เปิดเมนูหลัก

ทุ่งสังหาร (ภาพยนตร์)

(เปลี่ยนทางจาก The Killing Fields (film))

ทุ่งสังหาร (อังกฤษ: The Killing Fields) เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งกล่าวถึงประเทศกัมพูชาในยุคการปกครองของเขมรแดง โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากประสบการณ์จริงของนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่เข้าไปทำข่าวในกัมพูชาขณะนั้น 3 คน ได้แก่ ซิดนีย์ ชานเบิร์ก นักข่าวชาวอเมริกัน ดิธ ปราน ล่ามและนักข่าวชาวเขมร และจอน สเวน นักข่าวชาวอังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ 57 เป็นผลงานการกำกับของโรแลนด์ จอฟเฟ นำแสดงโดยแซม วอเตอร์สตัน, ดร. เฮียง เอส. งอร์, จูเลียน แซนด์, และ จอห์น มัลโควิช ภาพยนตร์เรื่องนี้มีหลายฉากที่ถ่ายทำอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะวัฒนธรรมและภูมิประเทศใกล้เคียงกับประเทศกัมพูชามากที่สุด เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น แม้จะสิ้นสุดยุคของเขมรแดงแล้ว แต่ประเทศกัมพูชาก็ยังคงเกิดสงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่อง การเข้าไปใช้สถานที่จริงถ่ายทำจึงไม่ปลอดภัย

The Killing Fields
ทุ่งสังหาร
ใบปิดภาพยนตร์ (ภาษาอังกฤษ)
กำกับโรแลนด์ จอฟเฟ
อำนวยการสร้างเดวิด พัตต์นัม
เขียนบรูซ โรบินสัน
นำแสดงแซม วอเตอร์สตัน, จอห์น มัลโควิช, เฮียง เอส. งอร์
ดนตรีประกอบไมค์ โอลด์ฟิลด์
กำกับภาพคริส เมนเกส
ตัดต่อจิม คลาร์ก
จำหน่าย/เผยแพร่วอร์เนอร์บราเธอร์ส
ฉาย2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 (สหรัฐอเมริกา)
ความยาว141 นาที
ประเทศสหราชอาณาจักร
ภาษาภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเขมร
ข้อมูลจาก All Movie Guide
ข้อมูลจาก IMDb
สำหรับความหมายหลัก ดูที่ ทุ่งสังหาร

ชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์ชุดนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ครั้งแรกใช้ชื่อว่า "สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน" ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น "แผ่นดินของใคร" ​และ "ทุ่งสังหาร" ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เหตุที่มีหลายชื่อก็เนื่องจากว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเปลี่ยนผู้ถือครองลิขสิทธิ์ในประเทศไทยหลายครั้ง[1]

เนื้อเรื่องแก้ไข

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2516 สาธารณรัฐเขมรทำสงครามกลางเมืองต่อต้านกลุ่มเขมรแดง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแทรกซึมตามเส้นทางโฮจิมินห์ของเวียดกงในสงครามเวียดนาม โดยมีสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ดิธ ปราน ล่ามและนักข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ชาวเขมร เดินทางมารอรับซิดนีย์ ชานเบิร์ก นักข่าวชาวอเมริกันจากหนังสือพิมพ์เดียวกัน ที่สนามบินโปเชนตงในกรุงพนมเปญ แต่ด้วยเที่ยวบินที่ล่าช้าไป 3 ชั่วโมงและเกิดเหตุด่วนขึ้น ปรานจึงรีบออกไปหาข่าวและไม่ได้อยู่รอรับชานเบิร์ก หลังจากนั้นเมื่อชานเบิร์กเข้าพักที่โรงแรมแล้ว ปรานจึงเข้ามาบอกข่าวกับชานเบิร์กว่า เครื่องบินบี-52 ของอเมริกาทิ้งระเบิดลงที่เมืองเนียะเลือง (อยู่ในเขตอำเภอเพียมรอก์ จังหวัดไพรแวง) ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นฐานที่มั่นของเขมรแดง ทั้งสองจึงหาทางไปทำข่าวในสถานที่เกิดเหตุ โดยลักลอบเดินทางไปด้วยเรือของตำรวจน้ำ ณ ที่นั้น ทั้งสองได้พบกับสภาพเมืองที่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง และมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อทั้งสองจะถ่ายภาพไปลงประกอบข่าว ทหารของรัฐบาลจึงขัดขวางไม่ให้พวกเขาถ่ายรูปและจับกุมตัวไปสอบสวน และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาไม่นานเมื่อกองทัพสหรัฐฯ นำเฮลิคอปเตอร์พานักข่าวมาทำข่าวตามที่ฝ่ายรัฐบาลและอเมริกาได้จัดฉากไว้เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่เนียะเลือง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ชานเบิร์กรู้สึกหัวเสียอย่างยิ่งต่อการกระทำของฝ่ายสหรัฐฯ

