ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ไมเคิล แจ็กสัน"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
เขาเป็นลูกคนที่ 8 ของครอบครัวแจ็กสัน ปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 5 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวง[[เดอะแจ็กสันไฟฟ์]]ในปี 1964 เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขากลายเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเพลงป็อป และถือเป็นศิลปินชาว[[แอฟริกัน-อเมริกัน]]คนแรกที่มีผลงานออกอากาศผ่านทางช่องเอ็มทีวี [[มิวสิกวิดีโอ]]ของเขา ประกอบด้วยเพลง "[[Beat It]]", "[[Billie Jean]]" และ "[[ทริลเลอร์ (เพลง)|Thriller]]" ได้รับการยกย่องสำหรับการทำลายอุปสรรคทางเชื้อชาติ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของงานศิลปะ ความนิยมของมิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่อง[[เอ็มทีวี]]ที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียง อัลบั้ม ''[[Bad (album)|Bad]]'' ของเขาในปี 1987 นับเป็นอัลบั้มเพลงแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเพลงอันดับ 1 ถึง 5 เพลงบนบิลบอร์ดฮ็อต 100 จากอัลบั้มเดียว มิวสิกวิดีโอในรูปแบบใหม่อย่างเพลง "[[Black or White]]" และ "[[สกรีม/ไชลด์ฮูด|Scream]]" ก็ยังออกอากาศบ่อยทางช่องเอ็มทีวี เขายังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ตลอดคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วยชื่อเสียงที่เลื่องลือในฐานะศิลปินเดี่ยวกับลีลาบนเวทีและการแสดง แจ็กสันสร้างความโด่งดังให้กับเทคนิคการเต้นที่ซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลายๆท่า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่หลายอย่างมาก อย่างเช่นท่าเต้นหุ่นยนต์และท่าเต้น[[มูนวอล์ก]] เอกลักษณ์ทางด้านดนตรีและเสียงร้องอันโดดเด่นของเขายังมีอิทธิพลต่อศิลปินหลายแนวเพลง อิทธิพลของเขาได้แพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่นทั่วโลก
 
''[[ทริลเลอร์ (อัลบั้ม)|Thriller]]'' ถือเป็นอัลบั้มเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล<ref>http://www.billboard.com/articles/columns/pop/6812781/michael-jackson-thriller-30x-multi-platinum-album</ref>สี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือของเขา ก็ยังติดอันดับอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในโลก ประกอบด้วยชุด ''[[Off the Wall (album)|Off the Wall]]'' (1979), ''[[Bad (album)|Bad]]'' (1987), ''[[Dangerous (album)|Dangerous]]'' (1991) และ ''[[HIStory: Past, Present and Future, Book I|HIStory]]'' (1995)<ref>http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5648176/Michael-Jacksons-best-selling-studio-albums.html</ref> แจ็กสันเดินทางไปทั่วโลกเพื่อร่วมกิจกรรมด้านมนุษยธรรม เขาหาเงินนับร้อยล้านดอลลาร์เพื่อมูลนิธิการกุศลของเขา มี[[ซิงเกิล]]และผลกำไรจากทัวร์คอนเสิร์ตที่เขาสนับสนุนให้กับองค์กรมากกว่า 39 แห่ง [[กินเนสบุ๊ค|บันทึกสถิติโลกกินเนสส์]]ได้ระบุว่าเขาเป็นบุคคลบันเทิงที่มีส่วนร่วมในการกุศลมากยิ่งกว่าดาราหรือศิลปินคนใดๆ<ref>http://ireport.cnn.com/docs/DOC-288836</ref> ชีวิตส่วนตัวของเขามักปรากฏตัวโดยการปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและพฤติกรรมให้คนอื่นจำไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของเขาด้วยเช่นกัน เขายังถูกข้อกล่าวหาลวนลามทางเพศเด็กในปี 1993 แต่ก็ปิดลงโดยเขาไม่มีความผิดเนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ แจ็กสันมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 และยังมีข้อมูลรายงานขัดแย้งในเรื่องฐานะการเงินของเขาตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 แจ็กสันแต่งงานมาแล้วสองครั้ง มีลูกสามคน ต่อมาในปี 2005 เขามีข้อพิพาทอีกครั้งเรื่องล่วงละเมิดทางเพศและอีกหลายคดี แต่เขาก็ไม่มีความผิด (ซึ่งในภายหลังคู่กรณีหลายรายได้ออกมายอมรับว่า แจ็กสัน ไม่ได้กระทำ และที่กล่าวหา เพราะเป็นเด็ก และถูกผู้ปกครองบังคับ โดยหวังที่จะได้รับเงินค่าเสียหาย)
 
เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน[[ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม]]ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับบันทึกสถิติหลายครั้ง กินเนสส์บุ้คเวิลด์เรคคอร์ดจารึกชื่อเขาเป็น "ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล"<ref>http://www.mtv.com/news/1614815/michael-jacksons-groundbreaking-career-by-the-numbers/</ref> เขาเป็นนักร้องคนเดียวจากโลกดนตรีป็อปและร็อกแอนด์โรลที่มีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศแดนซ์ฮอลออฟเฟม และยังเป็นศิลปินเพียงคนเดียวที่มีเพลงฮิตติดท็อป 10 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100 ทุก 10 ปี ติดต่อกันนานกว่าครึ่งศตวรรษ<ref>http://www.billboard.com/articles/news/6092276/michael-jackson-coldplay-hot-100-top-10-john-legend-no-1</ref><ref>http://www.newstimes.com/local/article/Photos-Michael-Jackson-induction-ceremony-617034.php</ref> แจ็กสันชนะรางวัลจากเวทีต่างๆ นับร้อยกว่ารางวัล ทำให้เขาเป็นศิลปินที่คว้ารางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป็อป<ref>http://www.miamiherald.com/latest-news/article1928146.html</ref>ความสำเร็จอื่นๆ ของเขาได้แก่ สถิติในกินเนสบุ้คเวิลด์เรคคอร์ดหลายครั้ง 13 [[รางวัลแกรมมี่]] รางวัลพิเศษ Grammy Legend Award , Grammy Lifetime Achievement Award 26 [[อเมริกันมิวสิกอวอร์ดส]] มากกว่าศิลปินคนใดๆ รวมไปถึงรางวัลพิเศษ "ศิลปินแห่งศตวรรษ" และ "ศิลปินแห่งทวรรษ"<ref>http://www.billboard.com/articles/news/77246/jackson-to-accept-ama-artist-of-the-century-honor</ref> 13 ซิงเกิลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว มากกว่าที่ศิลปินชายคนใดจะทำได้ และมียอดขายรวมกว่า 400 ล้านชุดทั่วโลก<ref>{{Cite news|last=Eisinger|first=Amy|title=Britney Spears isn't the only pop star primed for a comeback: Get ready for Michael Jackson|newspaper=[[Daily News (New York)|Daily News]]|url=http://www.nydailynews.com/entertainment/music/2009/03/04/2009-03-04_britney_spears_isnt_the_only_pop_primed_.html|date=2009-03-04|accessdate=2009-06-26}}</ref> ไมเคิล แจ็กสัน [[การเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสัน|เสียชีวิต]]เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 อายุได้ 50 ปี ในขณะที่เตรียมความพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตคัมแบ็ก ''[[ดิสอีสอิต (คอนเสิร์ต)|ดิส อีส อิท]]'' การเสียชีวิตของเขาสร้างความเศร้าโศกไปทั่วทุกมุมโลก การรายงานข่าวสารทางสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ต่างพุ่งขึ้นสูงที่สุดในรอบทศวรรษ งานพิธีไว้อาลัยได้รับการออกอากาศถ่ายทอดสดไปทั่วโลก<ref>http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5771156/Michael-Jackson-memorial-service-the-biggest-celebrity-send-off-of-all-time.html</ref><ref>http://www.languagemonitor.com/global-english/michael-jackson-funeral-tops-john-paul-ii-as-no-1-media-funeral/</ref><ref>Matthew Moore (2009-06-26) [http://www.telegraph.co.uk/culture/music/michael-jackson/5643916/Michael-Jackson-King-of-Pop-dies-of-cardiac-arrest-in-Los-Angeles.html Michael Jackson, King of Pop, dies of cardiac arrest in Los Angeles] Telegraph. Retrieved on 2009-06-27.