ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ฉบับร่าง:คดีความเงินผาติกรรมของวัดบึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร"

===คำพิพากษาศาลอุทธรณ์===
(รอข้อมูล)
คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ยักยอกเงินวัดกว่า 36 ล้าน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รอลงอาญา 2 ปี ให้เหตุผลจำเลยอายุมาก เคยทำประโยชน์เพื่อสังคมไว้มาก จำคุกไปไร้ประโยชน์ ขณะที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเตรียมยื่นฎีกา โจทก์ชี้ไม่ควรบรรเทาโทษ-ทนายจำเลยแย้งไม่มีเจตนากระทำผิด
 
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ วันที่ 14 ธ.ค. ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้รอลงอาญา 2 ปี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระครูพิศาลวิริยคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ลาดพร้าว 101 เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ เบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
 
คำฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. 40 - 19 เม.ย. 43 จำเลยเบียดบังเอาเงินผาติกรรม ที่วัดบึงทองหลาง ผู้เสียหาย ได้รับจากกรมทางหลวงเพื่อเป็นค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของวัด รวม 7 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 36,789,660 บาท โดยโอนเงินจากบัญชีฝากของวัด ไปยังบัญชีของ มูลนิธิพระครูธรรมสาจารย์ (อุปัชฌาย์พัก ธัมม ทัดโต) และมูลนิธิพิศาลวิริยะคุณ ที่จำเลยเป็นประธานอยู่ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ
 
โดยคดีนี้ที่โจทก์ร่วมวัดบึงทองหลาง อุทธรณ์ไว้ไม่ควรมีเหตุให้รอลงอาญา เพราะว่าจำเลยปฏิเสธ และต่อสู้คดีมาตั้งแต่ต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้ผิด...จำคุก 40 ปี แต่เพราะมีเหตุบรรเทาโทษ ลดความผิดเหลือ 20 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลางได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม และตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ส่งเสริมพระพุทธศาสนา พัฒนาวัด รวมทั้งจำเลยได้รู้สึกสำนึกผิด และไม่เคยรับโทษทางคดีอาญามาก่อน และจำเลย ได้คืนเงินที่ยักยอกให้แก่โจทก์รวมทั้งหมด ศาลจึงเห็นว่าจำเลยมีอายุมากถึง 77 ปี การจำคุกคงไม่เป็นประโยชน์ต่อจำเลย จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พระครูพิศาลวิริยคุณ ซึ่งยังคงสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเองพร้อมลูกศิษย์เเละฆราวาสทั้งชาย-หญิงประมาณ 30 คน โดยนายไพฑูรย์ โมกขมรรคกุล ทนายความของพระครูพิศาลวิริยะคุณ กล่าวว่า ตนยืนยันที่จะยื่นฎีกาต่อไป เเละขอยืนกรานว่า เป็นการกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งจำเลยได้คืนเงินทั้งหมดให้กับทางวัดไปตั้งเเต่ปี 42 ก่อนที่จะมีการเเจ้งความดำเนินคดี ซึ่งในชั้นสืบพยานโจทก์นำสืบชัดเจนไม่ได้ว่า จำเลยถอนเงินจากบัญชีเเล้ว นำไปเข้ากระเป๋าใคร หรือนำไปใช้ในกิจการที่ไม่ใช่ กิจการของวัดบึงทองหลาง
 
===คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554<ref> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554 https://deka.supremecourt.or.th/search</ref>===
แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว และในปัจจุบันวัดจัดตั้งขึ้นโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา 37 เฉพาะในการบำรุงวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา" ก็เป็นเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่พระภิกษุบางตำแหน่งเท่านั้น และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และฉบับปัจจุบันบัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยบัญญัติถึงกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นกรณีพิเศษโดยใช้วิธีการไต่สวนเท่านั้น บุคคลอื่นๆ คงใช้กระบวนการสอบสวนตามปกติตาม ป.วิ.อ. ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง
3,382

การแก้ไข