บทความนี้กล่าวถึงสำหรับวิธีการออกเสียงพูด สำหรับสำนวนและลักษณะการใช้คำทางภาษา ดูที่ ภาษาถิ่น

ในทางภาษาศาสตร์สังคม สำเนียง (อังกฤษ: accent) คือวีธีการออกเสียงที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ท้องที่ หรือชาติหนึ่ง ๆ[1] สำเนียงอาจผูกพันกับถิ่นที่อยู่ของผู้พูด (สำเนียงภูมิภาคหรือภูมิศาสตร์) สถานะทางเศรษฐกิจสังคม ชาติพันธุ์ วรรณะหรือชนชั้นทางสังคม (สำเนียงทางสังคม) หรืออิทธิพลจากภาษาแม่ของพวกเขา (สำเนียงต่างประเทศ)[2]

โดยปกติสำเนียงจะมีความแตกต่างกันในด้านคุณลักษณะของเสียง การออกเสียง และการบ่งความต่างของเสียงสระและพยัญชนะ การเน้นน้ำหนักพยางค์ (stress) และสัทสัมพันธ์ (prosody)[3] แม้ว่าบ่อยครั้งไวยากรณ์ ความหมาย วงศัพท์ และลักษณะทางภาษาอื่น ๆ จะแปรควบคู่กันไปกับสำเนียง แต่คำว่า "สำเนียง" ก็อาจหมายถึงความแตกต่างด้านการออกเสียงโดยเฉพาะ ในขณะที่คำว่า "ภาษาถิ่น" หรือ "ภาษาย่อย" นั้นครอบคลุมความแตกต่างทางภาษาศาสตร์ในวงกว้างกว่า และบ่อยครั้งที่ "สำเนียง" กลายเป็นหน่วยย่อยของ "ภาษาถิ่น" หรือ "ภาษาย่อย"[1]

พัฒนาการแก้ไข

เด็ก ๆ รับสำเนียงมาใช้ได้ค่อนข้างเร็ว เด็ก ๆ จากครอบครัวผู้อพยพเข้าเมืองมักออกเสียงเลียนเจ้าของสำเนียงได้ดีกว่าพ่อแม่ แต่ทั้งเด็กและพ่อแม่ก็อาจมีสำเนียงที่ไม่เหมือนเจ้าของภาษาอย่างสังเกตได้ชัด[4] ดูเหมือนว่าสำเนียงของบุคคลหนึ่ง ๆ จะถูกหล่อหลอมดัดแปลงได้จนกระทั่งบุคคลนั้นมีอายุยี่สิบปีต้น ๆ หลังจากนั้นสำเนียงก็จะเริ่มหยั่งรากลึกมากขึ้น[5]

ถึงกระนั้น สำเนียงอาจจะไม่ได้คงที่อย่างสมบูรณ์แม้ในวัยผู้ใหญ่ การวิเคราะห์ทางกลสัทศาสตร์ของถ้อยคำอวยพรวันคริสต์มาสจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดยจอนาทัน แฮร์ริงตัน เปิดเผยว่า แม้กระทั่งรูปแบบการพูดของบุคคลแนวอนุรักษนิยมอย่างกษัตริย์หรือกษัตรีย์พระองค์หนึ่ง ๆ ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ ตลอดช่วงชีวิต[6]

สำเนียงที่ไม่เหมือนเจ้าของภาษาแก้ไข

ปัจจัยสำคัญในการคาดคะเนระดับสำเนียงว่าจะมีความเด่นชัด (หรือความแปร่ง) เพียงใดคืออายุขณะเรียนรู้ภาษาที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา[7][8] ทฤษฎีช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษาระบุว่า หากการเรียนรู้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่เกิดขึ้นหลังช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษา (โดยทั่วไปจัดว่าอยู่ในวัยแรกเกิดจนถึงวัยแรกรุ่น) บุคคลหนึ่ง ๆ ไม่น่าจะได้สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษา อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ค่อนข้างเป็นที่โต้เถียงในหมู่นักวิจัย[9] แม้ว่านักวิจัยหลายคนจะเห็นพ้องกับทฤษฎีนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง พวกเขาก็กำหนดช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษาไว้ก่อนวัยแรกรุ่น หรือไม่ก็พิจารณาว่ามันมีลักษณะเป็น "ช่วงโอกาส" ที่สำคัญมากกว่า ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลและยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากอายุ เช่น ระยะเวลาพำนักอาศัย ความคล้ายคลึงกันระหว่างภาษาแม่กับภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ความถี่ในการใช้ภาษาทั้งสอง เป็นต้น[8]

อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ที่มีอายุน้อยเพียง 6 ปีในขณะย้ายไปอยู่ประเทศอื่นมักพูดสำเนียงที่ไม่เหมือนเจ้าของภาษาอย่างสังเกตได้ชัดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พบได้ยากของบุคคลที่เข้าถึงสำเนียงระดับเจ้าของภาษาได้แม้พวกเขาจะเรียนรู้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น[10] อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเงื่อนไขทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมองจะจำกัดความสามารถของผู้พูดส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา[11] นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า สำหรับผู้ใหญ่แล้ว การได้สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษาในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย[7]

ปัจจัยทางสังคมแก้ไข

เมื่อกลุ่มหนึ่ง ๆ ได้กำหนดการออกเสียงมาตรฐานในภาษา ผู้พูดที่ออกเสียงต่างออกไปมักถูกเรียกว่า "พูดติดสำเนียง"[9] อย่างไรก็ตาม ทุกคนย่อมพูดติดสำเนียงใดสำเนียงหนึ่ง[2][12] ชาวอเมริกันพูด "ติดสำเนียง" ในสายตาของชาวออสเตรเลีย และชาวออสเตรเลียก็ "พูดติดสำเนียง" ในสายตาของชาวอเมริกัน สำเนียงอย่างสำเนียงบีบีซีอังกฤษหรือสำเนียงมาตรฐานอเมริกันบางครั้งอาจถูกระบุอย่างผิดพลาดในประเทศต้นกำเนิดว่า "ไม่มีสำเนียง" เพื่อบ่งชี้ว่าสำเนียงเหล่านี้ไม่ได้ให้เงื่อนงำที่ชัดเจนเกี่ยวกับภูมิหลังทางภูมิภาคหรือสังคมของผู้พูด[2]

การเหยียดสำเนียงในภาษาไทยกลางแก้ไข

ในภาษาหนึ่งๆที่มีพูดจำนวนมากมักมีสำเนียงถิ่นหลายแบบและเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในภาษาไทยกลางและสำเนียงที่คุ้นหูคนไทยมากที่สุดมีสามสำเนียงถิ่นได้แก่สำเนียงมาตรฐาน, สำเนียงสุพรรณบุรีและสำเนียงกรุงเทพ โดยต้นกำเนิดของสำเนียงมาตรฐานซึ่งได้รับรองจากราชบัณฑิตยสถานเกิดจากชาวรามันอพยพที่อาศัยอยู่ในเขตปริมณฑลผสมผสานกับชาวไทยสยามที่แตกระส่ำระสายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาหลายร้อยปี ในขณะที่สำเนียงสุพรรณบุรีคือสำเนียงของชาวไทยสยามที่รอดจากการถูกกวาดต้อนของรัฐบาลโก้นบองหลังเสียกรุงศรี ซึ่งทั้งสองสำเนียงถิ่นมีความต่างเพียงแค่วรรณยุกต์เป็นหลัก

ในขณะที่สำเนียงกรุงเทพคือผลพวงจากการบังคับกลืนวัฒนธรรมและการเปลี่ยนภาษาที่รัฐบาลสยามทำกับคนไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพ (ส่วนใหญ่เป็นชาวแต้จิ๋วและแคะ) ช่วงสงครามโลกและช่วงสงครามเย็น จึงเห็นได้ว่าสำเนียงของคนกรุงเทพมีหน่วยเสียงย่อยแตกต่างจากสำเนียงกลางถิ่นอื่นอย่างโดดเด่นเพราะนำหน่วยเสียงส่วนใหญ่จากภาษาแต้จิ๋วมาอ่านเป็นคำไทยเช่นในสระเดี่ยว สระอะ จากเสียงสระเปิดไม่ม้วนปากหน้า [a] เป็นสระเปิดไม่ม้วนปากกลาง [ä] สระแอ จากเสียงสระกึ่งเปิดไม่ม้วนปากหน้า [ɛ] จะถูกเปลี่ยนเป็นเสียงเปิดเกือบสุด [æ] สระอือ จากเสียงสระปิดไม่ม้วนปากหลัง [ɯ] เปลี่ยนเป็นสระปิดไม่ม้วนปากกลาง [ɨ] สระเออจากสระกึ่งปิดไม่ม้วนปากหลัง [ɤ] ถูกเปลี่ยนเป็น สระกึ่งปิดไม่ม้วนปากกลาง [ɘ] ไม่ก็เสียงชวาส [ə] ในสระประกอบทั้ง สระเอียะ, เอือะ, อัวะ สามสระเปลี่ยนจาก อี+อะ [ia], อือ+อะ [ɯa], อู+อะ [ua] เปลี่ยนเป็น อี+เออ [iə], อี+เออ [ɨə], อู+เออ [uə] ส่วนพยัญชนะอีกหลายตัวโดยเฉพาะ "จ","ฉ","ช","ฌ" ในสำเนียงมาตรฐานคือเสียงเพดานแข็ง [ʨ] และทั้งพ่นลม [ʨʰ] แต่สำเนียงถิ่นกรุงเทพ "จ" และ "ฉ" จะออกเสียงเป็นเสียงอุสุม [ʦ] และพ่นลม [ʦʰ] เสียงตัว "ช" และ "ฌ" คือเสียงที่คนไทยเชื้อสายจีนพยายามเลียนแบบเจ้าของสำเนียงเดิมแต่เป็นได้เพียงปุ่มเหงือกบนทั้งไม่กัก [ʃ] และกักพ่นลม [ʧʰ] ซึ่งเป็นหน่วยเสียงของภาษาแคะทั้งบังเอิญตรงกับตัวอักษร ​"sh" และ "ch" ในภาษาอังกฤษ เสียง "ร" มักเปลี่ยนจากเสียงรัวลิ้น [r] เป็นเสียงกึ่งม้วนลิ้น [ɹ̠] ซึ่งบังเอิญตรงกับอักษร "r" ในภาษาอังกฤษ และตัว "ย" คนไทยเชื้อสายแคะในกรุงเทพเปลี่ยนจากเสียงเปิดเพดานแข็ง [j] ได้เป็นทั้งเสียงสั่นปุ่มเหงือกบน [ɹ̠˔] และเสียดแทรกปุ่มเหงือกบน [ʒ] ส่วนแต้จิ๋วเป็นเสียงสั่น [ɹ̠˔] อย่างเดียวเป็นต้น

แม้สำเนียงกรุงเทพจะได้ชื่อว่าสำเนียงของชาวจีนอพยพ และสำเนียงของคนรอบนอกกรุงเทพจะยังคงสถานะสำเนียงมาตรฐาน แต่ด้วยความที่เศรษฐกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยคนไทยเชื้อสายจีน สื่อในประเทศไทยจึงถูกนำเสนอเป็นสำเนียงกรุงเทพแทบทั้งสิ้น ปัจจุบันเหลือแค่ข่าวในพระราชสำนักและรายการกระจกหกด้านที่มีนโยบายในการพูดสำเนียงมาตรฐาน และด้วยความที่สำเนียงถิ่นของคนไทยเชื้อสายจีน มีเสียงสระหลายตัวย้ายไปที่กลางคอและเสียงพยัญชนะไม่มีเสียงเพดานแข็ง ทำให้เนื้อเสียงฟังดูสุขุมและเย็นชากว่าสำเนียงคนไทยแต่เดิมที่ฟังดูเจื่อยแจ๊ว สำเนียงไทยแต่เดิมถูกเรียกว่าสำเนียง"เหน่อ" หรือดูเป็นบ้านนอกไป และในมุมกลับคือชุมชนคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองใหญ่นอกภาคกลางเช่นอำเภอเบตง, อำเภอหาดใหญ่, อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี, อำเภอนางรอง และบางส่วนของอำเภอเมืองขอนแก่น ฯลฯ เมื่อเข้ามาทำงานหรืออาศัยอยู่ในกรุงเทพจึงมักมีสถานะทางสังคมแบบเดียวกับคนกรุงเทพเพราะพูดสำเนียงใกล้เคียงกับคนกรุงเทพมากกว่าคนไทยภาคกลาง

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 The New Oxford American Dictionary. Second Edition. Oxford University Press. 2005. ISBN 978-0-19-517077-1.
  2. 2.0 2.1 2.2 Lippi-Green, R. (1997). English with an Accent: Language, Ideology, and Discrimination in the United States. New York: Routledge. ISBN 978-0-415-11476-9.
  3. Crystal, David (2008). A Dictionary of Language and Linguistics. Malden-Oxford: Blackwell.
  4. Flege, James Emil; David Birdsong; Ellen Bialystok; Molly Mack; Hyekyung Sung; Kimiko Tsukada (2006). "Degree of foreign accent in English sentences produced by Korean children and adults". Journal of Phonetics. 34 (2): 153–175. doi:10.1016/j.wocn.2005.05.001.
  5. "Ask a Linguist FAQ: Accents". LINGUIST List. Archived from the original on 2008-10-08. สืบค้นเมื่อ 2016-04-10.
  6. Harrington, Jonathan (2006). "An Acoustic Analysis of 'Happy Tensing' in the Queen's Christmas Broadcasts". Journal of Phonetics. 34 (4): 439–57. CiteSeerX 10.1.1.71.8910. doi:10.1016/j.wocn.2005.08.001.
  7. 7.0 7.1 Scovel, T. (2000). "A critical review of the critical period research." Annual Review of Applied Linguistics, 20, 213–223.
  8. 8.0 8.1 Piske, T., MacKay, I. R. A., & Flege, J. E. (2001). "Factors affecting degree of foreign accent in an L2: A review." Journal of Phonetics, 29, 191–215.
  9. 9.0 9.1 Mahdi, Rahimian (2018). "Accent, intelligibility, and identity in international teaching assistants and internationally-educated instructors". hdl:1993/33028.
  10. Bongaerts, T., van Summeren, C., Planken, B., & Schils, E. (1997). "Age and ultimate attainment in the pronunciation of a foreign language." Studies in Second Language Acquisition, 19, 447–465.
  11. Long, M. H. (1990). "Maturational constraints on language development." Studies in Second Language Acquisition, 12, 251–285.
  12. Matsuda, M. J. (1991). "Voices of America: Accent, antidiscrimination law, and a jurisprudence for the last reconstruction." Yale Law Journal, 100, 1329–1407.