ความคิดเห็นทางศาสนาของไอแซค นิวตัน

แม่แบบ:Technical

ก็อดฟรีย์ เนลเลอร์] ในปี 1689.

แม่แบบ:Isaac Newton sidebar

ไอแซก นิวตัน (25 ธันวาคม 1642 – 20 มีนาคม 1727)[1] เป็นนักศาสนศาตร์ที่มีความรู้และความเชียวชาญ (ตามความเห็นของบุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกัน).[2][3][4] เขาเขียนผลงานขึ้นหลายฉบับซึ่งปัจจุบันอาจถูกจัดได้ว่าเป็น การเรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ และ บทความทางด้านศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการตีความคัมภีร์ไบเบิล.[5]

แนวความคิดของนิวตันเกี่ยวกับโลกทางกายภาพได้สร้างแบบจำลองที่มั่นคงให้กับโลก. นิวตันมองว่าพระเป็นเจ้า เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และการดำรงอยู่นั่นไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อพิจารณาจากความงดงามของสิ่งต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา[6][7] แม้ว่าเขาจะเกิดมาจากครอบครัวนิกายแองกลิคัน, แต่ในช่วงอายุสามสิบนิวตันได้ยึดถือศรัทธาตามแบบอย่างของชาวคริสเตียน, ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป, ว่าไม่ถูกจัดเข้าอยู่ในหลักความเชื่อแบบดั้งเดิม(แบบออร์โธดอกซ์)ด้วยกระแสหลักแห่งความเป็นคริสเตียน;[8] เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกจำแนกไว้เป็นพวกนอกรีต[9]

ความเป็นคริสเตียนแบบดั้งเดิมแก้ไข

นิวตันถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวที่นับถือนิกายแองกลิกันสามเดือนหลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต, พ่อของเขาเป็นชาวนาที่ร่ำรวยและชื่อไอแซ็ค นิวตันเช่นกัน. เมื่อนิวตันอายุสามปี แม่ของเขาแต่งงานกับพระอธิการซึ่งอาศัยอยู่ใกล้บ้านในย่านนอร์ธ วิทแฮม และได้ย้ายไปอาศัยกับสามีใหม่ของเธอ, ชื่อหลวงพ่อบารนาบัส สมิธ, โดยปล่อยให้ลูกของเธออยู่ในความเลี้ยงดูของแม่ยาย, มาร์เจรี่ ไอสคอช.[10] ไอแซคนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ชอบหลวงพ่อสมิธและไม่มีความสัมพันธ์กับเขาในช่วงวัยเด็ก.[8] ลุงของไอแซค, พระอธิการผู้รับใช้ในเบอร์ตัน ค็อกเกิ้ลส์,[11] มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูไอแซคขึ้นมา. บาทหลวงไอสคอชเคยศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยตรินิตี้.[12]

ปี 1667 นิวตันเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์,[13] เขาจำเป็นต้องทำพันธสัญญาตาม "คำสั่งศักดิ์สิทธิ์ - โฮลี่ ออร์เดอร์ส" ที่ต้องศึกษาให้จบภายในเจ็ดปี. ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาเขาถูกให้กล่าวสัตย์ปฏิญณาณที่จะไม่ข้องแวะกับเรื่องทางเพศและรับ[Articles|หลักสามสิบเก้าข้อแห่งคริสตจักรอังกฤษ].[14] นิวตันตัดสินใจหยุดการเรียนของเขาก่อนที่จะจบหลักสูตรเพื่อหลีกเลี่ยงการบวชเป็นนักบวชตามกฎหมายสมัยนั้นที่บังคับกับผู้ที่เรียนจบทุกคนซึ่งตราขึ้นโดย[II of England|กษัตริย์ชาร์ลสที่สอง].[15][1] ภายหลังเขายอมทำตามความปรารถนาที่จะหลุดออกจากระเบียบที่ยึดไว้ ด้วยความช่วยเหลือจาก[Barrow|ไอแซ็ค แบร์โรว], เมื่อปี 1676 รัฐมนตรี[Williamson (politician)|โจเซฟ วิลเลี่ยมสัน] ได้เปลี่ยนกฎข้อบังคับของ[College, Cambridge|มหาวิทยาลัยตรินีตี้]เพื่อยกเลิกข้อผูกมัดในหน้าที่ดังกล่าวออกไป.[14] เมื่อทราบผลล่วงหน้าเช่นนี้ นิวตันได้เริ่มศึกษาและค้นคว้าประวัติของคริสตจักรในยุคแรกๆ ประมาณทศวรรษที่ 1680 เขากลับประสบความสำเร็จในการสืบหาต้นกำเนิดของศาสนาแทน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาได้พัฒนามุมมองวิทยาศาสตร์ต่อสสารและการเคลื่อนที่.[15] ในบทความ [Naturalis Principia Mathematica|หลักปรัชญวิทยาต่อธรรมชาติและคณิตศาสตร์] เขากล่าวไว้ดังนี้:[16]

เมื่อผมเขียนบทความเกี่ยวกับระบบของเรา ผมพบว่าหลักการดังกล่าวอาจเข้ากันได้กับแนวความคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อเรื่องพระเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ผมรู้สึกยินดีได้เท่ากับการที่ทำให้ทราบว่ามันมีประโยชน์กับคนกลุ่มนั้น.

