เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

→‎ประวัติสโมสร: ปรับปรุงเนื้อหาครั้งใหญ่
การควบกิจการเป็นไปด้วยดี ในเดือน[[ธันวาคม]] [[ค.ศ. 1892]] ชื่อ '''นิวคาสเซิลยูไนเต็ด''' ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม
 
นิวคาสเซิลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัยในช่วง[[ทศวรรษ]] [[1900s]] และยังเข้าชิงชนะเลิศ[[เอฟเอคัพ]]ถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี [[ค.ศ. 1910]] หลังจากเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลบาร์นสลีย์|บาร์นสลีย์]]ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่[[กูดิสันพาร์ก]]
 
หลังจาก[[สงครามโลกครั้งที่ 1]] สิ้นสุดลง พวกเขาคว้าแชมป์[[เอฟเอคัพ]]ได้อีกสมัยโดยการเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา|แอสตัน วิลลาสตันวิลลา]]ในรอบชิงชนะเลิศที่สนาม[[เวมบลีย์]] นอกจากนั้น นิวคาสเซิลยังเป็นแชมป์ลีกได้อีกหนึ่งสมัยในปี [[ค.ศ. 1927]] อีกด้วย
 
ในช่วงทศวรรษ [[1950s]] นิวคาสเซิลเป็นแชมป์[[เอฟเอคัพ]]ถึง 3 สมัยในช่วงเวลา 5 ปี โดยเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลแบล็กพูล|แบล็กพูล]] 2-0 ในปี [[ค.ศ. 1951]] ชนะ[[สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล|อาร์เซนอล]] 1-0 ในปี [[ค.ศ. 1952]] และชนะ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี|แมนเชสเตอร์ ซิตี]] 3-1 ในปี [[ค.ศ. 1955]] โดยทีมนิวคาสเซิลในยุคนั้น มีผู้เล่นชื่อดังอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น [[แจคกี มิลเบิร์น]], [[บ็อบบี มิทเชลล์]] และ [[สแตน เซมัวร์]]
 
หลังจากตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชันสองอยู่ชั่วขณะ นิวคาสเซิลที่นำโดยผู้จัดการทีม [[โจ ฮาร์วีย์]] ก็ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในปี [[ค.ศ. 1965]] แต่ทว่าฟอร์มของพวกเขาหลังจากนั้นไม่สม่ำเสมอนัก
 
ทีมของฮาร์วีย์สามารถทำอันดับผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งแรกในปี [[ค.ศ. 1968]] ก่อนจะคว้าแชมป์ถ้วย[[อินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ]] (หรือถ้วย[[ยูฟ่าคัพ]]ในปัจจุบัน) ไปครองอย่างเหนือความคาดหมายในปีถัดมา โดยสามารถเอาชนะทีมใหญ่ในยุโรปของยุคนั้นไปได้หลายราย ไม่ว่าจะเป็น[[สโมสรฟุตบอลสปอร์ติงลิสบอน|สปอร์ติง ลิสบอน]]จาก[[โปรตุเกส]], [[สโมสรฟุตบอลเฟเยนูร์ดรอตเตอร์ดัมไฟเยอโนร์ด|เฟเยนูร์ด รอตเตอร์ดัมไฟเยอโนร์ด]]จาก[[เนเธอร์แลนด์]] หรือ และ[[สโมสรฟุตบอลรีลซาราโกซา|รีล เรอัลซาราโกซา]]จาก[[สเปน]] และปิดท้ายด้วยการคว่ำทีม[[สโมสรฟุตบอลอุจเพสท์|อุจเพสท์]]จาก[[ฮังการี]]ในรอบชิงชนะเลิศ
 
นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา นิวคาสเซิลมักจะมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้แก่ผู้เล่น[[กองหน้า]]ชื่อดังประจำทีม โดยประเพณีนี้ยังคงตกทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นที่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 9 มีหลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น [[วิน เดวีส์]], [[ไบรอัน ร็อบสัน]], [[บ็อบบี มอนเคอร์]] หรือ[[แฟรงค์ คลาร์ก]]
 
