เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

→‎ประวัติสโมสร: แบ่งตอนให้ชัดเจน
== ประวัติสโมสร ==
{{บทความหลัก|ประวัติสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด}}
 
=== คริสต์ศตวรรษ 1800 ===
ในเดือน[[พฤศจิกายน]] [[ค.ศ. 1881]] ทีม[[คริกเก็ต]]สแตนลีย์ได้ตัดสินใจตั้งทีม[[ฟุตบอล]]ขึ้น เพื่อลงเล่นในช่วงที่ฤดูกาลแข่งขัน[[คริกเก็ต]]ปิดตัวลงในฤดูหนาว พวกเขาชนะเกมแรกที่ลงแข่งขันด้วยสกอร์ 5-0 โดยมีคู่แข่งเป็นทีมเอลสวิกเลเธอร์เวิร์คส์ชุดสำรอง หนึ่งปีต่อมา ทีมก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์
 
การควบกิจการเป็นไปด้วยดี ในเดือน[[ธันวาคม]] [[ค.ศ. 1892]] ชื่อ '''นิวคาสเซิลยูไนเต็ด''' ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม
 
=== 1900—1970 ===
นิวคาสเซิลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัยในช่วง[[ทศวรรษ]] [[1900s]] และยังเข้าชิงชนะเลิศ[[เอฟเอคัพ]]ถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี [[ค.ศ. 1910]] หลังจากเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลบาร์นสลีย์|บาร์นสลีย์]]ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่[[กูดิสันพาร์ก]]
 
นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา นิวคาสเซิลมักจะมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้แก่ผู้เล่น[[กองหน้า]]ชื่อดังประจำทีม โดยประเพณีนี้ยังคงตกทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นที่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 9 มีหลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น [[วิน เดวีส์]], [[ไบรอัน ร็อบสัน]], [[บ็อบบี มอนเคอร์]] หรือ[[แฟรงค์ คลาร์ก]]
 
=== 1970—1990 ===
หลังจากประสบความสำเร็จในฟุตบอลสโมสร[[ยุโรป]] ฮาร์วีย์ก็ได้ดึงตัวผู้เล่นเกมรุกชื่อดังมากมายเข้ามาร่วมทีม นับตั้งแต่ [[จิมมี สมิธ]], [[โทนี กรีน]] และ[[เทอร์รี ฮิบบิทท์]] ไปจนถึงยอดศูนย์หน้าอย่าง [[มัลคอล์ม แมคโดแนลด์]] เจ้าของฉายา 'ซูเปอร์แมค' ผู้เป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร แมคโดแนลด์พานิวคาสเซิลเข้าชิงชนะเลิศถ้วย[[เอฟเอคัพ]]และ[[ลีกคัพ]]กับ[[สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล|ลิเวอร์พูล]]และ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี|แมนเชสเตอร์ซิตี]]ในปี [[ค.ศ. 1974]] และ [[ค.ศ. 1976]] ตามลำดับ แต่พลพรรคแม็กพายส์กลับล้มเหลวในรอบชิงทั้งสองครั้ง
 
หลังจากนั้น นิวคาสเซิลเล่นอยู่ในดิวิชัน 1 จนกระทั่งพวกเขาตกชั้นอีกครั้งในปี [[ค.ศ. 1989]]
 
=== 1990—2000 ===
ในปี [[ค.ศ. 1992]] [[เควิน คีแกน]] ได้กลับคืนสู่นิวคาสเซิลอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อเขาตอบรับสัญญาระยะสั้น เข้ามาคุมทีมแทนออสซี อาร์ดิเลส ตัวคีแกนเองนั้นกล่าวว่า งานคุมทีมนิวคาสเซิลเป็นงานเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาหวนคืนสู่วงการฟุตบอลได้ ในขณะนั้น นิวคาสเซิลกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในดิวิชัน 2 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกซื้อกิจการโดย[[เซอร์ จอห์น ฮอลล์]]ไปไม่นานก็ตาม และในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิลสามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลปอร์ทสมัธ|ปอร์ทสมัธ]]ก่อนจะบุกไปเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี|เลสเตอร์ ซิตี]]ในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล
 