แนวความคิดของนิวตันต่อศาสนาได้พัฒนาขึ้นเป็นผลมาจากการค้นหาความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ (ลักษณะธรรมชาติของโลก) และจากการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างความจริงที่ปรากฏบนพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ได้รับการเปิดเผยความจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการค้นหา และจากความจริงของธรรมชาติที่ได้ท้าทายต่อการพิสูจน์บนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาของนิวตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์.[17][18] แนวระเบียบแบบใหม่ที่ไม่เป็นไปตามจารีตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนิวตันที่จะค้นพบความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ในช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ยุคเก่า.[19] โดยการนี้พวกเขาอาจจะสามารถเข้าไปมีการสนทนาที่เปิดเผยในการสืบสวนค้นคว้าธรรมชาติ. ในความไม่ลงรอยกันระหว่างคำสั่งของคริสตจักรและผลกระทบจากเปิดเผยของวิทยาศาสตร์ นิวตันและคนอื่นๆได้หันเข้าสู่ปริสก้า? prisca in all the security of a classical civilization having been supposedly founded on bona fide insights.[20] ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้วความจริงได้ถูกวางไว้ด้วยมุมมองแห่งความเป็นจริงที่ได้จาก[[1]]และการสื่อสารอย่างลับๆ ต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางคน.[21]

ดังเช่นที่พบว่ากลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่มที่จัดตั้งความรู้ในยุคเรเนซองส์ นิวตันเชื่อว่านักปราชญ์ในยุคโบราณและกลุ่มบุคคลทางศาสนาสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล แต่ความจริงเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ภายใต้ภาษาที่ใช้บันทึกในสมัยนั้น ซึ่งนักวิชาการในยุคกลาง ([Magnus|อัลเบอร์ตัส แมคนัส], [of Villanova|อาร์โนลด์แห่งวียาโนว่า], และ[Bacon|โรเจอร์ เบค่อน]) ต่างอาศัยการถอดรหัสเพื่อที่จะทำความเข้าใจ ความเชื่อต่อภูมิปัญญาของคนโบราณและการเข้าถึงอารยธรรมที่ได้จากบุคคลทางศาสนาในยุคก่อน (พระเยซูแห่งนาซาเร็ธ, ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ และ[[2]]) รวมทั้งเหล่านักเขียน (พลาโต และเดโมคริทุส) ถูกเรียกว่า ปริสก้า ซาปิเอนเทีย .[1]

เช่นเดียวกับบุคคลร่วมสมัยหลายท่าน (เช่น [Aikenhead|โทมัส ไอเก้นเฮด]) เขาใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความเสี่ยงต่อการถูกลงโทษอย่างร้ายแรงหากเขาเปิดเผยความเชื่อทางศาสนาของเขา. คำกล่าวหาว่าเป็นบุคคลนอกรีตนั้นเป็นอาชญกรรมร้ายแรง ซึงบทลงโทษนั้นอาจหมายถึงการสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมด ศักดินาที่เคยมี หรือแม้กระทั่งถึงขั้นรับโทษประหาร (ดู, ตัวอย่าง, [Act 1697|โทษของการดูหมิ่นศาสนา 1697]). และเนื่องจากความลับที่เขามีต่อความเชื่อทางศาสนา นิวตันถูกตั้งฉายาว่าเป็นชาว[[3]].[9]