หลังจากประสบความสำเร็จในฟุตบอลสโมสร[[ยุโรป]] ฮาร์วีย์ก็ได้ดึงตัวผู้เล่นเกมรุกชื่อดังมากมายเข้ามาร่วมทีม นับตั้งแต่ [[จิมมี สมิธ]], [[โทนี กรีน]] และ[[เทอร์รี ฮิบบิทท์]] ไปจนถึงยอดศูนย์หน้าอย่าง [[มัลคอล์ม แมคโดแนลด์]] เจ้าของฉายา 'ซูเปอร์แมค' ผู้เป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร แมคโดแนลด์พานิวคาสเซิลเข้าชิงชนะเลิศถ้วย [[เอฟเอคัพ]] และ [[ลีกคัพ]] กับ[[สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล|ลิเวอร์พูล]]และ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี|แมนเชสเตอร์ ซิตี]]ในปี [[ค.ศ. 1974]] และ [[ค.ศ. 1976]] ตามลำดับ แต่พลพรรคแม็กพายส์กลับล้มเหลวในรอบชิงทั้งสองครั้ง
 
ในช่วงต้นทศวรรษ [[1980s]] นิวคาสเซิลอยู่ในช่วงตกต่ำ โดยได้ตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชัน 2 อยู่เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ผู้จัดการทีม[[อาร์เธอร์ ค็อกซ์]]จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยมี[[เควิน คีแกน]] อดีตกัปตัน[[ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ|ทีมชาติอังกฤษ]]เป็นแกนหลัก จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด
 
หลังจากนั้น นิวคาสเซิลเล่นอยู่ในดิวิชัน 1 จนกระทั่งพวกเขาตกชั้นอีกครั้งในปี [[ค.ศ. 1989]]
 
ในปี [[ค.ศ. 1992]] [[เควิน คีแกน]] ได้กลับคืนสู่นิวคาสเซิลอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อเขาตอบรับสัญญาระยะสั้น เข้ามาคุมทีมแทนออสซี อาร์ดิเลส ตัวคีแกนเองนั้นกล่าวว่า งานคุมทีมนิวคาสเซิลเป็นงานเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาหวนคืนสู่วงการฟุตบอลได้ ในขณะนั้น นิวคาสเซิลกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในดิวิชัน 2 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกซื้อกิจการโดย[[เซอร์ จอห์น ฮอลล์]]ไปไม่นานก็ตาม และในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิลสามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลปอร์ทสมัธ|ปอร์ทสมัธ]]ก่อนจะบุกไปเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี|เลสเตอร์ ซิตี]]ในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล
 
ในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิลสามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลปอร์ทสมัธ|ปอร์ทสมัธ]]ก่อนจะบุกไปเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี|เลสเตอร์ ซิตี]]ในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล
 
ในฤดูกาลถัดมา (1992-93) ฟอร์มของนิวคาสเซิลเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาเล่นฟุตบอลเกมรุกแบบตื่นตาตื่นใจ จนกระทั่งคว้าชัยชนะในเกมลีก 11 นัดแรก ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ดิวิชัน 1 และเลื่อนชั้นขึ้นสู่[[พรีเมียร์ลีก]]ด้วยชัยชนะเหนือ[[สโมสรฟุตบอลกริมสบีทาวน์|กริมสบี ทาวน์]] 2-0
นิวคาสเซิลประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดภายใต้การคุมทีมของคีแกน พวกเขาจบฤดูกาล 1993-94 ที่อันดับ 3 และได้รับการตั้งฉายาโดยสื่อมวลชน[[อังกฤษ]]ว่าเป็น "''The Entertainers''"
 
ในปีถัดมา นิวคาสเซิลจบฤดูกาลที่อันดับ 6 หลังจากที่ช็อกแฟนบอลด้วยการขายกองหน้าจอมถล่มประตู [[แอนดี โคล]] ให้กับ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ด้วยค่าตัว 6,000,000 ล้านปอนด์ บวกกับ[[คีธ กิลเลสพี]] ปีกขวาดาวรุ่งชาวไอริช<br />
<br />
<big>'''เปิดฉากความท้าทาย'''</big>
 
<big>'''=== เปิดฉากความท้าทาย'''</big> ===
ในปี 1995-96 นิวคาสเซิลเสริมทีมครั้งใหญ่ โดยดึงตัวผู้เล่นชื่อดัง เช่น [[ดาวิด ชิโนลา]] และ [[เลส เฟอร์ดินานด์]] มาร่วมทีม พวกเขาเกือบที่จะคว้าแชมป์[[พรีเมียร์ลีก]]ได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ ทั้งที่ในช่วง[[คริสต์มาส]] พวกเขาทิ้งห่าง[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ถึง 12 คะแนน และเกมที่นิวคาสเซิลพ่ายให้กับ[[สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล|ลิเวอร์พูล]]ไป 3-4 ที่สนาม[[แอนฟิลด์]]ในฤดูกาลนี้ ได้รับการโหวตให้เป็นเกมยอดเยี่ยมตลอดกาลของ[[พรีเมียร์ลีก]]เลยทีเดียว
 
นิวคาสเซิลเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 2 อีกครั้งในปีถัดมา แม้ว่าจะทำการเซ็นสัญญากองหน้า[[ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ|ทีมชาติอังกฤษ]] [[แอลัน เชียเรอร์]] มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลก 15,000,000 ล้านปอนด์ สำหรับฤดูกาล 1996-97 นี้ เป็นที่จดจำของแฟนบอลหลายคน เนื่องจากนิวคาสเซิลได้ถล่มเอาชนะ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ไปด้วยสกอร์ถึง 5-0 เมื่อวันที่ [[24 ตุลาคม]] [[ค.ศ. 1996]]<br />
<br />
<big>'''ช่วงปัญหา'''</big>
 
<big>'''=== ช่วงปัญหา'''</big> ===
คีแกนลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือน[[มกราคม]] ปี[[ค.ศ. 1997]] และถูกแทนที่โดย[[เคนนี ดัลกลิช]] ซึ่งได้รับเลือกเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเกมรับของทีม ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของปี 1997-98 ดัลกลิชพานิวคาสเซิลเข้าไปเล่นฟุตบอล[[ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก]] และพ่ายต่อ[[สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล|อาร์เซนอล]]ในรอบชิงชนะเลิศถ้วย[[เอฟเอคัพ]]ไป 0-2 หลังจากนั้น แฟนบอลก็เริ่มที่จะไม่พอใจกับสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรับของดัลกลิช เมื่อบวกกับผลงานที่ตกต่ำลงของทีม เป็นผลให้ดัลกลิชถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นฤดูกาล 1998-99
 
[[รืด คึลลิต]]ก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจากดัลกลิช และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ[[เอฟเอคัพ]]อีกครั้ง ก่อนจะพ่ายให้กับ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ไปในที่สุด แต่คึลลิตได้ทำการซื้อตัวผู้เล่นราคาแพงหลายคนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในพรีเมียร์ลีก เช่น[[มาร์เซลิโน]] กองหลังชาว[[สเปน]] และ[[ซิลวิโอ มาริช]] มิดฟิลด์[[โครเอเชีย]] นอกจากนี้คึลลิตยังมีปากเสียงกับผู้เล่นคนสำคัญหลายคนในทีม ทั้งหมดนี้ประกอบกับการเริ่มต้นฤดูกาล 1999-2000 ได้อย่างเลวร้าย ทำให้คึลลิตถูกกดดันให้ลาออกไป<br />
<br />
<big>'''ยุคแห่งความสำเร็จ'''</big>
 
<big>'''=== ยุคแห่งความสำเร็จ'''</big> ===
นิวคาสเซิลตัดสินใจแต่งตั้ง[[เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน]] อดีตผู้จัดการ[[ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ|ทีมชาติอังกฤษ]] ชาว[[จอร์ดี]] เข้ามากู้สถานการณ์ของทีม ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในโซนตกชั้น เกมเหย้าเกมแรกของนิวคาสเซิลภายใต้ร็อบสันจบลงด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือ[[สโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์|เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์]] พร้อมทั้ง 5 ประตูจากกัปตันทีม[[แอลัน เชียเรอร์]] ในช่วงที่ร็อบสันคุมทีม นิวคาสเซิลได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยอาศัยนักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก ผู้เล่นอย่าง[[คีรอน ดายเออร์]], [[เคร็ก เบลลามี่]] และ[[โลรองต์ โรแบร์]] ทำให้นิวคาสเซิลกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของ[[พรีเมียร์ลีก]]อีกครั้ง ฟุตบอลเกมรุกอันน่าตื่นเต้นของพวกเขาทำให้นิวคาสเซิลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2001-02 จนได้กลับเข้าไปเล่นในรายการ[[ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก]] และได้เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของถ้วย[[เอฟเอคัพ]]และ[[คาร์ลิงคัพ|ลีกคัพ]]
 