2 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2518 กรุงพนมเปญใกล้จะเสียให้แก่ฝ่ายเขมรแดง สหรัฐอเมริกาจึงสั่งปิดสถานทูตของตนเอง และดำเนินการอพยพพลเมืองสหรัฐฯ ในกัมพูชา ชานเบิร์กได้ช่วยเหลือในการอพยพปรานและครอบครัวไปอยู่ที่สหรัฐฯ แต่ตัวชานเบิร์กนั้นต้องการจะติดตามดูเหตุการณ์จนถึงที่สุด ปรานจึงตัดสินใจไม่ไปสหรัฐอเมริกา และอยู่ช่วยชานเบิร์กทำข่าวต่อไป แม้จะเสียใจที่ต้องพลัดพรากกับครอบครัวก็ตาม หลังจากนั้นกองทัพเขมรแดงสามารถเข้ามาในกรุงพนมเปญได้ ขณะที่ทั้งชานเบิร์กและปรานไปทำข่าวการฉลองชัยชนะและสันติภาพของเขมรแดงนั้น พวกเขาได้พบกับอัล ร็อกออฟ และจอน สเวน เพื่อนนักข่าวชาวต่างประเทศ ทั้งสองได้พาปรานกับชานเบิร์กไปดูอีกด้านหนึ่งของกรุงพนมเปญในวันนั้น ซึ่งยังคงปรากฏภาพของความรุนแรงจากฝ่ายเขมรแดงอยู่ ขณะที่พวกเขาไปสำรวจโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้บาดเจ็บจากสงครามจำนวนมาก ทั้งหมดได้ถูกทหารเขมรแดงจับกุมตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ปรานได้พยายามเจรจากับหัวหน้ากลุ่มทหารเขมรแดงอยู่นานหลายชั่วโมง เพื่อขอให้ปล่อยตัวนักข่าวชาวตะวันตกทุกคนจนสำเร็จ

หลังจากถูกปล่อยตัวแล้ว ปรานและกลุ่มนักข่าวชาวตะวันตกทุกคนกลับมาในเมืองอีกครั้ง ทั้งหมดเก็บข้าวของของตนเองออกมาจากโรงแรมเท่าที่จะทำได้ และเดินทางออกนอกเมืองตามคำสั่งของเขมรแดง ซึ่งสั่งให้ประชาชนทุกคนทิ้งเมืองและอพยพไปสู่ชนบท โดยพวกเขาไปอยู่รวมกันที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวต่างประเทศทั้งหมดและชาวเขมรที่ต้องการลี้ภัยมาอยู่รวมกัน กลุ่มของชานเบิร์กพยายามหาทางช่วยให้ปรานสามารถอพยพออกจากกัมพูชาได้ โดยสเวนช่วยทำหนังสือเดินทางปลอมของอังกฤษ ส่วนชานเบิร์กกับร็อกออฟช่วยถ่ายรูปปรานสำหรับติดบัตร โดยใช้อุปกรณ์ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ในสถานทูต แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากรูปถ่ายของปรานใช้การไม่ได้ ปรานจึงจำต้องอยู่ในกัมพูชาภายใต้การปกครองของเขมรแดงต่อไป

หลายเดือนผ่านไป หลังจากชานเบิร์กออกมาจากกัมพูชาแล้ว ชานเบิร์กได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวของปราน ซึ่งอพยพจากกัมพูชามาก่อนหน้านั้นและพำนักอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และพยายามขอความช่วยเหลือจากองค์กรด้านมนุษยธรรมต่างๆ ทั่วโลกในการตามหาปราน ส่วนปรานนั้นกลายเป็นแรงงานเกณฑ์ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเขมรแดงอันเลวร้าย (ในเรื่องนี้รัฐบาลเขมรแดงถูกอ้างถึงด้วยคำว่า "อังการ์") ต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นแสนสาหัส และต้องแกล้งทำตัวเป็นคนไม่รู้หนังสือ เพื่อเอาตัวรอดจากคำสั่งฆ่าผู้มีความรู้ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูทางชนชั้นของรัฐบาล เขาเกือบเสียชีวิตจากการลงโทษและถูกทรมานเพราะแอบดูดเลือดจากคอวัวกินเนื่องจากทนความอดอยากไม่ไหว โชคยังดีที่เขาได้รับการปล่อยตัว ปรานจึงพยายามลอบหนีออกจากค่ายกักกันที่เขาอยู่ แต่ก็ถูกเขมรแดงจับตัวได้ที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งระหว่างทาง เขาได้พบกับหลุมศพของคนที่ตายจากการถูกเขมรแดงทรมานและสังหารด้วยข้อหาทรยศชาติจำนวนมากด้วย

ที่สหรัฐอเมริกา ชานเบิร์กได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากการทำข่าวสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เขากล่าวว่าความสำเร็จทั้งหมดที่ได้รับนั้นมาจากความช่วยเหลือของปรานด้วย ในงานเลี้ยงคืนนั้น ชานเบิร์กได้เจอกับร็อกออฟขณะเข้าห้องน้ำ เขาโทษว่าชานเบิร์กไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการหาทางช่วยเหลือปรานออกมาจากกัมพูชา คำพูดนี้ทำให้ชานเบิร์กทุกข์ใจมาก และโทษตัวเองว่า ปรานยังอยู่ในกัมพูชาก็เพราะเขาต้องการให้ปรานอยู่ที่นั่นด้วยความเห็นแก่ตัว

ที่กัมพูชา หลังจากปรานถูกจับกุมตัวอีกครั้ง เขาก็ได้ทำงานเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกชายของพัด หัวหน้าเขมรแดงของหมู่บ้านที่ควบคุมตัวปรานไว้ ปรานยังคงแสร้งทำเป็นคนไม่รู้หนังสือ แต่พัดนั้นมองออกว่าปรานเป็นคนมีความรู้ และทำอุบายให้ปรานเผลอแสดงตัวออกมาว่าเขามีความรู้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม พัดเห็นว่าสถานการณ์ของรัฐบาลเขมรแดงเลวร้ายลงจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในพรรคและการรุกรานของเวียดนาม เขาจึงฝากลูกชายไว้ให้ปรานดูแลก่อนที่จะถูกสังหารในเวลาต่อมา จากการขัดขวางไม่ให้ทหารเขมรแดงสังหารคนของตนเองเมื่อกองทัพเวียดนามใกล้จะรุกเข้ามาถึงหมู่บ้านของพัด ท่ามกลางความสับสนหลังการเข้ามาของกองทัพเวียดนาม ปรานพาลูกชายของพัดและนักโทษชายคนอื่นๆ อีก 4 คน หลบหนีออกจากกัมพูชาโดยมุ่งขึ้นไปทางชายแดนตอนเหนือ ระหว่างทางเพื่อนร่วมทางสามคนได้แยกกันไปอีกทางหนึ่ง ส่วนนักโทษที่เหลือกับลูกชายของพัดเสียชีวิตจากกับระเบิดที่ฝังไว้ในป่า ปรานจึงรอดชีวิตจนมาถึงศูนย์ผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพียงคนเดียว

ด้านชานเบิร์กนั้น เมื่อรู้ข่าวว่าปรานยังมีชีวิตอยู่และเขาปลอดภัยดี เขาจึงรีบแจ้งข่าวให้ครอบครัวของปรานรู้ และรีบเดินทางมาประเทศไทย เพื่อพบกับปรานที่ค่ายผู้อพยพตรงชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2522 อันเป็นเวลา 4 ปีให้หลังจากการลาจากในเหตุการณ์พนมเปญแตกครั้งนั้น

นักแสดงแก้ไข

  • แซม วอเตอร์สตัน ... ซิดนีย์ ชานเบิร์ก
  • เฮียง เอส. งอร์ ... ดิธ ปราน
  • จอห์น มัลโควิช ... อัล ร็อกออฟ
  • จูเลียน แซนด์ส ... จอน สเวน
  • เครก ที. เนลสัน ... พันตรีรีฟ, ผู้ช่วยทูตทหารสหรัฐฯ
  • สปอลดิง เกรย์ ... กงสุลสหรัฐฯ ประจำสาธารณรัฐเขมร
  • บิล แพเตอร์สัน ... ดร. แม็คเอนไทร์
  • อาทอล ฟูการ์ด ... ดร. ซุนเดส์วัล
  • เกรแฮม เคนเนดี ... โดกัล
  • กาเทอรีน กราปุม เจ็ย ... เซอร์ เมือม (ภรรยาของปราน)
  • โอลิเวอร์ ปีเอร์ปาโอลี ... ติโตนี่ (ลูกชายของปราน)
  • เอ็ดเวิร์ด เอนเทโร เจ็ย ... สะรุน
  • ทอม เบิร์ด ... ที่ปรึกษาด้านการทหารชาวสหรัฐฯ
  • สีสุวัตถิ์ มุนีรักษ์ ... พัด (ผู้นำเขมรแดง, หมู่บ้านที่ 2)
  • ลำพูน ตั้งไพบูลย์ ... ลูกชายของพัด
  • ไอร่า วีลเลอร์ ... เอกอัครราชทูตเวด (สถานทูตฝรั่งเศส)
  • เดวิด เฮนรี ... ฟรานซ์
  • Patrick Malahide ... Morgan
  • Nell Campbell ... Beth
  • โจแอน แฮร์ริส ... ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์
  • โจแอนนา เมอร์ลิน ... พี่สาวของซิดนีย์ ชานเบิร์ก
  • เจย์ บาร์นีย์ ... พ่อของซิดนีย์ ชานเบิร์ก
  • Mark Long ... Noaks
  • Sayo Inaba ... Mrs. Noaks
  • เมา เลง ... สีสุวัตถิ์ สิริมตะ
  • ชินซอร์ ซาร์ ... Arresting Officer
  • ฮวด มิง ตรัน ... ผู้นำเขมรแดง, หมู่บ้านที่ 1
  • Thach Suon ... Sahn
  • Neevy Pal ... Rosa

รางวัลแก้ไข

รางวัลออสการ์ ค.ศ. 1984แก้ไข

  • สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เฮียง เอส. งอร์)
  • สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม (คริส เมนเกส)
  • สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม (จิม คลาร์ก)

ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล:

รางวัลลูกโลกทองคำ ค.ศ. 1984แก้ไข

ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล:

การถ่ายทำแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. http://www.bangkokdvd.com/xdetails.asp?ID=17677
  2. เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ The Killing Fields ที่กรุงเทพฯ, หน้า 185. กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554 โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ISBN 978-974-228-070-3

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข