะเลประจำเรือชำรุด ฝ่ายเยอรมันจึงขาดการลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งกำลังทั้ง 2 ฝ่ายได้ปะทะกันในตอนเช้านี้เอง

การเปรียบเทียบกำลังแก้ไข

เรือ ระวางขับน้ำ (ตัน) สร้างปี ความเร็ว (น็อต) ปืนใหญ่ ตอร์ปิโด
 แอดมิเรล กราฟสปี 14,500 1939 28 11 นิ้ว 6 กระบอก
5.9 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ
  อีสเตอร์ 8,390 1929 32 8 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 6 ท่อ
  เอแจีค 7,000 1934 32 6 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ
  อาชิลเลส 7,030 1932 32 6 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ

จากข้อมูลการเปรียบเทียบกำลังจะเห็นได้ว่า ฝ่ายเยอรมันเสียเปรียบทั้งด้านระวางขับน้ำรวมและจำนวนปืนโดยรวม แต่ได้เปรียบด้านระยะยิงของปืนที่สามารถกันไม่ให้เรืออังกฤษปิดระยะเข้ามายิงได้

ผลการปะทะแก้ไข

เรือกราฟชเปถูกกระสุนชำรุดหลายแห่ง แต่ตัวเรือและเครื่องจักรยังใช้ได้ดี อุปกรณ์ที่ชำรุดได้แก่ ห้องครัวทำให้การประกอบอาหารไม่สะดวก ทหารประจำเรือบาดเจ็บและเสียชีวิต 94 คน กระสุนปืนขนาด 11 นิ้วเหลือ 30 เปอร์เซนต์

ขณะที่ฝ่ายอังกฤษ เรืออีเซเตอร์เสียหายหนักไม่สามารถทำการรบได้อีก เรือเอแจคเสียหายปานกลางใช้ปืนได้เพีง 2 ป้อม กระสุนเหลือ 50 เปอร์เซนต์ เรือ อาชิลเลสเสียหายเล็กน้อย แต่กระสุนปืนเหลือ 30 เปอร์เซนต์

หลังจากการปะทะ เรือกราฟชเปได้เข้าจอดที่ท่าเรือ มอนเตวิเดโอ แล้ว อัครราชทูตเยอรมันได้เจรจาขอยือเวลาจอดพักในท่าจาก 24 ชม.เป็น 15 วัน เพื่อซ่อมแซมเรือให้เรียบร้อยสมบูรณ์ รัฐบาลอุรุกวัยได้ส่งช่างมาตรวจสอบเรือร่วมกับเยอรมันและยอมยืดเวลาจอดพักเพิ่มให้อีก 48 ชม. รวมแล้วเรือกราฟชเปสามารถจอดพักที่ท่าเรือมอนเตวิเดโอได้ 72 ชม.

ขณะที่ฝ่ายอังกฤษได้ระดมเรือต่างๆ มายังปากริโอเดลาปลาตา แต่มีเพียงเรือลาดตระเวนหนัก คัมเบอร์แลนด์ ลำเดียวเท่านั้นที่สามารถมาถึงปากริโอเดลาปลาตาในวันที่ 14 ธ.ค. ส่วนหมู่เรืออื่นๆที่เหลือ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-7 วัน อังกฤษซึ่งไม่ต้องการให้เยอรมันออกจากที่เรือมอนเตวิเดโอ ก่อนที่ฝ่ายอังกฤษจะรวมกำลังกันสำเร็จ ดังนั้น อังกฤษได้ป้องกันไม่ให้เรือกราฟชเปออกจากท่าก่อนกำหนดด้วยการส่งเรือสินค้าออกจากท่าเรือมอนเตวิเดโอทุกวัน เพราะตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลชาติเป็นกลางจะปล่อยให้เรือคู่สงครามออกจากท่าได้ก็ต่อเมื่อเรือของอีกฝ่ายออกจากท่าไปแล้ว 24 ชม. แต่ในทางการทูต อังกฤษแสดงท่าทีคัดค้านการยืดเวลาจอดของเรือกราฟชเป ในทางเดียวกัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำอาร์เจนตินาได้ปล่อยข่าวลวงโดยพูดโทรศัพท์กับทางการอังกฤษโดยไม่เข้ารหัส ทั้งที่รู้ว่าโทรศัพท์ถูกดักฟัง เพื่อให้เยอรมันเข้าใจว่าอังกฤษมีเรือมาสมทบที่ปากแม่น้ำเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ อังกฤษยังได้แพร่ข่าวลือว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน อาร์รอแยล และเรือลาดตระเวนสงคราม รีเนาวร์ ได้มาถึงปากแม่น้ำแล้ว ทั้งที่ความจริง เรือทั้งสองลำอยู่ห่างออกไป 1,000 ไมล์

