มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล

มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลอะพอนไทน์ (University of Newcastle upon Tyne) หรือเรียกอย่างสั้นว่ามหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Newcastle University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเน้นวิจัยขนาดกลาง มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนและวิจัยทางแพทยศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นจากส่วนงานของมหาวิทยาลัยเดอรัมที่แยกออกมาและพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในสองสถาบันอุดมศีกษาในเมืองนิวคาสเซิล โดยมีจำนวนนักศึกษาทุกระดับน้อยกว่ามหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรีย ณ นิวคาสเซิล[1]

มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลอะพอนไทน์
University of Newcastle upon Tyne
University of Newcastle Coat of Arms.svg
ตราโล่ ตัดจากตราอาร์มประจำมหาวิทยาลัย
สถาปนาพ.ศ. 2506 – แยกตัวจากมหาวิทยาลัยเดอรัม
พ.ศ. 2377 – วิทยาลัยแพทย์
ประเภทสถาบันอุดมศึกษาของรัฐบาล
ที่ตั้งนิวคาสเซิลอะพอนไทน์, ไทน์และเวียร์, สหราชอาณาจักร
54°58′41″N 1°36′54″W / 54.978°N 1.615°W / 54.978; -1.615พิกัดภูมิศาสตร์: 54°58′41″N 1°36′54″W / 54.978°N 1.615°W / 54.978; -1.615
ประเทศสหราชอาณาจักร
วิทยาเขตในเมือง
สีประจำสถาบัน     ฟ้า (มหาวิทยาลัย)
     ทองเหลือง (คณะมนุษยศาสตร์ฯ)
     น้ำเงิน (คณะวิทยาศาสตร์ฯ)
     ม่วง (คณะแพทยศาสตร์ฯ)
เครือข่ายกลุ่มรัสเซล
EUA
กลุ่มเอ็น 8
ACU
ยูนิเวอร์ซิตียูเค
เว็บไซต์ncl.ac.uk

ประวัติแก้ไข

มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2377 ในฐานะวิทยาลัยแพทย์ขนาดเล็ก ๆ ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2394 เกิดความขัดแย้งในหมู่อาจารย์จนต้องแยกเป็นสองสถาบัน คือ วิทยาลัยแพทย์นิวคาสเซิล (Newcastle College of Medicine) และวิทยาลัยแพทยศาสตร์และศาสตร์ปฏิบัตินิวคาสเซิลอะพอนไทน์ (Newcastle upon Tyne College of Medicine and Practical Science) จากนั้นในปีต่อมา วิทยาลัยแพทย์นิวคาสเซิล ได้สมทบกับมหาวิทยาลัยเดอรัม และให้ประกาศนียบัตรแพทยศาสตร์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2399 หนึ่งปีให้หลังจากนั้นวิทยาลัยทั้งสองรวมตัวกันเป็นคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดอรัม ณ นิวคาสเซิล (ระวังสับสนกับคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดอรัมในปัจจุบัน)[2]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2414 มหาวิทยาลัยเดอรัม วิทยาเขตนิวคาสเซิล (ส่วนงานในขณะนั้น) ได้ขยายสถานที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ตั้งในใจกลางเมืองนิวคาสเซิล ทำการสอนสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และธรณีวิทยาเพื่อรองรับการทำเหมืองแร่ คณะวิชาดังกล่าวต่อมาได้ยกฐานะเป็นคณะวิทยาศาสตร์กายภาพในปี พ.ศ. 2426 คณะทั้งสองดำเนินกิจการมาได้ด้วยดีภายใต้การบริหารเดียวกัน วิทยาเขตนิวคาสเซิลของมหาวิทยาลัยเดอรัมเจริญก้าวหน้าตามลำดับจนสามารถสอนด้านแพทยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ได้ครบเมื่อ พ.ศ. 2461[3] ในที่สุดมหาวิทยาลัยเดอรัมบริหารงานไม่คล่องตัว จนต้องให้มีพระราชบัญญัติแยกสองสถาบันออกจากกัน โดยวิทยาเขตเดอรัมยังคงเป็นมหาวิทยาลัยเดอรัมต่อไป ส่วนวิทยาเขตนิวคาสเซิล ได้เป็นมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลอะพอนไทน์[4][5]

ที่ตั้งแก้ไข

 
อาคารสโมสรนักศึกษา
 
ผังบริเวณมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลมีวิทยาเขตหลักที่ย่านเฮย์มาร์เก็ต ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองนิวคาสเซิล มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ติดกับสวนสาธารณะลีซพาร์ก (Leazes Park) สวนสาธารณะทาวน์มัวร์ (Town Moor) และมหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรีย ภายในมหาวิทยาลัยประกอบด้วยอาคารเรียนและปฏิบัติการ อาทิ อาคารอาร์มสตรอง ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2431 ด้วยเงิน 18,000 ปอนด์ทองคำ ต่อมาได้มีการต่อเติมสร้างหอจูบิลี ซึ่งเสร็จในปี พ.ศ. 2437 เพื่อเป็นอนุสรณ์พระราชพิธีกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเมื่อปี พ.ศ. 2430 นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการต่อเติมทางเข้าด้านตะวันตกเฉียงเหนือจนสำเร็จ อาคารทั้งหลังทำพิธีเปิดโดยสมเด็จพระราชาธิบดีเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ด [6] ภายในอาคาร ประกอบด้วยโถงคิงส์ (King's Hall) ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตให้เรียกชื่อเช่นนั้น โถงดังกล่าวใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีมอบปริญญาบัตร[7] ด้านข้างอาคารเป็นลานอนุสรณ์สำหรับคณาจารย์-เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาซึ่งต้องสูญเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง[8]

นอกจากอาคารอาร์มสตรองแล้ว ยังมีอาคารบรูซ (ฺBruce Building) ซึ่งสร้างราว ๆ พ.ศ. 2439 - 2443 ออกแบบโดยโจเซฟ ออสวอลด์ (Joseph Oswald) แต่เดิมใช้เป็นโรงสุราของบริษัทนิวคาสเซิลบรูเวอรี (Newcastle Brewery Limited)[9][10][11]

อาคารที่สร้างใหม่ของมหาวิทยาลัย หนึ่งในนั้นคือ อาคารเดวอนเชอร์ (Devonshire Building) ซึ่งเปิดในปี พ.ศ. 2544 เป็นอาคารประหยัดพลังงานซึ่งติดตั้งเซลล์สุริยะ กระแสไฟฟ้าที่ได้จะนำไปควบคุมระบบม่านควบคุมแสงในอาคาร ตลอดจนมีการใช้พลังงานน้ำร้อนใต้ดินทำความร้อนให้แก่อาคาร จนได้รับรางวัลกรีนกาวน์ (Green Gown).[12][13][14]

มหาวิทยาลัยมีแผนพัฒนาพื้นที่บางส่วนของมหาวิทยาลัย โดยสร้างอาคารคิงส์เกต อาคารแพทยศาสตร์ พร้อมด้วยหอพักนักศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2553[15] นอกจากนี้ยังได้สร้างอาคารสำหรับอินทูนิวคาสเซิลยูนิเวอร์ซิตี (INTO Newcastle University) ในปี พ.ศ. 2555 ด้วย

ห้องสมุดขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยมีสามแห่ง ได้แก่ ห้องสมุดโรบินสัน ซึ่งเป็นหอสมุดกลาง ตั้งชื่อตามฟิลิป โรบินสัน (Philip Robinson) พ่อค้าขายหนังสือและผู้อุทิศเงินแก่มหาวิทยาลัย, ห้องสมุดวอลตัน ซึ่งเป็นหอสมุดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งชื่อตามจอห์น วอลตัน (John Walton) อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ห้องสมุดวอลตันเป็นห้องสมุดที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สำนักบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Services) ได้ใช้ด้วย และ ห้องสมุดกฎหมาย ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยได้รับรางวัลชาร์เทอร์มาร์ก (Charter Mark) ในฐานะที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุดดีเด่น[16] นอกจากห้องสมุดขนาดใหญ่แล้ว มหาวิทยาลัยยังมีห้องสมุดขนาดเล็กตามภาควิชาต่าง ๆ[17]

นอกเหนือจากที่ตั้งในเมืองนิวคาสเซิลอะพอนไทน์แล้ว มหาวิทยาลัยยังได้ขยายศูนย์วิทยบริการไปที่ประเทศสิงคโปร์[18]และเปิดคณะแพทยศาสตร์ที่ประเทศมาเลเซีย[19]

ส่วนงานแก้ไข

มหาวิทยาลัยประกอบด้วยคณะวิชา (faculty) จำนวน 3 คณะ ได้แก่[20]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Table 1 - UK/EU/non-EU students by HE provider". hesa.ac.uk. Higher Education Statistics Agency. 21 January 2014. สืบค้นเมื่อ 12 February 2015.
  2. "Student lists". Senate House Library. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-09-14. สืบค้นเมื่อ 27 November 2010.
  3. "Linguistics Association of Great Britain Conference 2006". Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-12-08. สืบค้นเมื่อ 29 March 2008.
  4. "Universities of Durham and Newcastle upon Tyne Act 1963" (PDF). Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2010-07-05. สืบค้นเมื่อ 7 October 2010.
  5. "About: History of the University". ncl.ac.uk. 2 November 2012. สืบค้นเมื่อ 6 February 2015.
  6. "Royal opening for student services building". Newcastle University. 4 February 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-02-09. สืบค้นเมื่อ 4 February 2010.
  7. "King's Hall". Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-03-07. สืบค้นเมื่อ 23 March 2009.
  8. "Quadrangle". Newcastle University. 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-11-16. สืบค้นเมื่อ 27 August 2009.
  9. Lynn Pearson (1999). British Breweries: An Architectural History. A&C Black. pp. 183–. ISBN 978-1-85285-191-0.
  10. "The Bruce Building". SINE Project. 8 July 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-01-26. สืบค้นเมื่อ 3 December 2008.
  11. Bennison & Merrison (1990). A Centenary History of the Newcastle Breweries.
  12. "Devonshire Building – The Hadrian Awards". Dewjoc Architects. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-06-02. สืบค้นเมื่อ 2 November 2008.
  13. "Accolade for Devonshire Building". Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-06-17. สืบค้นเมื่อ 2 November 2008.
  14. "Devonshire Building praised by HEFCE". Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2005-09-20. สืบค้นเมื่อ 2 November 2008.
  15. "Newcastle University announces £200 million investment in its campus". Newcastle University. 26 March 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-12-23. สืบค้นเมื่อ 6 April 2008.
  16. "Charter Mark". Newcastle University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-10-02. สืบค้นเมื่อ 1 September 2008.
  17. "Library". Newcastle University School of Computing Science. สืบค้นเมื่อ 19 September 2010.
  18. "International – Singapore". Newcastle University. 19 September 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-11-10. สืบค้นเมื่อ 28 September 2010.
  19. "NUMed Malaysia". Newcastle University Medicine Malaysia. 2009. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009.
  20. "About: Teaching and Research". ncl.ac.uk. 30 July 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-03-04. สืบค้นเมื่อ 8 February 2015.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข