บีเอ็มดับเบิลยู อาร์75

บีเอ็มดับเบิลยู อาร์75 เป็นรถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้างในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ร่วมกันผลิตขึ้นโดยบริษัทเยอรมันอย่างบีเอ็มดับเบิลยู

บีเอ็มดับเบิลยู อาร์75
ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ท่ามกลางยานพาหนะคันอื่น ๆ มุมมองด้านหลังของรถจักรยานยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู อาร์75 และรถพ่วงข้างที่ถูกทาสีลายพรางทะเลทราย รถพ่วงข้างจะมีล้ออะไหล่ที่ติดในแนวนอนที่ด้านหลัง

ในปี ค.ศ. 1930 บีเอ็มดับเบิลยูได้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ยอดนิยมและมีประสิทธิภาพสูงเป็นจำนวนมาก ในปี ค.ศ. 1938 การพัฒนารุ่นอาร์75 ที่ได้เริ่มต้นขึ้นตามคำร้องขอจากกองทัพเยอรมัน ต้นแบบก่อนการผลิตของอาร์75 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบลิ้นข้าง ขนาดบรรจุ 750 ซีซี ซึ่งมีพื้นเพมาจากเครื่องยนต์รุ่นอาร์71 อย่างไรก็ตาม ได้มีการพบอย่างรวดเร็วว่ามีความจำเป็นในการออกแบบเครื่องยนต์ โอเอชวี ขนาดบรรจุ 750 ซีซี ออกมาใหม่ทั้งหมดสำหรับหน่วยอาร์75 เครื่องยนต์รุ่นโอเอชวีนี้ได้รับการพิสูจน์ในภายหลังว่าเป็นพื้นฐานสำหรับทั้งสองเครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูในช่วงหลังสงครามที่ตามมา เช่น อาร์51/3 อาร์67 และอาร์68

ล้อรถด้านข้างที่สามซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยแกนล้อที่เชื่อมต่อกับล้อหลังของรถจักรยานยนต์ สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับระบบล็อกเฟืองท้าย(Locking differential) สามารถเลือกระบบเกียร์ได้ทั้งสำหรับถนนและทางวิบาก ซึ่งอัตราส่วนผ่านทางซึ่งระบบเกียร์ทั้งสี่และเกียร์ถอยหลังที่ใช้งานได้ สิ่งนี้ทำให้อาร์75 มีความคล่องตัวสูงและสามารถฝ่าฟันบนพื้นดินส่วนใหญ่ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายอื่น ๆ ไม่กี่ราย เช่น บริษัทเอฟเอ็น และบริษัทนอร์ตอน ได้จัดหาไดร์ฟแบบเสริมสำหรับรถจักรยานยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู อาร์75 และเซินแดพพ์ (Zündapp) เคเอ็ส 750 ที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งรถจักรยานยนต์ทั้งสองรุ่นได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยแวร์มัคท์ในรัสเซียและแอฟริกาเหนือ แม้ว่าภายหลังจากช่วงเวลาการประเมินผลซึ่งเห็นได้ว่า เซินแดพพ์ เป็นเครื่องจักรที่เหนือกว่า ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1942 เซินแดพพ์และบีเอ็มดับเบิลยู ได้ถูกเร่งเร้าจากกองทัพบก ทำข้อตกลงกันในเรื่องมาตรฐานของอะไหล่ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องยนต์ทั้งสอง ด้วยมุมมองของการสร้างรถจักรยานยนต์แบบผสมโดยเซินแดพพ์ - บีเอ็มดับเบิลยูในที่สุด(ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า บีดับเบิลยู 43) ซึ่งรถด้านข้างของบีเอ็มดับเบิลยู 286/1 จะถูกต่อเข้ากับรถจักรยานยนต์ เซินแดพพ์ เคเอ็ส 750 พวกเขายังทำข้อตลงกันว่าการผลิตอาร์75 จะยุติการผลิต เมื่อมีจำนวนถึง 20,200 คัน และภายหลังจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยูและเซินแดพพ์จะผลิตแค่เครื่องยนต์เซินแดพพ์ - บีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น โดนจะทำการผลิตได้ปีละ 20,000 คันต่อปี

เนื่องจากเป้าหมายของรถจักรยานยนต์รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู อาร์75 จำนวน 20,200 คันที่ได้ตั้งไว้ก็ไม่อาจบรรลุถึงได้ ดังนั้นจึงยังคงอยู่ในช่วงระหว่างการผลิต จนกระทั่งโรงงานที่ไอเซอนัคได้รับความเสียหายอย่างมากจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งการผลิตก็ได้ยุติลงในปี ค.ศ. 1944 อีกจำนวน 98 คันได้ถูกประกอบขึ้นโดยโซเวียตในปี ค.ศ. 1946 เพื่อเป็นการชดเชย

อย่างไรก็ตาม โครงการที่กำหนดมาตรฐานซึ่งหมายความว่า เครื่องยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นโดยบีเอ็มดับเบิลยูและเซินแดพพ์ ได้ใช้ชิ้นส่วนประกอบเดียวกันถึง 70% สิ่งนี้ได้ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับยานพาหนะเหล่านี้ ซึ่งมีจำนวนมากที่ยังคงอยู่ในมือของผู้ที่ชื่นชอบรถจักรยานยนต์ในประวัติศาสตร์ ยานพาหนะเหล่านี้ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากในฐานะของสะสม เนื่องจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีความทนทาน และราคาแพงตามลำดับ อาร์75 ที่ได้รับการบูรณะอย่างดียังคงสามารถใช้งานได้ในวัตถุประสงค์ในชีวิตประจำวัน ทั้งบนถนนหรือบนทางวิบากโดยปราศจากปัญหา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตได้สั่งซื้อรถจักรยานยนต์รุ่นอาร์-71 (รุ่นก่อนหน้าของอาร์-75) จำนวน 5 คันอย่างเงียบ ๆ ผ่านทางสวีเดนที่เป็นคนกลาง เพื่อทำการศึกษาและสร้างรุ่นของตนเอง เอ็ม-72 ซึ่งสตาลินได้อนุมัตให้ทำการผลิตขึ้น รุ่นเอ็ม-72 ของจีนคือ แม่น้ำแยงซี 750 ได้ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957

ในปี ค.ศ. 1954 มีการผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นอาร์75 จำนวนเล็กน้อยที่ถูกผลิตขึ้นที่ไอเซอนัค(จากนั้นในเยอรมนีตะวันออกที่ถูกควบคุมโดยโซเวียต) เพื่อทำการทดสอบภายใต้ชื่อที่ถูกตั้งไว้ว่า เอดับเบิลยูโอ 700 แต่ไม่ได้นำไปผลิตอย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยความสำเร็จและความน่าเชื่อถือของอาร์75 ที่ขับเคลื่อนด้วยเพลา ในช่วงสงคราม ทำให้กองทัพบกสหรัฐได้ร้องขอให้บริษัทฮาร์ลีย์-เดวิดสันทำการผลิตระบบวงจรที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาแบบเดียวกันสำหรับทหารอเมริกัน สิ่งนี้ได้นำไปสู่การผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เอ็กซ์เอ ซึ่งเป็นรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาซึ่งมีความใกล้เคียงกับอาร์75[1]

อ้างอิงแก้ไข