ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ศาสนามาณีกี"

แก้ไขคำให้ตรงเสียงจีนกลาง
(เก็บกวาดบทความด้วยบอต)
(แก้ไขคำให้ตรงเสียงจีนกลาง)
'''ศาสนามาณีกี'''<ref>[[ราชบัณฑิตยสถาน]], ''พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน'', พิมพ์ครั้งที่ 3, ราชบัณฑิตยสถาน, 2552, หน้า 186</ref> หรือ '''ศาสนามานี''' หรือ มานีธรรม (मानी धर्म - Manichaeism) เป็น[[ศาสนา]]แบบ[[ไญยนิยม]] (Gnosticism) ที่มีต้นกำเนิดใน[[จักรวรรดิเอรานชาหร์]] มี[[พระมานีหัยยา (मानी हय्या)]] เป็นศาสดา แม้ว่างานเขียนของท่านจะหายสาบสูญไปทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงมีฉบับแปลในภาษาต่าง ๆ ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
 
ศาสนามานี หรือ หม่อหนี่เจียวหมอหนีเจี้ยว หรือ ม๊อนี้ก่า (摩尼教) สอนเชิง[[จักรวาลวิทยา]]ว่าจักรวาลแบ่งออกเป็นของด้าน คือด้าน[[ความดี]]งาม [[จิตวิญญาณ]] และ[[ความสว่าง]] กับ[[ความชั่ว]]ร้าย [[วัตถุ]] และ[[ความมืด]] สันนิษฐานว่าศาสนามานีได้รับแนวคิดนี้มาจากแนวคิดของพวกไญยนิยมใน[[เมโสโปเตเมีย]]<ref>Widengren, Geo ''Mesopotamian elements in Manichaeism (King and Saviour II): Studies in Manichaean, Mandaean, and Syrian-gnostic religion'', Lundequistska bokhandeln, 1946.</ref>
 
ศาสนามานีกีแพร่หลายมากในภูมิภาคที่ใช้[[ภาษาแอราเมอิก]]และซิเรียก<ref name="BeDuhnMirecki2007">{{cite book|author1=Jason BeDuhn|author2=Paul Allan Mirecki|title=Frontiers of Faith: The Christian Encounter With Manichaeism in the Acts of Archelaus|url=http://books.google.com/books?id=JQd8b5s5QBUC&pg=PA6|accessdate=27 August 2012|year=2007|publisher=BRILL|isbn=978-90-04-16180-1|pages=6–}}</ref>ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 - 7 จนกลายเป็นศาสนาที่แพร่หลายมากที่สุดในโลกศาสนาหนึ่งในยุคนั้น ศาสนจักรมานีแพร่ไปทางตะวันออกไกลถึง[[ประเทศจีน]] และทางตะวันตกไกลถึง[[จักรวรรดิโรมัน]]<ref>Andrew Welburn, ''Mani, the Angel and the Column of Glory: An Anthology of Manichaean Texts'' (Edinburgh: Floris Books, 1998), p. 68</ref> โดยมีศาสนิกชนส่วนมากเป็นทหาร จนได้ชื่อว่าเป็นศาสนาของกองทัพ และกลายเป็นคู่แข่งของ[[ศาสนาคริสต์]] แทน[[ลัทธิเพกัน]]ที่เสื่อมไปก่อนหน้านั้นแล้ว ศาสนามานีในภูมิภาคตะวันออกดำรงอยู่นานกว่าทางตะวันตก โดยโดยเสื่อมสลายไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทางใต้ของจีน<ref>[[Jason BeDuhn|Jason David BeDuhn]] ''The Manichaean Body: In Discipline and Ritual'' Baltimore: Johns Hopkins University Press. 2000 republished 2002 p.IX</ref>
ผู้ใช้นิรนาม