ผลต่างระหว่างรุ่นของ "การปฏิวัติเยอรมัน ค.ศ. 1918–1919"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
รากเหง้าของการปฏิวัติได้ถูกวางเอาไว้ในความปราชัยของจักรวรรดิเยอรมันสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและความตึงเครียดทางสังคมที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน ขั้นแรกของการปฏิวัติได้ถูกจุดชนวนโดยนโยบายของกองบัญชาการระดับสูงแห่งกองทัพบกเยอรมันและขาดการประสานงานกับกองบัญชาการกองทัพเรือ เมื่อเผชิญความพ่ายแพ้ กองบัญชาการกองทัพเรือได้ยืนยันที่จะพยายามเร่งรัดการสู้รบที่สำคัญกับกองทัพราชนาวีแห่งอังกฤษโดยคำสั่งกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1918 ยุทธนาวีไม่เคยเกิดขึ้น แทนที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของกองบัญชาการกองทัพเรือเพื่อเริ่มเตรียมเข้าสู้รบกับอังกฤษ ทหารเรือเยอรมันได้ก่อจลาจลที่ท่าเรือของกองทัพเรือที่ wilhelmshaven เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1918 ตามมาด้วยการก่อกบฏที่คีลในวันแรกของเดือนพฤศจิกายน ความโกลาหลครั้งนี้ได้แพร่กระจายไปถึงจิตวิญญาณของพลเมืองได้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วเยอรมนีและท้ายที่สุดได้นำสู่การประกาศสาธารณรัฐ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 หลังจากนั้นไม่นาน [[จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี|จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2]] ทรงสละราชบัลลังก์ และลี้ภัยออกนอกประเทศ
 
ผู้ก่อการปฏิวัติ, ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอุดมการณ์สังคมนิยม, ไม่ได้รับส่งมอบอำนาจให้กับสภาที่จัดตั้งตามแบบโซเวียต (แบบที่พวกบอลเชวิกทำกันใน[[จักรวรรดิรัสเซีย|รัสเซีย]]) เพราะผู้นำของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยสังคมแห่งเยอรมนี(SPD)ไม่สนับสนุนและได้ขัดขวางการก่อตั้ง พรรค SPD ได้เลือกใช้แทนทางพรรคจึงหันไปจัดตั้งสภาแห่งชาติที่น่าขึ้นแทนเพื่อให้จะเป็นพื้นฐานของรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาเดี่ยวของรัฐบาล<ref>Ralf Hoffrogge, Working-Class Politics in the German Revolution. Richard Müller, the Revolutionary Shop Stewards and the Origins of the Council Movement, Brill Publications 2014, {{ISBN|978-90-04-21921-2}}, pp. 93–100.</ref> ด้วยความหวาดกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบในเยอรมนีระหว่างผู้ต่อสู้รบที่มาจากคนงานฝ่ายแรงงานหัวรุนแรงและนักอนุรักษนิยมขวาจัด พรรค SPD จึงไม่ได้วางแผนที่จะดึงชนชั้นสูงของเยอรมันอย่างสมบูรณ์ถึงถอดอำนาจและสิทธิพิเศษของพวกเขาชนชั้นสูงของเยอรมันเสียทั้งหมด มันได้แต่พยายามรวมตัวคิดหาวิธีที่จะผนวกคนชั้นสูงพวกนี้เข้ากับระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยสังคมใหม่ ในความพยายามนี้ พรรค SPD ฝ่ายซ้ายมีความต้องการที่จะเป็นพันธมิตรกับกองบัญชาการทหารสูงสุดเยอรมัน ครั้งนี้ได้อนุญาตให้กองทัพและ[[ไฟรคอร์]] (ทหารอาสาสมัครฝ่ายชาตินิยม) เพื่อเข้าปราบปรามการก่อการกำเริบสปาตาคิสท์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 4-15 มกราคม ค.ศ. 1919 โดยใช้กำลัง พันธมิตรเดียวกันของกองกำลังทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จในการปราบปรามการก่อการของพวกฝ่ายซ้ายในส่วนอื่นๆของเยอรมนี ด้วยผลทำให้ประเทศนั้นได้สงบลงอย่างสมบูรณ์ เมื่อปลายปี ค.ศ. 1919
 
การเลือกตั้งสำหรับสภาแห่งชาติไวมาร์ใหม่ถูกก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1919 การปฏิวัติได้สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1919 เมื่อรัฐธรรมนูญไวมาร์ถูกประกาศใช้
ผู้ใช้นิรนาม