[[รืด คึลลิต]]ก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจากดัลกลิช และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ[[เอฟเอคัพ]]อีกครั้ง ก่อนจะพ่ายให้กับ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ไปในที่สุด แต่คึลลิตได้ทำการซื้อตัวผู้เล่นราคาแพงหลายคนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในพรีเมียร์ลีก เช่น[[มาร์เซลิโน]] กองหลังชาว[[สเปน]] และ[[ซิลวิโอ มาริช]] มิดฟิลด์[[โครเอเชีย]] นอกจากนี้คึลลิตยังมีปากเสียงกับผู้เล่นคนสำคัญหลายคนในทีม ทั้งหมดนี้ประกอบกับการเริ่มต้นฤดูกาล 1999-2000 ได้อย่างเลวร้าย ทำให้คึลลิตถูกกดดันให้ลาออกไป
 
=== 2000—2010 ===
นิวคาสเซิลตัดสินใจแต่งตั้ง[[เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน]] อดีตผู้จัดการ[[ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ|ทีมชาติอังกฤษ]]เข้ามากู้สถานการณ์ของทีม ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในโซนตกชั้น เกมเหย้าเกมแรกของนิวคาสเซิลภายใต้ร็อบสันจบลงด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือ[[สโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์|เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์]] พร้อมทั้ง 5 ประตูจากกัปตันทีม[[แอลัน เชียเรอร์]] ในช่วงที่ร็อบสันคุมทีม นิวคาสเซิลได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยอาศัยนักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก ผู้เล่นอย่าง[[คีรอน ดายเออร์]], [[เคร็ก เบลลามี่]] และ[[โลรองต์ โรแบร์]] ทำให้นิวคาสเซิลกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของ[[พรีเมียร์ลีก]]อีกครั้ง ฟุตบอลเกมรุกอันน่าตื่นเต้นของพวกเขาทำให้นิวคาสเซิลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2001-02 จนได้กลับเข้าไปเล่นในรายการ[[ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก]] และได้เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของถ้วย[[เอฟเอคัพ]]และ[[คาร์ลิงคัพ|ลีกคัพ]]
 
ใน[[ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป]]ฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิลสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในวันที่ [[5 เมษายน]] [[ค.ศ. 2010]] ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีกถึง 5 นัด
 
=== 2010—ปัจจุบัน ===
ในฤดูกาล 2010-2011 นิวคาสเซิลเริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาชนะทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง [[สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล|อาร์เซนอล]], [[สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา|แอสตันวิลล่า]] รวมถึง [[สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์|ซันเดอร์แลนด์]] ทำให้ [[คริส ฮิวจ์ตัน]] เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนบอลนิวคาสเซิล แต่หลังจากการพ่ายแพ้ต่อทีม[[สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน|เวสต์บรอมวิชอัลเบียน]]ซึ่งถูกเลื่อนชั้นมาพร้อมกันด้วยสกอร์ 1-3 [[คริส ฮิวจ์ตัน]] ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ [[6 ธันวาคม]] [[ค.ศ. 2010]] โดยมี [[แอลัน พาร์ดิว]] เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยได้สัญญาระยะยาว 5 ปีครึ่ง ในวันที่ [[31 มกราคม]] [[ค.ศ. 2011]] สโมสรได้ปล่อย [[แอนดี้ คาร์โรลล์|แอนดี แคร์โรล]] เด็กปั้นของสโมสรให้แก่ลิเวอร์พูล ด้วยราคาสูงถึง 35,000,000 ปอนด์ และทีมก็จบฤดูกาลด้วยอันดับ 12
 
15,806

การแก้ไข