ผู้ใช้:Song2281/กระบะทราย

ฟู ไฟเตอร์ส
(Foo Fighters)
อัลบั้มบันทึกที่ห้องอัดเสียงโดย ฟู ไฟเตอร์ส
วันออกจำหน่าย 4 กรกฎาคม, ค.ศ .1995
แนวเพลง อัลเทอร์เนทีฟ,กรันจ์,โพสต์กรันจ์
ความยาว 44:06
โปรดิวเซอร์ Barrett Jones และ Dave Grohl
ค่าย Capitol/Roswell Records
ฟู ไฟเตอร์ส ยังมีผลงานดังต่อไปนี้
อัลบั้มที่ผ่านมา Foo Fighters
(1995)
อัลบั้มปัจจุบัน Sonic Highways
(2014)
อัลบั้มต่อไป The Colour and the Shape
(1997)
มีซิงเกิลจาก ฟู ไฟเตอร์สดังต่อไปนี้
รายชื่อซิงเกิล Exhausted
This Is a Call
I'll Stick Around
For All the Cows
Big Me ,Alone + Easy Target

ฟู ไฟเตอร์ส (อังกฤษ : Foo Fighters) สตูดิโออัลบั้มแรกของวงฟู ไฟเตอร์ส, ออกจัดจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 โดยค่ายเพลง Capitol Records Dave Grohl เขียนและบันทึกลงในอัลบั้มของเขาเอง โดยมีมือกีตาร์รับเชิญ Greg Dulli ด้วยความช่วยเหลือของผู้ผลิต Barrett Jones ที่สตูดิโอ Robert Lang Studios ใน ซีแอตเทิล , วอชิงตัน เมื่อปีค.ศ. 1994 Dave Grohl อธิบายว่าแรกเริ่มที่อัดอัลบั้มเขาต้องการทำมันเล่นๆ โดยเขาอธิบายว่ามันเป็นการระบายความรู้สึกที่เขาไม่สามารถเอากลับมาได้ ของเคิร์ต โคเบน

หลังจากเสร็จสิ้นการอัด Dave Grohl เลือกชื่อ ฟู ไฟเดอร์ส เพื่อใช้ในโครงการในการซ่อนตัวของเขา โดยเทปที่เขาประชุมได้ผ่านการประชุม หลังจากนั้้นก็เริ่มดึงดูดความน่าสนใจแก่ค่ายเพลงต่างๆ Dave Grohl เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Capitol และได้รับคัดเลือกให้เป็นวงดนตรีเต็มรูป อัลบั้มได้รับการโปรโมทผ่านทางทัวร์และหกซิงเกิ้ล โดยอัลบั้มนี้ได้รับผลตอบรับในแง่บวกในด้านการทัวร์คอนเสิร์ตและแต่งเพลง , และประสบความสำเร็จในเชิงพานิชย์และกลายเป็นอัลบั้มที่สองที่ขายดีในสหราชอาณาจักรและติดชาร์จอันดับที่เพลงในอังกฤษ , แคนาดา , ออสเตรเลีย , และ นิวซีแลนด์

เบื้องหลังแก้ไข

 
Dave Grohl เขียนและอัดเพลงในวงโดยตัวของเขาเอง.

หลังการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน นักร้องนำวงเนอร์วานา ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1994, Dave Grohl มือกลองวงเนอร์วานาระบุอาจเป็นเพราะภาวะความซึมเศร้า[1], ซึ่งมันยากที่จะฟังเพลงและเล่นดนตรีพร้อมกัน.[2] ซึ่งเขายังลังเลว่าจะทำอะไรต่อไป ซึ่งเขาค่อนข้างครุ่นคิดเกี่ยวกับการลาออกจากศิลปินถึงอย่างไร,ก็ตามมีคำเชิญชวนจากวงต่างๆเข้ามากมายเช่น Danzig และ Tom Petty and The Heartbreakers ในการเข้ามาเป็นมือกลอง, เพราะ มันเป็นการเตือนผมว่าผมยังอยู่คงอยู่ในเนอร์วานา; ทุกครั้งที่ผมนั่งลงบนกลองชุด,ผมก็จะคิดเช่นนี้[3][4]

การทัวร์คอนเสริ์ตของ Dave Grohl เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของเคิร์ต โคเบน แสดงร่วมกับวง The Backbeat Band ในงาน 1994 MTV Movie Awards เมื่อเดินมิถุนายน , เขาถูกรับเชิญโดย Mike Watt เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งกับอัลบั้มของเขา Ball-Hog or Tugboat? หลังจากแสดงคอนเสริ์ตเสร็จแล้ว ,Dave Grohl มีความคิดที่จะตั้งโครงการดนตรีของเขาขึ้นมาเอง[5] ซึ่งการทำงานครั้งนี้จะคล้ายกับ ยาบำบัด ซึ่งเขาก็ออกไไปและอัดเพลงโดยตัวของเขาเอง[4] หลังจากนั้น Dave Grohl ได้ทำการสำรองไว้ประมาณหกวันที่สตูดิโอ Robert Lang Studio ซึ่งบริเวณใกล้กับบ้านของเขา , เมื่อเขาได้อัดเพลง เพลงโปรดของผม ผมเขียนมามันขึ้นเมื่อ 4-5 ปีซึ่งไม่มีใครฟัง [1] ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากผู้ผลิต Barret Jone , เมื่อครั้นที่เขายังส่งเทปดีโมไปให้ , Pocketwatch ปี 1992 [6] ไอเดียนี้ทำให้ Dave Grohl มีกระจิตกระใจและตั้งชื่อที่จะทำให้ผู้คนเชื่อเฉกเช่นอัลบั้ม Klark Kent ของ Stewart Copeland[2]

การอัดเพลงแก้ไข

"อัลบั้มแรกที่พวกเราได้อัดกัน , จริงๆก็ไม่เชิงว่าอัลบั้ม แต่มันคือการทดลองและเพื่อความสนุก , ผมใช้เวลาเปล่าประโยชน์ , บางส่วนของเนื้อเพลงไม่กล่าวเอ่ยถึงความเป็นจริง ."

 —Dave Grohl กล่าวในปีค.ศ. 2011[7]

Dave Grohl และ Barret Jones อัดเพลงในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มในเดือนตุลาคม ปีค.ศ. 1994 , โดย Dave Grohlเล่นเครื่องดนตรีเองทั้งหมด (ไม่ว่าจะเป็นการร้อง กีตาร์ เบส และกลอง) โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Greg Dull จากวง The Afghan Whigs ในการเล่นกีตาร์ให้กับเพลง X-Static ซึ่งเป็นคนที่ติดตามการอัดเพลงของ Dave Grohl ,

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 Moll, James (director) (2011). Back and Forth (documentary). RCA.
  2. 2.0 2.1 "Everyone Has Their Dark Side", Mojo (April 2005)
  3. Murphy, Kevin (July 2005). "Honor Roll". Classic Rock. External link in |title= (help)
  4. 4.0 4.1 My Brilliant Career, Q (November 2007)
  5. From Penniless Drummer To The Bigest (sic) Rock Icon In the World, Kerrang! (November 2009)
  6. Apter, Jeff (2006). The Dave Grohl Story. Music Sales Group. pp. 256–260. ISBN 978-0-85712-021-2.
  7. "I have all these huge fucking riffs, I can scream for three hours... LET'S GO!", Classic Rock, May 2011