เปิดเมนูหลัก

คณะนิติราษฎร์ เป็นกลุ่มอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีข้อเสนอทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสังคมไทย เริ่มจากเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 เมื่อวัน 19 กันยายน พ.ศ. 2553 อันเป็นวันครบรอบ 4 ปีของรัฐประหารดังกล่าว

ความนำแก้ไข

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และมีทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นสมาชิก ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) อันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 (มาตรา 34) โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้อีกด้วย เมื่อ คมช. ได้เข้าบริหารประเทศ สถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทั้งกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายล้วนไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย จึงได้เกิดการรวมตัวของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายผ่านแถลงการณ์สาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแถลงการณ์คัดค้านผลต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร การแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาของศาลปกครองในคดีมาบตาพุด คำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง เป็นต้น [1]จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง "กลุ่มนิติราษฎร์" ที่มีบทบาทนำเสนอประเด็นอภิปรายเกี่ยวด้วยข้อกฎหมายและหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบเสรีประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์ยังมีชื่อจากการเสนอแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ว่าด้วยความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย

จุดเริ่มต้น ที่มา และการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์แก้ไข

ภายหลังจากการรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน[2] เพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของ คมช. และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นระยะๆ จึงได้ออกแถลงการณ์ที่ใช้ชื่อว่า “แถลงการณ์คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 1”[3] ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและทางวิชาการที่สำคัญ คือ

ประการแรก คัดค้านและประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพและเป็นการย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ประการที่สอง คัดค้านและประณามการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะถือว่าเป็นการทำลายสัญญาประชาคมของประชาชนโดยวิถีทางที่มิอาจรับได้อย่างยิงตามกระบวนการประชาธิปไตย

ประการที่สาม คัดค้านและประณามการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน

ประการที่สี่ คัดค้านและประณามการจำกัดสิทธิในร่างกายของประชาชน ที่มีการจับกุมผู้ที่ประท้วงการกระทำรัฐประหารไปคุมขัง

ประการที่ห้า เรียกร้องให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็วที่สุด

แถลงการณ์ดังกล่าว มีผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และ ธีระ สุธีวรางกูร จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2553 (ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว 4 ปี) กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “www.enlightened-jurists.com"[4] และเสวนาวิชาการในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยมีการเปิดตัวชื่อกลุ่มในชื่อใหม่ว่า “นิติราษฎร์” ทั้งมีการออก ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)[5] โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ

“เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์คิดการที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคมไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า www.enlightened-jurists.com”

จากข้อมูลในเวปไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ได้แสดงให้เห็นความหมายของคำว่า "นิติราษฎร์" อันมาจากการผสมของคำว่า “นิติศาสตร์” กับ “ราษฎร” ส่วนชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า “enlightened-jurists” หมายถึง "(นักกฎหมายผู้)...ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้"มีความหมายโดยรวมว่า นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมือง นิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ[5]” โดยนับวันที่ 19 กันยายน 2553 เป็นวันก่อตั้งนิติราษฎร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นจุดรวมตัวและจุดเคลื่อนไหวที่สำคัญของคณะนิติราษฎร์ และเป็นฐานสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและผลงาน ซึ่งเนื้อหาของเว็บไซต์ประกอบไปด้วย ประกาศนิติราษฎร์ บทความ รวบรวมการสัมมนาและบทสัมภาษณ์ บทความจากผู้อ่าน แถลงการณ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เอกสารประกอบการสอน ประชุมกฎหมาย และไฟล์บันทึกเสียงและภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2559) เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ได้ถูกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับและจำกัดการเข้าถึงด้วยเหตุผลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

สมาชิกของนิติราษฎร์แก้ไข

สมาชิกของนิติราษฎร์ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน โดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ซึ่งเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในนามของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นสมาชิกปัจจุบันของคณะนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีผลงานเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของนิติราษฎร์อยู่เสมอ โดยสมาชิกปัจจุบันของนิติราษฎร์ ได้แก่

สมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญและถือเป็นผู้นำของกลุ่มนิติราษฎร์ คือ ศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บทบาทของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นภายหลังเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคัดค้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (ขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มนิติราษฎร์) ในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 มีใจความสำคัญ ว่า

“ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้ในความคิดของเขานั้น การใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกฯพระราชทานไม่ควรทำ”

จากนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ร่วมกับอาจารย์นิติศาสตร์อีก 4 คน (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล) แสดงการคัดค้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และมีบทบาทอีกครั้งเมื่อมีการออก “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 5-2 เรื่องการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ” และออกแถลงการณ์อีกหลายฉบับเพื่อแสดงความเห็นแย้งต่อกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง[6] บทบาทการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 มีชายสองคนเข้าทำร้ายร่างกายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย[7]