จากข้อมูลของนักวิชาการส่วนใหญ่, นิวตันนั้นเป็นคนในลัทธิเอเรียส, หรือผู้ที่ไม่เชื่อในตรีเอกานุภาพ.[9][22][23] ในมุมมองของนิวตันการนับถือพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระเจ้าถือว่าเป็นการ[[4]] ซึ่งสำหรับเขาแล้วเป็นบาปขั้นพื้นฐาน.[24] เช่นเดียวกับที่เป็นผู้ต่อต้านหลักตรีเอกานุภาพ นิวตันยังปฏิเสธที่จะเชื่อหลักคำสอนดั้งเดิมที่กล่าวถึง[of the soul|อมตะสภาพของวิญญาณ] [9] [[5]]และ[[6]]ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์.[9] แม้ว่านิวตันจะไม่ใช่พวกที่เข้าในลัทธิ[[7]]แต่เขาก็มีความเชื่อหลายๆ ส่วนที่คล้ายกันกับกลุ่มลัทธินี้.[9] ในหนังสือที่นิวตันส่งถึง[Locke|จอห์น ล็อก]ซึ่งในหนังสือนั้นเขาได้เขียนขึ้นเพื่อโต้แย้งเรื่องการทรงสภาพของตรีเอกานุภาพนั้นไม่เคยได้รับการตีพิมพ์. ในขณะที่มุมหนึ่งที่ ที.ซี.ไฟเซ็นไมเออร์ ได้โต้แย้งว่านิวตันนั้นไม่ใช่ทั้งชาวนิกายออโธด็อกซ์หรือแอเรี่ยน[25] แต่กล่าวว่านิวตันนั้นเชื่อว่าทั้งสองกลุ่มนี้ได้ตั้งความคาดเดาจากการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย.[26] ไฟเซ็นไมเออร์ยังโต้แย้งอีกว่านิวตันนั้นมีความเอนเอียงไปทางนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ในมุมมองต่อตรีเอกานุภาพมากกว่าทางกลุ่มศาสนาคริสต์ตะวันตกที่ยึดถือโดยโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์.[26] อย่างไรก็ตาม เอส.ดี.สโนเบเลน ได้โต้แย้งตามหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงปลายชีวิตของนิวตันที่แสดงให้เห็นถึงการคัดค้านของนิวตันต่อมุมมองเรื่องตรีเอกานุภาพที่มาจากทางฝั่งอีสเทิร์น.[9]

นิวตันนั้นปฏิเสธการทำพิธีส่งวิญญาณก่อนที่เขาจะตาย.[8]

พระเจ้าในฐานะที่เป็นผู้สร้างแก้ไข

นิวตันนั้นมีมุมมองต่อพระเจ้าว่าเป็นพระผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ได้เมื่อพิจารณาจากความงดงามในสิ่งต่างๆ ที่ทรงสร้างขึ้น[27] อย่างไรก็ดีเขาปฏิเสธคำวินิจฉัยของ[Wilhelm Leibniz|เลียบนิซ]ที่ว่าพระเจ้าควรจะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบที่ไม่ต้องมีการแทรกแซงจากพระเจ้าอีก. อ้างอิงจากหัวข้อที่ 31 ใน ออปติคส์ นิวตันได้กล่าวข้อโต้แย้งถึงการทรงสร้างและความจำเป็นที่ต้องมีการแทรกแซงไว้ดังนี้:

ในขณะที่ดาวหางต่างมีการเคลื่อนที่เป็นวิถีที่บิดเบี้ยว ชะตากรรมที่ถูกปิดตา ไม่อาจทำให้ดาวเคราะห์ทุกดวงเคลื่อนที่ไปในทิศทางและรูปร่างเดียวกัน บางดวงอาจจะมีรูปร่างที่แปลกบ้างซึ่งก็อาจเกิดจากการแรงกระทำคู่ระหว่างดาวหางและดาวเคราะห์ซึ่งท้ายที่สุดและระบบก็จำเป็นจะต้องได้รับการปฏิรูปใหม่ .[28]

ข้อความดังกล่าวถูกโจมตีทันทีโดยเลียบนิซในจดหมายที่เขาเขียนส่งถึงเพื่อน[of Ansbach|แคโรลีนแห่งอันส์แบค]:

เซอร์ไอแซค นิวตันและเพื่อนของเขานั้นมีแนวความคิดที่แปลกประหลาดมากในเรื่องการทำงานของพระเจ้า. เมื่อพิจารณาจากทฤษฎีของพวกเขา จะพบว่าพระเจ้าผู้ทรงพลังต้องไขลานนาฬิกาบ้างในบางครั้ง เพื่อไม่ให้มันหยุดเดิน ฟังดูราวกับว่าพระเจ้านั้นไม่ได้ทรงหยั่งรู้มันล่วงหน้าถึงไม่ได้สร้างนาฬิกาที่สามารถเดินได้เองตลอดกาล [29]

จดหมายของเลียบนิซนั้นเป็นจุดเริ่มของ [correspondence|การโต้ตอบกันของเลียบนิซ-คลาร์ค], เพื่อนของนิวตันและสาวกของเขาที่ชื่อ[Clarke|ซามูเอล คลาร์ค] ถึงกระนั้นแคโรลีนได้เขียนว่า จดหมายของคลาร์คนั้น"ไม่ได้ถูกเขียนโดยปราศจากคำแนะนำของนิวตัน".[30] คลาร์คได้ตัดพ้อมุมมองเลียบนิซต่อพระเจ้าที่ว่าเป็น "ผู้ที่มีความฉลาดเฉลียวอย่างสูง" และเป็นผู้ที่ "สถาปนาสิ่งต่างๆ ไว้อย่างลงตัว" นั้นเป็นเพียงคำกล่าวที่ใกล้เคียงกับหลักของผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง "เพราะเมื่อพิจารณาคำดังกล่าวที่แสร้งว่าระบอบการปกครองใดๆ บนโลกนี้สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวมันเองอย่างสมบูรณ์ ปราศจากกษัตริย์ที่คอยสั่งการหรือจัดระเบียบต่างๆ เช่นนั้นแล้วก็เป็นที่น่าจะเชื่อได้ว่าพวกเขาต้องการที่จะตั้งกษัตริย์แยกไว้ต่างหาก ดังนั้นใครก็ตามที่พอใจในสิ่งนี้ที่ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถดำรงอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพิงการชี้นำของพระเจ้า...ปรัชญานี้แท้จริงแล้วในทางปฏิบัติก็คือต้องการขีดกั้นพระเจ้าออกจากโลก".[31]