ในฤดูกาล 2002-03 นิวคาสเซิลได้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกใน[[ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก]]ที่แพ้ในรอบแบ่งกลุ่ม 3 เกมแรกแล้วยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ก่อนจะตกรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง หลังจากถูกจับฉลากแบ่งสายไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง[[สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา|บาร์เซโลนา]] และ [[สโมสรฟุตบอลอินเตอร์ มิลาน|อินเตอร์ มิลาน]] ส่วนผลงานใน[[พรีเมียร์ลีก]]นั้น นิวคาสเซิลก็ยังคงทำได้ดีอย่างสม่ำเสมอ จนจบฤดูกาลในอันดับที่ 3
 
ต่อมาในฤดูกาล 2003-04 นิวคาสเซิลตกรอบคัดเลือก[[ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก]]หลังพ่ายในการดวล[[จุดโทษ]]ให้กับ[[สโมสรฟุตบอลพาร์ทิซานเบลเกรด|พาร์ทิซาน เบลเกรด]] จนต้องตกลงตกชั้นลงไปเล่นในถ้วย[[ยูฟ่าคัพ]]แทน และจบฤดูกาลในอันดับที่ 5 รวมทั้งเข้าถึงรอบรองชนะเลิศถ้วย[[ยูฟ่าคัพ]] แต่หลังจากนั้นทางสโมสรได้ทำการปลด เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน ในเดือน[[สิงหาคม]] [[ค.ศ. 2004]] และได้แต่งตั้ง[[แกรม ซูเนส]] ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม<br />แทน
<br />
<big>'''ช่วงที่น่าผิดหวัง'''</big>
 
<big>'''=== ช่วงที่น่าผิดหวัง'''</big> ===
ในฤดูกาล 2004-2005 [[แกรม ซูเนส]] ได้เซ็นสัญญา[[ไมเคิล โอเวน]] มาสู่ทีมโดยมีค่าตัวเป็นสถิติใหม่ของสโมสร อย่างไรก็ตามในเดือน[[กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 2006]] เขาก็ถูกปลดหลังจากที่ทีมเริ่มฤดูกาล 2005-2006 ได้อย่างย่ำแย่ [[เกล็น โรเดอร์]] ถูกเรียกเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราวและเขาก็พาทีมจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 สโมสรจึงแต่งตั้งเขาเป็นผู้จัดการทีม ขณะที่[[แอลัน เชียเรอร์]]ก็ได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลหลังจากจบฤดูกาลนี้ด้วย ในช่วงปิดฤดูกาล [[เกล็น โรเดอร์]] ได้พาทีมคว้าแชมป์[[ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ]] พร้อมกับได้สิทธ์ไปเตะในถ้วย[[ยูฟ่าคัพ]]ในฤดูกาล 2006-2007 อีกด้วย และเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2006-2007 นิวคาสเซิลจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 และ [[เกล็น โรเดอร์]] ลาออกจากผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้แต่งตั้ง[[แซม อัลลาไดซ์อัลลาร์ไดซ์]] เป็นผู้จัดการทีมในวันที่ [[15 พฤษภาคม]] [[ค.ศ. 2007]] และในวันที่ [[7 มิถุนายน]] [[ค.ศ. 2007]] บอร์ดบริหารสโมสรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อ [[เฟรดดี้ เชฟเฟริด]] ผู้บริหารสโมสรในขณะนั้นได้ตัดสินใจขายสโมสรให้แก่[[ไมค์ แอชลีย์]] เจ้าของธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬา
 
ในฤดูกาล 2007-2008 [[แซม อัลลาไดซ์อัลลาร์ไดซ์]] ได้เซ็นสัญญานักแตะมาสู่ทีมหลายคนเช่น เฌเรมี่, [[แอลัน สมิธ]] จาก [[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]] ด้วยค่าตัว 6ล้าน,000,000 ปอนด์, [[ดาวิด โรเซนนาล]], [[เคลาดิโอ คาซาป้าปา]], โจอี้[[โจอี บาร์ตัน]] เป็นต้น แต่นักเตะที่ซื้อมากับทำผลงานได้ย่ำแย่และทำให้ทีมฟอร์มตกจนไปอยู่ท้ายตาราง รวมถึงในเกมส์ในบ้านที่แพ้ลิเวอร์พูล 3-0 ชนิดว่าไม่มีลุ้นทำให้มีเสียงโห่จากแฟนนิวคาสเซิ่ลจำนวนมากใน[[เซนต์ เจมส์ พาร์ก]] ก่อนที่แซมจะโดนปลดออกในวันที่ [[9 มกราคม]] [[ค.ศ. 2008]] และแทนที่ด้วย [[เควิน คีแกน]] ที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งโดยเซ็นสัญญา 3 ปี ทำให้สร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะและแฟนบอลจนผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 12
 
ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2008-2009 ได้เกิดวิกฤติอีกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่าง [[เควิน คีแกน]] กับบอร์ดบริหารเรื่องการแทรกแทรงการซื้อขายนักเตะ และในวันที่ [[4 กันยายน]] [[ค.ศ. 2008]] [[เควิน คีแกน]] ได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้เซ็นสัญญาให้ [[โจ คินเนียร์]] อดีตผู้จัดการทีมวิมเบิลดันมาเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ [[26 กันยายน]] [[ค.ศ. 2008]] แต่แล้วในเดือน[[กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 2009]] [[โจ คินเนียร์เกิดมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับ]] ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ ทำให้สโมสรต้องเรียก[[แอลัน เชียเรอร์]] อดีตศูนย์หน้าของทีมเข้ามารับหน้าที่แทนในขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 8 นัด<br />
<br />
<big>'''การตกชั้น'''</big>
นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2008-09 นิวคาสเซิลบุกไปแพ้[[สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา|แอสตันวิลลา]] 1-0 ที่[[วิลลาพาร์ก]] ทำให้ทีมต้องตกชั้นสู่[[เดอะแชมเปี้ยนชิพ|ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพ]]ด้วยอันดับ 18 ของตาราง หลังจากตกชั้นได้ไม่นาน[[แอลัน เชียเรอร์]] ก็หมดสัญญาคุมทีม โดยมี[[คริส ฮิวจ์ตัน]] ทำหน้าที่รักษาการแทน หลังจากนั้นทีมต้องเสียนักเตะอย่าง [[ไมเคิล โอเวน]], [[มาร์ค วิดูก้า]], [[ดาวิด เอ็ดการ์]], [[โอบาเฟมี มาร์ตินส์]], [[เชย์ กิฟเวน]], [[เซบาสเตียน บาสซง]], [[เดเมียน ดัฟฟ์]] และ ฮาบิบ เบย์ ออกไป พร้อมทั้งมีข่าวว่าเควิน คีแกนอดีตผู้จัดการทีมและขวัญใจแฟนนิวคาสเซิ่ลได้เรียกร้องเงินชดเชยที่ได้ระบุในสัญญาคุมทีม 3ปีก่อนคีแกนจะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากโดนแทรกแซงเรื่องการบริหาร ศาลตัดสินให้นิวคาสเซิ่ลจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2ล้านปอนด์หรือ112ล้านบาทโดยในเหตุการ์ณครั้งนั้นคีแกนไม่พอใจที่โดนเดนนิส ไวส์ ผู้อำนวยการแทรกแซงเรื่องการซื้อขายนักเตะโดยคีแกนไม่พอใจที่ขายเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางทีมชาติอังกฤษของทีมให้แอสตัน วิลล่ารวมถึงการซื้อซิสโก้ กองหน้าชาวสเปนและอิ๊กนาซิโอ กอนซาเลซ นักเตะชาวอุรุกวัยโดยไม่ผ่านการตัดสินใจของคีแกน พร้อมกับทางสโมสรพยายามปล่อยตัวโจอี้ บาร์ตัน กองกลางที่พึ่งพ้นโทษออกจากคุกมาโดยที่ขัดแย้งกับคีแกนซึ่งพยายามรั้งตัวไว้ ขณะเดียวกัน ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสรได้ถูกกดดันจากแฟนบอลจึงประกาศขายทีมในราคา 100 ล้านปอนด์ ทำให้ทีมเริ่มระส่ำระส่ายมากขึ้น แต่ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ นิวคาสเซิ่ลก็สามารถคว้านักเตะเสริมทัพได้โดยเป็นแดนนี่ ซิมป์สัน มาจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในสัญญายืมตัว ยืมมาร์ลอน แฮร์วู้ดมาจากแอสตัน วิลล่าและเซ็นสัญญาคว้าตัวปีเตอร์ โลเวนครานด์กับฟาบริซ ป็องครัตมาแบบไร้ค่าตัว โดยผลงานของนิวคาสเซิ่ลในนัดเปิดฤดูกาล2009/2010สามารถบุกไปเสมอเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน ได้ 1-1 เมื่อถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2009 ไมค์ แอชลีย์ ก็ประกาศยุติการขายสโมสรเนื่องจากไม่สามารถตกลงราคากับผู้ที่สนใจซื้อสโมสรได้ พร้อมทั้งแต่งตั้ง [[คริส ฮิวจ์ตัน]]เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ<br />
<br />
'''<big>กลับสู่พรีเมียร์ลีก</big>'''
 