ประวัติแก้ไข

กลุ่มนักวิชาการชื่อ 5 อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2549[8] ด้วยการนำเสนอบทความทางวิชาการ ออกมาเป็นระยะ แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนกระทั่งในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553 กลุ่ม 5 อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเพื่อนอาจารย์ เปิดตัวเว็บไซต์คณะนิติราษฎร์[9] พร้อมทั้งจัดงานเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย โดยมีคณะนิติราษฎร์เป็นองค์ปาฐก ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 คณะนิติราษฎร์แถลงข้อเสนอทางวิชาการ ในหัวข้อ 5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ จนก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ข้อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112แก้ไข

คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554[10] โดยสรุปดังต่อไปนี้

  1. ยกเลิกมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
  2. เพิ่มเติมลักษณะความผิด เกี่ยวกับพระเกียรติของ กษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในประมวลกฎหมายอาญา
  3. แบ่งแยกการคุ้มครอง สำหรับตำแหน่งกษัตริย์ ออกจาก ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  4. แก้ไขอัตราโทษ โดยไม่บัญญัติอัตราโทษขั้นต่ำ เพิ่มโทษปรับ ลดอัตราโทษขั้นสูง โดยเปรียบเทียบกับอัตราโทษ ที่ใช้ในกรณีของบุคคลทั่วไป ให้การกระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์ สูงกว่าบุคคลทั่วไป 1 ปี และแยกแยะโทษของการกระทำผิด ฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่น
  5. บัญญัติเหตุยกเว้นความผิด ในกรณีติชมหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ
  6. บัญญัติเหตุยกเว้นโทษ ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง แต่หากการพิสูจน์นั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
  7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษ โดยให้อำนาจกองนิติการ ของสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้กล่าวโทษ[11]

ต่อมาในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555 คณะนิติราษฎร์ ร่วมกับ กลุ่มนักวิชาการ คณาจารย์ นักเขียน ศิลปิน และปัญญาชน จัดตั้ง "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" (ครก. 112) เพื่ออธิบายรายละเอียด ของข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรวบรวมรายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา[12]

ข้อกล่าวหาแก้ไข

โทนี คาตาลัคซี นักค้นคว้าวิจัยทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวหาว่านักวิชาการกลุ่มดังกล่าวรับเงินจากองค์กร National Endowment for Democracy ในประเทศสหรัฐอเมริกา[13]

กลุ่มผู้คัดค้านการกระทำของนิติราษฎร์แก้ไข

กลุ่มนักรบเมืองย่า ในวันที่ 22 มกราคม 2555 ที่บริเวณด้านหน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) อ.เมือง จ.นครราชสีมา ประชาชนชาวโคราชในนาม “กลุ่มนักรบเมืองย่า” กว่า 50 คน นำโดย นายประทีป  ณ นคร รวมตัวกันชุมนุมแสดงพลังคัดค้านการเคลื่อนไหวผลักดันแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) ของ “กลุ่มนิติราษฎร์” โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ธงชาติไทย, ธงตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติฯ และป้ายข้อความคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 เช่น “ใครหมิ่นสถาบันต้องประหารชีวิตอย่างเดียว”, “ม.112 ทำไมต้องแก้ มันผิดตรงไหน มึงถึงต้องแก้”, “นิติราษฎร์ คนคิดคต ทรยศต่อแผ่นดิน”เป็นต้น

ต่อมานายประทีป ณ นคร ประธานกลุ่มนักรบเมืองย่า แกนนำผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงการณ์คัดค้านการแก้กฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเนื้อหาระบุว่าสืบเนื่องจากกรณีคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” อันประกอบด้วยผู้มีความรู้ในระดับครูอาจารย์หลายคน เช่น ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ได้ร่วมกันนำเสนอแนวคิดในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ การยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่า เป็นต้นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ความเป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น

กลุ่มนักรบเมืองย่า ซึ่งเป็นกลุ่มพลังประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิทักษ์ปกป้องความถูกต้อง ความเป็นธรรมในสังคม และเหนืออื่นใดเพื่อการเทิดทูนและถวายความจงรักภักดี ตลอดจนการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่มนักรบเมืองย่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการต่างๆ ของกลุ่มนิติราษฎร์ ดังกล่าว จึงขอประกาศโดยแถลงการณ์นี้ เพื่อคัดค้านและต่อต้านการกระทำของกลุ่มนิติราษฎร์ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ข้อ 1 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความปรากฎตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ออกใช้บังคับมาโดยตลอด จึงต้องมีกฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งแม้แต่ประเทศที่มิได้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ก็ล้วนมีกฎหมายให้ความคุ้มครองประมุข หรือผู้นำของประเทศ เฉกเช่นเดียวกันกับกฎหมายมาตรา 112

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครอง และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีบทบัญญัติเพียงมิให้ พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มิให้ถูกล่วงละเมิด โดยเพียงแต่ห้ามมิให้ผู้ใด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือการแสดงความอาฆาตมาดร้าย เท่านั้น  ซึ่งแม้แต่ในบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็ยังได้รับความคุ้มครองในลักษณะเช่นนี้ เหมือนกัน ประมุขของชาติ มีความสำคัญ เพราะเป็นหน้าตา ศักดิ์ศรี และเป็นเสาหลักของบ้านเมือง จึงควรได้รับการคุ้มครอง และพิทักษ์ปกป้อง เพื่อให้ทรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติ กฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่การแสดงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นแต่อย่างใด

ข้อ 3 คุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีความยิ่งใหญ่ไพศาล และเป็นพระคุณอันประเสริฐสูงสุดของชาติไทยมายาวนานนับพันปี ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ชาติไทย อันเกี่ยวกับการรักษาแผ่นดิน การปกป้องเอกราชของชาติจากการรุกรานของอริราชศัตรู นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือแม้แต่องค์พระปิยะมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพิทักษ์รักษาชาติไทยให้ยืนยงอยู่ได้มาจนทุกวันนี้ ทั้งนี้ด้วยพระบารมี และพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ในแต่ละยุคสมัยทั้งสิ้น แม้แต่ในรัชสมัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าแม้สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป แต่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พี่น้องปวงชนชาวไทยอย่างมากมาย และยิ่งใหญ่ไพศาล เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยากจะหาผู้ใดมาเทียบเทียมได้  ถือเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่คนในชาติต้องสำนึก ต้องกตัญญู และเทิดไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม

ข้อ 4 ด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น สถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็น “ศูนย์รวมจิตใจ” ของคนไทยทั้งชาติ ยามใดที่ประเทศชาติ และประชาชนต้องประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือภัยการเมือง คนไทยก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระมหากษัตริย์ที่จะช่วยขจัดปัดเป่า ความทุกข์ยากเดือดร้อน จากภัยทั้งหลายทั้งปวงนั้น ให้บรรเทาเบาบางและหมดสิ้นลงได้

เรากลุ่ม “นักรบเมืองย่า” สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลของสถาบันพระมหากษัตริย์ เราขอแสดงความสำนึก และขอเทิดสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม และพร้อมที่จะพิทักษ์ปกป้องไว้ด้วยชีวิต เราเห็นว่า การกระทำของกลุ่มนิติราษฎร์ นอกจากจะแสดงความไม่สำนึก ความไม่กตัญญูรู้คุณแล้ว ยังเป็นพฤติกรรมแห่งการเนรคุณแผ่นดินอย่างไม่สามารถให้อภัยให้ได้

เราขอให้กลุ่มนิติราษฎร์ ยุติบทบาทที่เป็นการแสดงความเนรคุณแผ่นดิน ดังกล่าวนั้นเสียโดยสิ้นเชิง มิฉะนั้น เราจะตอบโต้การกระทำของกลุ่มนิติราษฎร์อย่างถึงที่สุด จึงขอประกาศแถลงการณ์ให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้โปรดรับทราบ และร่วมแรงร่วมใจกันลุกขึ้นปกป้องแผ่นดิน และสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของเราต่อไป

จากนั้นกลุ่มนักรบเมืองย่าได้ร่วมกันนำหุ่นฟางที่มีรูปภาพนายวรเจตน์ และนักวิชาการในกลุ่มนิติราษฎร์ มาวางก่อนใช้เท้าถีบกระทืบหุ่นฟางด้วยความโกรธแค้น และใช้มีดดาบที่เตรียมมาตัดหัวหุ่นประจาน ก่อนลงมือเผาหุ่นดังกล่าวด้วยท่ามกลางประชาชนที่มามุงดูเป็นจำนวนมากก่อนสลายการชุมนุมไป[14]

กลุ่ม"วารสารศาสตร์ต้านนิติราษฎร์". ศิษย์ปัจจุบันและคณาจารย์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณ 100 คน ภายใต้ชื่อกลุ่มวารสารต้านนิติราษฎร์ ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพื่อชุมนุมแสดงพลังคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์ ทั้งนี้ ทางกลุ่มวารสารฯ เข้าชื่อยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ให้ตั้งกรรมการสอบความเหมาะสมของกลุ่มนิติราษฎร์โดยได้มีการเสนอข้อเรียกร้อง จำนวน 5 ข้อ ได้แก่

1.ให้ประชาคมธรรมศาสตร์รวมตัวกันคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมถึงการใช้ชื่อมหาวิทยาลัย ไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวที่เป็นการล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