นอกเหนือจากที่เข้าร่วมมามีส่วนในการปรับปรุงระบบสุริยะ นิวตันได้กล่าวถึงการทำงานของพระเจ้าที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันดวงดาวต่างๆ ชนกัน และบางครั้งคำกล่าวนี้รวมไปถึงการที่พระเจ้าทรงป้องกันไม่ให้จักรวาลนั้นเสื่อมสลายไปเนื่องจากผลของความหนืดและแรงเสียดทาน.[32] ในการโต้ตอบส่วนตัวนิวตันบางครั้งได้กล่าวเป็นนัยว่าแรงโน้มถ่วงแท้จริงคืออิทธิพลมาจากสิ่งที่ไม่เป็นสสาร:

นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจสามารถเข้าใจได้ว่ามีแรงหรือการกระทำซึ่งมองไม่เห็นที่ทำงานของมันอยู่ที่ส่งผลกระทบต่อสสารโดยที่การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นปฏิกิริยาแบบสองทาง.[33]

เลียบนิซเยาะเย้ยว่าอิทธิพลที่ไม่ปรากฏดังกล่าวคงจะเป็นการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เขาได้โต้เถียงกับคลาร์ค.

มุมมองของนิวตันนั้นกล่าวกันว่าเป็นลัทธิเทวัสนิยมซึ่งเหล่านักเขียนชีวประวัติและนักวิชาการทั้งหลายต่างก็พาให้เขาเป็นนักเทวนิยมผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากความเป็นคริสเตียน.[34][35][36][37] อย่างไรก็ดีเขาแตกต่างจากความเป็นเทวนิยมที่เคร่งครัดตรงที่เขาอ้างถึงพระเจ้าว่าเป็นลักษณะทางกายภาพแบบพิเศษที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์.[22] เขายังได้เตือนถึงการใช้กฎของแรงโน้มถ่วงที่จะมองจักรวาลว่าเป็นเพียงเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง, ดังเช่นนาฬิกาเรือนใหญ่, เขากล่าวว่า:

ความงดงามของระบบที่ประกอบไปด้วยดวงอาทิตย์, ดาวเคราะห์, และเหล่าดาวหางต่างๆ นั้นสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยภายใต้การควบคุมของสิ่งมีชีวิตอันชาญฉลาด พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นแค่จิตวิญญาณของโลก แต่ยังเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับทุกสิ่ง และเนื่องจากการที่พระองค์ปกครองนั้น ท่านจะถูกเรียกว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" παντοκρατωρ [pantokratōr], หรือ "ผู้ปกครองแห่งสากลโลก". [...] พระเจ้าสูงสุดนี้เป็นผู้ที่ดำรงอยู่นิจนิรันดร์, นิวตันเองก็อาจมีความสนใจในความคิดแบบ[[8]]เช่นกัน เพราะเขาเขียนเกี่ยวกับ[of Daniel|พระธรรมดาเนียล]และ[of Revelation|พระธรรมวิวรณ์]ในหนังสือของเขาชื่อข้อสังเกตต่อคำพยากรณ์ จากหนังสือที่เขาเขียนขึ้นในปี 1704 เขาได้อธิบายถึงความพยายามที่จะดึงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ออกมาจากไบเบิ้ล โดยเขาคาดการณ์ว่าโลกจะถึงจุดจบในปี 2060. ในการทำนายนี้เขาได้กล่าวว่า "นี่ผมไม่ได้กล่าวว่าเวลาที่สิ้นสุดจะเป็นเมื่อไหร่ แต่เพื่อจะหยุดการคาดเดาไปต่างๆ นานาของพวกที่จินตนาการไปเรื่อยถึงวันที่สิ้นสุดของโลก เพราะการกระทำดังกล่าวได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของคำพยากรณ์อันศักดิ์สิทธิ์และบ่อยครั้งคำทำนายของพวกเขาก็ล้มเหลว"[38]

แนวความคิดของนิวตันต่อโลกทางกายภาพได้ให้แบบจำลองที่สมดุลของโลกตามธรรมชาติซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงและการประสานกันในสังคมแห่งประชากร[39]

