เปิดเมนูหลัก

รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์

(เปลี่ยนทางจาก ISIS)
สำหรับเทพเจ้าอียิปต์ ดูที่ ไอซิส

รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (อังกฤษ: Islamic State of Iraq and the Levant, ย่อ: ISIL) หรือเรียก รัฐอิสลามอิรักและซีเรีย (อังกฤษ: Islamic State of Iraq and Syria; ย่อ: ISIS), รัฐอิสลามอิรักและอัชชาม (อังกฤษ: Islamic State of Iraq and ash-Sham) หรือรัฐอิสลาม (อังกฤษ: Islamic State; ย่อ: IS) เป็นกลุ่มนักรบสุดโต่งวะฮาบีย์/ญิฮัดสะละฟีย์ซึ่งตั้งตนเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์และรัฐอิสลาม กลุ่มนี้มีชาวอาหรับนิกายซุนนีย์จากประเทศอิรักและซีเรียเป็นผู้นำและเป็นส่วนใหญ่ ในเดือนมีนาคม 2558 กลุ่มควบคุมดินแดนที่มีประชากร 10 ล้านคนในประเทศอิรักและซีเรีย และควบคุมเหนือดินแดนขนาดเล็กในประเทศลิเบีย ไนจีเรียและอัฟกานิถสานผ่านกลุ่มท้องถิ่นที่ภักดี กลุ่มนี้ยังปฏิบัติการหรือมีสาขาในส่วนอื่นของโลก รวมถึงแอฟริกาเหนือและเอเชียใต้

รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์
الدولة الإسلامية في العراق والشام
ad-Dawlah al-Islāmīyah fī al-‘Irāq wash-Shām
สถานการณ์ทางทหารล่าสุดในความขัดแย้งอิรัก ซีเรีย และเลบานอน   รัฐบาลอิรัก   รัฐบาลซีเรีย   รัฐบาลเลบานอน   รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์   กำลังเคอร์ดิสถานอิรัก   กำลังเคอร์ดิสถานซีเรีย   กำลังฝ่ายค้านซีเรีย   แนวรบอัลนุสรา   ฮิซบุลลอฮ์ หมายเหตุ: ประเทศอิรักและซีเรียมีพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ที่มีประชากรจำกัด จะลงพื้นที่เหล่านี้ว่าอยู่ในการควบคุมของกำลังที่ยึดถนนและเมืองภายในนั้น
สถานการณ์ทางทหารล่าสุดในความขัดแย้งอิรัก ซีเรีย และเลบานอน
  รัฐบาลอิรัก
  รัฐบาลซีเรีย
  รัฐบาลเลบานอน
  รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์
หมายเหตุ: ประเทศอิรักและซีเรียมีพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ที่มีประชากรจำกัด จะลงพื้นที่เหล่านี้ว่าอยู่ในการควบคุมของกำลังที่ยึดถนนและเมืองภายในนั้น
เมืองหลวงไม่ทราบ (ตั้งแต่มีนาคม 2562)
การปกครอง รัฐเคาะลีฟะฮ์ (อ้าง)
ดินแดนควบคุมของกลุ่มกบฏ
•  เคาะลีฟะฮ์ อะบู อิบราฮิม อัล ฮาชิมี อัล-กุเรชี[1]
ก่อตั้ง
•  ประกาศรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ 3 มกราคม 2557 
•  ประกาศรัฐเคาะลีฟะฮ์ 29 มิถุนายน 2557 
เขตเวลา (UTC+2 และ +3)

วันที่ 29 มิถุนายน กลุ่มตั้งต้นเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ทั่วโลก โดยมีอะบู บักร์ อัลบัฆดาดีเป็นเคาะลีฟะฮ์ และเปลี่ยนชื่อเป็นอัดเดาละฮ์ อัลอิสลามิยะฮ์ (อาหรับ: الدولة الإسلامية‎, ad-Dawlah al-Islāmiyah "รัฐอิสลาม") ด้วยเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ กลุ่มนี้อ้างอำนาจทางศาสนา การเมืองและทหารเหนือมุสลิมทุกคนทั่วโลก และว่า "ความชอบด้วยกฎหมายของทุก ๆ เอมิเรต กลุ่ม รัฐและองค์การเป็นโมฆะโดยการแผ่ขยายอำนาจของเคาะลีฟะฮ์และทหารของรัฐเคาะลีฟะฮ์มาถึงพื้นที่ของสิ่งเหล่านี้"[2][3][4][5] สหประชาชาติถือว่า ISIL รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมสงคราม และองค์การนิรโทษกรรมสากลรายงานการล้างชาติพันธุ์ของกลุ่มใน "ขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน" สหประชาชาติ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ อินเดียและรัสเซียประกาศให้กลุ่มนี้เป็นองค์การก่อการร้าย กว่า 60 ประเทศกำลังทำสงครามโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อ ISIL

กลุ่มนี้กำเนิดเป็น "จามาต ตอฮิด วัล ญิฮัด" (Jama'at al-Tawhid wal-Jihad) ในปี 2542 ซึ่งสวามิภักดิ์ต่ออัลกออิดะฮ์ในปี 2547 กลุ่มนี้เข้าร่วมการก่อการกำเริบอิรักให้หลังการบุกครองอิรัก พ.ศ. 2546 โดยกำลังตะวันตก ในเดือนมกราคม 2549 กลุ่มนี้เข้ากับกลุ่มก่อการกำเริบซุนนีย์อื่นตั้งเป็นสภาชูรามุญาฮิดีน (Mujahideen Shura Council) ซึ่งประกาศตั้งรัฐอิสลามอิรัก (ISI) ในเดือนตุลาคม 2549 หลังสงครามกลางเมืองซีเรียอุบัติในเดือนมีนาคม 2554 ISI โดยมีอัลบัฆดาดีเป็นผู้นำ ส่งผู้แทนไปซีเรียในเดือนสิงหาคม 2554 นักรบเหล่านี้ตั้งชื่อตัวเองเป็นญับฮะตุลนุศเราะฮฺลิอะห์ลิอัชชาม (Jabhat an-Nuṣrah li-Ahli ash-Shām) หรือแนวอัลนุสรา (al-Nusra Front) และเข้าไปในอยู่ในพื้นที่ของซีเรียซึ่งมีมุสลิมซุนนีย์เป็นส่วนใหญ่จำนวนมาก ในผู้ว่าราชการอัรร็อกเกาะฮ์ อิดลิบ เดอีร์เอซซอร์ และอะเลปโป ในเดือนเมษายน 2556 อัลบัฆดาดีประกาศรวม ISI กับแนวร่วมอัลนุสราแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (ISIL) อย่างไรก็ดี อะบู มุฮัมมัด อัลจูลานี (Abu Mohammad al-Julani) และอัยมัน อัซเซาะวาฮิรี ผู้นำของอัลนุสราและอัลกออิดะฮ์ตามลำดับ ปฏิเสธการรวมดังกล่าว วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 หลังการแย่งอำนาจนานแปดเดือน อัลกออิดะฮ์เรียกกลุ่มนี้ว่า "สุดโต่งเกิน" และตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับ ISIL โดยอ้างว่าไม่สามารถปรึกษาได้และไม่ยอมอ่อนข้ออย่างเปิดเผย" ในประเทศซีเรีย กลุ่มนี้ดำเนินการโจมตีภาคพื้นดินต่อทั้งกำลังรัฐบาลและกลุ่มแยกกบฏในสงครามกลางเมืองซีเรีย กลุ่มนี้มีความสำคัญหลังขับกำลังรัฐบาลอิรักออกจากนครสำคัญในภาคตะวันตกของอิรักในการรุกที่เริ่มเมื่อต้นปี 2557 การเสียดินแดนของอิรักแทบทำให้รัฐบาลอิรักล่มและทำให้สหรัฐรื้อฟื้นการปฏิบัติทางทหารใหม่ในอิรัก[6][7][8][9]

เดือนตุลาคม 2557 กองกำลังเฉพาะกิจร่วมนำโดยสหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีรัฐอิสลามทางอากาศอย่างหนัก พร้อมด้วยสนับสนุนด้านที่ปรึกษา ยุทโธปกรณ์และการฝึกให้แก่กองทัพอิรักและกองทัพประชาธิปไตยซีเรีย ปฏิบัติการนี้สร้างความเสียหายให้รัฐอิสลามอย่างมาก[10] เดือนกันยายน 2558 รัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในซีเรีย ซึ่งยิ่งสร้างความเสียหายแก่รัฐอิสลาม[11] เดือนกรกฎาคม 2560 รัฐอิสลามเสียเมืองโมซูลซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด ตามด้วยอัรร็อกเกาะฮ์ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเมืองหลวงให้แก่กองทัพอิรัก[12] หลังจากนั้น รัฐอิสลามเสียดินแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเดือนธันวาคม 2560 ไฮเดอร์ อัล-อะบาดี นายกรัฐมนตรีอิรักประกาศว่ากองทัพอิรักสามารถขับไล่ที่มั่นสุดท้ายของรัฐอิสลามในอิรักได้สำเร็จ[13] เดือนมีนาคม 2562 รัฐอิสลามเสียที่มั่นสำคัญสุดท้ายในตะวันออกกลาง[14] ในวันที่ 27 ตุลาคม 2562 อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี เคาะลีฟะฮ์แห่งรัฐอิสลามปลิดชีพตัวเองด้วยระเบิดที่ติดไว้กับตัวหลังถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษสหรัฐไล่ล่า[15][16][17][18][19] วันที่ 31 ตุลาคม 2562 รัฐอิสลามยืนยันการเสียชีวิตของอัลบัฆดาดี และประกาศว่าอะบู อิบราฮิม อัล ฮาชิมี อัล-กุเรชีจะขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์คนใหม่[20]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Islamic State confirms Baghdadi is dead, appoints successor". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2019-10-31.
  2. Tharoor, Ishaan (18 June 2014). "ISIS or ISIL? The debate over what to call Iraq's terror group". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 21 June 2014.
  3. Withnall, Adam (29 June 2014). "Iraq crisis: Isis changes name and declares its territories a new Islamic state with 'restoration of caliphate' in Middle East". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ 29 June 2014.
  4. "ISIS announces formation of Caliphate, rebrands as 'Islamic State'".
  5. "Abu Bakr al-Baghdadi: The man who would be caliph". The Week. 13 September 2014. สืบค้นเมื่อ 7 December 2014.
  6. Sly, Liz (23 July 2013). "Islamic law comes to rebel-held Syria". The Washington Post.
  7. Sly, Liz (3 February 2014). "Al-Qaeda disavows any ties with radical Islamist ISIS group in Syria, Iraq". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 7 February 2014.
  8. "Islamic State in Iraq and the Levant (ISIL)". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 1 February 2015. (Subscription required (help)).
  9. "Once promised paradise, ISIS fighters end up in mass graves". The Straits Times. 15 October 2017. สืบค้นเมื่อ 11 December 2017.
  10. "42 months of Russian operations on the Syrian territory kill more than 8000 civilians including more than 18150 people in their raids and shelling". Syrian Observatory for Human Rights. March 30, 2019.
  11. "US created Daesh, allowed regional states to fund terror group: Nasrallah". Press TV. 11 July 2017. Archived from the original on 11 July 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  12. "Islamic State completely 'evicted' from Iraq, Iraqi PM says". The Age. 10 December 2017.
  13. "US-allied Syrian force declares victory over Islamic State". The Washington Post. 23 March 2019.
  14. "Al-Baghdadi Killed in Idlib, a Hotbed of Terror Groups, Foreign Fighters". VOA News. 27 October 2019.
  15. "US targeted ISIL leader Abu Bakr al-Baghdadi: US officials". Al Jazeera. Al Jazeera Media Network. 27 October 2019. สืบค้นเมื่อ 27 October 2019.
  16. Browne, Ryan; Mattingly, Phil (27 October 2019). Zeleny, Jeff; Liptak, Kevin; Diamond, Jeremy, eds. "ISIS leader al-Baghdadi believed to have been killed in a US military raid, sources say". CNN. Turner Broadcasting System, Inc. สืบค้นเมื่อ 27 October 2019.
  17. Lubold, Gordon; Abdulrahim, Raja (27 October 2019). "Islamic State Leader Abu Bakr al-Baghdadi Is Dead, Trump Says". Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 27 October 2019.
  18. "Isis leader Abu Bakr al-Baghdadi killed in US raid, says Donald Trump - latest updates". The Guardian. 27 October 2019. สืบค้นเมื่อ 27 October 2019.
  19. Chulov, Martin (2019-10-31). "Islamic State names new leader after death of Abu Bakr al-Baghdadi". The Guardian (in อังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2019-10-31.