2.เรียกร้องให้อธิการบดี มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ ในการกระทำที่อาจจะมีความผิดทั้งทางวินัยและทางกฎหมาย ให้เป็นที่กระจ่างแก่มหาชน พร้อมทั้งลงโทษตามมูลความผิด

3.เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม

4.ให้สื่อมวลชนใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการนำเสนอข่าวสาร อันเกี่ยวกับการแก้ไข ม.112

5. เรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าร่วมกันแสดงพลังคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย ม.112 รวมทั้งต่อต้านแนวคิดใดๆ ที่ส่อและแสดงถึงการล่วงละเมิดและลบล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

นายยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ในฐานะตัวแทนศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า การออกมารวมตัวในครั้งนี้ เพื่อประกาศจุดยืน แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีกลุ่มธรรมศาสตร์อีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งส่วนตัวก็มองว่า การที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไข ม.112 เป็นการก้าวล่วงสถาบันมากเกินไป เกินขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ[15]


หลักนิติรัฐกับคนเนรคุณแก้ไข

โดย...รศ. ทวีเกียรติ  มีนะกนิษฐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เขียนบทความเรื่อง"หลักนิติรัฐกับคนเนรคุณ" กล่าวถึงข้อเรียกร้องของนิติราษฎร์ ความดังนี้...........

เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาด พร้อมแสดงเหตุผลทั้งฝ่ายข้างมากและข้างน้อยอย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว ประชาชนและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็ได้แสดงความคิดเห็นกันพอหอมปากหอมคอแล้ว

เรื่องเหล่านี้น่าจะยุติและดำเนินชีวิตตามหน้าที่ของเราต่อไปด้วยความสงบ ปล่อยให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้นต่อไปจะดีกว่า

แต่ปรากฏว่าเพื่อนอาจารย์ มธ.ของผู้เขียน 4-5 คน ยังคงแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลต่อสาธารณะค่อนข้างรุนแรง จนทำให้หลายคนรู้สึกสับสนว่า ผลคำตัดสินจะใช้ได้หรือไม่ต่อไป เหมือนกับจะดื้อไม่ยอมรับกติกาที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วนั่นเอง

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้เขียนจะสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร เมื่ออาจารย์กฎหมายเองยังไม่ยอมรับกติกาเสียงข้างมากของตุลาการรัฐธรรมนูญ?

อันที่จริงอาจารย์ มธ.ทั้ง 5 ท่าน น่าจะพอใจกับคำพิพากษาแล้ว เพราะมีตุลากรฝ่ายข้างน้อยได้รับความคิดของท่านไปถกเถียงในคณะตุลาการด้วยกันแล้วพร้อมเหตุผล แต่ก็สู้เสียงข้างมากเขาไม่ได้ ตุลาการทุกท่านก็ยอมรับกันแล้ว อย่าลืมว่าตุลาการแต่ละท่านนอกจากจะมีความรู้มากกว่าพวกเราแล้ว ท่านยังมีประสบการณ์ ความคิดที่เป็นอิสระ ความกล้าหาญสู้กับแรงกดดัน การข่มขู่และความรับผิดชอบในคำตัดสินของท่านเหล่านั้น มากกว่าอาจารย์ทั้ง 5 รวมทั้งตัวผมด้วยหลายเท่าตัวนัก ผมจึงเห็นว่า อาจารย์เราทั้งหลายได้ทำหน้าที่ชี้นำสังคมมาตามควรแล้ว

ปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามทางของมันเถิด

การที่หนังสือพิมพ์พาดหัวตัวโตว่า "5 อาจารย์ นิติ มธ.แย้ง..." ทำให้ดูเหมือนมีตั้ง 5 คน แต่แท้จริงแล้ว 2 ใน 5 คน ยังศึกษาไม่จบอยู่ต่างประเทศ อีกท่านหนึ่งก็เป็นเพียงผู้รับรองให้เท่านั้น

อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นั้น ขอชื่นชมว่าเป็น "กาลิเลโอหลงยุค"

ส่วน อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพาณิชย์ นั้น ชื่นชมว่าเป็น "ลกเจ๊ก" ในเรื่องสามก๊ก ที่กล่าวในไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 9 เดือนนี้ ทำนองว่า หากให้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษได้ ต่อไปหากไทยรักไทยได้คืนอำนาจก็ออกอาจกฎหมายย้อนหลัง เอากับ คมช. คตส.ด้วย

การกล่าวเช่นนั้นนอกจากจะเทียบเคียงกรณีที่เกิดขึ้น อย่างผิดฝาผิดตัว (false analogy) แล้ว ยังเป็นการยืนยันในทางให้ร้ายกับไทยรักไทยด้วยว่า ที่ผ่านมาก็ทำลายหลักนิติรัฐอยู่แล้ว (ดูคำวินิจฉัยส่วนที่ว่าด้วยการแทรกแซงสื่อและใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมายหาประโยชน์ใส่ตนและกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม) หากมีอำนาจอีกก็จะทำลายหลักนิติรัฐอีก แสดงว่าการถูกตัดสิทธินั้นถูกต้องแล้ว

เพราะว่าหากปล่อยไว้ก็คงต้องกลับมาทำผิดอีก

ผู้เขียนเคารพความเห็นของเพื่อนอาจารย์เหล่านั้น โดยขออธิบายเพิ่มเติมก่อนกลับไปสอนหนังสือโดยสงบ ดังนี้

1.หลักนิติรัฐ ที่อ้างกันอยู่นั้นเป็นหลักทางมหาชน มีใช้เพื่อคุ้มครองรัฐและประชาชน เป็นหลักประกันว่าทุกคนจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้น หากเอกชนคนใดมุ่งทำลาย หลักนิติรัฐย่อมจะถูกหลักมหาชนนำมาใช้เพื่อป้องกันมหาชนคนส่วนใหญ่นั้นได้

หากให้นำเอาความเสียหายของเอกชนมาไว้อยู่เหนือความเสียหายของมหาชน การท่องบ่นเรื่องหลักนิติรัฐก็จะไม่มีความหมาย เพราะหากหลักนี้ยังป้องกันตนเองไม่ได้ จะนำมาอ้างเพื่อคุ้มครองประชาชนและประเทศชาติได้อย่างไร ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด!!!

นิติรัฐก็คงเป็นเพียงแบบพิธีให้ใครต่อใครมาหาประโยชน์ เพื่อความโก้เก๋ หรือเป็นเพียงเครื่องประดับห่วยๆ อย่างหนึ่งที่คนบางกลุ่มเห็นว่ามีค่า พร่ำพรรณนาเป็นคาถากันผีเท่านั้น

อยากจะถามว่า ถ้าผู้กุมอำนาจของรัฐ กระทำการขัดต่อหลักนิติรัฐ มุ่งทำลายความเป็นนิติรัฐ ใครจะยุติการทำลายนี้ได้ ดูตามสำนวนของตุลาการรัฐธรรมนูญ จะเห็นพฤติการณ์ว่า (ข้อ 9, 10 และข้อ 11)

การกระทำของพรรคไทยรักไทยและกรรมการบางคน

- ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียง แบบพิธี ที่จะนำไปสู่การผูกขาดทางการเมืองเท่านั้น

- มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของ สิทธิเลือกตั้ง ของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

- ไม่เคารพยำเกรง ต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่ ได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนสูงสุด ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้าย

- ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ ตามที่สัญญาไว้กับประชาชน มุ่งเพียงให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

- เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้บริหารโดยสุจริต แต่แอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

- ไม่สร้างสรรค์จรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครอง ของประเทศโดยรวม

การกระทำของบุคคลเหล่านี้ เป็นการบริหารอำนาจรัฐโดยการทุจริตทำลายหลักนิติรัฐ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หลักนิติรัฐจะอยู่ได้อย่างไร

2.ประเด็นเรื่องกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันไม่ยุตินั้น ในฐานะนักกฎหมายอาญาขออธิบายว่า กฎหมายทั้งหลายมีขึ้นก็เพื่อใช้แก้ปัญหาไม่ใช่สร้างหรือสะสมปัญหา จึงต้องใช้ให้ทันทีเพื่อให้เหมาะสมทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายวิ.แพ่งหรือวิ.อาญา

แม้สิทธิของโจทก์ จำเลยอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ก็นำไปใช้ย้อนหลังขณะที่ศาลพิจารณาพิพากษาได้

อย่างไรก็ตาม เฉพาะความผิดอาญา หากย้อนหลังไปเป็นโทษแล้ว ต้องห้าม เหตุผลก็เพราะไม่กำหนดความผิดและโทษไว้ก่อน

การกำหนดความผิด กฎหมายต้องประกาศให้ทราบก่อนว่าการกระทำใดเป็นความผิด จะได้ไม่ทำผิดนั้น หมายถึงการกำหนดความผิดใหม่ๆ ขึ้น จะนำไปกล่าวหาผู้กระทำย้อนหลังไม่ได้เพราะ เขาไม่รู้มาก่อนว่าการกระทำของเขาจะเป็นความผิด

แต่ตามข้อเท็จจริงในคดี ที่ปรากฏตามสำนวนของตุลาการรัฐธรรมนูญ การกระทำของนักการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เลือกตั้งแบบคดโกง ทุจริตผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามที่มีอยู่เดิมแล้ว จึงไม่ใช่การกำหนดความผิดขึ้นใหม่

