กฤตย์ รัตนรักษ์

กฤตย์ รัตนรักษ์ (19 เมษายน พ.ศ. 2489) เป็นประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด และ เป็นประธานกรรมการ บริหาร ช่อง 7 เอชดี อดีตเจ้าของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ อดีต สมาชิกวุฒิสภา

กฤตย์ รัตนรักษ์
สมาชิกวุฒิสภา
ดำรงตำแหน่ง
23 มีนาคม พ.ศ. 2535 – 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2535
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 เมษายน พ.ศ. 2489 (74 ปี)
สัญชาติ ไทย
คู่สมรส ใจสคราญ หิรัญพฤกษ์ (หย่า)
ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ (หย่า)
บุตร ชัชชน รัตนรักษ์
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยอีสเทิร์น นิวเม็กซิโก
โรงเรียนอัสสัมชัญ
ศาสนา พุทธ

ประวัติแก้ไข

นาย กฤตย์ รัตนรักษ์ (เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2489) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 เอชดี) และเป็นผู้บริหารใหญ่ในตระกูลธุรกิจใหญ่ตระกูลหนึ่งของสังคมไทย กลุ่มรัตนรักษ์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัทไทยหลากหลายบริษัท อาทิ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด(มหาชน), บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา จำกัด, บริษัท ศรีอยุธยา แคปปิตอล จำกัด (มหาชน), บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน), บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด(BBTV)

ด้านครอบครัว กฤตย์ รัตนรักษ์ เกิดในปีพ.ศ. 2489 เป็นบุตรชายคนโต ในจำนวนพี่น้อง 6 คน มีน้องสาว 5 คน ปัจจุบันน้องสาว 4 คนอาศัยอยู่ต่างประเทศ [1] โดยที่คุณแม่ของเขา (นางศศิธร รัตนรักษ์) อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ นิตยสาร Forbes ได้เคยกล่าวถึงตระกูลรัตนรักษ์ว่าเป็น “กลุ่มคนที่ลึกลับ” [2] และบุตรชายของกฤตย์ นายชัชชน รัตนรักษ์ ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่สาธารณะ [3]

ตระกูลรัตนรักษ์ถือเป็นตระกูลรุ่นบุกเบิกตระกูลหนึ่งของสังคมธุรกิจไทย [4] นายกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นบุตรชายของนาย ชวน รัตนรักษ์ ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงศรีอยุธยา, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด(มหาชน) (ผู้ผลิตปูนตรานกอินทรีย์) และ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด [5] ด้วยความสามารถในการสร้างโครงข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยตัวเองเช่นนี้ ทำให้ นายชวน รัตนรักษ์ ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย [6] หลังจากที่ นายชวน เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2536 นายกฤตย์ จึงรับช่วงทางธุรกิจต่อ