<big>'''=== การตกชั้น'''</big> ===
ใน[[เดอะแชมเปี้ยนชิพ|ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพ]]ฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิลสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้าแชมป์ เดอะแชมเปี่ยนชิพมาครองได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในวันที่ 5 เมษายน 2010 ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีก 5 นัด
นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2008-09 นิวคาสเซิลบุกไปแพ้[[สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา|แอสตันวิลลา]] 1-0 ที่[[วิลลาพาร์ก]] ทำให้ทีมต้องตกชั้นสู่[[เดอะแชมเปี้ยนชิพ|ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพมเปียนชิป]]ด้วยอันดับ 18 ของตาราง หลังจากตกชั้นได้ไม่นาน[[แอลัน เชียเรอร์]] ก็หมดสัญญาคุมทีม โดยมี[[คริส ฮิวจ์ตัน]] ทำหน้าที่รักษาการแทน หลังจากนั้นทีมต้องเสียนักเตะอย่าง [[ไมเคิล โอเวน]], [[มาร์ค วิดูก้า]], [[ดาวิด เอ็ดการ์]], [[โอบาเฟมี มาร์ตินส์]], [[เชย์ กิฟเวน]], [[เซบาสเตียน บาสซง]], [[เดเมียน ดัฟฟ์]] และ [[ฮาบิบ เบย์]] ออกไป พร้อมทั้งมีข่าวว่า [[เควิน คีแกนคีแกน]] อดีตผู้จัดการทีมและขวัญใจแฟนนิวคาสเซิ่ลได้เรียกร้องเงินชดเชยที่ได้ระบุในสัญญาคุมทีม 3 ปี ก่อนที่คีแกนจะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากโดนแทรกแซงเรื่องการบริหาร ศาลตัดสินให้นิวคาสเซิ่ลจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2ล้าน,000,000 ปอนด์ หรือ 112ล้าน,000,000 บาท โดยในเหตุการ์ณครั้งนั้นคีเหตุการณ์ครั้งนั้นคีแกนไม่พอใจที่โดนถูก [[เดนนิส ไวส์]] ผู้อำนวยการแทรกแซงเรื่องการซื้อขายนักเตะโดยคีแกนไม่พอใจที่ขาย[[เจมส์ มิลเนอร์]] กองกลาง[[ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษของ|ทีมชาติอังกฤษ]]ให้[[สโมสรฟุตบอลแอสตันสตันวิลลา|แอสตันวิลล่า]] วิลล่ารวมถึงการซื้อซิสโก้[[ชิสโก (นักฟุตบอลเกิดปี พ.ศ. 2529)|ชิสโก]] กองหน้าชาว[[สเปน]] และอิ๊ก[[อิกนาซิโอ กอนซาเลซ]] นักเตะชาวอุรุกวัยโดยไม่ผ่านการตัดสินใจของคีแกน พร้อมกับทางสโมสรพยายามปล่อยตัวโจอี้ปล่อย[[โจอี บาร์ตัน]] กองกลางที่พึ่งพ้นโทษออกจากคุกมาออกจากทีมโดยที่ขัดแย้งกับคีแกนซึ่งพยายามรั้งตัวไว้ ขณะเดียวกัน [[ไมค์ แอชลีย์]] เจ้าของสโมสรได้ถูกกดดันจากแฟนบอลจึงประกาศขายทีมในราคา 100,000,000 ล้านปอนด์ ทำให้ทีมเริ่มระส่ำระส่ายมากขึ้น แต่ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ นิวคาสเซิ่ลก็สามารถคว้านักเตะเสริมทัพได้โดยเป็น [[แดนนี่นี ซิมป์สัน]] มาจาก[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]] ในสัญญายืมตัว ยืม[[มาร์ลอน แฮร์วู้ดแฮร์วูด]]มาจาก[[สโมสรฟุตบอลแอสตันสตันวิลลา|แอสตันวิลล่า]] วิลล่าและเซ็นสัญญาคว้าตัว [[ปีเตอร์ โลเวนครานด์กับฟาบริซโลเวนครานด์]] ป็องครัตมากับ [[ฟาบริซ ป็องครัต]] มาแบบไร้ค่าตัว โดยผลงานของนิวคาสเซิ่ลในนัดเปิดฤดูกาล 2009/-2010 สามารถบุกไปเสมอเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน [[สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน|เวสต์บรอมวิชอัลเบียน]]ได้ 1-1 เมื่อถึงวันที่ [[27 ตุลาคม]] [[ค.ศ. 2009]] ไมค์ แอชลีย์ ก็ประกาศยุติการขายสโมสรเนื่องจากไม่สามารถตกลงราคากับผู้ที่สนใจซื้อสโมสรได้ พร้อมทั้งแต่งตั้ง [[คริส ฮิวจ์ตัน]] เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ<br />
 
