ดักมาร์แห่งโบฮีเมีย

ดักมาร์แห่งโบฮีเมีย (หรือพระนามว่า มาร์กาเร็ต เช็ก: Markéta (มาร์เคตา) ราวค.ศ. 1186 - 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1212 เมืองรีเบ) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก จากการอภิเษกสมรสกับพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก โดยทรงเป็นพระมเหสีพระองค์แรก พระนางเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 1 แห่งโบฮีเมียที่ประสูติแต่พระมเหสีองค์แรกคือ อเดเลดแห่งไมเซิน[1]

ดักมาร์แห่งโบฮีเมีย
สมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก
Sct Bendt-Dagmarmindetavle.jpg
ดักมาร์แห่งโบฮีเมีย สมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก บนภาพศิลปะเฟรสโก ที่โบสถ์นักบุญเบ็นท์, ริงสเต็ด, เดนมาร์ก
สมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก
ครองราชย์1205 – 24 พฤษภาคม 1212
ก่อนหน้าเกอร์ทรูดแห่งบาวาเรีย
ถัดไปเบเรนกาเรียแห่งโปรตุเกส
คู่อภิเษกพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก
พระราชบุตรยุวกษัตริย์วัลเดมาร์แห่งเดนมาร์ก
พระนามเต็ม
มาร์เคตา เพรมีสลีด
ราชวงศ์ราชวงศ์เพรมีสลีด
พระราชบิดาพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 1 แห่งโบฮีเมีย
พระราชมารดาอเดเลดแห่งไมเซิน
ประสูติราวค.ศ. 1186
ไมเซิน
สวรรคต24 พฤษภาคม ค.ศ. 1212 (26 ปี)
รีเบ
ฝังพระศพโบสถ์นักบุญเบ็นท์, ริงสเต็ด, เดนมาร์ก
ศาสนาโรมันคาทอลิก

ช่วงต้นพระชนมชีพแก้ไข

พระราชบิดาของเจ้าหญิงมาร์เคตา คือ ออทโทคาร์ที่ 1 ทรงเป็นดยุกแห่งโบฮีเมียในปีค.ศ. 1192 แต่ในปีค.ศ. 1193 ทรงถูกปลดจากตำแหน่งจากภัยทางการเมืองของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์และราชวงศ์ได้ออกจากโบฮีเมีย พระชายาของพระองค์คือ อเดเลดแห่งไมเซิน และพระโอรสธิดาได้ไปประทับที่ราชสำนักของพระเชษฐาในพระนางอเดเลด คือ อัลเบร็ชท์ที่ 1 มาร์เกรฟแห่งไมเซิน ออทโทคาร์ทรงกลายเป็นทหารรับจ้างของจักรพรรดิเยอรมัน ในปีค.ศ. 1197 ออทโทคาร์ได้รับตำแหน่งดยุกแห่งโบฮีเมียเป็นครั้งที่สอง และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์โบฮีเมียในปีค.ศ. 1198 กษัตริย์ออทโทคาร์ที่ 1 ทรงละทิ้งพระราชินีอเดเลดด้วยการหย่าร้างในปีค.ศ. 1199 จากการร่วมสายโลหิตกัน และหลังจากนั้นหนึ่งปีทรงอภิเษกสมรสใหม่กับเจ้าหญิงคอนสแตนเซียแห่งฮังการี[2] กระบวนการนี้มีส่วนช่วยให้พระองค์ยกระดับตำแหน่งจากดยุกมาเป็นพระมหากษัตริย์ตามพระราชกฤษฎีกาทองแห่งซิชิลี

อดีตพระราชินีอเดเลดไม่ทรงสละสิทธิของพระนาง ในปีค.ศ. 1205 พระนางเสด็จกลับไปยังปรากชั่วคราว ในช่วงนั้นกษัตริย์ออทโทคาร์ทรงให้เจ้าหญิงมาร์เคตา พระราชธิดาอภิเษกสมรสกับพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก พระมเหสีองค์ใหม่ของพระองค์คือ พระราชินีคอนสแตนเซียมีประสูติกาลพระโอรสซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าเวนสเลาสที่ 1 แห่งโบฮีเมียในปีเดียวกัน อดีตพระราชินีอเดเลดเสด็จออกจากโบฮีเมีย และสิ้นพระชนม์ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

สมเด็จพระราชินีแก้ไข

ก่อนการอภิเษกสมรสครั้งแรก กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับรีเชซาแห่งบาวาเรีย ธิดาในดยุกแห่งแซกโซนี เมื่อการแต่งงานไม่เกิดขึ้น พระองค์ได้อภิเษกสมรสครั้งแรกกับเจ้าหญิงมาร์เคตาแห่งโบฮีเมีย ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "ดักมาร์" ในปีค.ศ. 1205 ที่เมืองลือเบ็ค ตามบันทึกอันนาเลสเย็นเซส (รีดาบอเก็น; Rydårbogen) บันทึกว่าในปีค.ศ. 1206 สมเด็จพระราชินีดักมาร์มีอิทธิพลเหนือกษัตริย์วัลเดมาร์ให้ปล่อยตัวศัตรูคู่อาฆาตของพระองค์คือ บิชอปวัลเดมาร์แห่งชเลสวิช ซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1193[3][4]

ในปีค.ศ. 1209 สมเด็จพระราชินีดักมาร์มีพระประสูติกาล เจ้าชายวัลเดมาร์แห่งเดนมาร์ก (ราวค.ศ. 1209 - 1231) สมเด็จพระราชินีดักมาร์สิ้นพระชนม์ขณะมีพระประสูติกาลพระโอรสองค์ที่สอง ซึ่งไม่รอดพระชนม์เช่นกัน กษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ทรงแต่งตั้งให้พระโอรสขึ้นเป็นกษัตริย์ร่วมเป็นที่รู้จักในนาม ยุวกษัตริย์วัลเดมาร์ ณ เมืองชเลสวิกในปีค.ศ. 1218 แต่ยุวกษัตริย์วัลเดมาร์กลับทรงประสบอุบัติเหตุต้องลูกธนูขณะเสด็จออกล่าสัตว์ที่เรฟสนีส์ในภาคเหนือของจัตแลนด์ ปีค.ศ. 1231[5]

ไม่ค่อยมีใครทราบถึงเรื่องราวของสมเด็จพระราชินีดักมาร์ในฐานะบุคคลจริง เนื่องจากภาพลักษณ์ของพระนางมักปรากฏตามคติชนพื้นบ้าน นิทานโบราณและตำนาน ที่แสดงภาพลักษณ์พระนางในฐานะพระราชินีชาวคริสต์ในอุดมคติ ผู้อ่อนโยน มีขันติธรรมและเป็นที่เคารพรักไปทั่ว ตรงกันข้ามกับพระราชินีองค์ต่อมาอย่าง พระราชินีเบเรนกาเรีย เพลงบัลลาดเก่าแก่มีเนื้อความว่า พระนางดักมาร์ขอร้องให้กษัตริย์อภิเษกสมรสกับเคิร์ชเทน บุตรีของคาร์ล ฟอน รีซ และไม่ให้เสกสมรสกับ "ดอกไม้งาม" อย่างเบเรนกาเรียแห่งโปรตุเกส (เบ็นเกิร์ด) เพราะพระนางทรงทำนายว่าเหล่าโอรสที่เกิดกับบาเรนกาเรียแห่งโปรตุเกสจะต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กัน

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระราชินีดักมาร์ มีความพยายามผูกสัมพันธ์กับแฟลนเดอส์ (ดินแดนที่มีความสำคัญทางการค้าและมีพรมแดนติดกับศัตรูเดนมาร์กทางตะวันตก) กษัตริย์วัลเดมาร์จึงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเบเรนกาเรียในปีค.ศ. 1214 พระศพของสมเด็จพระราชินีดักมาร์ถูกฝังที่โบสถ์นักบุญเบ็นท์ในริงสเต็ด เคียงข้างกษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 และมีพระศพของพระราชินีเบเรนกาเรียอยู่อีกข้างหนึ่งของพระบรมศพกษัตริย์