พระคัมภีร์ไบเบิ้ลแก้ไข

นิวตันใช้เวลาเป็นอย่างมากในความพยายามที่จะค้นคว้า[code|ข้อความที่ถูกซ่อนไว้ในไบเบิ้ล]. หลังปี 1690, นิวตันได้เขียน[tracts|บทความทางศาสนา]ที่เกี่ยวข้องกับการตีความตัวอักษรใน[[9]]. ในบทความที่นิวตันเขียนในปี 1704 เขาได้อธิบายความพยายามที่จะดึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ออกมาจากไบเบิ้ล. เขาประมาณการว่าโลกจะไม่พบกับจุดจบภายในปี 2060. ในการทำนายนี้เขากล่าว "นี่ผมไม่ได้กล่าวว่าเวลาที่สิ้นสุดจะเป็นเมื่อไหร่ แต่เพื่อจะหยุดการคาดเดาไปต่างๆ นานาของพวกที่จินตนาการไปเรื่อยถึงวันที่สิ้นสุดของโลก เพราะการกระทำดังกล่าวได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของคำพยากรณ์อันศักดิ์สิทธิ์และบ่อยครั้งคำทำนายของพวกเขาก็ล้มเหลว" [38]

คำพยากรณ์แก้ไข

นิวตันเชื่อต่อคำพยากรณ์ที่อยู่ในพระคัมภีร์ เขาเชื่อว่าการตีความของเขาจะช่วยบันทึกต่อสิ่งที่เขาพิจารณาว่า "เข้าใจได้น้อยมาก".[40] แม้เขาจะไม่เคยเขียนผลงานที่เกี่ยวข้องกับคำพยากรณ์อย่างต่อเนื่องกัน แต่ความเชื่อของนิวตันได้นำเขาไปสู่การเขียนบทความหลายชิ้นในหัวข้อดังกล่าว รวมถึงหัวข้อที่ไม่ได้ถูกเผยแพร่ในเรื่องคำแนะนำในการตีความคำพยากรณ์ ชื่อ "กฎของการตีความคำและภาษาในคัมภีร์ไบเบิ้ล" . ในบทความดังกล่าวเขาได้เล่าถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการแปลพระคัมภีร์ให้เหมาะสม

วาระสุดท้ายของโลกแก้ไข

การเผยแพร่บทความ สิ่งที่พบจากคำทำนายของดาเนียลและคำพยากรณ์ของเซนต์ยอห์น หลังจากที่นิวตันเสียชีวิต, นิวตันได้บรรยายความรู้สึกต่อความเชื่อของเขาว่าคำพยากรณ์ที่ปรากฏในพระคัมภีร์นั้นจะไม่สามารถเข้าใจได้จนกว่าจะ "ถึงวาระสุดท้าย" และเมื่อถึงเวลานั้นแล้วก็ตาม "จะไม่มีคนชั่วคนใดเข้าใจได้เลย" เมื่ออ้างถึงสิ่งนั้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ("ยุคสุดท้าย, ยุคที่จะเปิดเผยสิ่งต่างๆ , กำลังเข้าใกล้เข้ามา") นิวตันยังได้คาดการณ์ว่า "วาระแห่งการประกาศข่าวประเสริฐที่จะพบได้ทั่วไปนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" และ "ข่าวประเสริฐจะต้องถูกเผยแพร่ไปยังชนชาติต่างๆ ก่อนที่เหตุการณ์เลวร้ายครั้งใหญ่จะตามมา และนั้นคือวาระสุดท้ายของโลก".[41]

ช่วงเวลาหลายปีที่สื่อต่างๆ และสาธารณะได้ให้ความสนใจต่อเอกสารฉบับหนึ่งที่ไม่ถูกเปิดเผยและที่ไม่ถูกตีพิมพ์ แต่จากหลักฐานพบว่าถูกเขียนโดยไอแซค นิวตัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาเชื่อว่าโลกจะถึงกาลอวสานในปี 2060 ในขณะที่นิวตันยังมีปีอื่นที่คิดว่าเป็นไปได้ เช่น 2034[42] และไม่เชื่อว่าวาระสุดท้ายของโลกจะมาถึงในปี 2060[43]

เพื่อที่จะทำความเข้าใจต่อที่มาของปี 2060 การทำความเข้าใจต่อความเชื่อของนิวตันที่มีต่อศาสนศาสตร์ควรจะนำมาคำนึงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นิวตันไม่เชื่อในตรีเอกานุภาพ และความคิดเชิงลบต่อระบบ[[10]] ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาในการคำนวณซึ่งเขาเชื่อว่าได้ปรากฏและถูกทำนายเอาไว้แล้วใน[of Revelation|พระธรรมวิวรณ์]และ[of Daniel|ดาเนียล].