'''<big>=== กลับสู่พรีเมียร์ลีก</big>''' ===
ในฤดูกาล 2010-2011 นิวคาสเซิลเริ่มฤดูกาลได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาชนะทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง อาร์เซนอล แอสตันวิลล่า รวมถึง ซันเดอร์แลนด์ ทำให้คริส ฮิวตัน เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนบอลนิวคาสเซิล แต่หลังจากการพ่ายแพ้ต่อทีมเวสบรอมวิส อัลเบียน ซึ่งถูกเลื่อนชั้นมาพร้อมกันด้วยสกอร์ 1-3 คริส ฮิวตัน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 ธันวาคม 2010 โดยมี แอลัน พาร์ดิว เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยได้สัญญาระยะยาว 5 ปี ครึ่ง ในวันที่ 31 มกราคม 2011 สโมสรได้ปล่อย แอนดี้ คาร์โรลล์ เด็กปั้นของสโมสรแก่ทีมลิเวอร์พูล ด้วยราคาสูงลิ่วถึง 35 ล้านปอนด์ และทีมก็จบฤดูกาลด้วยอันดับ 12 <br />
ใน[[เดอะแชมเปี้ยนชิพ|ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพมเปียนชิป]]ฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิลสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้าแชมป์ เดอะแชมเปี่ยนชิพมาครองได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในวันที่ [[5 เมษายน]] [[ค.ศ. 2010]] ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีกถึง 5 นัด
<br />
<big>'''เดินหน้าสู่ถ้วยยุโรปอีกครั้ง'''</big><br />
 
