เปิดเมนูหลัก

มัสยิดกรือเซะ (มลายู: Masjid Kerisek) หรือ มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์[5] เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีในจังหวัดปัตตานี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง (คำว่า ปิตู แปลว่า ประตู กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง)[6]

มัสยิดกรือเซะ
Masjid Kerisek
OAT 6396.jpg
ข้อมูลทั่วไป
เมืองหมู่ 3 บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
ประเทศไทย ประเทศไทย
การก่อสร้าง
สถานะปิดปรับปรุง
ปรับปรุงพ.ศ. 2548[1][2]
สถาปัตยกรรมเปอร์เซีย[3][4]

ช่วงเวลาที่มัสยิดกรือเซะถูกสร้างนั้นยังเป็นที่ถกเถียง บ้างว่าสร้างในรัชสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์[5][4] บ้างก็ว่าสร้างในรัชสมัยรายาบีรู[7] ส่วนกรณีที่มัสยิดสร้างไม่สำเร็จนั้น ก็มีการยึดโยงกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งมีสุสานอยู่ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ ที่ถูกเล่าต่อเติมภายหลังว่าเจ้าแม่ได้สาปให้มัสยิดนี้สร้างไม่สำเร็จ จนกลายเป็นปัญหากินแหนงแคลงใจระหว่างชาวไทยเชื้อสายมลายูและชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่[8][9] แต่จากการสำรวจและบูรณะของกรมศิลปากร พบว่าโครงสร้างโดมนั้นมีลักษณะไม่แข็งแรงและขาดความสมดุลจึงทำให้พังทลาย ทั้งยังไม่พบร่องรอยถูกเผาหรือถูกฟ้าผ่าตามตำนานที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะหลังราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีถัดจากราชวงศ์ศรีวังสา ได้ย้ายศูนย์กลางเมืองไปยังบานาและจะบังติกอตามลำดับ มัสยิดกรือเซะจึงถูกทิ้งให้โรยราไป[10]

กรณีกรือเซะแก้ไข

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ในขณะที่กองทัพภาคที่ 4 ประกาศกฎอัยการศึก ในจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานีและ จังหวัดยะลา[11] เกิดความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยที่มัสยิดกรือเซะเกิดเหตุการณ์รุนแรงมากที่สุดกล่าวคือมีผู้เสียชีวิตที่มัสยิตกรือเซะมากถึง 34 ศพ รองลงมาคือที่อำเภอสะบ้าย้อย มีผู้เสียชีวิตรวม 19 ศพ อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา 17 ศพ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี 13 ศพอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 12 ศพ อำเภอบันนังสตา 8 ศพ อำเภอธารโต 5 ศพ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 2 ศพ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บาดเจ็บสาหัส 4 ราย[12] โดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกระจายกันโจมตีฐานตำรวจ-ทหาร 12 จุด รวมทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 113 ศพ[13] ผู้ก่อการร้าย 108 ศพ เจ้าหน้าที่ 5 ศพในจำนวนนี้เป็นทราบชื่อได้แก่ ส.ท. สามารถ กาบดอนกลาง ส.ต.ท. ชำนาญ อักษรเนียม ส.ต.ต.ณรงค์ชัย พลเดช พลทหาร ดลนิยา แกคอย จ.ส.ต.เลิศศักดิ์ เที่ยงธรรม บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน บาดเจ็บ 15 นาย[14]

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มัสยิดกรือเซะมีผู้เข้าชมน้อยลงกว่าเก่าก่อน[15]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "บูรณะ "มัสยิดกรือเซะ" เสร็จแล้ว! ส่งมอบพรุ่งนี้". ผู้จัดการออนไลน์. 24 กุมภาพันธ์ 2548. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  2. "บูรณะ" มัสยิดกรือเซะ" เสร็จเรียบร้อย". ประชาไท. 4 กุมภาพันธ์ 2548. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  3. "ตามรอย... อารยธรรมอิสลามปัตตานี". ฐานข้อมูลการท่องเที่ยว 5 จังหวัดชายแดนใต้. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  4. 4.0 4.1 Najib Bin Ahmad (4 พฤศจิกายน 2558). "ปัตตานีในความทรงจำ". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  5. 5.0 5.1 ทวีพร คุ้มเมธา (1 มิถุนายน 2559). "รายงานพิเศษ: ภาษามลายู-รัฐไทยนิยม การกลืนชาติทางภาษา แกะปมขัดแย้งชายแดนใต้". สำนักข่าวอิศรา. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2559.
  6. มัสยิดกรือเซะ
  7. "แหล่งโบราณคดีภาคใต้ - มัสยิดกรือเซะ". คลังเอกสารสาธารณะ. 19 พฤษภาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  8. "มัสยิดกรือเซะ ปมขัดแย้งไฟใต้". วารสารศาสตร์ดิจิทัล มหาวิทยาลัยรังสิต. 26 พฤษภาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  9. งามศุกร์ รัตนเสถียร. "สร้างเรื่องเล่าสมานฉันท์ กรณีตำนานลิ้มกอเหนี่ยว-กรือเซะ". ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  10. ""นักวิชาการภูมิประวัติศาสตร์" เสนอหลักฐานใหม่ ชี้ชัดว่า ชั้นดินของกรือเซะ ไม่มีองค์ประกอบทางเคมีที่ระบุว่ามัสยิดถูกไฟไหม้หรือฟ้าผ่า แต่"โครงสร้างที่ไม่แข็งแรง" เป็นสาเหตุที่ส่วนยอดโคมพังทลาย". สถานีวิทยุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. 23 มีนาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  11. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00167639.PDF
  12. https://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6952
  13. https://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6593
  14. จันจิรา ลิ้นทอง (28 เมษายน 2559). "12 ปี เหตุการณ์ 'กรือเซะ' ย้อนรอยบาดแผลและบทเรียน". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.
  15. "ทหารคุมเข้มวันครบรอบ 13 ปี "มัสยิดกรือเซะ" ชาวบ้านเผยไม่อยากรื้อฟื้นเหตุการณ์ความรุนแรง". ผู้จัดการออนไลน์. 28 เมษายน 2560. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2560.

ดูเพิ่มแก้ไข