การทำงานแก้ไข

กลุ่มรัตนรักษ์ถือเป็นหนึ่งในตระกูลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตระกูลหนึ่งในประเทศไทย [2] นายกฤตย์ เริ่มเข้าทำงานในธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2540 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานในปี พ.ศ. 2525 และเป็นประธานกรรมการบริหาร (CEO) ในปี พ.ศ. 2533 ในปี พ.ศ. 2536 เขาดำรงตำแหน่งประธานและประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ประธานบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด, ประธานบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) และประธานบริษัท ศรีอยุธยา ประกันภัย [7] ต่อมาในช่วงปีพ.ศ. 2540 กลุ่มรัตนรักษ์ได้=j;p.shธุรกิจที่อยู่ใต้การบริหารทั้งหมดได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย หรือเรียกทั่วไปในประเทศไทยว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ได้สำเร็จ ส่งผลให้กลุ่มรัตนรักษ์ เป็นหนึ่งใน 8 ตระกูลนักธุรกิจชั้นนำในประเทศไทยจากที่เคยมีถึง 40 ตระกูล ให้ยังคงสามารถเป็นตระกูลมหาอำนาจทางธุรกิจตามการจัดอันดับในปี พ.ศ. 2552 [8]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 กลุ่มรัตนรักษ์ได้ทำการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โดยการขายส่วนของผู้ถือหุ้นที่กลุ่มถือหุ้นอยู่ให้แก่บริษัท Holderbank (หรือต่อมาคือ บริษัท Holcim) แต่ข่าวที่ออกสู่สาธารณะผิดพลาดจากความเป็นจริงไปว่าการขายหุ้นแก่บริษัท Holderbank นั้นเป็นไปเพื่อการระดมทุนไปใช้ในการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ดี ตามข้อตกลงที่แสดงไว้อย่างชัดเจนในเงื่อนไขการขายหุ้นดังกล่าว ว่าเงินทั้งหมดที่กลุ่มได้จากการขายหุ้นในบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัท Holderbank และรวมถึงทุนส่วนที่ทางกลุ่มรัตนรักษ์ได้ลงเข้าไปเพิ่มเติมนั้นต้องลงกลับเข้าไปเป็นทุนในบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เท่านั้น ส่วนเงินทุนที่ทางกลุ่มได้ลงไปในการปรับโครงสร้างของธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้นก็มาจากทุนสำรองของกลุ่ม [9] ในปี พ.ศ. 2556 กลุ่มรัตนรักษ์ถือหุ้น 47% (สี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์) ในบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ ตามราคาตลาด โดยไม่มีหนี้ที่มีสาระสำคัญใดๆ ส่วนบริษัท Holcim ถือหุ้นอยู่ 27.5% (ยี่สิบเจ็ดจุดห้าเปอร์เซ็นต์) ของหุ้นทั้งหมด [10] ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2541 ก่อนการเข้าร่วมทุนกับบริษัท Holderbank กลุ่มรัตนรักษ์ถือหุ้นอยู่ในบริษัทฯประมาณห้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมด [11]

ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารไทยหลายธนาคารต้องจำปิดกิจการหรือขายหุ้นให้ต่างชาติ กลุ่มรัตนรักษ์สามารถใช้กลไกการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้กลุ่มสามารถรักษากิจการไว้ได้แล้ว ยังช่วยปรับปรุงการดำเนินงานของธนาคารต่อมาภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจอีกด้วย [12] ในปี พ.ศ. 2539 ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยามีมูลค่าหุ้นในตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ [13] ซึ่งได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 7 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี พ.ศ. 2557 [14] สัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารของกลุ่มที่ลดลงจาก 35% (สามสิบห้าเปอร์เซ็นต์) [15] ไปเป็น 25% (ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์) [10] ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อที่จะดำเนินการตามกฎระเบียบการถือครองหุ้นที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2551 การลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่ม เป็นไปโดยการเข้ามาถือหุ้นของบริษัท GE Capital ซึ่งทางกลุ่มได้มอบหมายให้ดูแลการบริหารงานธนาคารในปี พ.ศ. 2550 [16] เพื่อพัฒนาการดำเนินงานของธนาคารต่อไป ในปี พ.ศ. 2556 บริษัท GE Capital ได้ทำการขายหุ้นส่วนที่บริษัทฯถือในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้แก่ธนาคาร MUFJ ธนาคารสัญชาติญี่ปุ่น เนื่องจากขาดทุนของบริษัท GE Capital เองที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติธนาคารในปี พ.ศ. 2551 [17] ดังนั้นบริษัท GE Capital จึงต้องการลดความเสี่ยงในธุรกิจการบริการทางการเงินดังกล่าว [18] ในปี พ.ศ. 2557 กลุ่มรัตนรักษ์ ถือหุ้นอยู่ 25% (ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์) ของหุ้นทั้งหมดในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ส่วนที่เหลือถือโดยธนาคาร MUFJ [10]

กลุ่มรัตนรักษ์ได้ผ่านวิกฤติการณ์หลายครั้งแต่ก็ยังคงสามารถดำรงสถานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดห้าอันดับในประเทศไทย [12] และเป็นหนึ่งในสามตระกูลธนาคารที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศไทย ร่วมกับตระกูล โสภณพนิชและตระกูลล่ำซำ [19]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 กลุ่มรัตนรักษ์ได้เพิ่มการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยก่อตั้งบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) และในธุรกิจสื่อโดยก่อตั้งบริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)

ปี พ.ศ. 2553 ตามข้อมูลที่สื่อรายงาน ในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2555 กลุ่มรัตนรักษ์วางแผนที่จะพัฒนาพื้นที่กรุงเทพฯบริเวณพระราม 3 ให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ[ต้องการอ้างอิง]

ปี พ.ศ. 2548 ตามข้อมูล กฤตย์ รัตนรักษ์ ได้เข้ามามีบทบาทการบริหารสื่อสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 เต็มตัวครั้งแรก กำหนดทิศทาง วางนโยบายด้านต่าง ๆ และ การอนุมัติด้านละครรายการ/ละครโทรทัศน์ ขึ้นตรงกับบอร์ดคณะกรรมการพิจารณาของช่องอนุมัติ โดยมีกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นประธานบอร์ดและเป็นผู้อนุมัติชี้ขาดเพียงแต่ผู้เดียว ผ่านบอร์ดช่อง 7 และ ตั้งฝ่ายดูแลศิลปินนักแสดงสังกัดช่องขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2549
กฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของช่อง 7 เสมอมา และอยู่เบื้องหลังการบริหาร ช่อง 7 มาโดยตลอด นับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เป็นผู้อำนวยการผลิตละครโทรทัศน์ ช่อง 7 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2548
และ ในปี พ.ศ. 2548 ได้ดึง นายกฤตย์ รัตนรักษ์ชาลอต โทณวณิก ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้ามาร่วมบริหาร ช่อง 7 ด้านการตลาดและการจัดการธุรกิจ และ ดำรงตำแหน่งประธานบริหารบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือช่อง 7 (ปัจจุบันคือบริษัทมีเดีย สตูดิโอ จำกัด) และเป็นประธานกรรมการ บริษัท บีบีทีวี โปรดัคชันส์ จำกัด (บริษัทในเครือช่อง 7) นายชาลอต มีบทบาทร่วมบริหารด้านรายการและละครโทรทัศน์ และ ด้านนโยบายการตลาด ของช่อง 7 ซึ่งในปัจจุบัน นายชาลอต ได้ตัดสินใจลาออกจากทุกตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว
นายกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นผู้ปลุกปั้นนักแสดงหลาย ๆ คน เช่น ปุณยาพร พูลพิพัฒน์, อุษามณี ไวทยานนท์, ฝนทิพย์ วัชรตระกูล, ศุกลวัฒน์ คณารศ, จีรนันท์ มะโนแจ่ม, พีชญา วัฒนามนตรี, อุษณีย์ วัฒฐานะ, เป็นต้น ก่อนหน้านี้นายกฤตย์ ในปี พ.ศ. 2542 มีบทบาทครั้งสำคัญภายในช่อง 7 ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ ลดทอนบทบาทการบริหารของตระกูล กรรณสูต และ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ให้มาอยู่ที่ตระกูล รัตนรักษ์ โดยตั้งบอร์ดคณะกรรมการพิจารณาและการบริหารเข้ามาร่วมตัดสินใจ ทำให้คุณแดงขาดอำนาจการตัดสินใจเพียงคนเดียว โดยทางนายกฤตย์ ส่งผู้บริหารฝ่ายของตนมาร่วมคุมการบริหารร่วมกับฝ่ายคุณแดง แต่ทว่า นายกฤตย์ ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทการบริหารด้วยตัวเอง เนื่องจากยังบริหารธุรกิจใหญ่ธนาคารกรุงศรีฯอยู่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 นายกฤตย์จึงตัดสินใจเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัวครั้งแรก เป็นเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการบริหารครั้งใหญ่ภายในช่อง 7 อีกครั้ง ในหลาย ๆ ด้าน และช่วงนั้นทางคุณแดงเริ่มถอยห่างจากการบริหาร เพียงแต่ยังร่วมบริหารแต่ในนามเท่านั้น แต่เบื้องหลังหาใช่การบริหารของคุณแดงไม่
การพิจารณาอนุมัติรายการโทรทัศน์/ละครโทรทัศน์/นวนิยาย ผ่านบอร์ดช่อง 7 เป็นผู้อนุมัติ
นับแต่ปี พ.ศ. 2548 ผม กฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารทุกด้านเบ็ดเสร็จ และ กลยุทธ์การบริหารจัดการ อาทิ เช่น นโยบายการจัดตั้งฝ่ายดูแลศิลปินนักแสดงสังกัดช่องขึ้นมาโดยเฉพาะ
และ กลยุทธ์การปั้นนักแสดง รวมทั้งกลยุทธ์การถ่ายไปออกอากาศไป [20]