พระโอรสแก้ไข

ทรงมีพระโอรสดังนี้

  พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ คู่สมรส และพระโอรส-ธิดา
  วัลเดมาร์ยุวกษัตริย์ ค.ศ. 1209 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1231 อภิเษกสมรส 24 มิถุนายน ค.ศ. 1229 กับ
ลียูโนร์แห่งโปรตุเกส
ไม่มีพระโอรสธิดา
- พระโอรสตายคลอด ค.ศ. 1212 ค.ศ. 1212 สิ้นพระชนม์เมื่อประสูติ

กางเขนดักมาร์แก้ไข

 
กางเขนดักมาร์
 
กางเขนดักมาร์อีกด้านหนึ่ง

กางเขนประดับหน้าอก เป็นที่รู้จำในนามว่า "กางเขนดักมาร์" (ดักมาร์คอร์เซ็ท;Dagmarkorset) ซึ่งวางอยู่บนพระทรวงของพระศพพระราชินีดักมาร์ซึ่งมีการเปิดโลงพระศพในปีค.ศ. 1683 ในปีค.ศ. 1695 กางเขนได้ถูกบริจาคแก่หอศิลป์แห่งชาติเดนมาร์ก อัญมณีมีการเจียระไนตามศิลปะไบแซนไทน์และวัสดุทำจากทองคำ มีการเคลือบโดยเอนาเมล ด้านหนึ่งเป็นไม้กางเขนส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นภาพพระเยซูอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยนักบุญบาซิลแห่งซีซาเรีย นักบุญจอห์น คริสซอสตอม พระแม่มารีย์ และนักบุญยอห์นอัครทูต ในปีค.ศ. 1863 พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์กได้บริจาครูปจำลองของกางเขนให้แก่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก พระธิดาในเจ้าชายคริสเตียนแห่งชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์-เซินเนอร์บอร์-กลึคส์บวร์ค ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ในคราวที่เจ้าหญิงได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร[6][7][8][9]

ในยุคสมัยใหม่ กางเขนดักมาร์จะถูกสวมใส่โดย "เด็กหญิงชาวเดนมาร์กเพื่อยืนยันการนับถือคริสตจักรนิกายลูเธอรันและจะถูกมอบให้แก่เด็กๆ ในฐานะของขวัญบัพติศมาด้วย"[10] ในนิกายลูเธอรันของศาสนจักรสวีเดน "กางเขนจะถูกส่งต่อสืบทอดไปยังบิชอปคนใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่ง อาร์กบิชอปแห่งอุปซาลาพร้อมกับตุ้มปี่และโครเซียร์"[11]

ภาพแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Dronning Dagmar". historie-online.dk. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  2. Earenfight 2013, p. 175.
  3. Anders Leegaard Knudsen (13 July 2012). "Annales Ryenses". University of Bergen. สืบค้นเมื่อ September 1, 2018.
  4. "Waldemar (Bischof von Schleswig)". Allgemeine Deutsche Biographie. สืบค้นเมื่อ September 1, 2018.
  5. "Valdemar den Unge, dansk Konge, Søn af Valdemar Sejr og Dagmar". Salmonsens konversationsleksikon. สืบค้นเมื่อ September 1, 2018.
  6. Sommerville, Maxwell (1894). The Encyclopædia Britannica, Volume 6. p. 542.
  7. "Dagmarkorset". Danmarks Historien. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  8. "Dagmarkorset". Nationalmuseet. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  9. "Queen Alexandra of Great Britain- Queen Victoria's Daughter-in-Law, Bertie's Patient Wife, and Her Own Person". windowstoworldhistory. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  10. Hämmerli, Maria; Mayer, Jean-François (23 May 2016). Orthodox Identities in Western Europe: Migration, Settlement and Innovation (in English). Routledge. p. 223. ISBN 9781317084914. Today the Dagmar cross is worn by Danish girls for their confirmation into the Lutheran Church, and is also given to children as a baptismal gift.CS1 maint: unrecognized language (link)
  11. Chisholm, Hugh (1922). Encyclopedia Britannica: A Dictionary of Arts, Sciences, Literature and General Information (in English). University Press. p. 509.CS1 maint: unrecognized language (link)
  • Earenfight, Theresa (2013). Queenship in Medieval Europe. Palgrave Macmillan. ISBN 978-1137303929.CS1 maint: ref=harv (link)