การระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา พ.ศ. 2562–2563

(เปลี่ยนทางจาก 2019–20 coronavirus pandemic)

การระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา พ.ศ. 2562–2563 เป็นการระบาดทั่วโลกที่กำลังดำเนินไปของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19; โควิด-19) โดยมีสาเหตุมาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยพบครั้งแรกในนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน[4][5] องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30 มกราคม 2563 และประกาศให้เป็นโรคระบาดทั่ว ในวันที่ 11 มีนาคม 2563[6][7] ณ 27 พฤษภาคม 2563 เวลามาตรฐานกรีนิช 14.13 น. มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วมากกว่า 5,622,939 คนใน 210 ประเทศและดินแดน[2] มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดแล้วมากกว่า 348,715 คน และมีผู้หายป่วยแล้วมากกว่า 2,393,539 คน[3]มีจำนวน​ 26​ ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า​ 1000​ ราย​ ​ และ​มีจำนวน 69 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิต​มากกว่า 100 รายในแต่ละประเทศ

การระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา พ.ศ. 2562–2563
COVID-19 Outbreak World Map per Capita.svg
แผนที่แสดงจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันเฉลี่ยต่อหัว ณ 15 พฤษภาคม 2563
  ผู้ติดเชื้อยืนยันมากกว่า 10 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ผู้ติดเชื้อยืนยัน 3-10 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ผู้ติดเชื้อยืนยัน 1-3 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ผู้ติดเชื้อยืนยัน 0.3-1 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ผู้ผู้ติดเชื้อยืนยัน 0.1-0.3 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ผู้ติดเชื้อยืนยันมากกว่า 0-0.1 คนต่อประชากร 1,000 คน
  ไม่มีผู้ติดเชื้อยืนยันหรือไม่มีข้อมูล
แผนที่แสดงจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งหมด
COVID-19 Outbreak World Map.svg
แผนที่การระบาดทั่ว ณ 15 พฤษภาคม 2563
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 1,000,000 คนขึ้นไป
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 100,000– 999,999 คน
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 10,000–99,999 คน
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 1,000–9,999 คน
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 100–999 คน
  ประเทศที่ยืนยันผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 1–99 คน
  ไม่มีผู้ติดเชื้อยืนยันหรือไม่มีข้อมูล
แผนที่แสดงผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อหัว
COVID-19 Outbreak World Map Total Deaths per Capita.svg
แผนที่แสดงผู้เสียชีวิตต่อหัว ณ 15 พฤษภาคม 2563
  ผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนต่อล้านคน
  ผู้เสียชีวิต 10–100 คนต่อล้านคน
  ผู้เสียชีวิต 1–10 คนต่อล้านคน
  ผู้เสียชีวิต 0.1–1 คนต่อล้านคน
  ผู้เสียชีวิต 0–0.1 คนต่อล้านคน
  ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือไม่มีข้อมูล
Coronavirus patients at the Imam Khomeini Hospital in Tehran, Iran -- بخش ویژه بیماران کرونا در بیمارستان امام خمینی تهران -- March 1, 2020.jpg
2020 coronavirus task force.jpg 蔡總統視導33化學兵群 02.jpg
Emergenza coronavirus (49501382461).jpg Dried pasta shelves empty in an Australian supermarket.jpg
(ตามเข็มนาฬิกาจากบนสุด)
โรคโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19)
สถานที่ทั่วโลก
ผู้ป่วยต้นปัญหา1 ธันวาคม พ.ศ. 2562–ปัจจุบัน[1]
(5 เดือน และ 26 วัน)
ต้นกำเนิดอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน
30°35′14″N 114°17′17″E / 30.58722°N 114.28806°E / 30.58722; 114.28806
ยืนยันป่วย5,622,939 คน[2]
หาย2,393,539 คน[2]
เสียชีวิต348,715 คน[3]
ดินแดน188 ดินแดน[3]

ที่ทวีปยุโรป​มีผู้เสียชีวิตมากกว่า​ 1000​ รายใน 14​ ประเทศคิดเป็นร้อยละ​ 53.85 จากจำนวน​ 26 ประเทศในกลุ่มที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า​ 1000​ รายขึ้นไป

ไวรัสมีการแพร่เชื้อระหว่างคนในลักษณะเดียวกับไข้หวัดใหญ่ โดยผ่านการติดเชื้อจากละอองเสมหะจากการไอ[8][9][10] ระยะระหว่างการสัมผัสเชื้อและมีอาการโดยทั่วไปแล้วอยู่ที่ 5 วัน แต่มีช่วงอยู่ระหว่าง 2 ถึง 14 วัน[10][11] อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ และหายใจลำบาก[10][11] ภาวะแทรกซ้อนอาจรวมไปถึงปอดบวม และกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน โดยยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตหรือยาต้านไวรัสจำเพาะ แต่กำลังมีการวิจัยอยู่ขณะนี้ การรักษาจึงพยายามมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับอาการ และรักษาแบบประคับประคอง มาตรการป้องกันที่มีการแนะนำ คือ การล้างมือ การอยู่ห่างจากบุคคลอื่น (โดยเฉพาะกับบุคคลที่ป่วย) ติดตามอาการ และกักตนเองเป็นเวลา 14 วัน ในกรณีที่สงสัยว่าตนอาจติดเชื้อ[9][10][12]

การตอบสนองทางสาธารณสุขทั่วโลก ประกอบด้วย การจำกัดการท่องเที่ยว การกักด่าน การห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืน การยกเลิกการจัดงาน และการปิดสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีการกักด่านทั้งหมดของประเทศอิตาลีและมณฑลหูเป่ย์ของประเทศจีน และมีการใช้มาตรการการห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืนอย่างหลากหลายในประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้[13][14][15] มีการคัดกรองตามท่าอากาศยานและสถานีรถไฟ[16] และมีการออกคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางไปยังภูมิภาคที่มีการแพร่เชื้อในระดับประชาคม[17][18][19][20] มีการปิดสถานศึกษาทั่วประเทศหรือส่วนท้องถิ่นในอย่างน้อย 115 ประเทศ ส่งผลกระทบกับนักเรียนนักศึกษามากกว่า 1.2 พันล้านคน[21]

การระบาดทั่วยังก่อให้เกิดอุบัติการณ์ ประกอบด้วย ความไม่มั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ[22][23] อาการกลัวคนแปลกหน้าและการเหยียดเชื้อชาติชาวจีนและชาวเอเชียตะวันออก[24][25][26][27][28] และการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิด ๆ และทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับไวรัส[29][30][31]

วิทยาการระบาดแก้ไข

ประเทศและดินแดน[A] ผู้ป่วย[B] เสียชีวิต[C] หาย[D] อ้างอิง
229 5,495,061 346,232 2,232,593
  สหรัฐ[E][F][G][H] 1,696,874 99,459 352,612 [34]
  บราซิล 374,898 23,473 153,833 [35][36]
  รัสเซีย[I][J] 353,427 3,633 118,798 [40]
  สหราชอาณาจักร[K][L] 261,184 36,914 [42][43]
  สเปน[M][N] 235,400 26,834 150,376 [44]
  อิตาลี[O] 230,158 32,877 141,981 [47][48]
  เยอรมนี[P] 180,789 8,428 162,648 [49][50]
  ตุรกี 157,814 4,369 120,015 [51][52]
  อินเดีย 145,380 4,167 60,491 [53]
  ฝรั่งเศส[Q][R] 145,279 28,432 65,199 [54][55]
  อิหร่าน[S] 137,724 7,451 107,713 [56]
  เปรู 123,979 3,629 50,949 [57][58]
  แคนาดา 85,710 6,545 44,638 [59]
  จีน (แผ่นดินใหญ่)[T][U][V][W] 82,992 4,634 78,277 [60]
  ซาอุดีอาระเบีย 74,795 399 45,668 [61]
  ชิลี[X][Y] 73,997 761 29,302 [62]
  เม็กซิโก 71,105 7,633 49,890 [63]
  เบลเยียม[Z] 57,342 9,312 15,297 [64]
  ปากีสถาน 56,349 1,167 17,482 [65]
  กาตาร์ 45,465 26 9,363 [66]
  เนเธอร์แลนด์[AA][AB][AC] 45,445 5,830 [68]
  เอกวาดอร์ 37,355 3,203 3,560 [69]
  เบลารุส 37,144 204 14,449 [70]
  บังกลาเทศ 35,585 501 7,334 [71]
  สวีเดน[AD] 33,843 4,029 4,971 [72][73]
  สิงคโปร์ 31,960 23 15,738 [74]
  สวิสเซอร์แลนด์[AE] 30,746 1,642 28,100 [75]
  โปรตุเกส 30,788 1,333 17,822 [76]
  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 30,307 248 15,657 [77]
  ไอร์แลนด์ 24,698 1,606 21,060 [78][79]
  แอฟริกาใต้ 23,615 481 11,917 [80]
  อินโดนีเซีย 22,750 1,391 5,642 [81]
  โคลอมเบีย 21,981 750 5,265 [82]
  คูเวต 21,967 165 6,621 [83]
  โปแลนด์ 21,631 1,007 9,276 [72][84]
  ยูเครน[AF][AG] 21,245 623 7,234 [85]
  โรมาเนีย 18,283 1,193 11,630 [86][87]
  อียิปต์[AH] 17,967 783 4,900 [88]
  อิสราเอล[AI] 16,720 280 14,203 [89]
  ญี่ปุ่น 16,628 851 13,612 [90][91]
  ออสเตรีย 16,459 641 15,138 [92][93]
  สาธารณรัฐโดมินิกัน 15,073 460 8,285 [94][95]
  ฟิลิปปินส์ 14,319 873 3,323 [96]
  อาร์เจนตินา 12,615 467 3,986 [97]
  เดนมาร์ก[AJ][AK] 11,387 563 9,964 [99]
  เกาหลีใต้ 11,225 269 10,275 [100]
  เซอร์เบีย[AL] 11,193 239 5,920 [101][102]
  ปานามา 11,183 310 6,279 [103]
  อัฟกานิสถาน 11,173 219 1,097 [72][104]
  บาห์เรน 9,171 14 4,753 [105]
  เช็กเกีย 9,002 317 6,182 [106]
  คาซัคสถาน 8,531 35 4,515 [107]
  แอลจีเรีย 8,503 609 4,747 [108][109]
  นอร์เวย์[AM][AN][AO] 8,364 235 7,727 [111]
  ไนจีเรีย 8,068 233 2,311 [112]
  โอมาน 7,770 36 1,933 [113]
  โมร็อกโก 7,532 200 4,774 [114]
  มาเลเซีย 7,417 115 5,979 [115]
  มอลโดวา[AP] 7,147 261 3,802 [116][117]
  ออสเตรเลีย[AQ][AR] 7,116 102 6,532 [119]
  อาร์มีเนีย 7,113 87 3,145 [120]
  กานา 6,808 32 2,080 [121]
  ฟินแลนด์[AS][AT] 6,599 307 4,800 [124]
  โบลิเวีย 6,263 250 629 [125]
  แคเมอรูน 4,890 165 1,865 [126]
  อิรัก 4,632 163 2,811 [127]
  อาเซอร์ไบจาน 4,271 51 2,741 [128]
  ลักเซมเบิร์ก 3,993 110 3,781 [129][72]
  ฮอนดูรัส 3,950 180 468 [130][131]
  ซูดาน 3,820 165 458 [132]
  ฮังการี 3,756 491 1,711 [133]
  กัวเตมาลา 3,424 58 258 [134]
  กินี 3,275 20 1,673 [135]
  ปวยร์โตรีโก 3,260 129 850 [136]
  อุซเบกิสถาน 3,215 13 2,607 [137]
  เซเนกัล 3,130 39 1,515 [138]
  ทาจิกิสถาน 3,100 46 1,395 [139]
  ไทย 3,045 57 2,929 [140]
  กรีซ 2,882 172 1,374 [141][142]
  จิบูตี 2,468 14 1,079 [143]
  บัลแกเรีย 2,433 130 862 [144][72]
  โกตดิวัวร์ 2,423 30 1,257 [145]
  บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2,406 146 1,696 [146]
  สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก  2,296 67 337 [147]
  โครเอเชีย 2,244 100 2,035 [148]
  กาบอง 2,135 14 462 [149]
  นอร์ทมาซิโดเนีย 1,999 113 1,439 [150][151]
  เอลซัลวาดอร์ 1,983 35 598 [152]
  คิวบา[AU] 1,947 82 1,704 [153]
  เอสโตเนีย 1,824 65 1,538 [154]
  ไอซ์แลนด์ 1,804 10 1,791 [155]
  โซมาเลีย[AV] 1,689 66 235 [156]
  ลิทัวเนีย 1,635 63 1,138 [157]
  สโลวาเกีย 1,511 28 1,307 [158][159]
  สโลวีเนีย 1,469 107 1,340 [160][161]
  คีร์กีซสถาน 1,433 16 992 [162][163]
  มัลดีฟส์ 1,395 4 144 [164][165]
  เคนยา 1,286 52 402 [166]
  ศรีลังกา 1,182 10 695 [167]
  กินี-บิสเซา 1,178 7 42 [168]
  เวเนซุเอลา 1,177 10 302 [169]
  นิวซีแลนด์ 1,154 21 1,461 [170]
  เลบานอน 1,119 26 688 [171]
  ฮ่องกง 1,066 4 1,030 [172]
  มาลี 1,059 67 604 |[173]
  ตูนิเซีย 1,051 48 917 [174]
  ลัตเวีย 1,049 22 712 [72][175]
  อิเควทอเรียลกินี 1,043 12 165 [176]
  คอซอวอ 1,032 29 785 [177][178]
  แอลเบเนีย 1,004 32 795 [179]
  เฮติ 958 27 22 [180][181]
  ไนเจอร์ 951 62 786 [182]
  คอสตาริกา 951 10 628 [183]
  ไซปรัส[AW] 937 17 594 [184]
  แซมเบีย 920 7 336 [185]
  ปารากวัย 865 11 344 [186][72]
  บูร์กินาฟาโซ 832 52 672 [187]
  เซาท์ซูดาน 806 8 6 [188]
  อุรุกวัย 787 22 629 [189][190]
  อันดอร์รา 763 51 663 [191]
  เซียร์ราลีโอน 735 42 293 [192]
  จอร์เจีย[AX] 731 12 526 [193]
  จอร์แดน 711 9 479 [194]
  ชาด 687 61 244 [195]
  เนปาล 682 4 112 [196]
  ซานมารีโน 666 42 270 [197]
  เอธิโอเปีย 655 5 159 [198]
  สาธารณรัฐแอฟริกากลาง 652 1 22 [199][200]
  มอลตา 611 6 485 [201]
  จาเมกา 552 9 211 [202]
  มาดากัสการ์ 542 2 147 [203]
  แทนซาเนีย 509 21 183 [204][205]
  สาธารณรัฐคองโก 487 16 137 [206][207]
  ไต้หวัน 441 7 415 [208][209]
  ปาเลสไตน์ 423 3 357 [210]
  กาบูเวร์ดี 390 3 155 [211]
  โตโก 386 13 161 [212]
  สาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์[AY] 385 11 102 [213]
  สาธารณรัฐประชาชนลูฮันสค์[AY] 384 5 179 [214]
  ไอล์ออฟแมน[AZ] 336 24 305 [215]
  มอริเชียส 334 10 322 [216]
  รวันดา 327 0 237 [217][218]
  เวียดนาม 326 0 272 [219]
  มอนเตเนโกร 324 9 315 [220][72]
  เจอร์ซีย์[AZ] 307 29 280 [221]
  เซาตูเมและปรินซีปี 299 11 4 [222]
  นิการากัว 279 17 199 [223]
  ไลบีเรีย 265 26 141 [224]
  มอริเตเนีย 262 9 15 [225]
  เอสวาตีนี 256 2 158 [226]
  เกิร์นซีย์[AZ] 252 13 237 [227]
  เยเมน 233 44 10 [228]
  ยูกันดา 212 0 68 [229]
  โมซัมบิก 209 1 71 [230]
  โซมาลีแลนด์ 203 15 19 [231][232]
  พม่า 203 6 123 [233]
  เบนิน 191 3 84 [234]
  หมู่เกาะแฟโร 187 0 187 [235]
  กวม 166 5 138 [236][237]
  ยิบรอลตาร์ 154 0 147 [238]
  บรูไน 141 1 137 [239]
  มองโกเลีย 141 0 32 [240]
  กายอานา 137 11 62 [241]
  หมู่เกาะเคย์แมน 134 1 61 [242]
  เบอร์มิวดา 133 9 89 [243]
  กัมพูชา 124 0 122 [244]
  ตรินิแดดและโตเบโก 116 8 108 [245]
  นอร์เทิร์นไซปรัส 108 4 104 [246]
  ซีเรีย 106 4 41 [247]
  มาลาวี 101 4 33 [248]
  อารูบา 101 3 95 [249]
  บาฮามาส 100 11 46 [250]
  โมนาโก 98 4 90 [251]
  บาร์เบโดส 92 7 70 [252]
  คอโมโรส 87 1 21 [253]
  ลิกเตนสไตน์ 82 1 55 [254]
  ซินต์มาร์เติน 77 15 59 [255]
  ลิเบีย 75 3 39 [256]
  แองโกลา 70 4 18 [257]
  หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ 69 6 61 [258]
  เฟรนช์พอลินีเชีย 60 0 60 [259][260]
  ซิมบับเว 56 4 25 [261]
  มาเก๊า 45 0 45 [262]
  บุรุนดี 42 1 20 [263]
  เอริเทรีย 39 0 39 [264]
  เซาท์ออสซีเชีย[BA] 37 0 7 [265]
  บอตสวานา 35 1 19 [266]
  สาธารณรัฐอาร์ทซัค 34 0 13 [267]
  อับคาเซีย 28 1 6 [268]
  ภูฏาน 27 0 6 [269]
  แกมเบีย 25 1 13 [270]
  แอนติกาและบาร์บูดา 24 3 19 [72]
  ติมอร์-เลสเต 24 0 24 [271]
  เกรเนดา 23 0 18 [272]
  หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา 22 2 13 [273]
  นามิเบีย 21 0 14 [274]
  ลาว 19 0 14 [275]
  เบลีซ 18 2 16 [276]
  กือราเซา 18 1 14 [277][278]
  เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ 18 0 14 [279][280]
  ฟีจี 18 0 15 [281]
  เซนต์ลูเชีย 18 0 18 [282]
  นิวแคลิโดเนีย 18 0 18 [283]
  โดมินิกา 16 0 16 [284]
  เซนต์คิตส์และเนวิส 15 0 15 [285]
  หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ 13 0 13 [286]
  หมู่เกาะเติกส์และเคคอส 12 1 10 [287]
  นครรัฐวาติกัน 12 0 2 [288]
  กรีนแลนด์ 12 0 11 [289]
  ซูรินาม 11 1 9 [290]
  มอนต์เซอร์รัต 11 1 10 [291]
  เซเชลส์ 11 0 11 [292]
  หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน 8 1 6 [293]
  ปาปัวนิวกินี 8 0 8 [294]
  ซาบา 3 0 3 [295]
  แองกวิลลา 3 0 3 [296]
  เลโซโท 2 0 0 [297]
  ซินต์เอิสตาซียึส 2 0 2 [298]
  โบแนเรอ 2 0 2 [299]
  อ่าวกวนตานาโม 1 0 0 [300]
  แซงปีแยร์และมีเกอลง 1 0 1 [301]
พาหนะระหว่างประเทศ
  เรือยูเอสเอส ทีโอดอร์รูสเวลต์[BB] 1,102 1 53 [302]
  เรือชาร์ลเดอโกล[BC] 1,081 0 0 [303]
  เรือไดมอนด์พรินเซส[BD] 712 14 653 [304]
  เรือคอสตาแอตแลนติกา 148 0 0 [305]
  เรือเกร็กมอร์ติเมอร์[BE] 128 1 [306]
  เรือเอ็มเอส ซานดัม[BF] 13 4 [308][309]
  เรือคอรัลพรินเซส[BG] 12 2 [310]
  เรือฮาเอ็นเอลเอ็มเอส โด็ลแฟง[BH] 8 0 [311]
ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เวลา 12:05 น.
 หมายเหตุ 
  1. ประเทศ ดินแดน รวมถึงการโอนสิทธิในที่ดินระหว่างประเทศที่ได้รับการวินิจฉัยว่าพบผู้ติดเชื้อแต่ละกรณีอาจมีความแตกต่างทางด้านสัญชาติ ในบางประเทศอาจครอบคลุมถึงหลายพื้นที่ตามที่ระบุไว้
  2. รายงานเฉพาะจำนวนผู้ป่วยยืนยันแล้ว จำนวนผู้ป่วยจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน แต่ไม่สามารถยืนยันจำนวนดังกล่าวได้[32] เกณฑ์การรายงานและความสามารถในการทดสอบนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
  3. ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น เนื่องจากความถี่ของการอัปเดตข้อมูลในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน
  4. ยอดผู้ป่วยรักษาหายทั้งหมดอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น เนื่องจากความถี่ของการอัปเดตข้อมูลในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และ "—" หมายถึง ขณะนี้ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับประเทศ หรือดินแดนนั้น ไม่ใช่ข้อมูลที่มีค่าเป็นศูนย์
  5. รวมกรณีบนเรือสำราญ แกรนด์พรินเซส ซึ่งเทียบท่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และไม่รวมกรณีจาก ดินแดนโพ้นทะเลของสหรัฐ
  6. ไม่ใช่ทุกรัฐหรือดินแดนโพ้นทะเลที่รายงานข้อมูลผู้รักษาหาย
  7. กรณีผู้ป่วยรวมถึงกรณีจากการวินิจฉัยทางคลินิก ผู้รักษาหายและเสียชีวิต รวมถึงการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้น และผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจากการกักกัน เป็นไปตามวิธีปฏิบัติของ CDC[33]
  8. กรณีของเรือยูเอสเอส ทีโอดอร์ รูสเวลต์ ปัจจุบันเทียบท่าอยู่ที่กวม รายงานแยกจากกรณีของประเทศ แต่รวมอยู่ในรายงานของกองทัพเรือสหรัฐ
  9. รวมกรณีในดินแดน ไครเมีย และ เซวัสโตปอล ซึ่งถูกรัสเซียผนวกในปี 2557 แต่นานาชาติยังคงรับรองเป็นดินแดนของยูเครน
  10. ไม่รวมกรณีบนเรือสำราญ ไดมอนด์พรินเซส ซึ่งถูกแบ่งแยกเป็น "กรณีบนยานพาหนะระหว่างประเทศ" กรณีเสียชีวิตหนึ่งรายบนเรือนั้นไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลรัสเซีย[37][38][39]
  11. ไม่รวมกรณีจากดินแดนโพ้นทะเลของบริเตน และ เขตสังกัดของพระมหากษัตริย์ ภายใต้อธิปไตยของสหราชอาณาจักร
  12. ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม รัฐบาลสหราชอาณาจักรไม่ได้เผยแพร่จำนวนผู้รักษาหาย ข้อมูลของวันที่ 22 มีนาคม รายงานผู้รักษาหาย 135 ราย[41]
  13. ไม่รวมกรณีผู้ป่วยยืนยัน จากการตรวจแอนติบอดีในซีรัม
  14. รวมกรณีจากดินแดนปกครองตนเอง เซวตา และ เมลียา
  15. ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 มีการวินิจฉัยผลการติดเชื้อเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงเท่านั้น[45][46]
  16. หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ไม่ได้รายงานจำนวนผู้รักษาหายครบทุกรัฐ
  17. การทดสอบการติดเชื้อสงวนไว้สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น รวมกรณีในจังหวัดโพ้นทะเลคือ เฟรนช์เกียนา, กัวเดอลุป, มาร์ตีนิก, มายอต, เรอูนียง, แซ็ง-บาร์เตเลมี และ แซ็ง-มาแต็ง และไม่รวมอาณานิคมโพ้นทะเลคือ เฟรนช์พอลินีเชีย, นิวแคลิโดเนีย, แซ็งปีแยร์และมีเกอลง
  18. จำนวนผู้รักษาหายรวมเฉพาะผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันและจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทั้งจากโรงพยาบาลและจากสถานพักฟื้น (ESMS: établissements sociaux et médico-sociaux)
  19. เนื่องจากภาวะขาดแคลน การทดสอบการติดเชื้อถูกจำกัดเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรง จำนวนกรณีรวมถึงที่มีการวินิจฉัยทางคลินิกและการเสียชีวิตตั้งแต่ 9 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา
  20. รวมกรณีที่มีการวินิจฉัยทางคลินิกและกรณีเสียชีวิต ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมาในจังหวัดต่าง ๆ ของมณฑลหูเป่ย์ และไม่รวมกรณีในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน
  21. ไม่รวม 1,268 กรณีไม่แสดงอาการซึ่งอยู่ภายใต้การสังเกตอาการโดยแพทย์ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน
  22. กรณีไม่แสดงอาการไม่ถูกรายงานก่อนวันที่ 31 มีนาคม
  23. ไม่รวมกรณีผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ 448 ราย ภายใต้การดูแลของแพทย์ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2563
  24. รวมถึงดินแดนเขตพิเศษของเกาะอีสเตอร์
  25. วันที่ 29 เมษายน 2563 รัฐบาลชิลีเริ่มแจ้งจำนวนผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการแยกจากจำนวนผู้ป่วยที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน กรณีผู้ป่วยยืนยันทั้งหมด (ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่) จะรวมอยู่ในรายงานอย่างเป็นทางการ
  26. จำนวนผู้เสียชีวิตยังรวมถึงกรณีผู้ป่วยที่ไม่ได้ทดสอบหาเชื้อ และกรณีในบ้านพักคนชราที่สันนิษฐานว่าเสียชีวิตจาก COVID-19
  27. แยกรายงานกรณีจากกลุ่มประเทศองค์ประกอบของเนเธอร์แลนด์คือ อารูบา, กือราเซา และ ซินต์มาร์เติน
  28. แยกรายงานกรณีของเขตเทศบาลพิเศษคือ ซาบา, ซินต์เอิสตาซียึส และ โบแนเรอ
  29. รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ (RIVM) ซึ่งรับผิดชอบประเทศองค์ประกอบด้วย ไม่สรุปจำนวนผู้รักษาหาย[67]
  30. การทดสอบกรณีที่สงสัยว่าติดเชื้อ ถูกระงับชั่วคราวทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2563 เพื่อเน้นความพยายามเพิ่มขึ้น ไปที่ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยที่รุนแรง และภาวะแทรกซ้อน
  31. แม้ว่าจะพบผู้ป่วยที่ให้ผลการตรวจเป็นบวกอีกจำนวนมากในสวิสเซอร์แลนด์ แต่ตัวเลขที่รายงานในที่นี้เป็นเพียงเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วเท่านั้น
  32. ไม่รวมกรณีในดินแดน ไครเมีย และ เซวัสโตปอล ซึ่งถูกรัสเซียผนวกในปี 2557 โดยนานาชาติยังรับรองเป็นดินแดนของยูเครน
  33. ไม่รวมกรณีของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสค์
  34. รวมกรณีของเรือสำราญในแม่น้ำไนล์ ริเวอร์ อะนูเคต ที่เมืองลักซอร์
  35. รวมกรณีจากดินแดนที่เป็นข้อโต้แย้ง ที่ราบสูงโกลัน และไม่รวมกรณีจากรัฐปาเลสไตน์
  36. แยกกรณีจากหมู่เกาะแฟโร และ กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเขตการปกครองตนเองของเดนมาร์ก
  37. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2563 ถึง 1 เมษายน เกณฑ์สำหรับการเข้าตรวจสอบผลติดเชื้อ มีเพียงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและบุคลากรทางสาธารณสุขเท่านั้นที่สามารถเข้ารับการตรวจสอบได้ ช่วงเวลาก่อนหน้าและหลังจากนั้น การตรวจสอบเชื้อเป็นโดยทั่วไปรวมทั้งผู้มีอาการน้อยและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย[98]
  38. ไม่รวมกรณีในคอซอวอ ซึ่งเป็นดินแดนข้อพิพาทระหว่างกัน
  39. ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2563 การตรวจสอบผลติดเชื้อของผู้ที่มีอาการปกติถูกยกเลิก และสงวนไว้สำหรับบุคลากรทางสาธารณสุขและผู้ป่วยเฉียบพลันในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
  40. กระทรวงสาธารณสุขแห่งนอร์เวย์ ระบุว่ามีผู้ติดเชื้อในนอร์เวย์มากกว่าตัวเลขที่รายงาน สันนิษฐานว่าตัวเลขที่ไม่ได้แสดงจะสูงกว่าเนื่องจากการจำกัดการทดสอบ อย่างไรก็ตาม จำนวนการทดสอบทั้งหมดต่อประชากร 1 คน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 ค่อนข้างสูง[110]
  41. ประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมจากแพทย์เวชปฏิบัติ 40% มีผู้ป่วย 20,200 รายตามหลักเกณฑ์ "corona code" R991, จำนวนในตารางรวมทั้งกรณีตรวจสอบพบเชื้อและกรณีตามเกณฑ์วินิจฉัย corona code ของสถาบันการสาธารณสุขนอร์เวย์ (FHI)
  42. รวมกรณีผู้ป่วยในดินแดนที่เป็นข้อขัดแย้ง ทรานส์นีสเตรีย
  43. ไม่รวมกรณีบนเรือสำราญ ไดมอนด์พรินเซส ซึ่งถูกแบ่งแยกเป็น "กรณีบนยานพาหนะระหว่างประเทศ" ผู้ติดเชื้อจำนวน 10 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงผู้เสียชีวิต 1 ราย บันทึกไว้โดยรัฐบาลออสเตรเลีย
  44. รวมกรณีบนเรือสำราญเอ็มวี อาร์ตาเนีย ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยโดยหน่วยงานของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย[118]
  45. รวมกรณีจากหมู่เกาะโอลันด์ ซึ่งเป็นเขตการปกครองตนเองของฟินแลนด์[122]
  46. จำนวนผู้หายป่วยเป็นค่าประมาณตามรายงานกรณีผู้ป่วยที่ได้รับอย่างน้อยสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และไม่มีข้อมูลการติดตามอื่น ๆ เกี่ยวกับโรคนี้ ยังไม่ทราบจำนวนผู้หายป่วยที่แน่ชัด เนื่องจากมีผู้ป่วยเพียงเล็กน้อยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล[123]
  47. รวมกรณีบนเรือ เอ็มเอส แบรมาร์
  48. ไม่รวมรัฐโดยพฤตินัย โซมาลีแลนด์
  49. รวมกรณีในแอโครเทียรีและดิเคเลีย และไม่รวมกรณีในนอร์เทิร์นไซปรัส
  50. ไม่รวมกรณีผู้ป่วยในดินแดน อับคาเซีย และ เซาท์ออสซีเชีย ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐที่มีการรับรองอย่างจำกัด
  51. 51.0 51.1 กรณีของดินแดนที่ไม่ได้รับการรับรอง สาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ และ สาธารณรัฐประชาชนลูฮันสค์ ไม่ถูกนับรวมกับจำนวนของแคว้นโดเนตสค์และลูฮันสค์ของยูเครน
  52. 52.0 52.1 52.2 เป็นดินแดนปกครองตนเอง เขตสังกัดของพระมหากษัตริย์ ภายใต้อธิปไตยของสหราชอาณาจักร
  53. กรณีผู้ป่วยในรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองเซาท์ออสซีเชีย ไม่ถูกนับรวมกับกรณีของจอร์เจีย
  54. แม้เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ทีโอดอร์รูสเวลต์ จะเทียบท่าอยู่ที่กวม แต่ได้แยกการรายงานกรณีผู้ติดเชื้อ
  55. เรือบรรทุกเครื่องบิน ชาร์ลเดอโกล ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ได้แยกการรายงานกรณีผู้ติดเชื้อ
  56. กรณีเรือสัญชาติอังกฤษ ไดมอนด์พรินเซส ได้ถูกกักกันอยู่ในน่านน้ำญี่ปุ่น และดูแลจัดการผู้โดยสารอยู่ภายในเรือโดยรัฐบาลญี่ปุ่น กรณีนี้จึงไม่รวมอยู่ในการนับจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก แบ่งแยกกรณีเป็น "กรณีบนยานพาหนะระหว่างประเทศ"
  57. แม้เรือ'เกร็กมอร์ติเมอร์ จะเทียบท่าอยู่ที่ประเทศอุรุกวัย แต่ได้แยกการรายงานกรณีผู้ติดเชื้อ
  58. กรณีเรือเอ็มเอส ซานดัม จอดอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งชิลีหลังถูกปฏิเสธการเข้าเทียบท่าตั้งแต่ 14 มีนาคม เรือเอ็มเอส รอตเทอร์ดัม มาสมทบกับเรือเอ็มเอส ซานดัม เพื่อให้การช่วยเหลือในวันที่ 26 มีนาคม ทั้งสองลำแสดงความประสงค์ที่จะผ่านคลองปานามา แต่ถูกปฏิเสธไม่มีท่าเรือที่แยกเฉพาะใดให้เทียบท่า[307] จำนวนกรณีบนเรือทั้งสองไม่นับรวมกับกรณีของชาติใด ๆ
  59. กรณีพบผลตรวจเชื้อผู้โดยสารบนเรือ คอรัลพรินเซส เป็นบวก ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2563 แต่ไม่มีท่าเรือที่แยกเฉพาะใดให้เทียบท่า จำนวนกรณีบนเรือไม่นับรวมกับกรณีของชาติใด ๆ
  60. กรณีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ โด็ลแฟง (HMLMS Dolfijn) ถูกรายงานขณะที่เรืออยู่ในน่านน้ำระหว่างสกอตแลนด์และเนเธอร์แลนด์ ไม่ชัดเจนว่า สถาบันสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (RIVM) รวมกรณีเหล่านี้ในการนับรวมในรายงานหรือไม่ และเนื่องจาก RIVM ไม่ได้รายงานจำนวนผู้รักษาหาย สำหรับกองทัพเนื่องจากความกังวลใน ความมั่นคงในการปฏิบัติการ จึงสันนิษฐานว่าไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนผู้รักษาหาย

ในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยที่ผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับตลาดค้าอาหารทะเลหฺวาหนานมาก่อน ชี้ให้เห็นว่าไวรัสดังกล่าว "น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์"[312] ไวรัสที่ก่อให้เกิดการระบาดนั้นรู้จักกันในชื่อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสใหม่ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไวรัสโคโรนาในค้างคาว[313] ไวรัสโคโรนาในลิ่น[314] และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง[315] โดยเชื่อว่าไวรัสอาจมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาวในสกุลค้างคาวมงกุฎ[316]

อาการแรกสุดมีรายงานในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ในบุคคลที่ไม่ได้มีการสัมผัสกับตลาดค้าอาหารทะเลหฺวาหนานหรืออีก 40 คนที่เหลือของกลุ่มผู้มีอาการครั้งแรกจากไวรัส[1][317] ขณะที่ 2 ใน 3 ของกลุ่มแรกนี้พบว่ามีความเชื่อมโยงกับตลาดสดซึ่งค้าสัตว์มีชีวิตแห่งนี้[1][318][319][320]

องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 30 มกราคม[6] โดยเทดรอส อัดเฮนอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ยังคงกล่าวชื่นชมการตอบสนองของประเทศจีนต่อไวรัส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ว่า "เป็นการหลีกเลี่ยงการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย" แม้ว่าโรคจะมีศักยภาพในการแพร่ภายในท้องถิ่นในบริเวณอื่น ๆ ของโลกด้วยก็ตาม[321]

ในช่วงเริ่มแรก จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ๆ เจ็ดวันครึ่ง[322] ในช่วงต้นและกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ไวรัสเกิดการแพร่กระจายไปยังมณฑลอื่น ๆ ของประเทศจีน ผ่านการโยกย้ายของประชากรในช่วงตรุษจีน และเนื่องจากนครอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางการขนส่งในประเทศจีน ผู้ติดเชื้อจึงเดินทางไปได้อย่างรวดเร็วทั่วประเทศ[323]

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 องค์การอนามัยโลกรายงานว่า จากการที่ผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจีนลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศอิตาลี ประเทศอิหร่าน และประเทศเกาหลีใต้ ทำให้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มสูงกว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก[324] นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบในเด็ก ซึ่งพบได้ "น้อยมาก" ด้วย[11] จากรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ป่วยที่อายุ 19 ปี และต่ำกว่าเพียงร้อยละ 2.4 จากจำนวนผู้ป่วยทั่วโลก[325]

การวิเคราะห์วิทยาการระบาดของการระบาดทั่ว ทำให้องค์การอนามัยโลกและหลายรัฐบาลยอมรับว่าเหตุนี้เป็นการระบาดทั่วครั้งแรก ที่สามารถควบคุมได้อย่างน้อยในหลายภูมิภาคของโลก[326]

การเสียชีวิตแก้ไข

ผู้ที่เสียชีวิตจากโรค มีระยะเวลาตั้งแต่การพัฒนาอาการของโรคโควิด-19 ไปจนถึงแก่ชีวิตนั้นมีช่วงอยู่ระหว่าง 6 ถึง 41 วัน โดยมีมัธยฐานอยู่ที่ 14 วัน[11]

ณ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,900 คน จากโควิด-19[2] จากข้อมูลของ NHC ประเทศจีนพบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตพบว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และร้อยละ 75 มีภาวะทางสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจหลอดเลือด[327]

มีการยืนยันผู้เสียชีวิตรายแรกในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563 ในนครอู่ฮั่น[328] ส่วนผู้เสียชีวิตนอกประเทศจีนรายแรกเกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์[329][330][331][332] และผู้ป่วยนอกเอเชียรายแรกเกิดขึ้นในกรุงปารีส[333] วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ผู้เสียชีวิตมากกว่าสิบสองรายนอกประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศอิตาลี[334][335][336] วันที่ 13 มีนาคม มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ประเทศและดินแดน ในทุกทวีป (ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา)[337]

แผนภาพแก้ไข

อาการและอาการแสดงแก้ไข

อาการ[323] %
ไข้ 87.9%
ไอแห้ง 67.7%
ล้า 38.1%
มีเสมหะ 33.4%
หายใจลำบาก 18.6%
ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดในข้อ 14.8%
เจ็บคอ 13.9%
ปวดศีรษะ 13.6%
หนาวสะท้าน 11.4%
คลื่นไส้หรืออาเจียน 05.0%
คัดจมูก 04.8%
อาการท้องร่วง 03.7%
ไอเป็นเลือด 00.9%
การคั่งในเยื่อตา 00.8%
 
อาการของโควิด-19

อาการของโรคโควิด-19 นั้นไม่เจาะจงและผู้ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการหรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ได้ เช่น ไข้ ไอ ล้า หายใจลำบาก หรือปวดกล้ามเนื้อ โดยอาการทั่วไปและความชุกแสดงไว้ดังตาราง[323]

การพัฒนาต่อไปของโรคอาจนำไปสู่การปอดบวม กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ ช็อกเหตุพิษติดเชื้อ และเสียชีวิตได้ ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีการแสดงอาการ ซึ่งให้ผลการทดสอบที่ยืนยันว่าติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแสดง ดังนั้น นักวิจัยจึงได้ออกคำแนะนำว่าบุคคลที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ควรมีการติดตามและทดสอบการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด[342][343][344][1]

ระยะฟักตามปกติ (เวลาระหว่างที่ได้รับเชื้อและมีอาการเกิดขึ้น) มีช่วงตั้งแต่ 1 ถึง 14 วัน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 5 วัน[345][346] อย่างไรก็ตาม มีการรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อรายหนึ่งที่มีระยะฟักถึง 27 วัน[347]

สาเหตุแก้ไข

การแพร่เชื้อแก้ไข

วีดีโออภิปรายค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐานและอัตราป่วยตายในบริบทของการระบาดทั่วของโรคโควิด-19

การแพร่เชื้อหลักนั้นเป็นการแพร่ผ่านละอองเสมหะ (droplets) ที่บุคคลขับออกมา เช่น เมื่อไอหรือจาม[348][349][8] ละอองเสมหะจะค้างอยู่ในอากาศเป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่อาจคงอยู่ต่อได้บนพื้นผิวที่เป็นโลหะ แก้ว หรือพลาสติก[350] รายละเอียดของไวรัสโควิด-19 นั้นไม่มีเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และมีการสันนิษฐานว่ามันนั้นคล้ายไวรัสโคโรนาอื่น ซึ่งสามารถอยู่รอดได้นานถึงเก้าวันที่อุณหภูมิห้อง[351] สารฆ่าเชื้อที่ใช้บนพื้นผิวอาจใช้สาร เช่น เอทานอล 62–71% บนพื้นผิวเป็นเวลาหนึ่งนาที[351]