ตามข้อมูลที่นิตยสาร Forbes รายงาน มูลค่าสินทรัพย์ที่กลุ่มรัตนรักษ์ถือหุ้นอยู่ในธุรกิจทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 5.4 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ โดยวัดจากสินทรัพย์ที่แจ้งไว้ต่อสาธารณะและไม่รวมสินทรัพย์และที่ดินส่วนตัวอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2555 สื่อของประเทศไทยได้รายงานในหัวข้อ “ตระกูลไหนร่ำรวยที่สุด” ได้รายงานว่าเมื่อรวมสินทรัพย์อื่นๆแล้วกลุ่มรัตนรักษ์มีสินทรัพย์คิดเป็นมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541

การเมืองแก้ไข

ในปี พ.ศ. 2524 ด้วยอายุเพียง 35 ปี นายกฤตย์ ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิก​ ซึ่งถือเป็นวุฒิสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดและดำรงตำแหน่งนาน 4 สมัย [21]

ข้อมูลส่วนตัวแก้ไข

กฤตย์ รัตนรักษ์ หย่า และมีบุตรชาย 1 คน คือ นายชัชชน รัตนรักษ์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2515

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Global Finance 600: The world's most powerful financial players". BNET Find Articles. 1998. Archived from the original on 26 October 2010. สืบค้นเมื่อ 2009-11-09.
  2. 2.0 2.1 Forbes Magazine. 18 July 1994. p. 162. Missing or empty |title= (help)
  3. Business Report Thailand. January 2012. pp. 43–45. Missing or empty |title= (help)
  4. Forbes Magazine. 18 July 1994. p. 176. Missing or empty |title= (help)
  5. Hiscock (1997), p. 254
  6. "BANK OF AYUDHYA CHAIRMAN PASSES AWAY". Bangkok Post. 4 August 1993.
  7. "BAY gears up for new era as Krit steps down". The Nation. Archived from the original on 28 January 2007. สืบค้นเมื่อ 9 November 2009.
  8. "How Thailand's wealthiest are making serious money". The Nation. Archived from the original on 27 May 2010. สืบค้นเมื่อ 9 November 2009.
  9. "Before Nowadays…40 Years of Siam City Cement PCL. Special Interview with Khun Veraphan Teepsuwan" (Interview). Siam City Cement Vol. 5, Issue 22. 6 Nov 2009. pp. 20–25. สืบค้นเมื่อ 2 July 2014.
  10. 10.0 10.1 10.2 Srimalee, Somluck (25 December 2012). "Ratanaraks returning to former prowess". The Nation. สืบค้นเมื่อ 25 June 2013.
  11. Sherer, Paul (11 August 1998). "Swiss Holderbank Buys Stake in Siam City Cement". The Asian Wall Street Journal.
  12. 12.0 12.1 Akira Suehiro; Natenapha Wailerdsak (2004). "Family Business in Thailand". ASEAN Economic Bulletin. 21 (1).
  13. "Thailand Closing Stock Prices". Dow Jones Newswire. 10 April 1996. Missing or empty |url= (help)
  14. "Companies/Securities in Focus". The Stock Exchange of Thailand. สืบค้นเมื่อ 2 July 2014.
  15. Utumporn, Pichayaporn (7 May 1996). "Bank of Ayudhya Share-Issue Plan Pleases Shareholders and Analysts". The Asian Wall Street Journal.
  16. Kanoksilp, Jiwamol (5 January 2007). "BAY gears up for new era as Krit steps down". The Nation (Thailand).
  17. Vallikappen, Sanat; Joyce Koh; Anuchit Nguyen (8 April 2013). "GE Raises $462 Million From Selling 7.6% of Bank of Ayudhya". Bloomberg News.
  18. Lex (8 April 2013). "General Electric: the long game". Financial Times.
  19. Gomez, Edmund (2002). Political business in East Asia. London: Routledge. pp. 253–277. ISBN 0-415-27149-5.
  20. "Five from Thailand join 'Forbes' billionaires club". Bangkok Post. 9 March 2012. สืบค้นเมื่อ 23 March 2012.
  21. รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ ๖
  22. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (จำนวน ๓,๐๘๒ ราย) เล่ม ๑๐๘ ตอน ๒๐๘ ง ฉบับพิเศษ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ หน้า ๑
  23. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ชั้นสายสะพาย วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙) ฉบับพิเศษ หน้า ๑ เล่ม ๑๐๓ ตอนที่ ๒๑๓ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๙