</ref> ต่อมาในปี 2010 บริษัท[[โซนี่มิวสิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์]] ตกลงนามทำสัญญากับกองทุนจัดการมรดก เพื่อจัดจำหน่ายผลงานของเขา รวมถึงเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ไปจนถึงปี 2017 ด้วยมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงสุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมดนตรี<ref>http://www.rollingstone.com/music/news/michael-jackson-estate-sony-strike-massive-250-million-deal-to-release-king-of-pops-music-20100316</ref>นิตยสารธุรกิจและการเงิน ''[[ฟอบส์]]'' จัดให้เขาเป็นบุคคลมีชื่อเสียงที่ทำรายได้สูงสุดอันดับ 1 หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ด้วยรายได้ 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2016 เพียงปีเดียว สูงที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้โดยสิ่งพิมพ์<ref>http://www.forbes.com/dead-celebrities/</ref>
 
== ประวัติ ==
แจ็กสันแสดงพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก ด้วยการแสดงต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นในระหว่างการเล่นดนตรี[[วันคริสต์มาส]]เมื่ออายุได้ 5 ขวบ<ref name = "Nelson George overview 20"/> ในปี 1964 แจ็กสันและมาร์ลอนเข้าร่วมวง "แจ็กสันบราเทอร์ส"— วงที่ก่อตั้งโดยพี่ชายเขา แจ็กกี ติโต และเจอร์เมน — โดยแสดงเป็นนักดนตรีสมทบที่เล่นคองกาและ[[แทมบูรีน]] ต่อมาแจ็กสันก็เริ่มเป็นนักร้องประสานและนักเต้น เมื่ออายุ 8 ปี เขาและเจอร์เมนเป็นนักร้องนำ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น[[เดอะแจ็กสันไฟฟ์]]<ref name = "Nelson George overview 20"/> วงออกทัวร์ในมิดเวสต์ตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1968 แสดงในคลับคนผิวดำและตามงานต่าง ๆ เป็นวงสตริงที่เรียกว่า "ชิตลินเซอร์คิต" ที่พวกเขามักจะเล่นเป็นวงเปิดให้กับการเต้นระบำเปลื้องผ้าและการโชว์สำหรับผู้ใหญ่อื่น ๆ ในปี 1966 พวกเขาชนะรายการท้องถิ่นงานใหญ่ ที่พวกเขาแสดงความสามารถโดยการแสดงเลียนแบบศิลปิน[[โมทาวน์]] เพลงดัง ๆ และเพลง "I Got You (I Feel Good)" ของ[[เจมส์ บราวน์]] นำแสดงโดยไมเคิล แจ็กสัน<ref name=RRHF>{{cite web |url=http://www.rockhall.com/inductee/the-jackson-five |title=The Jackson Five |accessdate=May 29, 2007 |publisher=[[Rock and Roll Hall of Fame]]}}</ref>
 
''[[นิตยสารโรลลิงสโตน]]'' ได้อธิบายถึงแจ็กสันตอนเด็กไว้ว่าเป็นเด็ก "อัจฉริยะ" พร้อมด้วย "พรสวรรค์ทางด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม" และยังพูดว่าแจ็กสัน "เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วที่เป็นตัวหลักในฐานะนักร้องนำ" หลังจากที่เขาเริ่มเต้นและร้องเพลงกับพี่ ๆ ของเขา<ref name="rollingstone">[http://www.rollingstone.com/artists/michaeljackson/biography Michael Jackson: Biography], [[Rolling Stone]], accessed February 14, 2008.