องค์การอนามัยโลกระบุว่าความเสี่ยงของการแพร่จากบุคคลที่ไม่มีอาการนั้น "ต่ำมาก" และการส่งผ่านอุจจาระนั้นก็ "ต่ำ"[352] แต่การวิเคราะห์การติดเชื้อในประเทศสิงคโปร์และเมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้เปิดเผยว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในหลายคนอาจแพร่ผ่านคนที่เพิ่งติดเชื้อไวรัส และยังไม่ได้เริ่มแสดงอาการ การค้นพบนี้หมายความว่า การแยกกักบุคคลเมื่อเริ่มต้นรู้สึกป่วยนั้นมีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่คาดไว้[353]

ค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐาน (จำนวนเฉลี่ยของบุคคลที่บุคคลที่ติดเชื้อมีแนวโน้มจะแพร่ใส่) สำหรับการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ของไวรัสอยู่ที่ประมาณ 2.13[354] ถึง 4.82[355][356] ซึ่งคล้ายกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS-CoV)[357]

วิทยาไวรัสแก้ไข

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) เป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงสายพันธุ์ใหม่ ผู้ป่วยสายรายแรกที่ถูกแยกมีอาการปอดบวมที่เชื่อมกับกลุ่มของผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจในอู่ฮั่น เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)[315]

SARS-CoV-2 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ SARS-CoV แรกเริ่ม[358] โดยมีแนวคิดว่ามีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ (zoonotic) การวิเคราะห์ทางพันธุกรรม เปิดเผยว่ากลุ่มพันธุกรรมของไวรัสโคโรนากับสกุลเบตาไวรัสโคโรนา ในสกุลย่อยซาร์เบโคไวรัส (เชื้อสาย B) ร่วมกับไวรัสโคโรนาสองสายพันธุ์ที่ได้จากค้างคาว พบว่ามีความเหมือนกันในระดับจีโนมทั้งหมดร้อยละ 96 กับไวรัสโคโรนาตัวอย่างอื่น (BatCov RaTG13)[359][323] ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นักวิจัยชาวจีนพบว่า มีความแตกต่างของกรดอะมิโนเพียงตัวเดียวในลำดับจีโนมบางอย่าง ระหว่างไวรัสที่พบในตัวลิ่นและจากมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า ตัวลิ่น อาจเป็นพาหะขั้นกลางของไวรัส[360]

การวินิจฉัยแก้ไข

การติดเชื้อไวรัสนั้นสามารถวินิจฉัยเป็นการชั่วคราวบนพื้นฐานของอาการ โดยการยืนยันการติดเชื้อในท้ายที่สุดแล้วจะใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบย้อนกลับ (rRT-PCR) จากสิ่งคัดหลั่งที่ติดเชื้อ (ความไวร้อยละ 71) และการใช้การถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ (CT scan) (ความไวร้อยละ 98)[361]

การทดสอบไวรัสแก้ไข

องค์การอนามัยโลกเผยแพร่เกณฑ์วิธีการทดสอบอาร์เอ็นเอสำหรับ SARS-CoV-2 มาหลายฉบับ โดยฉบับแรกเมื่อวันที่ 17 มกราคม[362][363][364][365] ซึ่งใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบย้อนกลับแบบตามเวลาจริง[366] การทดสอบสามารถทำได้โดยใช้ตัวอย่างจากระบบหายใจหรือเลือด[367] และโดยทั่วไป ผลจะพร้อมใช้ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงจนถึงเป็นวัน[368][369]

บุคคลที่ถือว่ามีความเสี่ยง หากมีการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดภายใน 14 วันก่อนหน้า หรือมีการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ จะมีตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก ส่วนตัวชี้วัดอื่น ๆ ได้แก่ ล้า อาการปวดกล้ามเนื้อ ภาวะเบื่ออาหาร มีเสมหะ และเจ็บคอ[370]

การถ่ายภาพแก้ไข

สมบัติการถ่ายภาพแบบการถ่ายภาพรังสีและการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ได้รับการอธิบายในผู้คิดเชื้อจำนวนจำกัด[371] สมาคมรังสีวิทยาอิตาลีกำลังรวบรวมข้อมูลออนไลน์ระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการถ่ายภาพที่นำไปสู่การค้นพบผู้ติดเชื้อยืนยัน[372] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทับซ้อนกับการติดเชื้ออื่น เช่น Adenoviridae การถ่ายภาพโดยไม่มีการยืนยันโดยวิธี PCR จึงถูกใช้ยืนยันการป่วยโรคโควิด-19 อย่างจำกัด[371]

การป้องกันแก้ไข

 
อธิบายวิธีการหยุดการแพร่ของเชื้อโรค

คำแนะนำในการป้องกัน ได้แก่ การรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือเมื่อเหมาะสม หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา จมูก หรือปากด้วยมือที่ไม่ได้ล้าง ไอและจามใส่กระดาษชำระและทิ้งกระดาษชำระนั้นลงถังขยะโดยตรง และ (สำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้ว) สวมหน้ากากในที่สาธารณะ[373][374][375] มาตรการการทิ้งระยะทางสังคมก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่แนะนำเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดด้วย[376][377]

รัฐบาลหลายแห่งแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น ไปยังประเทศและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด[378] ในประเทศจีนมีการห้ามการค้าและการบริโภคสัตว์ป่าด้วย[379]

สำหรับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่ต้องดูแลบุคคลอื่น อาจดำเนินการตามข้อระวังมาตรฐานการติดเชื้อ (infected standard precautions) ข้อระวังการสัมผัส (contact precautions) และข้อระวังทางอากาศ (airborne precautions) โดยแนะนำให้ป้องกันดวงตา[380]

ผู้สัมผัสโรค (contact tracing) เป็นวิธีการที่สำคัญสำหรับหน่วยงานสาธารณสุข ในการกำหนดแหล่งของการติดเชื้อ และป้องกันการแพร่ต่อของเชื้อ[381]

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ นั้นกำลังถูกเผยแพร่ไป เช่น การล้างจมูก การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก และการกินกระเทียม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสแต่อย่างใด[382]

การล้างมือแก้ไข

มีการแนะนำให้ล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) แนะนำให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อยครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเข้าห้องน้ำหรือเมื่อมือสกปรกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากไอหรือจาม นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมให้ใช้สารล้างมือที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์อย่างน้อยร้อยละ 60 โดยปริมาตร เมื่อไม่สามารถใช้สบู่และน้ำได้[373] องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา จมูก หรือปากเมื่อไม่ได้ล้างมือด้วย[374][383]

การเว้นระยะทางสังคมแก้ไข

การเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) รวมถึงการควบคุมการติดเชื้อ มีจุดมุ่งหมายในการชะลอการแพร่ระบาดของโรค ด้วยการลดการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างบุคคลให้น้อยลง วิธีการนี้ประกอบด้วย การกักด่าน การจำกัดการเดินทาง และการปิดสถานศึกษา สถานที่ทำงาน สนามกีฬา โรงภาพยนตร์ หรือศูนย์การค้า โดยบุคคลอาจใช้การทิ้งระยะทางสังคม โดยการอยู่แต่บ้าน จำกัดการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด ไม่สัมผัสมือผู้อื่น และทิ้งระยะทางกายจากผู้อื่น[384][385][386] ขณะนี้หลายรัฐบาลกำลังสั่งการหรือแนะนำให้มีการทิ้งระยะทางสังคมในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด[387][388][389]

ผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเรื้อรังรุนแรงจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน โดย CDC ของสหรัฐแนะนำให้คนกลุ่มนี้หลีกเลี่ยงฝูงชนและอยู่แต่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในพื้นที่ที่เกิดการระบาดในระดับชุมชน[390]

อนามัยทางเดินหายใจแก้ไข

 
ผู้คนสวมใส่ผ้าปิดจมูกในกว่างโจว

องค์การด้านอนามัยแนะนำให้ปิดปากและจมูกโดยการงอศอกเข้ามาปิด หรือใช้กระดาษชำระเมื่อไอหรือจาม (ซึ่งกระดาษชำระนั้นควรกำจัดทิ่งในทันที)[374][391]

มีการแนะนำให้ใช้ผ้าปิดจมูกในผู้ที่อาจติดเชื้อ[392][393][394] เนื่องจากสามารถจำกัดปริมาณและระยะในการเดินทางของละอองเสมหะลงได้ เมื่อพูดตุย จาม และไอ[395] โดยองค์การอนามัยโลกได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับเมื่อใดที่ควรใช้ผ้าปิดจมูกและควรใช้อย่างไร[396]

นอกจากนี้ยังมีการใช้ผ้าปิดจมูกสำหรับผู้ที่ดูแลบุคคลที่อาจเป็นโรคด้วย[394] นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังได้รับคำแนะนำให้สวมหน้ากากที่มีการป้องกันอย่างน้อยในระดับ N95 (ตามมาตรฐาน NIOSH), FFP2 (มาตรฐานสหภาพยุโรป) หรือเทียบเท่า นอกเหนือจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอื่น ๆ[394][ต้องการอ้างอิง]

แต่หน้ากากนั้นไม่ได้มีการแนะนำสำหรับคนส่วนใหญ่ โดยมีหลักฐานอย่างจำกัดว่า การสวมผ้าปิดจมูกในบุคคลที่ไม่ติดเชื้อนั้นมีประสิทธิภาพต่ำ[394] แม้ว่าอาจช่วยให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าได้ ผ้าปิดปาก (Surgical masks) นั้นมีระดับการป้องกันต่ำที่สุด และได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้อื่นจากผู้สวมใส่เป็นหลัก หน้ากากที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้สวมใส่เป็นทางเทคนิคเรียกว่า "เครื่องช่วยหายใจ" (respirators) แต่โดยทั่วไปแล้วจะเรียกว่า "หน้ากาก" (masks) โดยมีเพียงประเทศจีนเท่านั้น ที่มีการแนะนำให้ใช้หน้ากากในสาธารณชนที่มีสุขภาพดี[338][395][397] อย่างไรก็ตาม การใช้หน้ากากอย่างกว้างขวางก็ถูกใช้โดยคนที่มีสุขภาพดีในฮ่องกง[398] ประเทศญี่ปุ่น[399] ประเทศมาเลเซีย[400] และประเทศสิงคโปร์[401][402]

การกักตัวแก้ไข

การกักตนเอง (self-isolation) ที่บ้านนั้นเป็นที่แนะนำสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 และผู้ต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้อ[403]

เป็นที่เชื่อกันว่าไวรัสได้ไปถึงจุดที่มีการระบาดในชุมชนในส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งหมายความว่า ไวรัสจะแพร่กระจายในชุมชนที่สมาชิกที่ไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง หน่วยงานด้านสุขภาพแนะนำให้บุคคลมีการกักตนเอง หากบุคคลเหล่านั้นมีอาการไออย่างต่อเนื่อง หรือมีไข้สูง โดยระยะเวลาการกักตนเองควรใช้เวลาอย่างน้อย 14 วัน แต่ควรนานกว่านั้น[404] นอกจากนี้ บุคคลที่เพิ่งเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง หรือผู้ที่มีการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยโรคโควิด-19 ก็จะถูกเรียกร้องจากหน้วยงานให้ทำการกักตนเอง หรือทิ้งระยะทางสังคมเป็นระยะเวลา 14 วัน นับตั้งแต่เวลาที่ได้สัมผัสที่เป็นไปได้ล่าสุด[9][10][405]

บริการอนามัยแห่งชาติสหราชอาณาจักร (National Health Services) ได้แนะนำให้ผู้ที่กักตนเองที่บ้าน อยู่ให้ห่างจากผู้อื่นในบ้านเป็นระยะสองเมตร บุคคลที่กำลังกักตนเองควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่กำลังกักตนเองควรล้างมือเป็นประจำเพื่อไม่ให้เป็นแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้อื่นในบ้าน หรือบนพื้นผิวที่ผู้อื่นอาจจะสัมผัสได้ และตราบใดที่อาการไม่ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ควรติดต่อกับบริการด้านสุขภาพ[403]

การวิจัยวัคซีนแก้ไข

ณ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563 ยังไม่มีวัคซีนต้านโควิด-19 ได้ บริษัทเอกชนและสถาบันวิจัยหลายแห่งกำลังพัฒนาวัคซีนขึ้น โดยโครงการวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งมีการประสานงานโดยพันธมิตรเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด ได้ให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนแก่ผู้สมัครที่เป็นไปได้จำนวนสามราย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการทดลองทางคลินิกก่อนปี พ.ศ. 2564[406][407]

การจัดการแก้ไข

การระบาดแก้ไข

 
เป้าหมายของการบรรเทาชุมชน (1) ชะลอจุดสูงสุดของการระบาด (2) ลดภาระสูงสุดของสาธารณสุข ทำให้เส้นโค้งแบนลง (3) ลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผลกระทบทางสุขภาพในภาพรวม[408][409]

กลยุทธ์พื้นฐานสองข้อในการควบคุมการระบาด คือ การยับยั้ง (containment) และ การบรรเทา (mitigation) การยังยั้งจะกระทำในระยะแรกของการระบาด และมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการติดตามและแยกผู้ติดเชื้อออก เพื่อหยุดโรคมิให้แพร่กระจายไปยังประชากรส่วนที่เหลือ เมื่อไม่สามารถยับยั้งการแพร่ของโรคได้อีกต่อไป จะมีการเปลี่ยนความพยายามไปเป็นการบรรเทาแทน โดยมาตรการจะถูกนำมาใช้เพื่อลดการแพร่และบรรเทาผลกระทบจากการระบาดต่อระบบสาธารณสุขและสังคม การรวมกันของทั้งมาตรการการยับยั้งและการบรรเทาอาจถูกนำมาใช้ไปพร้อมกัน[410]

ส่วนหนึ่งของการจัดการโรคระบาดติดเชื้อ คือการพยายามที่ลดลงจุดสูงสุดของการระบาด (epidemic peak) ลง เรียกว่า การทำให้เส้นโค้งการระบาดแบนลง (flattening the epidemic curve)[408] โดยสิ่งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการบริการด้านสาธารณสุขที่กำลังจะพ่ายแพ้ และให้มีเวลาที่มากขึ้นในการพัฒนาวัคซีนและยารักษา[408]

การแทรกแซงที่ไม่ใช่ทางเภสัชภัณฑ์ที่อาจจัดการการระบาดได้ ประกอบด้วย มาตรการการป้องกันส่วนบุคคล เช่น การรักษาสุขอนามัยของมือ การสวมหน้ากากอนามัย และการกักตนเอง มาตรการทางชุมชนที่มุ่งเน้นไปที่การทิ้งระยะทางสังคม เช่น การปิดสถานศึกษา และการยกเลิกกิจกรรมที่ทำให้เกิดการรวมกันของฝูงชน การทำข้อตกลงของชุมชนเพื่อให้มีการส่งเสริมยอมรับ และมีส่วนร่วมในการแทรกแซงดังกล่าว รวมไปถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส[411]

การกระทำเหล่านี้รุนแรงมากขึ้นในประเทศจีน เมื่อความรุนแรงของการระบาดชัดเจนขึ้น เช่น มีการกักด่านเมืองทั้งเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากร 60 ล้านคนในมณฑลหูเป่ย์ และการห้ามการท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด[412] ขณะที่ประเทศอื่นก็มีการใช้มาตรการที่หลากหลาย เพื่อกำจัดการแพร่ของไวรัส ตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้มีการนำการตรวจคัดกรองมวลชน การกักด่านในท้องถิ่น และใช้การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของบุคคลที่ได้รับผลกระทบมาใช้ ประเทศสิงคโปร์ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ติดเชื้อที่ทำการกักตนเอง ในทางกลับกันก็มีการตั้งค่าปรับจำนวนมากสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเช่นกัน ไต้หวันเพิ่มการผลิตหน้ากาก และมีแนวทางการลงโทษสำหรับการกักตุนเวชภัณฑ์[413] ส่วนบางประเทศได้มีการกำหนดให้พลเมืองต้องรายงานอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ต่อแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเพิ่งมีการเดินทางไปยังจีนแผ่นดินใหญ่มา[414]

การป่วยแก้ไข

ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะกับไวรัสนี้ แต่อยู่ในระหว่างการพยายามพัฒนา ความพยายามในการบรรเทาอาการจึงอาจประกอบด้วย การรับประทานยาแก้ไข้ตามปกติ (ยาที่สามารถซื้อขายกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์)[415] การดื่มน้ำ และพักผ่อน[373] อาจต้องใช้การรักษาด้วยออกซิเจน การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และการช่วยหายใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ[416] ส่วนการใช้สเตียรอยด์อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่ลง[417] และยังมีการตรวจสอบสารประกอบหลายชนิด ที่ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับการรักษาไวรัสตัวอื่น เช่น ฟาวิพิราเวียร์, ไรบาวิริน, เรมเดซิเวียร์,[418] และกาลิเดซิเวียร์[419][420]

ประวัติแก้ไข

 
กรณีผู้ป่วยในแต่ละประเทศ มาตราส่วนกึ่งเชิงลอการิทึม

มีหลายทฤษฎีว่าผู้ป่วยกรณีแรก (First case) หรือผู้ป่วยหมายเลขศูนย์ (Index Case) อาจจะเกิดขึ้นที่ไหน[421] กรณีที่เป็นที่ทราบกันครั้งแรกของผู้ป่วยจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ถูกตรวจสอบย้อนกลับไปในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน[422] การกล่าวอ้างที่ไม่ยืนยันในภายหลังได้อ้างถึงเอกสารรัฐบาลจีนที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยกรณีแรกเป็นชายอายุ 55 ปีที่ล้มป่วยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562[423]

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม กลุ่มแพทย์จากโรงพยาบาลกลางอู่ฮั่นนำโดย พญ. อ้าย เฟิน (艾芬) ได้เริ่มเผยแพร่การแจ้งเตือนเรื่อง "ไวรัสโคโรนา-คล้ายโรคซาร์ส" แพทย์ชาวจีนแปดคนถูกรัฐบาล จับกุมตัวในข้อหาแพร่ข่าวลือที่เป็นเท็จ รวมถึงนายแพทย์ หลี่ เหวินเลี่ยง (李文亮) ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร เหรินวู่ (人物) อ้าย เฟิน กล่าวว่าเธอถูกตำหนิหลังจากแจ้งผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานของเธอเกี่ยวกับการพบกรณี ไวรัส-คล้ายโรคซาร์ส ในผู้ป่วยในเดือนธันวาคม[424]

ภายในเดือนถัดมา จำนวนผู้ป่วยกรณีไวรัสโคโรนาในมณฑลหูเป่ย์ ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยคนก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีการรายงานผู้ป่วยโรคปอดบวมที่ไม่ทราบสาเหตุจำนวนหนึ่งต่อหน่วยงานด้านสุขภาพในนครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์[425] ซึ่งทำให้เกิดการเริ่มต้นสอบสวนโรค[426] กรณีเหล่านี้ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับตลาดขายส่งอาหารทะเลหวฺหนาน ซึ่งขายสัตว์มีชีวิตด้วย ดังนั้นจึงเชื่อว่าโรคจากไวรัสนี้เป็นโรครับจากสัตว์[427]

ในช่วงแรกของการระบาดจำนวนผู้ป่วยเพิ่มเป็นสองเท่าทุก 7 1/2 วัน[322] ในช่วงต้นและกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ไวรัสแพร่กระจายไปยังมณฑลอื่น ๆ ของจีน โดยอาจเกิดจากช่วงเวลาชุน-ยฺวิ่น หรือการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน[323] เมื่อวันที่ 20 มกราคม จีนได้รายงานผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 140 กรณีในหนึ่งวัน รวมถึงสองรายในนครปักกิ่ง และอีกหนึ่งรายในเชินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง[428] ข้อมูลอย่างเป็นทางการในภายหลังได้แสดงว่ามี 6,174 คนที่มีอาการป่วยแล้วภายในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563[429]

เมื่อวันที่ 10 มกราคมจากรายงานของทางการจีน องค์การอนามัยโลกได้ออกคำแนะนำการเดินทางเพื่อขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามแนวทาง "เพื่อลดความเสี่ยงโดยทั่วไปของการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ขณะเดินทางในหรือจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (นครอู่ฮั่น)"[430] ในขณะที่ข้อสังเกตรูปแบบของการแพร่กระจายของไวรัสนั้นไม่ชัดเจน แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ "การใช้การ จำกัดการเดินทางหรือการค้ากับจีน" เมื่อวันที่ 12 มกราคม ตามข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน ทาง WHO ระบุว่า "ในขั้นตอนนี้ไม่มีการติดเชื้อในหมู่คนทำงานด้านการดูแลสุขภาพ และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามนุษย์มีการถ่ายทอดสู่มนุษย์"[431]

ในวันที่ 13 มกราคม กรณีผู้ติดเชื้อไวรัสที่ทราบกันเป็นครั้งแรกนอกประเทศจีนได้รับการยืนยันในประเทศไทย โดยเป็นกรณีนักเดินทางชาวจีน องค์การอนามัยโลกระบุว่าคาดว่าจะมีกรณีเช่นนี้และเรียกร้องให้ "มีการติดตามและเตรียมความพร้อมในประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง"[432] เมื่อวันที่ 20 มกราคมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนยืนยันว่า การติดเชื้อโรค COVID-19 จากมนุษย์สู่มนุษย์ได้ปรากฏขึ้นแล้ว[433] เมื่อวันที่ 24 มกราคม องค์การอนามัยโลก ได้ปรับปรุงคำแนะนำการเดินทาง โดยแนะนำการคัดกรองการผ่านเข้าออกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ยังคงให้คำแนะนำต่อการจำกัดการเดินทาง[434] เมื่อวันที่ 27 มกราคม WHO ประเมินความเสี่ยงของโรค COVID-19 ว่า "สูงในระดับโลก"[435]

เมื่อวันที่ 30 มกราคม องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศว่าการแพร่ระบาดของโรคเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยเตือนว่า "ทุกประเทศควรเตรียมพร้อมสำหรับการกักกันโรค รวมถึงการเฝ้าระวังอย่างแข็งขัน การตรวจหาเชื้อแต่เนิ่น ๆ การแยกผู้ป่วยและการจัดการรายกรณี การติดตามการติดต่อของผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และการป้องกันการเพิ่มการแพร่กระจายโรค[6][436]

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก เทดรอส อัดเฮนอม เตือนว่าไวรัสอาจกลายเป็น "โรคระบาดทั่ว (Pandemic)" เนื่องจากมีผู้ป่วยนอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก[321] เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ WHO ได้เพิ่มการประเมินความเสี่ยงของการแพร่ระบาดไปทั่วโลกว่า "สูงมาก"[437]

ในวันที่ 11 มีนาคม องค์การอนามัยโลกได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า การระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น "โรคระบาดทั่ว" หลังจากมีการติดต่อเชื้อในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่องช่วงเวลาหนึ่งในหลายภูมิภาคของโลก[326] ในวันที่ 13 มีนาคม WHO ได้ประกาศให้ยุโรปเป็นศูนย์กลางของการระบาดใหญ่ครั้งใหม่ หลังจากที่อัตราผู้ป่วยรายใหม่ในยุโรปสูงกว่าภูมิภาคอื่นของโลกนอกเหนือจากจีน[438] เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 จำนวนกรณีผู้ป่วยทั่วโลกที่อยู่นอกประเทศจีนมีจำนวนมากกว่าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่[439] ในวันที่ 19 มีนาคม 2563 ประเทศจีนรายงานว่าไม่มีกรณีผู้ป่วยในประเทศกรณีใหม่ (ยกเว้นกรณีผู้ป่วยเดินทางมาจากต่างประเทศ) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาด ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในอิตาลีมากกว่าในประเทศจีน[440]

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 นักวิทยาศาสตร์จีนได้รายงานว่า มากถึง 10% ของผู้ที่รักษาหายจากโรคติดเชื้อ COVID-19 และมีผลทดสอบการติดเชื้อเป็นลบ สามารถมีผลทดสอบการติดเชื้อเป็นบวกอีกครั้ง[441]

การตอบสนองระหว่างประเทศแก้ไข

การวิจัยการรักษาแก้ไข

หลายองค์กรทั่วโลกกำลังพัฒนาวัคซีน หรือทำการทดสอบยาต้านไวรัส โดยองค์กรที่กำลังพยายามอยู่ประกอบด้วย:

ผลกระทบแก้ไข

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ-สังคมแก้ไข

 
การซื้อจากความตื่นตระหนกในการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในสิงคโปร์และที่อื่น ๆ รวมถึงกระดาษชำระ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปังข้าว ผัก ยาฆ่าเชื้อ และแอลกอฮอล์

การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนอุปทานสินค้าในหลายภาคส่วนอันเนื่องมาจาก การใช้อุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับการระบาด, การซื้อจากความตื่นตระหนกและการหยุดชะงักของโรงงานและห่วงโซ่อุปทาน องค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เนื่องจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น และการหยุดชะงักของผู้ผลิตและจัดหาสินค้า[454] หลายท้องที่เช่นสหรัฐ[455], อิตาลี[456] และฮ่องกง[457] มีปรากฏการณ์การซื้อจากความตื่นตระหนกที่นำไปสู่ชั้นวางสินค้าอุปโภคจำเป็นในร้านขายของชำที่ว่างเปล่า เช่น อาหาร, กระดาษชำระ และน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานสินค้าตามมา[458] อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้รับคำเตือนโดยเฉพาะ เกี่ยวกับความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์[459] คุณ Tedros Adhanom ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกระบุว่า ความต้องการอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 100 เท่า และความต้องการนี้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสูงถึงยี่สิบเท่าของราคาปกติ และทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดหาเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ประมาณสี่ถึงหกเดือน[460][461]

ผู้บริหารระดับจังหวัดจำนวนมากของพรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกให้ออกตำแหน่ง จากปัญหาการจัดการการกักกันโรคในภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงความไม่พอใจต่อหน่วยงานทางการเมืองในการแก้ปัญหาการระบาดของโรคในภูมิภาคนั้น[462] นักวิจารณ์บางคนเสนอว่าการกล่าวร้องออกมาดัง ๆ ในเรื่องโรคอาจเป็นการประท้วงที่เกิดขึ้นไม่บ่อยต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน[463] นอกจากนี้การประท้วงในเขตการปกครองพิเศษของฮ่องกง มีความเข้มข้นเนื่องจากความกลัวการอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่[464] ไต้หวันก็แถลงแสดงความกังวลเกี่ยวกับการถูกรวมอยู่ในการห้ามการเดินทางใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเนื่องจาก "นโยบายจีนเดียว" และสถานะทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน[465]

เนื่องจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า การระบาดของไวรัสจึงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก คุณ Agathe Demarais จากหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (EIU) ได้คาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงมีความผันผวนจนกว่าภาพที่ชัดเจนจะปรากฏในผลของเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่า อัตราการล่มสลายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคในครั้งนี้ ที่มีต่อการเจริญเติบโตของโลกอาจเกินกว่าครั้งการระบาดของโรคซาร์สได้[466] ดร. Panos Kouvelis ผู้อำนวยการ "ศูนย์โบอิง" ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในนครเซนต์หลุยส์ คาดการณ์ผลกระทบมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในระบบห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่อาจกินเวลานานถึงสองปี[467] องค์การของประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (โอเปก) รายงานว่า "มีการโต้เถียงกัน" หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างหนักเนื่องจากความต้องการที่ลดลงจากจีน[468] ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกร่วงลงเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เนื่องจากจำนวนผู้ป่วย COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนอกจีนแผ่นดินใหญ่[469][470] เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ดัชนีหุ้นของสหรัฐ หลายดัชนีรวมถึง แนสแด็ก-100, ดัชนี เอสแอนด์พี 500 และดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมของดาวน์โจนส์ ติดลบมากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 1,191 จุด ซึ่งมากที่สุดในการลดลงในหนึ่งวันนับตั้งแต่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2550-2551[471] ดัชนีทั้งสามลดลงกว่าร้อยละ 10 เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์[472] เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์บริษัทจัดอันดับเครดิต สโคปเรตติง (Scope Ratings) จากเยอรมัน ยืนยันการจัดอันดับเครดิตของจีน แต่ยังคงมุมมองเชิงลบ[473] หุ้นตกต่ำอีกครั้งตามความวิตกเรื่องไวรัสโคโรนา ซึ่งการร่วงของราคาที่มากที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2563.[474] ทำให้มีหลายความคิดเห็นคาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย[475][476][477]

 
สภาพเกือบร้างของโถงผู้โดยสารขาเข้าที่ ท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อน ในเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคที่ได้รับผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดเนื่องจากการห้ามเดินทาง การปิดสถานที่สาธารณะ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว และการให้คำแนะนำของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับการระมัดระวังการท่องเที่ยวใด ๆ ทั่วโลก เป็นผลให้สายการบินจำนวนมากยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากความต้องการลดลงรวมถึงบริติชแอร์เวย์, ไชน่าอีสเทิร์น และควอนตัส ในขณะที่สายการบินภูมิภาคของอังกฤษ ฟลายบี (Flybe) ต้องปิดกิจการ[478] สถานีรถไฟและท่าเรือเฟอร์รีหลายแห่งก็ปิดตัวลงเช่นกัน[479] การแพร่ระบาดของโรคใกล้เคียงกับ ชุน-ยฺวิ่น หรือ ฤดูเดินทางแห่งเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ที่เกี่ยวข้องกับวันหยุดปีใหม่ของจีน เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับฝูงชนจำนวนมาก ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลระดับชาติและระดับภูมิภาครวมถึงงานเทศกาลปีใหม่ บริษัทเอกชนต่างก็ปิดร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวเช่น ดิสนีย์แลนด์ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์พาร์ก[480][481] กิจกรรมวันตรุษจีนและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งถูกปิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงนครต้องห้ามในปักกิ่ง และงานประเพณีในวัดแบบดั้งเดิม[482] ใน 24 จาก 31 มณฑล, เขตเทศบาล และภูมิภาคของจีน เจ้าหน้าที่ได้ขยายวันหยุดปีใหม่จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ โดยสั่งให้สถานที่ทำงานส่วนใหญ่ไม่เปิดทำการใหม่จนกระทั่งถึงวันนั้น[483][484] ภูมิภาคเหล่านี้คิดเป็น 80% ของจีดีพีของประเทศและ 90% ของการส่งออก[484] ฮ่องกงยกระดับการตอบสนองต่อโรคติดเชื้อให้อยู่ในระดับสูงสุด และประกาศภาวะฉุกเฉิน สั่งปิดโรงเรียนจนถึงเดือนมีนาคม และยกเลิกการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน[485][486]

แม้จะมีความชุกของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสูงในภาคเหนือของอิตาลี และพื้นที่บริเวณนครอู่ฮั่น และความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่สูงขึ้นในทั้งสองพื้นที่ทำให้เกิดผลกระทบจากการขาดแคลนอาหารเฉียบพลัน มาตรการที่มีประสิทธิภาพโดยจีนและอิตาลีต่อการกักตุนและการค้าผลิตภัณฑ์ที่สำคัญนั้นประสบความสำเร็จ โดยหลีกเลี่ยงการขาดแคลนอาหารเฉียบพลันที่มีการคาดว่าจะเกิดขึ้นในยุโรปและรวมทั้งในอเมริกาเหนือ ภาคเหนือของอิตาลีซึ่งมีการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญไม่ได้มีผลผลิตลดลงมาก แต่ราคาอาจเพิ่มขึ้นจากการค้าของผู้แทนจำหน่าย ชั้นวางอาหารเปล่าพบเพียงชั่วคราวแม้กระทั่งในนครอู่ฮั่น ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนได้ปล่อยโควตาสำรองเนื้อสุกร เพื่อให้มั่นใจว่าประชากรมีอาหารบริโภคที่เพียงพอ มีกฎหมายที่คล้ายกันในอิตาลีที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารต้องเก็บสำรองในกรณีฉุกเฉิน[487][488]

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกนั้นปรากฏขึ้นในประเทศจีน ตามรายงานของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ว่าเศรษฐกิจในประเทศจีนได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงสองเดือนแรกของปี พ.ศ. 2563 อันเนื่องมาจากมาตรการของรัฐบาลในการกำจัดการระบาดของไวรัส โดยตัวเลขยอดขายปลีกลดลงถึง 20.5%[489]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Huang C, Wang Y, Li X, และคณะ (February 2020). "Clinical features of patients infected with 2019 novel coronavirus in Wuhan, China". Lancet. 395 (10223): 497–506. doi:10.1016/S0140-6736(20)30183-5. ISSN 0140-6736. PMID 31986264.  
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Coronavirus Update (Live) - Worldometer". www.worldometers.info.
  3. 3.0 3.1 3.2 "Coronavirus COVID-19 Global Cases by the Center for Systems Science and Engineering (CSSE) at Johns Hopkins University (JHU)". ArcGIS. Johns Hopkins CSSE. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  4. "Coronavirus disease (COVID-19) outbreak". who.int. สืบค้นเมื่อ 8 March 2020.
  5. "Coronavirus declared global health emergency". BBC News Online. 31 January 2020. Archived from the original on 13 February 2020. สืบค้นเมื่อ 13 February 2020.
  6. 6.0 6.1 6.2 "Statement on the second meeting of the International Health Regulations (2005) Emergency Committee regarding the outbreak of novel coronavirus (2019-nCoV)". World Health Organization. 30 January 2020. Archived from the original on 31 January 2020. สืบค้นเมื่อ 30 January 2020.
  7. "WHO Director-General's opening remarks at the media briefing on COVID-19 - 11 March 2020". World Health Organization. 11 March 2020. สืบค้นเมื่อ 11 March 2020.
  8. 8.0 8.1 "Getting your workplace ready for COVID-19" (PDF). World Health Organization. 27 February 2020.
  9. 9.0 9.1 9.2 "Q&A on coronaviruses". World Health Organization (WHO). 11 February 2020. สืบค้นเมื่อ 24 February 2020.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 "Symptoms of Novel Coronavirus (2019-nCoV) | CDC". U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). 10 February 2020. สืบค้นเมื่อ 11 February 2020.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 Rothan HA, Byrareddy SN (February 2020). "The epidemiology and pathogenesis of coronavirus disease (COVID-19) outbreak". Journal of Autoimmunity: 102433. doi:10.1016/j.jaut.2020.102433.
  12. "Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)". Centers for Disease Control and Prevention (in อังกฤษ). 11 February 2020. สืบค้นเมื่อ 9 March 2020.
  13. "Coronavirus: Shanghai neighbour Zhejiang imposes draconian quarantine". South China Morning Post. 6 February 2020. Archived from the original on 6 February 2020. สืบค้นเมื่อ 8 February 2020.
  14. Marsh S (23 February 2020). "Four cruise ship passengers test positive in UK – as it happened". The Guardian. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 23 February 2020.
  15. 新型肺炎流行の中国、7億8000万人に「移動制限」 [China's new pneumonia epidemic 'restricted movement' to 780 million people] (in ญี่ปุ่น). CNN.
  16. "Coronavirus Update: Masks And Temperature Checks In Hong Kong". Nevada Public Radio. สืบค้นเมื่อ 26 January 2020.
  17. "Coronavirus Disease 2019 Information for Travel". U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). 3 February 2020. Archived from the original on 30 January 2020. สืบค้นเมื่อ 6 February 2020.
  18. Deerwester J, Gilbertson D. "Coronavirus: US says 'do not travel' to Wuhan, China, as airlines issue waivers, add safeguards". USA Today. Archived from the original on 27 January 2020. สืบค้นเมื่อ 26 January 2020.
  19. "Coronavirus Live Updates: Europe Prepares for Pandemic as Illness Spreads From Italy". The New York Times. 26 February 2020. สืบค้นเมื่อ 26 February 2020.
  20. "Coronavirus (COVID-19): latest information and advice". Government of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 27 February 2020.
  21. "Coronavirus impacts education". UNESCO. 4 March 2020. สืบค้นเมื่อ 7 March 2020.
  22. "Here Comes the Coronavirus Pandemic – Now, after many fire drills, the world may be facing a real fire". The New York Times. 29 February 2020. สืบค้นเมื่อ 1 March 2020.
  23. Krugman P (27 February 2020). "When a Pandemic Meets a Personality Cult". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 29 February 2020.
  24. Young E (31 January 2020). "'This is racism': Chinese-Australians say they've faced increased hostility since the coronavirus outbreak began". Special Broadcasting Service.
  25. Iqbal N (1 February 2020). "Coronavirus fears fuel racism and hostility, say British-Chinese". The Observer. ISSN 0029-7712. Archived from the original on 3 February 2020. สืบค้นเมื่อ 4 February 2020.
  26. "Coronavirus fears trigger anti-China sentiment across the globe". Global News. Archived from the original on 3 February 2020. สืบค้นเมื่อ 4 February 2020.
  27. Yeung J. "As the coronavirus spreads, fear is fueling racism and xenophobia". CNN. Archived from the original on 3 February 2020. สืบค้นเมื่อ 4 February 2020.
  28. Darrach A (25 February 2020). "The new coronavirus and racist tropes". Columbia Journalism Review.
  29. "Fake Facts Are Flying About Coronavirus. Now There's A Plan To Debunk Them". NPR. สืบค้นเมื่อ 23 February 2020.
  30. Perper, Rosie (5 March 2020). "As the coronavirus spreads, one study predicts that even the best-case scenario is 15 million dead and a $2.4 trillion hit to global GDP". Business Insider – โดยทาง Yahoo!.
  31. Clamp, Rachel (5 March 2020). "Coronavirus and the Black Death: spread of misinformation and xenophobia shows we haven't learned from our past". The Conversation – โดยทาง Yahoo!.
  32. Lau, Hien; Khosrawipour, Veria; Kocbach, Piotr; และคณะ (March 2020). "Internationally lost COVID-19 cases". Journal of Microbiology, Immunology and Infection. doi:10.1016/j.jmii.2020.03.013.
  33. "Cases in U.S." CDC. 7 May 2020.
  34. "COVID-19/Coronavirus Real Time Updates With Credible Sources in US and Canada | 1Point3Acres". coronavirus.1point3acres.com.
  35. "Painel Coronavírus" (in Portuguese). Ministry of Health (Brazil).
  36. "Casos de coronavírus e número de mortes no Brasil em 25 de abril". G1 (in Portuguese).
  37. "First death from coronavirus registered in Moscow". TASS. 19 March 2020. สืบค้นเมื่อ 19 March 2020.
  38. "О подтвержденных случаях новой коронавирусной инфекции COVID-2019 в России". Rospotrebnadzor. 19 March 2020. สืบค้นเมื่อ 19 March 2020.
  39. "Оперштаб заявил об отсутствии в России летальных исходов от коронавируса". RBC (in Russian). 19 March 2020. สืบค้นเมื่อ 19 March 2020.
  40. "Оперативные данные. По состоянию на 07 мая 10:45". Стопкоронавирус.рф (in Russian). 7 May 2020.
  41. "Historic data". Public Health England. สืบค้นเมื่อ 4 April 2020.
  42. "Total UK cases COVID-19 Cases Update". Public Health England.
  43. "Number of coronavirus (COVID-19) cases and risk in the UK". ww.gov.uk.
  44. "El mapa del coronavirus en España: 26.070 muertos y más de 221.000 contagiados" [The map of coronavirus in Spain: 26,070 deaths and more than 221,000 cases]. RTVE (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 7 May 2020.
  45. "Italy blasts virus panic as it eyes new testing criteria". AP NEWS. February 27, 2020.
  46. Perrone, Alessio (March 14, 2020). "How Italy became the ground zero of Europe's coronavirus crisis" – โดยทาง www.wired.co.uk.
  47. "Ministero della Salute – Nuovo coronavirus". www.salute.gov.it (in Italian). สืบค้นเมื่อ 24 April 2020.
  48. Dipartimento della Protezione Civile. "COVID-19 Italia - Monitoraggio della situazione". opendatadpc.maps.arcgis.com.
  49. "Wie sich das Coronavirus in Ihrer Region ausbreitet" [How the coronavirus affects your region] (in German). Zeit Online. สืบค้นเมื่อ 7 May 2020.
  50. "Corona-Karte Deutschland: COVID-19 live in allen Landkreisen und Bundesländern". Tagesspiegel (in German). สืบค้นเมื่อ 7 May 2020.
  51. "Turkey's death toll from coronavirus rises to 1,006". Anadolu Agency. สืบค้นเมื่อ 10 April 2020.
  52. "T.C Sağlık Bakanlığı Günlük Koronavirüs Tablosu, Turkey Ministry of Health Daily Coronavirus Table". covid19.saglik.gov.tr (in turkish). สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  53. "Home - Ministry of Health and Family Welfare - GOI". mohfw.gov.in (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  54. "COVID-19". gouvernement.fr (in ฝรั่งเศส).
  55. "Nombre cumulé de personnes retournées à domicile depuis le 1er mars 2020". geodes.santepubliquefrance.fr (in French). 2020-03-30. สืบค้นเมื่อ 2020-04-10.
  56. "Official: COVID19 death toll hits 5,650 in Iran". IRNA English (in English). 25 April 2020. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  57. Ministry of Health (Peru) (25 April 2020). "Sala Situactional COVID-19 Perú" (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  58. "Minsa: Casos confirmados por coronavirus COVID-19 ascienden a 25 331 en el Perú ( Comunicado N° 77)" (in Spanish). Plataforma digital única del Estado Peruano. 25 April 2020. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  59. "Tracking every case of COVID-19 in Canada". CTV News. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  60. 截至4月24日24时新型冠状病毒肺炎疫情最新情况 (in Chinese). National Health Commission. 26 April 2020. สืบค้นเมื่อ 26 April 2020.
  61. "COVID 19 Dashboard: Saudi Arabia" (in Arabic). สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  62. "Casos confirmados COVID-19". Gobierno de Chile (in Spanish).
  63. "Covid-19 Mexico". Instituciones del Gobierno de México (in Spanish).
  64. "Coronavirus COVID-19". info-coronavirus.be.
  65. "COVID-19 Health Advisory Platform by Ministry of National Health Services Regulations and Coordination". covid.gov.pk. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  66. "Covid-19". Ministry of Public Health (Qatar).
  67. "Coronavirus in the Netherlands: the questions you want answered". Dutch News. 2020-03-12.
  68. "Actuele informatie over het nieuwe coronavirus (COVID-19)" (in Dutch). RIVM. สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  69. "Actualización de casos de coronavirus en Ecuador". Ministerio de Salud Pública. สืบค้นเมื่อ 23 May 2020.
  70. "Минздрав: зарегистрировано 35 244 (+941) случая коронавируса, умерли 194 (+4) человека". Onliner.by (in Russian). 23 May 2020. สืบค้นเมื่อ 23 May 2020.
  71. "COVID-19 Status Bangladesh". สืบค้นเมื่อ 24 April 2020.
  72. 72.0 72.1 72.2 72.3 72.4 72.5 72.6 72.7 72.8 "Coronavirus COVID-19 Global Cases". Center for Systems Science and Engineering (CSSE). Johns Hopkins University.
  73. "Antal fall av covid-19 i Sverige - data uppdateras 11:30 och siffrorna är tillgängliga 14:00". Public Health Agency of Sweden – Official statistics at arcgis (in Swedish). สืบค้นเมื่อ 2020-05-23. Lay summaryAntal fall av covid-19 – Statistik – antal fall covid-19. Data updated daily at 11:30 [CEST]
  74. "UPDATES ON COVID-19 (CORONAVIRUS DISEASE 2019) LOCAL SITUATION". Ministry of Health (Singapore).
  75. "Cas d'infection au Sars-CoV-2 en Suisse". Tribune de Genève (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  76. "Ponto de Situação Atual em Portugal" (in Portuguese). Portugal: Ministry of Health.
  77. "UAE CORONAVIRUS (COVID-19) UPDATES". UAE's national emergency crisis and disaster management authority. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  78. "Latest updates on COVID-19 (Coronavirus)". Department of Health (Ireland). 23 April 2020.
  79. "Covid-19: 49 more deaths, 631 additional cases". RTÉ News and Current Affairs. 25 April 2020.
  80. Department of Health [COVID_19_ZA] (2020-04-25). "Covid_19 statistics in South Africa" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  81. "Dashboard Pemantauan Kasus COVID-19". Indonesian National Board for Disaster Management. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  82. "Coronavirus en Colombia" (in Spanish). Instituto Nacional de Salud.
  83. KUWAIT_MOH (31 March 2020). "تعلن #وزارة_الصحة عن تأكيد إصابة 23 حالة جديدة ب #فيروس_كورونا_المستجدّ COVID19 ليصبح الإجمالي 289 حالة" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  84. Ministerstwo Zdrowia [MZ_GOV_PL] (25 April 2020). "Mamy 206 nowych i potwierdzonych przypadków zakażenia #koronawirus" (ทวีต) (in Polish) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  85. "Оперативна інформація про поширення коронавірусної інфекції COVID-19". Ministry of Healthcare of Ukraine Official Website. สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  86. "Informare COVID -19, Grupul de Comunicare Strategică, 24 Aprilie 2020, ora 13.00" (in Romanian). สืบค้นเมื่อ 24 April 2020.
  87. "Ultimele informații oficiale". stirioficiale.ro (in Romanian). สืบค้นเมื่อ 24 April 2020.
  88. Ministry of Health and Population (Egypt) (31 March 2020). "COVID-19 update" (in Arabic) – โดยทาง Facebook.
  89. מידע נגיש לאנשים עם מוגבלות על נגיף קורונה (in Hebrew). สืบค้นเมื่อ 26 April 2020.
  90. "国内感染確認 1万3000人超える (横浜港のクルーズ船除く)". NHKニュース. 26 April 2020.
  91. "新型コロナウイルス感染症の現在の状況と厚生労働省の対応について(令和2年4月23日版)" (in Japanese). Ministry of Health, Labour and Welfare (Japan). 23 April 2020.
  92. "Neuartiges Coronavirus (2019-nCov)" (in German). Federal Ministry of Labour, Social Affairs and Consumer Protection.
  93. "Amtliches Dashboard COVID19 - öffentlich zugängliche Informationen" (in German). Federal Ministry of Labour, Social Affairs and Consumer Protection.
  94. "Publicaciones Oficiales". Ministerio de Salud Pública (Dominican Republic) (in Spanish). 20 April 2020. สืบค้นเมื่อ 20 April 2020.
  95. "Homepage". Dominican Today (in English). สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  96. "COVID-19 TRACKER". Department of Health (Philippines). สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  97. "Coronavirus en Argentina: confirman 146 nuevos casos y el total de muertes llega a 24". www.clarin.com (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  98. name. "Epidemiologiske overvågningsrapporter om COVID-19". www.ssi.dk (in เดนมาร์ก). สืบค้นเมื่อ 2020-03-21.
  99. "Tal og overvågning af COVID-19". Coronavirus/COVID-19 (in Danish). Sundhedsstyrelsen (Danish Health Authority). 25 April 2020. สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  100. KCDC. 보도자료 [Press releases]. www.cdc.go.kr (in Korean).
  101. "COVID-19". Ministry of Health (Serbia). สืบค้นเมื่อ 25 April 2020.
  102. "Coronavirus UPDATE: Five dead, 207 test positive" (in English). 24 April 2020. สืบค้นเมื่อ 24 April 2020.
  103. "Casos de Coronavirus COVID-19 en Panamá". Ministerio de Salud de la República de Panamá (in Spanish).
  104. "COVID-19 cases have jumped to 174, says MoPH". Pajhwok Afghan News. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  105. "Covid-19 Updates". Ministry of Health (Bahrain).
  106. "COVID-19 | Onemocnění aktuálně od MZČR" (in Czech). Ministry of Health (Czech Republic). 2020. สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  107. "Ситуация с коронавирусом официально". coronavirus2020.kz (in Russian). Kazinform. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  108. "COVID-19 : Carte épidémiologique" (in French). Ministry of Health, Population, and Hospital Reform (Algeria). สืบค้นเมื่อ 6 May 2020.
  109. "Algeria COVID-19 Tracker". dz-covid19.com. สืบค้นเมื่อ 6 May 2020.
  110. "Total COVID-19 tests performed per million people". Our World in Data.
  111. Nilsen, Av Sondre; Skjetne, Oda Leraan; Sfrintzeris, Yasmin; Røset, Hanna Haug; Hunshamar, Carina; Fraser, Sofie; Løkkevik, Ole; breaking-avdeling, og VGs. "Live: Corona-viruset sprer seg i Norge og verden". VG Nett.
  112. "NCDC Covid-19 Page". Nigeria Centre for Disease Control. สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  113. "Covid-19 cases in Oman". Ministry of Health. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  114. "Le Portail Officiel du Coronavirus au Maroc". Ministère de la santé (in French).
  115. "Covid-19 (Maklumat Terkini)". Ministry of Health (Malaysia).
  116. "COVID-19 în Republica Moldova: situaţia la zi". gismoldova.maps.arcgis.com. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  117. "Situația epidemiologică privind evoluția noului tip de Coronavirus în Republica Moldova, 29 martie". msmps.gov.md. 29 March 2020. สืบค้นเมื่อ 29 March 2020.
  118. McGowan, Mark (2020-05-06). "WA COVID-19 update for Wednesday 6 May 2020". @MarkMcGowanMP (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-06.
  119. Department of Health, Australian Government (4 May 2020). "Coronavirus (COVID-19) current situation and case numbers in Australia". health.gov.au. สืบค้นเมื่อ 4 May 2020.
  120. "Հաստատված դեպքերն ըստ օրերի – NCDC Armenia" (in Armenian). สืบค้นเมื่อ 2020-05-05.
  121. "COVID-19 Updates". ghanahealthservice.org. สืบค้นเมื่อ 2020-05-04.
  122. "Åland Islands confirms first coronavirus cases, recommends quarantine for visitors from Finland". Yle. 22 March 2020. สืบค้นเมื่อ 22 March 2020.
  123. Särkkä H (2020-04-01). "HUS:n ylilääkäri: Suomessa satoja koronasta parantuneita – vanhimmat yli 80-vuotiaita". Ilta-Sanomat (in ฟินแลนด์). สืบค้นเมื่อ 2020-04-17.
  124. "Tilannekatsaus koronaviruksesta" [Situation report on the coronavirus]. Finnish Institute for Health and Welfare. สืบค้นเมื่อ 2020-04-25.
  125. "Datos Oficiales". Bolivia Segura (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 2020-03-30.
  126. "Point Statistiques Covid 19". Journal du Cameroun (in French). 2020-05-02. สืบค้นเมื่อ 2020-05-05.
  127. "The daily epidemiological situation of registered infections of the emerging coronavirus in Iraq". Facebook (in English). Ministry of Health of Iraq. สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  128. "Azərbaycanda cari vəziyyət" (in อาเซอร์ไบจาน). สืบค้นเมื่อ 14 May 2020.
  129. "Coronavirus: COVID-19". Government of Luxembourg.
  130. "Honduras llega a 139 contagios de coronavirus y tres fallecimientos". Diario La Prensa (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  131. "Coronavirus COVID-19 En Honduras" (in Spanish). Gobierno de la República de Honduras.
  132. وزارة الصحَّة الإتحاديَّة. www.facebook.com (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-16.
  133. "Tájékoztató oldal a koronavírusról Aktualis". koronavirus.gov.hu. สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  134. "Coronavirus" (in Spanish). Ministerio de Salud Pública (Guatemala).
  135. "Situation du coronavirus en Guinée". anss-guinee.org. สืบค้นเมื่อ 2020-05-09.
  136. "COVID-19". Departamento de Salud del Gobierno de Puerto Rico (in Spanish).
  137. "Коронавирусная инфекция (COVID-19)" (in Russian). สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  138. "Communiqué de Presse N°29 du Lundi 31 mars 2020 du Ministère de la Santé et de l'Action sociale : Point de Situation sur le COVID-19". Ministry of Health and Social Action (Senegal). 31 March 2020.
  139. "Таджикистан официально признал наличие коронавируса COVID-19 в стране" (in Russian). Avesta. 30 April 2020. สืบค้นเมื่อ 30 April 2020.
  140. "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)". ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.
  141. "Κοροναϊός: Στους 49 οι νεκροί – 82 νέα κρούσματα, 1.314 συνολικά". in.gr. 31 March 2020.
  142. "Ενημέρωση διαπιστευμένων συντακτών υγείας από τον Υφυπουργό Πολιτικής Προστασίας και Διαχείρισης Κρίσεων Νίκο Χαρδαλιά και τον εκπρόσωπο του Υπουργείου Υγείας για το νέο κορονοϊό, Καθηγητή Σωτήρη Τσιόδρα (30/3/2020)". Ministry of Health (Greece) (in Greek).
  143. "Covid-19/Bilan : 135 cas confirmés positifs dont 14 au cours des 24 dernières heures, 25 personnes déclarées guéries, aucun décès lié au coronavirus". www.adi.dj. Agence Djiboutienne d'Information. 8 April 2020.
  144. "Актуални новини". Ministry of Health (Bulgaria).
  145. "Ministère de la Santé et de l'Hygiène Publique" (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-09 – โดยทาง Facebook.
  146. "COVID-19 in Bosnia and Herzegovina". Ministry of Civil Affairs of Bosnia and Herzegovina. สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  147. "Covid19 Info Congo" (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-12.
  148. "Službena stranica Vlade". Croatian Institute of Public Health. สืบค้นเมื่อ 5 May 2020.
  149. Lembet, Henriette. "Gabon : 9 nouveaux cas de contamination au Coronavirus". Gabon Media Time (in French). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  150. "Страница за состојбата со КОВИД-19 на Министерството за здравство". Ministry of health (North Macedonia).
  151. "Real-time Coronavirus condition in North Macedonia". gdi.net (in มาซิโดเนีย).
  152. "SITUACIÓN NACIONAL". Ministry of Health (El Salvador). สืบค้นเมื่อ 29 March 2020.
  153. "Infecciones por coronavirus – COVID-19". temas.sld.cu (in Spanish).
  154. "Information about Coronavirus disease COVID-19". Estonian Health Board.
  155. "COVID-19 á Íslandi - Tölfræði". www.covid.is (in Icelandic).
  156. "Ministry of Health Somalia". moh.gov.so. สืบค้นเมื่อ 2020-03-27.
  157. "Koronavirusas (COVID-19)". Lietuvos Respublikos sveikatos apsaugos ministerija. 30 March 2020. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  158. "KORONAVÍRUS COVID-19". Ministry of Health (Slovakia).
  159. "Domov | Koronavírus na Slovensku - COVID-19". korona.gov.sk. สืบค้นเมื่อ 29 March 2020.
  160. "V Sloveniji 756 uradno okuženih z novim koronavirusom, nedelja brez smrtnih žrtev". www.rtvslo.si. 30 March 2020. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  161. MinSaludCol (31 March 2020). "Confirmamos 108 nuevos casos de coronavirus y 2 fallecidos en Colombia, para un total de 906 pacientes con COVID-19 y 16 muertes" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  162. "13 new coronavirus cases confirmed in Kyrgyzstan on March 31, 107 in total". AKIpress. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  163. "Первые выздоровевшие пациенты" (in Russian). Ministry of Health (Kyrgyz Republic). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  164. "Health Protection Agency Maldives - COVID-19 Statistics Dashboard".
  165. "ދިވެހިރާއްޖެ ސިއްހީ ކުއްލި ނުރައްކަލުގެ ހާލަތުގައި ވިޑް-19 ކަވަރޭޖް" [Covid-19 Outbreak in Maldives]. Avas.
  166. Junior, Mireri (31 March 2020). "Kenya covid-19 cases hit 59 after nine more people test positive". Standard Digital. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  167. "Epidemiology Unit". Ministry of Health (Sri Lanka).
  168. "INÍCIO". INFOCOVID-19 (in โปรตุเกส). สืบค้นเมื่อ 2020-05-17.
  169. "Suben a 135 los casos positivos de coronavirus en Venezuela". Voz de América (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  170. "COVID-19 - current cases". Ministry of Health (New Zealand).
  171. "الجمهورية اللبنانية - وزارة اﻹعلام - الموقع الرسمي لمتابعة أخبار فيروس الكورونا في لبنان". كورونا في لبنان (in Arabic).
  172. "Together, We Fight The Virus!". www.coronavirus.gov.hk. Hong Kong: Department of Health.
  173. "COMMUNIQUE N°75 DU MINISTERE DE LA SANTE ET DES AFFAIRES SOCIALES SUR LE SUIVI DES ACTIONS DE PREVENTION ET DE RIPOSTE FACE A LA MALADIE A CORONAVIRUS". sante.gov.ml (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-16.
  174. "أرقام عن الحالات المسجّلة" (in Arabic). وزارة الصحة. 31 March 2020.
  175. SPKCentrs (31 March 2020). "Iepriekšējā diennaktī veikti 500 izmeklējumi personām ar aizdomām par Covid-19. Apstiprināta 22 cilvēkiem. LV kopā veikti 14807 izmeklējumi, infekcija apstiprināta 398 personām. 27 pacienti stacionēti, tai skaitā 24 ar vidēju slimības gaitu, 3 ar smagu" (ทวีต) (in ลัตเวีย) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  176. "Covid 19 de Guinea Ecuatorial". AhoraEG (in สเปน). สืบค้นเมื่อ 2020-05-15.
  177. "Coronavirusi, Qeveria vendos që kufizimi i qarkullimit të qytetarëve të jetë prej orës 17:00 deri në 06:00". Telegrafi (in Albanian). 28 March 2020. สืบค้นเมื่อ 28 March 2020.
  178. "Statistikat e fundit" (in Albanian). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  179. "Coronavirus Albania | Statistika" (in Albanian). Agjencia Kombëtare e Shoqerisë së Informacionit.
  180. Charles, Jacqueline (30 March 2020). "Haiti is making face masks, medical garments to fight the coronavirus and save jobs". Miami Herald. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  181. Eddy Jackson Alexis [Eddyjalexis] (25 March 2020). "Gen 8 ka #COVID19 konfime nan peyi a. #CIPC" (ทวีต) (in Haitian Creole) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  182. "Évolution du Coronavirus au Niger en temps réel – Coronavirus, Covid19" (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-17.
  183. "Situacion Nacional Covid-19" (in Spanish). Ministerio de Salud (Costa Rica). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  184. Michael, Peter (30 March 2020). "Coronavirus: 16 new cases, one more death (Updated)". Cyprus Mail (in English). สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  185. "Ministry of Health Zambia". www.facebook.com (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-17.
  186. "CONTADOR OFICIAL COVID-19 EN PARAGUAY". Ministry of Public Health and Social Welfare (Paraguay).
  187. "Ministère de la Santé - Burkina Faso". www.facebook.com (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-17.
  188. "South Sudan confirms first case of coronavirus". Reuters. 5 April 2020. สืบค้นเมื่อ 5 April 2020.
  189. "Información de interés actualizada sobre coronavirus COVID-19". Ministerio de Salud Pública (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  190. "Uruguay llegó a 320 casos de coronavirus, tras 10 nuevos positivos". Montevideo Portal (in Spanish). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  191. "Actualitat coronavirus". www.govern.ad (in คาตาลัน). Govern d'Andorra.
  192. mohs_sl (2020-05-17). "COVID-19 UPDATES" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  193. "კორონავირუსის საქართველოში გავრცელების პრევენცია" [Prevention of Coronavirus spread in Georgia] (in Georgian). Government of Georgia. สืบค้นเมื่อ 18 May 2020.
  194. "يروس كورونا المستجد (كوفيد-١٩)". corona.moh.gov.jo (in Arabic).
  195. "Covid-19 : 07 cas confirmés au Tchad". Journal du Tchad (in ฝรั่งเศส). 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 1 April 2020.
  196. "Fifth person tests positive for COVID-19 in Nepal". The Himalayan Times. 28 March 2020.
  197. "ISS - Istituto per la Sicurezza Sociale di San Marino". www.iss.sm. สืบค้นเมื่อ 2020-03-30.
  198. FMoHealth (30 March 2020). "Ethiopia #COVID19 Status update" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  199. "Central African Republic Coronavirus stats tracker". visalist.io (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-08.
  200. Centrafrique, O. M. S. (2020-05-08). "Le ⁦@MSPCentrafrique annonce 49 nouveaux cas de #COVID19 en #RCA ce qui amène à un total de 143 cas confirmés". OMSCentrafrique (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-08.
  201. "AĠĠORNATA: 13-il każ ġdid ta' COVID-19 reġistrati f'pajjiżna… it-total jitla' għal 169" (in Maltese). 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  202. "Confirmed Coronavirus cases up to 36; health worker now among tally". Loop News. 30 March 2020. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  203. "Situation Covid-19 du 12.05.2020" (in English). Ministry of Public Health (Madagascar). 2020-05-12. สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  204. "Covid-19: Tanzania updates will resume after improvements at national laboratory". THECITIZEN (in ฝรั่งเศส). สืบค้นเมื่อ 8 May 2020.
  205. "Zanzibar confirms 29 new cases, plus 11 recoveries". ippmedia.com (in ฝรั่งเศส). สืบค้นเมื่อ 8 May 2020.
  206. "Le bilan épidémiologique au 15 mai 2020 est de 412 cas positifs, 110 guéris et 15 décès" (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-16 – โดยทาง Facebook.
  207. "MINISTERE DE LA SANTE, DE LA POPULATION, DE LA PROMOTION DE LA FEMME ET DE L'INTEGRATION DE LA FEMME AU DEVELOPPEMENT". www.sante.gouv.cg. สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  208. "首頁-衛生福利部疾病管制署". Taiwan Centres for Disease Control.
  209. "國內累計322人確診,39人解除隔離". Taiwan Centres for Disease Control. 31 March 2020.
  210. "فايروس كورونا (COVID-19) في فلسطين" (in Arabic). สืบค้นเมื่อ 22 March 2020.
  211. "COVID 19 — Corona Vírus". covid19.cv. สืบค้นเมื่อ 16 May 2020.
  212. "Coronavirus au Togo" (in French).
  213. "В ДНР выявили второй случай заражения коронавирусом" (in Russian). RIA Novosti. 1 April 2020. สืบค้นเมื่อ 3 April 2020.
  214. "В ЛНР сообщили о четырех случаях заражения коронавирусом". РИА Новости (in Russian). 2020-04-05. สืบค้นเมื่อ 2020-04-06.
  215. "Coronavirus COVID-19 Latest updates". Isle of Man Government. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  216. "Covid19 | Coronavirus Mauritius". covid19.mu.
  217. "Coronavirus Disease COVID-19". Rwanda Biomedical Centre. สืบค้นเมื่อ 17 May 2020.
  218. "Ministry of Health | Rwanda". twitter.com. สืบค้นเมื่อ 2020-05-17.
  219. "TRANG TIN VỀ DỊCH BỆNH VIÊM ĐƯỜNG HÔ HẤP CẤP COVID-19" (in Vietnamese). BỘ Y TẾ (Ministry of Health).
  220. "Ažurirani podaci o novom koronavirusu COVID-19". Institut za javno zdravlje Crne Gore (IJZCG) (in Montenegrin). 30 March 2020.
  221. Jersey, States of. "Coronavirus (COVID-19) cases". www.gov.je (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  222. Africa, CGTN (2020-04-06). "Sao Tome and Principe has confirmed its first four #COVID19 cases. Prime Minister Jorge Bom Jesus said the confirmation came after test results returned from Gabon". @cgtnafrica (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-04-06.
  223. "Tras confirmar cuatro casos positivos y al cumplirse período de incubación del virus: «la próxima semana se esperan más casos», advierte epidemiológo". La Prensa (in Spanish). 28 March 2020.
  224. "National Public Health Institute of Liberia-NPHIL". www.facebook.com. สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  225. "COVID-19 Rapport de Situation". Ministère de la santé (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-18.
  226. Eswatini Government (2020-05-14). "Health Minister Lizzie Nkosi has announced three more #COVID19 recoveries in Eswatini, taking the total number of recoveries in the country to 51. "Meanwhile, a total of 218 results were received today & all tested negative for #COVID19. The total number of cases remains at 187."". @EswatiniGovern1 (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  227. Public Health Services (27 March 2020). "COVID-19 Coronavirus - Testing results". www.gov.gg (in English). St Peter Port. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  228. YSNECCOVID19 (10 April 2020). "تسجيل أول حالة مؤكدة بالإصابة بفيروس" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  229. "Information Portal". Ministry of Health (Uganda).
  230. "Início". COVID 19 - Fica Atento (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  231. "Dawladda Somaliland oo Shaacisay laba qof oo laga helay Cudurka Covid-19". Wargeyska Dawan (in Somali). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  232. "Somaliland Confirms 2 Covid-19 Cases". MENAFN (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  233. "Myanmar reports first COVID-19 death; man had 4-day layover in Singapore". CNA. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  234. "Coronavirus (Covid-19)". Gouvernement de la République du Bénin (in French). สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  235. QODIO. "Corona í Føroyum". Corona í Føroyum (in English). สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  236. Staff, Daily Post. "11 new COVID-19 cases, 69 confirmed cases". The Guam Daily Post (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  237. "JIC RELEASE NO. 42 - Second COVID-19 Related Death on Guam; Nine Test Positive for COVID-19 - GHS OCD | Government of Guam". ghs.guam.gov. สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  238. Smith, John (30 March 2020). "Latest Coronavirus status in Gibraltar - Euro Weekly News Spain Gibraltar News Article". Euro Weekly News Spain. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  239. "COVID-19". healthinfo.gov.bn.
  240. Д.Нямхүү: Үдээс хойших шинжилгээгээр коронавирусийн халдварын 37 тохиолдол нэмэгдэж, 98 боллоо. ikon.mn (in มองโกเลีย). 14 May 2020. สืบค้นเมื่อ 14 May 2020.
  241. "BREAKING: Guyana now has 8 confirmed cases of COVID-19". News Room Guyana. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  242. "4 new coronavirus cases confirmed Sunday". Cayman Compass. 29 March 2020. สืบค้นเมื่อ 30 March 2020.
  243. "Govt Confirm 5 More Covid-19, Total 27". Bernews. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  244. "ចំនួនករណីឆ្លងជំងឺកូវីដសរុប" [Total number of cases of COVID-19] (in Khmer). Ministry of Health of Cambodia.
  245. MOH_TT (31 March 2020). "Ministry of Health COVID-19 Update # 60" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  246. Gazetesi, Kıbrıs. "Tedavisi devam eden Covid-19 vakalarının bölgelere göre dağılımı". kibrisgazetesi (in ตุรกี). สืบค้นเมื่อ 27 March 2020.
  247. "Health Ministry: Second death case of coronavirus registered in Syria". Syrian Arab News Agency. 30 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  248. "Covid 19 National Information Dashboard". Ministry of Health and Population, Malawi.
  249. "Aruba Covid-19 Information". Aruba Covid-19 (in English). สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  250. "COVID19 Bahamas Dashboard 31 March 2020". Ministry of Health (Bahamas).
  251. "CORONAVIRUS : trois nouveaux cas positifs révélés à Monaco / Action Gouvernementale / Portail du Gouvernement - Monaco". www.gouv.mc. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  252. "COVID-19: 34 cases confirmed on the island as of March 30 at 8 pm". Loop News. 30 March 2020. สืบค้นเมื่อ 31 March 2020.
  253. "Comoros reports 1st COVID-19 case". China.org.cn. สืบค้นเมื่อ 30 April 2020.
  254. "68 bestätigte Fälle in Liechtenstein". Liechtensteiner Volksblatt (in German). 31 March 2020.
  255. NATIONAL ADDRESS #9 BY PRIME MINISTER & CHAIR OF THE EOC SILVERIA JACOBS - UPDATES ON COVID-19 DEVELOPMENTS MARCH 30, 2020 (in English), สืบค้นเมื่อ 2020-03-31
  256. "covid19.ly" (in Arabic). National Center for Disease Control - Libya.
  257. "Covid-19: Angola com mais três casos positivos". angop.ao (in Portuguese). สืบค้นเมื่อ 2020-05-14.
  258. "USVI Department of Health". doh.vi.gov. สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  259. "La Direction de la santé met à disposition les derniers communiqués et notes d'informations relatifs au Coronavirus Covid-19".
  260. "Tahiti Covid-19 cases climb to 30". RNZ (in English). 2020-03-27. สืบค้นเมื่อ 2020-03-31.
  261. "Covid-19 positive cases increase to eight as 233 test negative". The Chronicle. 31 March 2020. สืบค้นเมื่อ 1 April 2020.