กลุ่มผู้กระทำจะว่าไม่รู้ว่าเขาห้ามโกง ห้ามทุจริต คงผิดวิสัย

เพราะก่อนการเข้ารับตำแหน่งก็สาบานกันแล้วว่าจะไม่โกง ไม่ทุจริต

บางคนสาบานตั้งหลายรอบ

ดังนั้น การวินิจฉัย ความผิดนี้จึงไม่ใช่การย้อนหลัง

การกำหนดโทษ การตัดสิทธิไม่ใช่โทษ แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายอาญาก็ไม่ห้าม การใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยย้อนหลัง โดยกำหนดให้ใช้ได้ในขณะศาลพิพากษา แม้ว่าขณะกระทำความผิดจะไม่มีมาตรการเหล่านี้ก็ตาม เพราะมาตรการใหม่ๆ ย่อมจะนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดในอนาคตได้ดีกว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้กระทำผิดเพราะไม่ใช่โทษอาญา และเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมเพราะมีมาตรการใหม่กับการกระทำ เพื่อป้องกันการเกิดความผิดได้ดีกว่าเดิม

การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องกฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายหรือเป็นโทษแก่บุคคล เทียบได้กับกรณีคนที่มาเช่าบ้าน ทำบ้านสกปรกเลอะเทอะเสียหาย ถึงขนาดลงมือรื้อฝาบ้านไปขาย, ให้คนนอกมาเช่าพื้นที่อยู่อาศัยโดยเอารายได้ใส่ตน, ค่อยๆ ทยอยขายทรัพย์สินในบ้านที่เจ้าของบ้านสะสมไว้ จนบ้านทรุดโทรม ทรัพย์สินร่อยหรอลงไปทุกที

เมื่อความจริงเปิดเผยเข้า จึงมีการบอกเลิกสัญญาเช่า โดยเพียงขอให้ผู้เช่าออกจากบ้านไปชั่วคราวก่อน จะได้เข้าไปซ่อมแซมบ้าน ไม่ได้เอาไปลงโทษ ทำร้ายที่ไหน การให้ผู้เช่าที่กำลังทำลายบ้านเช่าออกไปจากบ้าน เพื่อป้องกันความเสียหายของบ้าน จึงไม่ใช่โทษ แต่เป็นมาตรการเพื่อยุติความเสียหายแก่บ้านเช่าที่เขากำลังทำลายอยู่

ผู้เช่าที่กำลังทำลายบ้านนั้นกลับโวยวายว่าตนถูกตัดสิทธิ แถมยังมีคนบางคนเข้าใจผิดเห็นอกเห็นใจผู้เช่า ทั้งๆ ที่เจ้าของบ้านน่าจะจับผู้เช่าที่ทำลายข้าวของนี้ ติดคุกด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่ทำ

จึงเห็นตรงข้ามกับ อาจารย์วรเจตน์ โดยสิ้นเชิงว่า

หากไม่นำมาตรการตัดสิทธิเลือกตั้งอันไม่ใช่โทษนี้ ไปใช้กับกลุ่มผู้ทุจริตในการเลือกตั้งกลับจะทำให้ประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐจะคลางแคลงและไม่ไว้วางใจให้ความเชื่อถือต่อหลักนิติรัฐเพราะความผิดปรากฏชัด แต่ผู้ทำผิดกลับลอยนวลไปได้

เขาจะตั้งคำถามว่าทำไมประชาชนทำบัตรเลือกตั้งฉีกขาดนิดเดียวก็อาจถูกตัดสิทธิถึง 10 ปี แต่คนโกงเลือกตั้งทั้งโขยงไม่โดนอะไรเลย?

หากจะอ้างว่าการตัดสิทธิเป็นโทษหรือเป็นคุณก็ต้องถามว่าเป็นโทษกับใคร หรือจะให้เป็นคุณกับใคร เป็นหน้าที่ของนักกฎมหายมหาชนที่ดูแลนิติรัฐด้วยที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง (การตัดสิทธิ) เป็นโทษกับเอกชน กับ (การไม่ตัดสิทธิ) เป็นโทษกับมหาชน ท่านจะเลือกอย่างไร ที่ดินเอกชนขวางถนนอยู่แปลงเดียว กฎหมายมหาชนจะยึดกรรมสิทธิ์ย้อนหลังโดยเวนคืนตัดถนนผ่านเพื่อมหาชนหรือไม่?

หากเอามหาชนเป็นหลัก การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่ใช่การย้อนหลังไปเป็นโทษแต่กลับเป็นคุณแก่มหาชนทั้งสิ้น

- เป็นคุณแก่ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุด จะไม่ถูกลบหลู่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

- เป็นคุณแก่รากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

- เป็นคุณแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองที่จะได้รับการคุ้มครอง

- เป็นคุณแก่หลักนิติรัฐที่จะไม่ถูกคนกลุ่มนี้มาทำลายในอนาคต

- เป็นคุณแก่ความมั่นคงทางการเมืองของชาติ

- เป็นคุณแก่สมาชิกพรรคไทยรักไทย กว่า 14 ล้านคน จะได้ตาสว่างเห็นพฤติการณ์ทุจริตในการเลือกตั้งที่พรรคและบุคคลที่ตนมอบศรัทธาและความไว้วางใจ กระทำเอาลับหลังตน

- เป็นคุณแก่สมาชิก กว่า 14 ล้านคนเหล่านี้จะได้ไม่ถูกบังคับให้หลับตาเลือกคนที่มาทำลายความไว้วางใจของเขาเหล่านั้นอีก

- เป็นคุณแก่คนไทยที่ไม่ใช่สมาชิกเป็นคุณแก่อีกกว่า 45 ล้านคน ที่จะได้เลือกตั้งอย่างสบายใจขึ้น

- เป็นการจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองเพราะเป็นพรรคที่มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ หากแต่มุ่งประสงค์ที่จะดำเนินการทุกวิธีทางเพื่อให้ได้มายังอำนาจในการปกครองประเทศเพื่อหาประโยชน์เข้าพวกพ้องของตนเท่านั้น

- เป็นคุณต่อผู้ถูกตัดสิทธิทั้งหมดทุกคนนั้นด้วย เพราะจะไม่มีโอกาสได้ไปกระทำความผิดที่เคยทำนั้นอีกอย่างน้อย เป็นเวลา 5 ปี หากปล่อยไว้เขาก็จะไปกระทำความผิดจนเขาอาจถึงขั้นติดคุกได้

การใช้มาตรการดังกล่าวจึงกลับเป็นคุณแก่ทุกฝ่าย

โดยเฉพาะผู้อยู่ในกรอบของกฎหมายและความสุจริต

หากไม่ตัดสิทธิ การทุจริตก็จะกลับเกิดซ้ำซากอีก

3.การตัดสิทธิดังกล่าว เป็นการตัดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานหรือไม่?

การใช้สิทธิและการใช้เสรีภาพของบุคคลตามกฎหมายวางอยู่บนรากฐานแห่งหลัก "สุจริต" สิทธิและเสรีภาพจึงมีไว้ให้ผู้ที่สุจริตใช้อย่างเต็มที่ หลักนี้ยืนยันไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชนมานานเนกาเลแล้วว่า

การใช้สิทธิต้องใช้โดยสุจริต

การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมาย ก็ต้องให้หยุดทำได้ เพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดต่อไปภายหน้า จึงเห็นได้ว่า แม้ในทางกฎหมายเอกชนก็ยังให้ระงับการใช้สิทธิที่ไม่สุจริตได้

ในทางมหาชน ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น เพราะหากมีการใช้สิทธิไม่สุจริต แม้ทางเอกชนความเสียหายเฉพาะเอกชนเท่านั้นกฎหมายยังให้ใช้บังคับยับยั้งการกระทำได้ ในทางมหาชนใช้สิทธิไม่สุจริตต่อมหาชนยิ่งจะส่งผลกระทบและก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่คนจำนวนมากหากยังคงตัดสิทธิการใช้นั้นไม่ได้ หลักสุจริตและนิติรัฐก็ถูกทำลายไม่มีใครได้ยกขึ้นอ้างอีก

ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ได้ลงโทษเพียงแต่ "ชี้กรรม" ที่เขากระทำแก่การเลือกตั้ง และระบอบการปกครองของบ้านเมืองเท่านั้น

การตัดสิทธิดังกล่าวจึงไม่ใช่ผลร้าย หรือการลงโทษผู้กระทำ หลักนี้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่เป็นธรรมก็กล่าวอ้างได้ว่า

"เมื่อเล่นโกง ก็ไม่ให้เล่น"

สรุป การที่ยึดถือหลักนิติรัฐต้องทำโดยมีจิตวิญญาณที่จะปกป้องนิติรัฐด้วย โดยต้องมองให้รอบรู้ให้ทั่ว หากเห็นไม่รอบ กอดแต่หลักไว้อย่างเดียวไม่ดูว่ามดแทะ ปลวกทะลวงหลักจนปรุพรุนเป็นโพรงอยู่ข้างในไปหมดแล้วยังพร่ำเพ้อว่าหลักยังดีอยู่ ทั้งๆ ที่รู้และโวยวายให้ใครก็ได้เข้ามาแก้ไข แต่พอมีคนจะไปช่วยพยุงซ่อมแซม โดยเอามด ปลวกออกจากหลัก โดยที่เขาก็เมตตาไม่ฆ่ามด ปลวกเท่านั้น เพียงแต่ขอกวาดออกจากหลักไม้ไปชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมหลักให้มั่นคงแล้วจะเชิญให้มด ปลวกเหล่านี้มากัดกินกันใหม่เท่านั้น

