เปิดเมนูหลัก
พญาภูคา
เจ้าผู้ครองเมืองย่าง
ครองราชย์ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 พ.ศ. 1812
  • ปกครองเมืองย่าง 50 ปี[1]
ถัดไปพญาเก้าเกื่อน
พระชายานางพญาจำปา
พระราชบุตร
ราชวงศ์ราชวงศ์ภูคา[2]
ประสูติณ เมืองเงินยาง[3]
พิราลัยพ.ศ. 1880
  • พระชนมายุ 68 พรรษา[4]

พระประวัติแก้ไข

ตามตำนานพงศาวดารเมืองย่าง[5] เจ้าหลวงพญาภูคาเดิมเป็นชาวเมือง เงินยาง (สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรหิรัญเงินยาง หรืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 พญาภูคา และชายา ชื่อนางพญาจำปา หรือแก้วฟ้า พร้อมด้วยราษฏรประมาณ 220 คน ได้อพยบจากเมืองเงินยางลงมาทางใต้ มาหยุดพักตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่ห้วยเฮี้ย (น้ำกูน) (ปัจจุบันต.ศิลาเพชร)[6]แล้วให้ราษกรเหล่านั้นไปสำรวจพื้นที่ดูว่า ที่ไหนเห็นสมควรที่จะตั้งเมืองได้ พวกราษฏรเหล่านั้นได้เดินไปสำรวจจนถึงเมืองล่าง (ปัจจุบันต.ศิลาเพชร) ในเมืองล่างแห่งนี้ได้มีพวกเขมรมาก่อตั้งเมืองอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็เป็นเมืองที่ร้างไปคงเหลืออยู่ขณะนั้นหมู่บ้าน เดียว คือ บ้านกำปุง หรือบ่อตอง (ปัจจุบันคือ บ้านป่าตอง) มีประมาณ 40 หลังคาเรือน พลเมืองส่วนมาก เป็นพวก ลัวะ หรือเขมร ซึ่งพวกเขมรได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่ง ตั้งชื่อว่า วัดมณี[7]ขณะนี้เป็นวัดร้างไปแล้วคง เหลือแต่ซากอิฐผุพังให้เห็นเท่านั้น

พระกรณียกิจแก้ไข

ด้านการเมือง/การปกครองแก้ไข

เจ้าหลวงพญาภูคาได้ขยายอาณาเขตการปกครองโดยส่งราชบุตรบุญธรรมสององค์ คือ ให้เจ้าขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี หลวงพระบาง ส่วนเจ้าขุนฟองผู้น้องไปสร้าง เมืองวรนครเมืองปัว และในสมัยพญาการเมือง หลานเจ้าหลวงพญาภูคาได้ย้ายเมืองจากวรนครไปสร้างเมืองที่เวียงภูเพียงแช่แห้งเมื่อ ปี พ.ศ. 1902 และก็ได้มีการโยกย้ายเมืองอีกครั้งไปสร้างที่บ้านห้วยใคร้ นั่นก็คือเมืองน่าน ในปัจจุบัน ในรัชกาลของ เจ้าหลวงภูคาได้ขยายเขตการปกครองออกไปดังนี้.

  • ทิศเหนือถือเอาศาลเมืองล่างเป็นเขต
  • ทิศใต้จรดเมืองสุโขทัย
  • ทิศตะวันออกจรดเขตเมืองหลวงพระบาง
  • ทิศตะวันตกจรดเขตพม่า

ด้านศาสนาแก้ไข

ปี พ.ศ. 1816 พญาภูคา นำราษฎรปฏิสังขรณ์ และบูรณะวัดมณี เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองย่าง รวมทั้งได้นิมนต์พระมหาเถระองค์หนึ่งซึ่งจาริกมาจากกรุงสุโขทัย ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดมณี แล้วต่อให้จัดทำเหมืองนาทุ่งแหนและนามุขขึ้น เมื่อทำเหมืองเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เกณฑ์เอาราษฎร ถางป่าทางทิศตะวันตกเฉียงบ้านกำปุงขึ้นไป และพากันบุกเบิกทำเป็นนาขึ้น เรียกว่าทุ่งแหนและนามุขจนทุกวันนี้ สถานที่นั้นเป็นสระน้ำใหญ่ มีปลาและเต่าและสัตว์น้ำต่าง ๆ มีเป็นอันมากซึ่งพญาภูคาหวงแหนไว้มิให้คนใดทำอันตรายสัตว์น้ำที่มีอยู่ในสระ นี้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นจะทำอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้นในปีหนึ่งจะมีการจับปลาในสระนี้ครั้งหนึ่ง ถ้าจะจับปลาในสระนี้แล้วจำเป็นต้องหาท้าวขุนหมื่นขุนแสนมาเป็นผู้ดูแล และเก็บเอาปลาจากผู้ที่จับได้ครั้งหนึ่งในขณะนั้นยังมีนางคนหนึ่งชื่อนางมุข จับปลาได้มาก แต่ได้เอาปลาไปช่อนไว้ที่บ่อน้ำหมายว่าจะไม่ให้ใครเห็น ในเมื่อคนทั้งหลายได้หนีหมดแล้ว นางก็ได้เอาปลาจากบ่อน้ำขึ้นมา มีชายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงถามว่า นางเอาปลาซ่อนไว้ที่ไหนนางบอกว่าซ่อนไว้ในบ่อน้ำ ถ้าอย่างนั้นท่านจงชำระบ่อน้ำให้สะอาดดีกว่าเดิม นับแต่นั้นมาจึงได้เรียกว่า "บ่อน้ำนางมุข" หรือ เรียกว่า "บ่อน้ำนามุข" จนทุกวันนี้

ด้านการพัฒนาแก้ไข

ได้ฟื้นฟูบูรณะเมืองล่างซึ่งเป็นเมืองร้างให้เจริญรุ่งเรือง ขุดสระเก็บน้ำ และขุดเหมืองฝาย เพื่อให้มีน้ำเพียงพอแก่การอุปโภคบริโภคและการเกษตร ประชาชนอยู่ดีกินดีบารมีแผ่ไปทั่วสารทิศ ทำให้ชาวเชียงแสน และชาวไทยลื้อสิบสองปันนาอพยพมาพึ่งบารมี และ อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข และใน ปี พ.ศ. 1870 พญาภูคา และเสนาอำมาตย์ ได้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงสุโขทัยได้เข้าเฝ้าพระร่วงเจ้า พระร่วงเจ้าทรงพอพระทัย จึงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้พญาภูคา เป็นพ่อพญาภูคาครองเมืองล่าง นับแต่นั้นมากรุงสุโขทัย และเมืองล่าง จึงมีความสัมพันธ์อย่างดียิ่ง

อ้างอิงแก้ไข