ในฤดูกาล 2010-2011 นิวคาสเซิลเริ่มฤดูกาลได้อย่างดีเยี่ยมยอดเยี่ยม พวกเขาชนะทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง [[สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล|อาร์เซนอล]], [[สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา|แอสตันวิลล่า]] รวมถึง [[สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์|ซันเดอร์แลนด์]] ทำให้ [[คริส ฮิวตันฮิวจ์ตัน]] เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนบอลนิวคาสเซิล แต่หลังจากการพ่ายแพ้ต่อทีมเวสบรอมวิส อัลเบียน [[สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน|เวสต์บรอมวิชอัลเบียน]]ซึ่งถูกเลื่อนชั้นมาพร้อมกันด้วยสกอร์ 1-3 [[คริส ฮิวตันฮิวจ์ตัน]] ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ [[6 ธันวาคม]] [[ค.ศ. 2010]] โดยมี [[แอลัน พาร์ดิว]] เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยได้สัญญาระยะยาว 5 ปี ครึ่ง ในวันที่ [[31 มกราคม]] [[ค.ศ. 2011]] สโมสรได้ปล่อย [[แอนดี้ คาร์โรลล์|แอนดี แคร์โรล]] เด็กปั้นของสโมสรให้แก่ทีมลิเวอร์พูล ด้วยราคาสูงลิ่วถึง 35,000,000 ล้านปอนด์ และทีมก็จบฤดูกาลด้วยอันดับ 12 <br />
ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2011-2012 แอลัน พาร์ดิวได้เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่โดยการขายนักเตะอย่าง เควิน โนแลน, โจอี้ บาร์ตัน, และ โจเซ่ เอ็นริเก้ ออกจากทีม และเรียก ทิม ครูล มาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 แทน สตีฟ ฮาร์เปอร์ และเซ็นสัญญานักเตะรายใหม่ ๆ เข้ามาเช่น โยฮัน กาบาย, ดาวิเด้ ซานตอน, และ เดมบา บา ซึ่งทำให้เริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ใครอย่างต่อเนื่องถึง 11 เกม ก่อนจะแพ้ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นเกมแรก และยังสามารถเอาชนะทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเดือนมกราคม สโมสรได้เซ็นสัญญานักเตะเพิ่มอีก 2 คน คือ ปาปิส ซิสเซ่ และ ฮาเทม เบนอาร์กฟา ทำให้ทีมสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมรวมถึงการชนะ ลิเวอร์พูล และ เชลซี ทำให้พวกเขาจบในอันดับที่ 5 และได้ไปเตะในรายการยูฟ่า ยูโรป้าลีกในฤดูกาลหน้า และแอลัน พาร์ดิว ยังได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมอีกด้วย
 
<big>'''=== เดินหน้าสู่ถ้วยยุโรปอีกครั้ง'''</big><br />===
ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2011-2012 [[แอลัน พาร์ดิว]]ได้เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่โดยการขายนักเตะอย่าง [[เควิน โนแลนลัน]], โจอี้[[โจอี บาร์ตัน]], และ โจเซ่[[โคเซ เอ็นริเก้เอนรีเก ซานเชซ]] ออกจากทีม และเรียก [[ติม กรึล|ทิม ครูล]] มาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 แทน [[สตีฟ ฮาร์เปอร์]] และเซ็นสัญญานักเตะรายใหม่ ๆ เข้ามาเช่น [[ยออาน กาบาย|โยฮัน กาบาย]], [[ดาวิเด้วิเด ซานตอน]], และ [[แดมบา บา|เดมบา บา]] ซึ่งทำให้เริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ใครอย่างต่อเนื่องถึง 11 เกม ก่อนจะแพ้ทีม ให้กับ[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ซิตี|แมนเชสเตอร์ซิตี]]เป็นเกมแรก และยังสามารถเอาชนะทีม[[สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด|แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด]]ได้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเดือนมกราคม สโมสรได้เซ็นสัญญานักเตะเพิ่มอีก 2 คน คือ [[ปาปิส ซีเซ|ปาปิส ซิสเซ่สเซ]] และ [[อาแตม แบน อาร์ฟา|ฮาเทม เบนอาร์กฟา]] ทำให้ทีมสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมรวมถึงการชนะ [[สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล|ลิเวอร์พูล]] และ [[สโมสรฟุตบอลเชลซี|เชลซี]] ทำให้พวกเขาจบในอันดับที่ 5 และได้สิทธิ์ไปเตะในรายการแข่ง[[ยูฟ่า ยูโรป้าปาลีก]]ในฤดูกาลหน้า และ[[แอลัน พาร์ดิว]] ยังได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมอีกด้วย
 
== ผู้เล่น ==
!ชื่อ
!สัญชาติ
!ตำแหน่ง
!เริ่ม
!ปี
!ถึง
!ลงสนาม
|-
!ประตู
!style="width:15em"|Name!!Nationality!!Position!!Newcastle United career!!Appearances!!Goals
|-
| align = "left"|[[Andy Aitken (footballer born 1877)|Andy Aitken]]||{{SCO}}||HB||1895–1906||349||42
| align = left|2007
|-
| align = left|[[แซม อัลลาไดซ์อัลลาร์ไดซ์]]
|{{flagicon|England}}
| align = left|2007
5,506

การแก้ไข