การกระจายข่าวลวง ประกอบกับความเสียหายของตัวเรือ ทำให้ น.อ.แลงสดอร์ฟ เห็นว่าเรือกราฟชเป ไม่มีทางต่อสู้กับอังกฤษได้ จึงรายงานไปยังกองทัพเรือเยอรมันให้พิจารณาเลือกดังนี

  1. พยายามตีฝ่ายออกไปบูเอโนไอเรส และยอมให้กักเรือไว้ที่นั่น
  2. จมตัวเองที่ปากริโอเดลาปลาตา
  3. ยอมให้กักเรือไว้ที่มอนเตวิเดโอ

กองทัพเรือเยอรมันได้ตอบรายงานเมื่อ 16 ธ.ค. ว่าให้ น.อ.แลงสดอร์ฟ เลือกปฏิบัติตามข้อ 1 หรือ2 แต่ไม่ให้ปฏิบัติตามข้อ 3 โดยเด็ดขาด ดังนั้น น.อ.แลงสดอร์ฟ จึงตัดสินใจจมตัวเองที่ปากริโอเดลาปลาตา บ่ายของวันที่ 17 ธ.ค. เรือสินค้าของฝรั่งเศสได้ออกจากท่ามอนเตวิเดโอ ทำให้ไม่ว่า เรือกราฟชเปจะออกจากท่าใน 72 ชม.หรือไม่ ย่อมจะผิดกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ดี ค่ำวันเดยวกัน น.อ.แลงสดอร์ฟได้ถ่ายทหารประจำเรือที่ไม่มีหน้าที่สำคัญขึ้นบก ทำลายเอกสารลับ เครื่องมือลับ และนำเรือออกจากท่ามอนเตวิเดโอ ออกไปนอกทะเลอาณาเขตของอุรุกวัยแล้วระเบิดเรือจมตัวเอง ทหารประจำเรือที่เหลือประมาณ 200 คน ที่มากับเรือได้ถ่ายไปขึ้นเรือสินค้าเยอรมันชื่อ ทาโคมา ซึ่งแล่นตามมาด้วย เพียงสามวันหลังจากที่เรือได้สิ้นสภาพลง น.อ.แลงสดอร์ฟ ได้ปลิดชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืน ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ และ ได้สิ้นลมลงบนธงชาติของเยอรมันที่ตัวเองปูรอเอาไว้ อันเป็นการเลือกทางออกแบบชายชาตินาวีที่ถือว่า สิ้นเรือก็สมควรสิ้นลม การเสียชีวิตของน.อ.แลงสดอร์ฟ ครั้งนี้ ต่างได้รับการสดุดีในความกล้าหาญจากทหารเรือทุกฝ่ายแม้กระทั่ง ฝ่ายตรงข้าม พิธีศพได้จัดทำอย่างสมเกียรติ เพราะการสู้รบครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสู้รบกันอย่างชายชาติทหารที่มีการเคารพในกฎเกณฑ์และเต็มไปด้วยจริยธรรม

อ้างอิงแก้ไข

  • กองทัพเรือ, เอกสารอ้างอิงกองทัพเรือ 7104 “ประวัติการสงครามทางเรือสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, พ.ศ. 2545, กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
  • ปรีชา ศรีวาลัย, “สงครามโลกครั้งที่ 2”, พ.ศ. 2543, โอเดียนสโตร์
  • Dudley Pope, “The Battle of the River Plate”, 1987, The Naval Institute Press USA.