</ref> เดอะแจ็กสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" (ปี 1967) ซิงเกิลแรกของพวกเขาภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1969 โดยในปีเดียวกัน พวกเขาย้ายออกจากแกรี่ไปยังลอสแอนเจลิส สถานที่พวกเขาบันทึกเพลงสำหรับโมทาวน์ต่อไป <ref name = "Nelson George overview 20"/> วงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยการมี 4 ซิงเกิลแรก ("[[I Want You Back]]", "[[เอบีซี (เพลง)|ABC]]", "[[The Love You Save]]" และ "[[I'll Be There]]") ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บน[[บิลบอร์ดฮ็อต 100]]<ref name = "Nelson George overview 20"/>ในช่วงเวลานี้ ไมเคิลได้พัฒนาบทบาทจากนักแสดงเด็กไปยังทีนไอดอล ขณะที่เขาเริ่มปรากฏตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 โดยที่ยังคงผูกพันกับเดอะแจ็กสันไฟว์ เขามีผลงานเดี่ยวทั้งหมด 4 ชุดกับสังกัดโมทาวน์ อัลบั้มชุด ''[[Got to Be There]]'' และ ''[[เบน (อัลบั้ม)|Ben]]'' ที่มีเพลงดังอย่าง "Got to Be There" "[[เบ็น (เพลง)|Ben]]" ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน เป็นซิงเกิลแรกที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงของ[[นิตยสารบิลบอร์ด]] <ref>{{cite book |last=Cadman |first=Chris |authorlink= |coauthors= |title=[[Michael Jackson]]: For the Record |year=2007 |publisher=Authors OnLine |location= |id=ISBN 978-0-7552-0267-6 }}</ref> และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม [[รางวัลลูกโลกทองคำ]] และ[[รางวัลออสการ์]] และเพลงเก่าของบ็อบบี เดย์ นำมาทำใหม่ที่ชื่อ "Rockin' Robin"
 
เดอะแจ็กสันไฟฟ์ ได้รับการอธิบายว่าเป็น "แบบฉบับที่ทันสมัยของศิลปินผิวสี" แม้ว่ายอดขายอัลบั้มของวงเริ่มลดลงในปี 1973 และสมาชิกในวงก็มีปัญหากับโมทาวน์ เพราะถูกจำกัดภายใต้ข้อห้ามที่ควบคุมความคิดสร้างสรรค์<ref name = "Nelson George overview 22">George, p. 22</ref> พวกเขามีเพลงในท็อป 40 อยู่หลายเพลง รวมถึงเพลง[[ดิสโก้]]ที่ติดท็อป 5 อย่าง "Dancing Machine" และเพลงดังติดท็อป 20 "I Am Love" ก่อนที่จะออกจากโมทาวน์ในปี 1975<ref name = "Nelson George overview 22"/>
จุดเด่นของเขาคือ "เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ท่าเต้นที่เคลื่อนไหวสะดุดตา ผู้มีความสามารถทางด้านดนตรีอย่างเหลือเชื่อและมีพลังแห่งความเป็นดาราอย่างที่สุด"<ref name=allmusic /> ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 ''[[นิตยสารไทม์]]'' กล่าวถึงเขาว่า "ไมเคิล แจ็กสันคือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่[[เดอะบีทเทิลส์]] เขาเป็นปรากฏการณ์เดี่ยวที่ร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่[[เอลวิส เพรสลีย์]] เขาอาจจะเป็นนักร้องผิวสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา"<ref name=TIME/> ในปี 1990 ''แวนิตีแฟร์'' พูดถึงแจ็กสันว่า เป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดง<ref name = "Nelson George overview 43-44"/> นักเขียน''เดลีเทเลกราฟ'' ที่ชื่อทอม อัตลีย์ เรียกเขาว่า "บุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของ[[วัฒนธรรมสมัยนิยม]]" และ "อัจฉริยะ" <ref name=telegraph>{{cite news|url=http://www.telegraph.co.uk/opinion/main.jhtml?xml=/opinion/2003/02/08/do0801.xml&sSheet=/opinion/2003/02/08/ixopinion.html |author=[[Tom Utley|Utley, Tom]] |title=Of course Jackson's odd&nbsp;— but his genius is what matters |publisher=The Daily Telegraph |date=March 8, 2003 |accessdate=July 23, 2008}}</ref>ในปลายปี 2007 แจ็กสันพูดถึงผลงานต่อมาของเขาและอิทธิพลในอนาคตว่า "''ดนตรีคือการปลดปล่อย เป็นของขวัญของผมที่จะมอบให้กับคนรักทั่วโลก ผ่านดนตรีของผม ผมรู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป''"<ref>{{cite news |first=Bryan |last=Monroe |title=Michael Jackson in His Own Words |format=Print/Magazine |publisher=[[Ebony]] |date=December 2007}}</ref>
 
