ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สนธิสัญญาชิโมโนเซกิ"

เนื้อหาที่ลบ เนื้อหาที่เพิ่ม
Shoshui (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
Shoshui (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
บรรทัด 17:
หลังจากที่จีนลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ บรรดาขุนนางจีนต่างถวายฎีกากันอย่างมากมาย ร้องขอให้ยกเลิกสัญญาแล้วทำสงครามกับญี่ปุ่นเพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของโอรสแห่งสวรรค์ [[จักรพรรดิกวังซฺวี่]]ทรงมีความโทมนัสยิ่งนัก ได้ระบายความอัดอั้นของพระองค์ไว้ว่า ''"ยามดึกก็กังวล ยามว่าราชการก็ร้องไห้...สภาพเช่นนี้ช่างน่าละอาย ฎีกาทั้งหลายยังอ่านไม่หมด ขอทุกคนให้อภัยด้วย"''<ref name = "wanglong">หวังหลง (2559) ''ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา''. สำนักพิมพ์มติชน. ISBN 9789740214564</ref>
==การลงนาม==
วันที่ 14 มีนคมมีนาคม ค.ศ. 1895 [[ราชวงศ์ชิง|ราชสำนักชิง]]ได้ส่งคณะผู้แทนการลงนามสนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิโดยมี [[หลี่ หงจาง]] ผู้แทนสูงสุด นำคณะซึ่งประกอบไปด้วย หลี่ จิงฟาง ลูกชายของเขา อู่ถิงฟาง อุปทูตระดับสูง และเคอซื่อต๋าที่ปรึกษา โดยสารเรือกลไฟเยอรมันสองลำไปเจรจาสงบศึกกับฝ่ายญี่ปุ่นที่เมือง[[ชิโมะโนะเซะกิ]] (ปัจจุบันคือเมืองชิโมะโนะเซะกิ [[จังหวัดยะมะงุจิ]]) วันที่ 19 มีนาคม หลี่ หงจางและคณะเดินทางมาถึงเมืองชิโมะโนะเซะกิ พวกเขาพักใน[[วัดอินโจจิ]]ซึ่งอยู่ใกล้กับอาคารชุมปันโร พอถึงเวลาบ่ายสองโมงครึ่งของวันรุ่งขึ้น หลี่หงจางและคณะก็เดินก้าวเข้าสู่อาคารปันโรด้วยฝีเท้าหนักแน่น
 
ณ ชั้นบนของอาคารชุมปันโร มีเก้าอี้สิบกว่าตัวจัดวางรอบโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดค่อนข้างใหญ่ตัวหนึ่ง ฝ่ายญี่ปุ่นได้จงใจจัดวางกระโถนให้หลี่ หงจาง ผู้มีอายุเกินเจ็ดสิบปีเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม ในระหว่างการเจรจาครั้งแรก [[อิโต ฮิโระบุมิ]] ผู้แทนเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น เสนอเงื่อนไขอันแสนโหดร้ายในการยุติสงครามแก่หลี่ หงจาง และแถลงว่า หากจีนไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ญี่ปุ่นก็จะส่งทหารไปเพิ่มและทำสงครามอีกครั้ง แต่หลี่ หงจางกลับคาดหวังให้ญี่ปุ่นหยุดรบก่อน เขาวิงวอนให้ญี่ปุ่นลดเงื่อนไขที่ขูดรีดกับจีนลงบ้าง ผู้แทนของทั้งสองประเทศปะทะคารมกันอย่างดุเดือดต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันจนการเจรจาชะงักงันลง สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยจนถึงวันที่ 24 มกราคมมีนาคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน
 
ณ ชั้นบนของอาคารชุมปันโร มีเก้าอี้สิบกว่าตัวจัดวางรอบโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดค่อนข้างใหญ่ตัวหนึ่ง ฝ่ายญี่ปุ่นได้จงใจจัดวางกระโถนให้หลี่ หงจาง ผู้มีอายุเกินเจ็ดสิบปีเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม ในระหว่างการเจรจาครั้งแรก [[อิโต ฮิโระบุมิ]] ผู้แทนเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น เสนอเงื่อนไขอันแสนโหดร้ายในการยุติสงครามแก่หลี่ หงจาง และแถลงว่า หากจีนไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ญี่ปุ่นก็จะส่งทหารไปเพิ่มและทำสงครามอีกครั้ง แต่หลี่ หงจางกลับคาดหวังให้ญี่ปุ่นหยุดรบก่อน เขาวิงวอนให้ญี่ปุ่นลดเงื่อนไขที่ขูดรีดกับจีนลงบ้าง ผู้แทนของทั้งสองประเทศปะทะคารมกันอย่างดุเดือดต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันจนการเจรจาชะงักงันลง สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยจนถึงวันที่ 24 มกราคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน
==หลี่หงจางถูกลอบทำร้ายขณะลงนาม==
ในเวลานี้เอง มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นกะทันหันทำให้การเจรจาเปลี่ยนวิถีไป หลังจากที่การเจรจาในวันนั้นเสร็จสิ้นลง หลี่ หงจางดูกลัดกลุ้มอ่อนเพลียและมีเรื่องหนักใจเต็มไปหมด เขาก้าวออกจากอาคารชุมปันโรแล้วนั่งเกี้ยวกลับไปที่วัดอินโจจิ ในขณะที้เกี้ยวของหลี่ หงจางใกล้ถึงที่พักทันใดนั้นก็มีชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งถือปืนพกหนึ่งกระบอกในมือพุ่งตัวออกมาจากฝูงชน เขาเล็งปืนไปที่หลี่ หงจางแล้วก็ยิงเข้าใส่โดยไม่รอให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้ติดตามหลี่ หงจางได้ทันตั้งตัว กระสุนปืนยิงถูกแก้มซ้ายของหลี่ หงจางจนเลือดไหลอาบหน้า เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้ติดตามจึงรีบหามหลี่ หงจางกลับเข้าที่พักในวัดอินโจจิ แพทย์รีบตรวจอาการบาดเจ็บของเขาอย่างละเอียดทันทีและพบว่ากระสุนยิงโดนกระดูกโหนกแก้มด้านซ้าย ตำแหน่งบาดแผลอยู่ใต้ตาซ้ายประมาณหนึ่งนิ้ว กระสุนยังคงค้างอยู่ในเนื้อแต่ไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา หลี่ หงจาง หลังได้ถูกลอบทำร้ายมีท่าทีสงบนิ่ง เขาได้กล่าวกำชับผู้ติดตามให้เก็บเสื้อเปื้อนเลือดที่เขาถอดไว้ อย่าซักรอยเลือดออก หลี่ หงจางได้ชี้นิ้วไปที่เสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นแล้วกล่าวอย่างองอาจว่า ''"เลือดนี้แหละที่จะตอบแทนคุณประเทศชาติ และจงจำบทเรียนอันอัปยศครั้งนี้เอาไว้ให้ดี"''