แม้ว่าภาพการทำนายจุดจบของโลกในปี 2060 ของนิวตันนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการทำลายล้างโลก และเหล่าประชากร แต่เขาเชื่อว่าโลกจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของยุคที่มีแต่สันติสุข ในคริสตศาสนศาสตร์ แนวความคิดเช่นนี้บ่อยครั้งจะถูกเชื่อมโยงว่าเป็น[Coming|การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง]ของ[Christ|พระเยซูคริสต์]และการสถาปนา[[11]]โดย[of God|ราชอาณาจักรของพระเจ้า]บนโลก.[42]

ความเชื่ออื่นๆแก้ไข

ดูบทความหลักที่: Isaac Newton's occult studies
 
วิหารเวสต์มินส์เตอร์]

ความเชื่อของ[More|เฮนรี่ มอร์] ต่อจักรวาลและการคัดค้านแนวความคิด[dualism|ทวินิยมของคาร์เทเชียน]อาจส่งผลต่ออิทธิพลทางความคิดของนิวตัน ดังที่ปรากฏในผลงานช่วงท้ายๆ ของนิวตัน เช่น —ลำดับเหตุการณ์ของอาณาจักรในยุคโบราณ (1728) and สิ่งที่พบจากคำทำนายของดาเนียลและคำพยากรณ์ของเซนต์ยอห์น (1733)—ได้ถูกตีพิมพ์หลังจากการตายของนิวตัน.[44]

หลักปรัชญากลศาสตร์ของนิวตันและ[Boyle|บอยล์]ได้ถูกส่งเสริมและตีพิมพ์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับบรรดาผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่ทุกแห่ง และได้รับการยอมรับแบบที่ไม่เต็มใจนักจากเหล่านักบวชออร์โธด็อกซ์รวมทั้งนักเทศน์ที่ไม่ค่อยพอใจ.[39] ความชัดเจนและเรียบง่ายของวิทยาศาสตร์นั้นถูกใช้มาเป็นหนทางในการต่อสู้กับการใช้ความรู้สึกและความเชื่อในเรื่องโชครางและสิ่งลึกลับต่างๆ รวมทั้งภัยคุกคามจากผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้า.[39]

การโจมตีที่มีขึ้นต่อช่วงสมัยก่อน[of Enlightenment|ยุคเรืองปัญญา] ต่อความคิดเรื่องเวทมนตร์ และความลี้ลับในองค์ประกอบของความเป็นคริสเตียนถูกวางรากฐานโดยหลักกลศาสตร์ของบอยล์. นิวตันได้ทำให้แนวความคิดของบอยล์สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย[proof|การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์] และมากยิ่งกว่านั้นประสบความสำเร็จในการเผยแพร่สู่สาธารณชน.[44] นิวตันได้ให้มุมมองต่อโลกใหม่ว่าถูกปกครองโดยพระเจ้าที่คอยดูแลบนโลกใบที่พระองค์ได้ทรงออกแบบและสร้างขึ้นด้วยหลักอันเป็นสากลในจักรวาล.[45] หลักการนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงและค้นพบได้ ซึ่งช่วยให้แต่ละคนสามารถค้นหาและตามหาจุดมุ่งหมายในชีวิตนี้ของตนเองให้เกิดผล, ไม่ใช่ในชีวิตหน้า, และทำตัวเองให้สมบูรณ์ได้ด้วยกำลังของตน.[46]

ผลงานเขียนแก้ไข

ผลงานเขียนชิ้นแรกของนิวตันที่เกี่ยวข้องกับศาสนามีชื่อว่า อินโทรดักชิโอ้ คอนติเนนส์ อะโพคาลิปซีโอ้ส์ เรชั่นเน่ม เจเนรัลเอม [ การค้นพบ / คำแนะนำ. การเปิดเผยอย่างต่อเนื่องในเรื่องทั่วไป -[47]] โดยมีใบคั่นระหว่างยก 1 และยก 2 ด้วยหัวข้อย่อย ดิ โพรเพเชีย พริมา,[48] เขียนขึ้นด้วยภาษาละตินในช่วง 1670. ภายหลังเขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ บันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคต้นและศีลธรรมที่เหนือกว่าของชาวบาร์บาเรี่ยนต่อชาวโรมัน. ผลงานเขียนชิ้นสุดท้ายในปี 1737 มีชื่อว่า บทศึกษาหน่วยคิวบิทของชาวยิวเมื่อเปรียบเทียบกับคิวบิทของชาติอื่นๆ.[4] นิวตันไม่เคยตีพิมพ์งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเลยในระหว่างที่เขามีชีวิต[3][49] ผลงานเขียนของนิวตันที่เกี่ยวข้องกับความไม่ซื่อสัตย์ของข้อความในพระคัมภีร์กับคริสตจักรนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1670 และก่อนช่วง 1690[3]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 Christianson, Gale E. (19 September 1996). Isaac Newton and the scientific revolution. - 155 pages Oxford portraits in science Oxford University Press. ISBN 0-19-509224-4. สืบค้นเมื่อ 28 January 2012.
  2. Isaac Newton on Science and Religion - William H. Austin - Journal of the History of Ideas Vol. 31, No. 4 (October - Dececember 1970), pp. 521-542 (article consists of 22 pages) University of Pennsylvania Press Retrieved 28 January 2012
  3. 3.0 3.1 3.2 [ENGLISH & LATIN] "The Newton Project Newton's Views on the Corruptions of Scripture and the Church". สืบค้นเมื่อ 28 January 2012.
  4. 4.0 4.1 Professor Rob Iliffe (AHRC Newton Papers Project) THE NEWTON PROJECT - Newton's Religious Writings [ENGLISH & LATIN] prism.php44. University of Sussex. สืบค้นเมื่อ 28 January 2012.
  5. "Newton's Views on Prophecy". The Newton Project. 5 April 2007. สืบค้นเมื่อ 15 August 2007.
  6. Principia, Book III; cited in; Newton's Philosophy of Nature: Selections from his writings, p. 42, ed. H.S. Thayer, Hafner Library of Classics, NY, 1953.
  7. A Short Scheme of the True Religion, manuscript quoted in Memoirs of the Life, Writings and Discoveries of Sir Isaac Newton by Sir David Brewster, Edinburgh, 1850; cited in; ibid, p. 65.
  8. 8.0 8.1 8.2 Richard S. Westfall - Indiana University The Galileo Project. (Rice University). สืบค้นเมื่อ 5 July 2008.
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 Snobelen, Stephen D. (1999). "Isaac Newton, heretic : the strategies of a Nicodemite" (PDF). British Journal for the History of Science. 32 (4): 381–419. doi:10.1017/S0007087499003751.
  10. Nichols, John Bowyer (1822). Illustrations of the literary history of the eighteenth century: Consisting of authentic memoirs and original letters of eminent persons; and intended as a sequel to the Literary anecdotes, Volume 4. Nichols, Son, and Bentley. p. 32., Extract of page 32 Retrieved 21 February 2012
  11. C. D. Broad 1952 - Ethics and the history of philosophy: selected essays, Volume 1 Routledge, 30 November 2000 ISBN 0-415-22530-2 Retrieved 8 February 2012
  12. Gresham Collegelectures-and-events Retrieved 8 February 2012
  13. Cambridge University Alumni Database Retrieved 29 January 2012
  14. 14.0 14.1 Professor Rob Iliffe (AHRC Newton Papers Project) THE NEWTON PROJECT prism.php15. University of Sussex. สืบค้นเมื่อ 7 February 2012.
  15. 15.0 15.1 Cambridge University Library .ac. สืบค้นเมื่อ 29 January 2012.
  16. S.D.Snobelen (University of King's College) - To Discourse of God : Isaac Newton's Heterdox Theology and Natural Philosophy Nova Scotia Retrieved 29 January 2012
  17. Matt Goldish 1998 - Judaism in the theology of Sir Isaac Newton - 239 pages Volume 157 of Archives internationales d'histoire des idées Springer, 1998 Retrieved 28 January 2012 ISBN 0-7923-4996-2
  18. Christianity Today International - archives Retrieved 28 January 2012
  19. David Boyd Haycock 2004 - 'The long lost truth' Sir Isaac Newton and the Newtonian pursuit of long lost knowledge Elsevier 2004 Retrieved 29 January 2012
  20. Alfred Rupert Hall - Isaac Newton Centre for Mathematical Sciences Retrieved 29 January 2012
  21. Hilary Gatti - Giordano Bruno and Renaissance science - 257 pages Cornell University Press, 2002 (Google ebook) & Niccolò Guicciardini Reading the Principia: The Debate on Newton's Mathematical Methods for Natural Philosophy from 1687 to 1736 - 292 pages Cambridge University Press, 30 October 2003 (Google ebook) Retrieved 29 January 2012
  22. 22.0 22.1 Avery Cardinal Dulles. The Deist Minimum. 2005.
  23. Richard Westfall, Never at Rest: A Biography of Isaac Newton, (1980) pp. 103, 25.
  24. Westfall, Richard S. (1994). The Life of Isaac Newton. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0-521-47737-9.
  25. Pfizenmaier, T.C, "The Trinitarian Theology of Dr. Samuel Clarke" (1675–1729)
  26. 26.0 26.1 Pfizenmaier, T.C., "Was Isaac Newton an Arian?" Journal of the History of Ideas 68(1):57–80, 1997.
  27. Webb, R.K. ed. Knud Haakonssen. "The emergence of Rational Dissent." Enlightenment and Religion: Rational Dissent in eighteenth-century Britain. Cambridge University Press, Cambridge: 1996. p19.
  28. Newton, 1706 Opticks (2nd Edition), quoted in H. G. Alexander 1956 (ed): The Leibniz-Clarke correspondence, University of Manchester Press.
  29. Leibniz, first letter, in Alexander 1956, p. 11
  30. Caroline to Leibniz, 10 January 1716, quoted in Alexander 1956, p. 193. (Chev. = Chevalier i.e. Knight.)
  31. Clarke, first reply, in Alexander 1956 p. 14.
  32. H.W. Alexander 1956, p. xvii
  33. Newton to Bentley, 25 Feb 1693
  34. Force, James E.; Popkin, Richard Henry (1990). Force, James E.; Popkin, Richard Henry, eds. Essays on the Context, Nature, and Influence of Isaac Newton's Theology. Springer. p. 53. ISBN 9780792305835. Newton has often been identified as a deist. ...In the 19th century, William Blake seems to have put Newton into the deistic camp. Scholars in the 20th-century have often continued to view Newton as a deist. Gerald R. Cragg views Newton as a kind of proto-deist and, as evidence, points to Newton's belief in a true, original, monotheistic religion first discovered in ancient times by natural reason. This position, in Cragg's view, leads to the elimination of the Christian revelation as neither necessary nor sufficient for human knowledge of God. This agenda is indeed the key point, as Leland describes above, of the deistic program which seeks to "set aside" revelatory religious texts. Cragg writes that, "In effect, Newton ignored the claims of revelation and pointed in a direction which many eighteenth-century thinkers would willingly follow." John Redwood has also recently linked anti-Trinitarian theology with both "Newtonianism" and "deism." |access-date= requires |url= (help)
  35. Gieser, Suzanne. The Innermost Kernel: Depth Psychology and Quantum Physics. Wolfgang Pauli's Dialogue with C.G. Jung. Springer. pp. 181–182. ISBN 9783540208563. Newton seems to have been closer to the deists in his conception of God and had no time for the doctrine of the Trinity. The deists did not recognize the divine nature of Christ. According to Fierz, Newton's conception of God permeated his entire scientific work: God's universality and eternity express themselves in the dominion of the laws of nature. Time and space are regarded as the 'organs' of God. All is contained and moves in God but without having any effect on God himself. Thus space and time become metaphysical entities, superordinate existences that are not associated with any interaction, activity or observation on man's part. |access-date= requires |url= (help)
  36. McCauley, Joseph L. (1997). Classical Mechanics: Transformations, Flows, Integrable and Chaotic Dynamics. Cambridge University Press. p. 3. ISBN 9780521578820. Newton (1642–1727), as a seventeenth century nonChristian Deist, would have been susceptible to an accusation of heresy by either the Anglican Church or the Puritans. |access-date= requires |url= (help)
  37. Hans S. Plendl, ed. (1982). Philosophical problems of modern physics. Reidel. p. 361. Newton expressed the same conception of the nature of atoms in his deistic view of the Universe. |access-date= requires |url= (help)
  38. 38.0 38.1 "Papers Show Isaac Newton's Religious Side, Predict Date of Apocalypse". Associated Press. 19 June 2007. สืบค้นเมื่อ 1 August 2007.
  39. 39.0 39.1 39.2 Jacob, Margaret C. The Newtonians and the English Revolution: 1689-1720.
  40. Newton, Isaac (5 April 2007). "The First Book Concerning the Language of the Prophets". The Newton Project. สืบค้นเมื่อ 15 August 2007.
  41. Observations upon the Prophecies of Daniel, and the Apocalypse of St. John by Sir Isaac Newton, 1733, J. DARBY and T. BROWNE, Online
  42. 42.0 42.1 Snobelen, Stephen D. "Statement on the date 2060". Archived from the original on 15 October 2013. สืบค้นเมื่อ 4 February 2014.
  43. "A time and times and the dividing of times": Isaac Newton, the Apocalypse and 2060 AD Snobelen, S Can J Hist (2003) vol 38
  44. 44.0 44.1 Westfall, Richard S. (1973) [1964]. Science and Religion in Seventeenth-Century England. U of Michigan Press. ISBN 978-0-472-06190-7.
  45. Fitzpatrick, Martin. ed. Knud Haakonssen. "The Enlightenment, politics and providence: some Scottish and English comparisons." Enlightenment and Religion: Rational Dissent in eighteenth-century Britain. Cambridge University Press, Cambridge: 1996. p64.
  46. Frankel, Charles. The Faith of Reason: The Idea of Progress in the French Enlightenment. King's Crown Press, New York: 1948. p1.
  47. University of Notre Dame + William Whitaker's Words : rationem - continens - apocalypseo - Retrieved 29 January 2012
  48. THE NEWTON PROJECT THEM00046 Retrieved 29 January 2012
  49. James E. Force, Richard Henry Popkin - Essays on the context, nature, and influence of Isaac Newton's theology - 226 pages(Google eBook) Springer, 1990 Retrieved 29 January 2012 ISBN 0-7923-0583-3

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข