ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ทวารวดี"

เพิ่มขึ้น 5 ไบต์ ,  2 ปีที่แล้ว
ตามสากล
(ตามสากล)
'''ทวารวดี''' เป็นคำ[[ภาษาสันสกฤต]] เกิดขึ้นครั้งแรกในปี [[พ.ศ. 1427]] โดยนายแซมมวล บีล ({{lang-en|Samuel Beel}}) ได้แปลงมาจากคำว่า ''โถโลโปตี้'' ({{lang-en|Tolopoti}}) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของ[[ภิกษุ]]จีนจิ้นฮง ({{lang-en|Hiuantsang}}) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า ''โถโลโปตี'' เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่าง[[อาณาจักรศรีเกษตร]] และ[[อาณาจักรอิศานปุระ]] และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดน[[ประเทศไทย]](สยาม)ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ ({{lang-en|Tchouanlopoti}}) หรือ เชอโฮโปติ ({{lang-en|Chohopoti}}) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย
 
ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน ({{lang-en|Edourd Chavannes}}) และ นายตากากุสุ ({{lang-en|Takakusu}}) ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิงในปี [[พ.ศ. 2439]] และ นายโปล เปลลิโอต์ ({{lang-en|Paul Pelliot}}) ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็น[[ชาวมอญ]]ในปี พ.ศ. 2447 เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ ที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอมขอม–เขมรหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัย[[ราชวงศ์คุปตะ]] - หลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 9-13 ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์ ({{lang-en|Lunet de Lajonguiere}}) เรียกว่า กลุ่มอิทธิพล[[อินเดีย]]แต่ไม่ใช่[[ขอม]]ขอม–เขมร จึงถูกนำมาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (พ.ศ. 2468) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2469) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่าทวารวดี โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรและอายุตามบันทึกของจีน กับอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16
 
อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน 2 เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 จาก[[จังหวัดนครปฐม|เมืองนครปฐมโบราณ]] มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่าเป็นอำเภออู่ทอง หรืออาจเป็น[[จังหวัดลพบุรี]] ที่น่าจะเป็นเมืองหลวงมากกว่ากัน ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก 2 เหรียญ ที่[[อำเภออู่ทอง]] [[จังหวัดสุพรรณบุรี]] และที่[[อำเภออินทร์บุรี]] [[จังหวัดสิงห์บุรี]] ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป
ชาวทวารวดีได้มีการพัฒนาการทางเทคโนโลยีอันก้าวหน้าจากการจัดระบบชลประทานทั้งภายในและภายนอกเมือง มีการขุดคลอง สระน้ำ การทำคันบังคับน้ำหรือทำนบ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถ่ายทอดสู่ชนรุ่นหลังใน[[ละโว้|สมัยลพบุรี]] และสมัย[[อาณาจักรสุโขทัย]] ด้านการคมนาคม คนในสมัยทวารวดีมีการสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก นอกเหนือจากการติดต่อกับชาวเรือที่เดินทางค้าขายแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของคันดินซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นถนนเชื่อมระหว่างเมือง นอกจากนี้หลักฐานทางโบราณคดีที่พบไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยหรือประติมากรรมล้วนแล้วแต่แสดงความเจริญก้าวหน้าทาง[[เทคโนโลยี]] และ[[ศิลปกรรม]] เช่น เทคนิคตัด[[ศิลาแลง]] [[การสกัดหิน]] การทำ[[ประติมากรรม]] การหล่อ[[สำริด]] การหลอม[[แก้ว]]
 
วัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมแบบขอมหรือ[[เขมรโบราณ]]จาก[[ประเทศกัมพูชา]] ที่มีคติความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมที่แตกต่างออกไปเข้ามาแทนที่
 
แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทวารวดียังต้องการคำตอบอีกมากไม่ว่าปัญหาเรื่องของอาณาจักรหรือเมืองอิสระ ปัญหาเมืองศูนย์กลาง ปัญหาอาณาเขต หรือแม้แต่ชื่อ '''ทวารวดี''' จะเป็นชื่ออาณาจักร หรือชื่อกษัตริย์ หรือชื่อราชวงศ์หนึ่ง หรืออาจเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มเมืองเจ้าของวัฒนธรรมแบบเดียวกันเฉกเช่นกลุ่มศรีวิชัยทางภาคใต้ ก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องขบคิดและหาหลักฐานมาพิสูจน์กันต่อไป
ผู้ใช้นิรนาม