พระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ วราสาวฑี (เขมร: សុីសុវត្ថិ វរា៉សាវឌី) หรือ สมเด็จพระศรีวรศักดิ์ พระนามเดิม พระองค์ผิว เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ ต่อมาเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าขุนช้าง นพวงศ์ พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส

สมเด็จพระศรีวรศักดิ์
พระสวามีหม่อมเจ้าขุนช้าง นพวงศ์ (พ.ศ. 2422–2431)
พระบุตร4 คน
ราชวงศ์วรมัน (ประสูติ)
จักรี (เสกสมรส)
พระบิดาพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์
พระมารดาหม่อมเนียม
ประสูติพ.ศ. 2400
กรุงเทพมหานคร อาณาจักรสยาม
สิ้นพระชนม์ไม่ปรากฏ
พนมเปญ กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส
ศาสนาพุทธ

พระประวัติแก้ไข

สมเด็จพระศรีวรศักดิ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์ผิว ประสูติที่กรุงเทพมหานคร เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ ประสูติแต่หม่อมเนียม (នាម)[1] พระชนนีชาวไทย[2] ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ไปเป็นพระแก้วฟ้าที่กรุงกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2413 พระองค์ผิวยังอยู่ที่กรุงเทพมหานครจนเป็นสาว และเข้าเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าขุนช้าง ในกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (พ.ศ. 2401–2431)[2] ใน พ.ศ. 2422[1] มีพระบุตรด้วยกันสี่คน แต่เสียชีวิตไปเสียสองคน เหลือพระธิดาที่มีชีวิตอยู่จนโตสองคน[2]

หลังหม่อมเจ้าขุนช้างสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2431 พระองค์ผิวจึงไปอยู่กับพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดาระยะหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์จึงออกไปรับพระองค์ผิวพร้อมพระธิดาที่เหลืออยู่สองคนกลับกรุงกัมพูชา[3] พระธิดาทั้งสองคนมีฐานันดรเป็นหม่อมเจ้าในราชสำนักกัมพูชา คือ หม่อมเจ้าเกศสุดาสี (Ketsodasi) เสกสมรสกับพระองค์เจ้านโรดม จันทเลขา[4] และอีกคนคือหม่อมเจ้าหรินรัตนา (Harinaratna) เสกสมรสกับพระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ ดวงมธุรา[5] ภายหลังพระองค์ผิวได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีวรศักดิ์[2]

เมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยือนกัมพูชาราว พ.ศ. 2468 มีพระองค์ผิวขณะพระชันษา 67 ปี เสด็จออกมารับ พร้อมกับพระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ ปิ่นดาราสุทธาเรศ (ពិន្តរា សុដារ៉េត) พระชันษาราว 30 ปี[2] พระขนิษฐาต่างพระชนนีที่เกิดกับนักนางมะเฟือง (ម៉ៈហ្វឿង)[1] ส่วนพระธิดาสองคนของพระองค์ผิวสิ้นชีพไปแล้ว[2] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงพระองค์ผิวไว้ว่า "...พูดไทยชัดกิริยามารยาทก็เป็นอย่างผู้ดีชาวกรุงเทพฯ อัธยาศัยเรียบร้อยน่าชม ได้พบพวกเราสังเกตดูว่ายินดีมาก ยังยกย่องพระคุณของพระอัครชายาฯ ซึ่งได้มีมาแต่หนหลัง สนทนาปราศรัยกับพวกเราเข้ากันได้อย่างสนิท..."[3]

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. 1.0 1.1 1.2 "Cambodia 16". Royal Lark. สืบค้นเมื่อ 29 เมษายน 2564. Check date values in: |accessdate= (help)
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 นิราศนครวัด, หน้า 225
  3. 3.0 3.1 นิราศนครวัด, หน้า 226
  4. "Cambodia 11". Royal Lark. สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2564. Check date values in: |accessdate= (help)
  5. "Cambodia 15". Royal Lark. สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2564. Check date values in: |accessdate= (help)
บรรณานุกรม