คนที่อ้างว่าตนพิทักษ์หลักนิติรัฐเหล่านี้ก็ยังคงกอดหลักขวางกั้นออกหน้าปกป้องมด ปลวก ไม่ให้ใครไปแตะต้องมด ปลวกเหล่านั้น โดยคิดว่าเป็นการปกป้องสิทธิของมดและปลวกเหล่านั้นตามหลักนิติรัฐอยู่

แทนที่จะเป็นการบำรุงรักษา กลับเป็นการช่วยทำลายหลักนิติรัฐทางอ้อม

ไม่เห็นแม้กระทั่งพวกปลวกๆ ทั้งหลายกำลังนั่งหัวเราะเยาะพวกกำจัดปลวกที่ทะเลาะกันเอง

เท่ากับเนรคุณหลักนิติรัฐเสียเอง

ความเห็นของพวกเขาเหล่านี้ จึงเป็นการ "เห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า"

ป่าไม้ถูกทำลายลงทุกวัน ท่านเหล่านี้กู้รู้อยู่ เรียกร้องให้ช่วยกันปราบพวกตัดไม้ทำลายป่า

แต่พอเขาจะไปจับคนตัดต้นไม้ ท่านเหล่านี้ก็ออกขวางกั้น โดยอ้างว่า ชาวบ้านตัดต้นไม้ต้นสอง ต้น ไม่เสียหาย ต้องคุ้มครองให้เขาอยู่กินได้

ท่านเหล่านี้จึงเห็นแต่คนตัดไม้ทีละต้น แต่ไม่เคยเห็นคนทำลายป่า

หารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นตัดทีละต้น เป็นร้อย เป็นล้านต้นแล้ว

ฉันใดก็ฉันนั้น เราจึงไม่สามารถดำเนินการกับคนทำลายหลักนิติรัฐได้เสียที ด้วยฝีมือของคนที่คิดว่าตนเป็นคนพิทักษ์อนุรักษืหลักนิติรัฐ แต่มองไม่เห็นปลวกที่กำลังกัดกิน และทำลายหลักนิติรัฐที่เขาบูชาอยู่ตำหูตำตา

ดังนี้ แทนที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์หลักนิติรัฐ

กลับกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกไปเสียนี่!!!

หลักนิติรัฐจึงถูกเนรคุณด้วยสายตาที่คับแคบเช่นนี้เอง

(ขอกลับไปสอนนักศึกษาตามหน้าที่ให้ดีที่สุดละนะ

เจอกันใหม่เมื่อมีวิกฤตหมายภายหน้า... กาลิเลโอ...)[16]

การยกย่องในสื่อแก้ไข

  • บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2553 สาขา วิชาการ จากมติชน [17]
  • บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2554 จาก วอยซ์ทีวี [18]

อ้างอิงแก้ไข

  1. “เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก <http://www.enlightened-jurists.com/about>. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
  2. “ทั้งนี้ การรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปรากฏชื่อชัดเจนจากการออกแถลงการณ์สาธารณะในช่วงแรกจะใช้ชื่อดังกล่าวมาโดยตลอด
  3. “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก <http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html>. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).
  4. “ภายหลังการเปิดตัวเว็บไซด์ของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ได้มีการนำเสนอความคิดเห็นออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายปี 2555 พบว่าข้อมูลบางส่วนของเว็ปไซด์ฯ คือ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไม่สามารถเข้าถึงได้
  5. “เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก <http://www.enlightened-jurists.com/about>. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.
  6. “แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก <http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html>. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.
  7. “ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112,” มติชน, (1 มีนาคม 2555), 14, 15.
  8. กลุ่ม 5 อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประชาไท
  9. เปิดตัวเว็บ'นิติราษฎร์'จวกยับปฏิวัติ19กันยาฯ ไทยรัฐ
  10. ข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒
  11. คำแถลงการณ์ ครก. 112
  12. สารถึงผู้อ่าน - ข้อเสนอฯ ของนิติราษฏร์ยืนอยู่บนหลักการแห่งกฎหมาย
  13. http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/26133-tk_26133.html
  14. http://www.koratforum.net/politics/1682.html
  15. https://www.thairath.co.th/content/235431
  16. http://oknation.nationtv.tv/blog/dinsor/2007/06/21/entry-4
  17. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และกลุ่มนิติราษฎร์ : บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2553 สาขา "วิชาการ" มติชน
  18. นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร วอยซ์ทีวี

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข