การเปลี่ยนรัชกาลในประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2562

การเปลี่ยนรัชกาลในประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะได้สละราชบัลลังก์ในวันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยพระองค์เป็นนับเป็นจักรพรรดิองค์แรกในรอบกว่า 2 ศตวรรษที่สละราชบัลลังก์โดยนี่คือจุดสิ้นสุดของยุคเฮเซ และได้มีการเตรียมพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นสืบราชบัลลังก์ขององค์รัชทายาท[1] ส่วนพระราชพิธีราชาภิเษกจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกัน[2]

เบื้องหลังแก้ไข

ใน พ.ศ. 2553 องค์จักรพรรดิได้ปรึกษากับที่ปรึกษาในพระองค์ถึงการลดพระราชภารกิจของพระองค์ลงเนื่องด้วยพระชนมายุที่เพิ่มขึ้นและพระพลานามัยที่ไม่เอื้ออำนวยแต่ทาง สำนักพระราชวังญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอะไร

ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 สื่อของรัฐบาลญี่ปุ่น สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ได้รายงานว่าองค์จักรพรรดิมีพระราชประสงค์ที่จะสละราชบัลลังก์ให้กับพระราชโอรสองค์ใหญ่ เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในสำนักพระราชวังญี่ปุ่นได้ออกมาปฏิเสธเรื่องแผนการสละราชบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิสำหรับการสละราชบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิต้องทำการแก้ไขเพิ่มเติม กฎราชวงศ์ ฉบับ พ.ศ. 2490 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเสียก่อน

กระแสรับสั่งต่อประชาชนแก้ไข

ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559 องค์จักรพรรดิได้มีกระแสรับสั่งต่อประชาชนถึงพระชนมายุที่เพิ่มขึ้นและพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์[3] ซึ่งกระแสรับสั่งครั้งนี้ได้แฝงถึงนัยยะเรื่องการสละราชบัลลังก์[4][5]

สภานิติบัญญัติแก้ไข

เมื่อทราบถึงพระราชประสงค์ในการสละราชบัลลังก์ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง ยะซุฮิโกะ นิชิมุระ เป็นรองจางวางใหญ่สำนักพระราชวัง

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ทาง สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการโต้วาทีเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปร่างกฎหมายที่ใช้ได้ครั้งเดียวสำหรับจักรพรรดิอะกิฮิโตะเท่านั้น

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 คณะกรรมาธิการงบประมาณของสภาล่างหรือ สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ได้จัดโต้วาทีเพื่อจัดทำร่างกฎหมายสละราชบัลลังก์

ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติรับหลักการร่างกฎหมายสละราชบัลลังก์ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน ปีเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายสละราชบัลลังก์และรัฐบาลได้เริ่มขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านไปยัง เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสละราชบัลลังก์ได้ถูกกำหนดขึ้นในวันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

สำนักพระราชวังญี่ปุ่น​ได้แจ้งว่าพระองค์จะทรงดำรงพระอิสริยยศ โจโค (上皇/​Jōkō) และให้คำแปลไว้ว่า อดีตสมเด็จพระจักรพรรดิ (Emperor Emeritus) เมื่อสละราชบัลลังก์ ส่วนสมเด็จจักรพรรดินีจะทรงดำรงพระอิสริยยศ โจโคโง (上皇后/Jōkōgo) หรือ อดีตสมเด็จพระจักรพรรดินี (Empress Emerita)

สภาพระราชวงศ์แก้ไข

วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560 สภาพระราชวงศ์ ซึ่งไม่ได้ประชุมกันนานถึง 24 ปีได้ออกคำสั่งให้จัดตารางการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนรัชกาลซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เปลี่ยนรัชกาลด้วยวิธีนี้ในรอบกว่า 2 ศตวรรษ

สภาพระราชวงศ์มีสมาชิกทั้งสิ้น 10 คนอาทิ นายกรัฐมนตรี ชินโซ อะเบะ โฆษก/ประธานของ ราชมนตรีสภา และ สภานิติบัญญัติ ประธานศาลฎีกาและจางวางใหญ่สำนักพระราชวังส่วนพระราชวงศ์อีก 2 พระองค์คือ เจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะโนะมิยะ พระราชโอรสองค์เล็กขององค์จักรพรรดิซึ่งในเวลาต่อมาถูกแทนที่โดยเจ้าชายมาซาฮิโตะ ฮิตาจิโนะมิยะ พระอนุชาพระชนมายุ 82 พรรษาขององค์จักรพรรดิ และเจ้าหญิงฮานาโกะ พระชายาฯ พระชายาของเจ้าชายมาซาฮิโตะ

อ้างอิงแก้ไข

  1. Jiji, Kyodo, "Emperor Akihito's abdication may push back timing of constitutional reform" Japan Times, January 5, 2017.
  2. "Enthronement ceremony for Japan's next emperor seen in fall 2019- Nikkei Asian Review". Asia.nikkei.com. สืบค้นเมื่อ 6 January 2018.
  3. "Message from His Majesty The Emperor". The Imperial Household Agency. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016.
  4. "Japan's Emperor Akihito hints at wish to abdicate". BBC News. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016.
  5. "The Emperor's Abdication: Sixteen Months of Muted Conflict - JAPAN Forward". Japan-forward.com. 9 December 2017. สืบค้นเมื่อ 6 January 2018.