แดเนเยล สมิธ หัวหน้าบรรณาธิการนิตยสารอเมริกัน ''Vibe'' และนักข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ เรียกแจ็กสันว่าเป็น "ดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"<ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/26/smith.jackson.appreciation/</ref>หัวหน้ากองบรรณาธิการกินเนสส์บุ๊ค เคร็ก เกล็นเดย์ กล่าวถึงเขาว่าเป็น "บุคคลที่โด่งดังที่สุดบนโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นไม่ใช่แค่ชื่อเสียง มันคือดนตรีของเขา"<ref>http://www.gigiiam.com/michael-jackson-diamond-award-2006.htm</ref> ''บัลติมอร์ซัน'' เขียนบทความ "7 วิธีที่ ไมเคิล แจ็กสันเปลี่ยนโลก" จิลล์ โรเซ็น ตั้งข้อสังเกตว่า "เราจะจดจำเขาได้ หากเขาเป็นเพียงแค่นักแต่งเพลง เป็นแค่นักเต้นรำหรือแค่ผู้สนับสนุนแฟชั่น แต่ไมเคิล แจ็กสัน มีความโดดเด่นเหนือศิลปะเหล่านั้น และอื่นๆอีกมากมาย" มรดกของเขามีความยั่งยืนและแพร่กระจายอย่างหลากหลาย ทั้งอิทธิพลต่อเสียงร้อง การเต้นรำ แฟชั่น การทำวิดีโอ แรงบันดาลใจ การเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และทลายความแตกต่างทางชาติพันธุ์<ref>http://articles.baltimoresun.com/2009-06-28/news/0906260178_1_michael-jackson-jackson-changed-jackson-five</ref> ตลอดระยะเวลานานหลายทศวรรษ แจ็กสันเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอยู่เสมอ เขามียอดขายนับล้านและข่าวลื่อเกี่ยวกับเขานับล้านเช่นเดียวกัน ขณะที่สำนักข่าว''[[ซีเอ็นเอ็น]]''กล่าวว่า "ถ้าจะมีใครบนโลก เป็นที่ยอมรับมากไปกว่าเขา บางทีอาจจะไม่มีอีกแล้ว เขาเป็นบุคคลที่โลกไม่อาจละสายตาได้"<ref>http://edition.cnn.com/2009/SHOWBIZ/Music/06/25/michael.jackson.world/</ref>
 
ตลอดอาชีพของเขา เขามีรายได้จากผลงานเดี่ยวและมิวสิกวิดีโอ รวมถึงงานคอนเสิร์ตไปจนถึงผลงานโฆษณาตกอยู่ราว 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมกับรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนใน Sony/ATV Music Publishing ที่เขาถือลิขสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะประมาณรายได้แท้จริงของเขา นักวิเคราะห์บางคนวิเคราะห์ว่าผลงานแคตตาล็อกเพลงที่เขาถืออาจมีค่าอย่างน้อยราวพันล้านดอลลาร์สหรัฐ<ref name="usatoday finances"/><ref>{{cite news | url = http://www.foxnews.com/story/0,2933,155356,00.html | title = Witness: Jacko Lived Way Above Means | publisher = Fox News Channel| date = (May 3, 2005) | accessdate = May 30, 2007}}</ref> ในฐานะบุคคลที่โด่งดังที่สุดในโลกกับชีวิตส่วนตัวที่ถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับความสำเร็จในอาชีพ ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรรมร่วมสมัยตลอด 4 ทศวรรษ<ref name="KOP achievements"/><ref name="BBC Tom sneddon">{{cite news |url=http://news.bbc.co.uk/1/hi/entertainment/music/4216779.stm |title=Tom Sneddon: Dogged prosecutor |publisher=BBC |date=(January 31, 2005) |accessdate=August 14, 2008}}</ref>
24

การแก้ไข