เปิดเมนูหลัก
รศ.ดร. ไสยวิชญ์ วรวินิต

รองศาสตราจารย์ ไสยวิชญ์ วรวินิต (8 พฤศจิกายน 2490) อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกิดที่จังหวัดระยอง เจ้าของรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2549 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จากผลงานการเพิ่มมูลค่าของข้าวโดยผลิตแป้งข้าวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยา โดยได้พัฒนาแป้งข้าวบริสุทธิ์ (Rice starch) สำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการเพิ่มปริมาณของเม็ดยา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และพบว่าเม็ดยาที่ผลิตได้นั้นให้ความแข็งของเม็ดยาสูง เม็ดยามีความกร่อนต่ำเมื่อตกแล้วแตกยาก แต่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวได้เร็วภายใน 30 วินาที [1] ทั้งนี้ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาจากการที่ประเทศไทยส่งออกข้าวได้สูงสุด แต่ในประเทศไทยมีนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์จากข้าวน้อยมาก และมีโครงการจะผลิตแป้งฝุ่นสำหรับใส่ในถุงมือศัลยแพทย์ นำแป้งข้าวเจ้ามาใช้ในอุตสาหรรมเครื่องสำอาง ผลิตแป้งทาตัวเด็ก ทดแทนการใช้ทัลคัม (Talcum) เพื่อลดการนำเข้าทัลคัมจากต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี ได้ส่วนหนึ่ง นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้วยังให้ความปลอดภัยกับผู้บริโภค โดยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจด้วย ขณะนี้กำลังพัฒนาการผลิตต้นแบบเพื่อจำหน่ายสู่เชิงพาณิชย์


การศึกษาแก้ไข

รองศาสตราจารย์ ดร. ไสยวิชญ์ วรวินิต จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดราชนัดดาราม และระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม จากนั้นเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และจบการศึกษาโดยได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเคมี เมื่อปี พ.ศ. 2513 จากนั้นได้รับทุนจากบัณฑิตวิทยาลัย ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอินทรียเคมี เมื่อปี พ.ศ. 2515 หลังจากจบการศึกษาปริญญาโท ได้รับทุนจากรัฐบาลเยอรมันไปศึกษาต่อปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเคมี ที่ Technische Universitaet Clausthal

การทำงานแก้ไข

เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาเอก ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์เมื่อปี พ.ศ. 2520 สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย ปฏิบัติงานที่ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสอนวิชาวิชาเคมีอุตสาหกรรม วิชาปิโตรเคมี และต่อมาได้ย้ายปฏิบัติงานที่ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ โดยสอนวิชาวิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพ วิชาจลนเคมี วิชาเทคโนโลยีของแป้ง ในระดับปริญญาตรี และวิชาวิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพชั้นสูงในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในปี พ.ศ. 2533 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และตำแหน่งรองศาสตราจารย์เมื่อ ปี พ.ศ. 2537 จนถึงปัจจุบัน

ผลงานวิจัยแก้ไข

รศ.ดร. ไสยวิชญ์ ได้ทำการวิจัยโดยผลิต rice starch (แป้งข้าวบริสุทธิ์) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสกัดเอาโปรตีนออกจากแป้งข้าว ตั้งแต่ระดับ bench scale, pilot scale จนระดับผลิตจริงที่บริษัทโรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด โดยทำงานร่วมกับบริษัทโดยผ่านเอกชนสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พบการใช้ประโยชน์ของ rice starch ดัดแปรที่มีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการใช้เป็นสารเพิ่มปริมาณในการทำเม็ดยา ในตอนแรกทำวิจัยโดยการตอกเม็ดเฉพาะตัวแป้งก่อน ซึ่งพบว่าเม็ดที่ตอกได้ ให้ความแข็งของเม็ดยาที่สูง เม็ดยามีความกร่อนต่ำ เม็ดยาแตกตัวได้เร็ว ซึ่งต่อมาได้มีการทดสอบผสมแป้งกับตัวยา และให้คุณสมบัติของเม็ดยาที่ดี รวมทั้งการปลดปล่อยตัวยาที่ดีโดยทดสอบกับเครื่อง dissolution apparatus คุณภาพของแป้งตัวนี้เป็นไปตามมาตรฐานของ United Pharmacopeia จากนั้นจึงเริ่มมีการขายให้กับโรงงานยาโดยตั้ง บริษัทใหม่โดยใช้ชื่อว่า บริษัทเอราวัณฟาร์มาซูทิคอล รีเสริช แอนด์แลบบอราทอรี่ จำกัด เพื่อทำการขายแป้งที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทโรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด

จากการวิจัยพบว่า การใช้กรดไปย่อย rice starch กรดจะย่อยส่วนที่มีโครงสร้างที่เป็น amorphous ได้ง่ายกว่าส่วนที่เป็น crystalline ซึ่งได้พิสูจน์ จาก X-ray Diffractiion Pattern ที่สามารถหา % relative crystallinity ได้ ซึ่งพบว่าค่านี้เพิ่มขึ้นหลังจากย่อยด้วยกรด อย่างไรก็ตามกรดย่อยส่วนที่เป็น crystalline ด้วยอัตราการย่อยช้ากว่า ทั้งนี้อธิบายได้ว่าโมเลกุลแป้งส่วนที่เรียงตัวเป็นระเบียบนี้ยากต่อการเข้าไป attack ของกรด หรือกรดย่อยแล้วบางส่วนของโมเลกุล แต่มันก็ยังไม่หลุดออกจากกันและยังเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่ นอกจากนั้นยังพบว่าความชื้นมีส่วนในการช่วยเพิ่มของ % relative crystallinity ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีส่วนในการช่วยให้โมเลกุลแป้งเคลื่อนตัวเข้าหากันได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่คำอธิบายที่ว่า เมื่อ % relative crystallinity ของแป้งสูง เมื่อนำไปตอกเม็ดยา เม็ดยาจะมีความแข็งสูง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลของการเรียงตัวเป็นระเบียบของโมเลกุลของแป้งนั่นเอง เมื่อมีการกดทับของเครื่องตอกเม็ดยา จึงทำให้โมเลกุลของแป้งยึดกันได้แน่นกว่า โดยปกติงานวิจัยนี้จะต้องมีการทดสอบนำแป้งดัดแปรมาผสมกับตัวยาด้วย และดูคุณสมบัติการปลดปล่อยตัวยา ความแข็ง การแตกตัว และความกร่อนของเม็ดยา โดยบริษัทผู้ผลิตยา

นอกจากนั้นยังมีวิธีการเพิ่ม % relative crystallinity อีกวิธีหนึ่งก็คือการทำ co-spray dry ระหว่าง rice starch กับ colloidal silicon dioxide ที่พบว่าแป้งผสมที่ได้ให้ความแข็งของเม็ดยาและคุณสมบัติอื่นๆ ของเม็ดยาดีกว่าวิธีใช้กรด และยังพบว่า rice starch ทั้งที่ดัดแปรหรือไม่ก็ตาม เมื่อนำมา spray dry แล้วเม็ดแป้งข้าวจะมาเกาะกลุ่มกันเป็นเม็ดกลมมาก ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50-80 ไมครอน (รูปเม็ดแป้งเกาะกลุ่มเป็นทรงกลม) ซึ่งจะใช้ศัพท์เป็นภาษาอังกฤษว่า spherical agglomerated rice starch ซึ่ง รศ.ดร. ไสยวิชญ์ เป็นคนแรกของโลกที่พบปรากฏการณ์นี้ ผลของการค้นพบนี้ทำให้แป้ง rice starch ที่ทำแห้งด้วยวิธี spray drying นี้มีคุณสมบัติที่ไหลได้ดี จึงสามารถนำไปตอกเม็ดยาด้วยวิธีตอกตรงได้ ถ้าแป้งไหลไม่ดีเม็ดแป้งก็ไม่สามารถจะไหลเข้าเครื่องตอกเม็ดยาได้ นอกจากนั้นแป้งชนิดนี้ยังให้คุณสมบัติของเม็ดยาที่ดีด้วย ประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างผลิตยาในขั้นตอนสุดท้าย คือสั่งซื้อตัวยาจากต่างประเทศ นำมาทำเม็ดยาเอง สารเพิ่มปริมาณที่ใช้ในการทำเม็ดยาจึงมีการใช้อย่างกว้างขวาง เมื่อรวมกันทั่วโลกจะมีปริมาณการใช้เป็น 100 ตันต่อวัน และจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษจริงๆ เท่านั้น จึงจะได้เม็ดยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพดี นวัตกรรมดังกล่าวได้ทำการผลิตขาย ในนามของบริษัทเอราวัณฟาร์มาซูทิคอล รีเสริชแอนแลบบอราทอรี่ จำกัด และได้ทำการจดสิทธิบัตรแล้วทั้งในและต่างประเทศ

เกียรติคุณและรางวัลแก้ไข

  • รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี พ.ศ. 2543 ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รางวัลชมเชย สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากผลงาน “เม็ดแป้งเกาะกลุ่มลักษณะทรงกลม” (ร่วมกับ ดร. วราทัศน์ วงศ์สุรไกร และนายอุปกิต วงค์สุรไกร จากบริษัท เอราวัณฟามาซูติคอลริเซิชแอนด์แลบอราตอรี่ จำกัด)
  • รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2548 รางวัลชนะเลิศ จากผลงาน “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นสารเพิ่มปริมาณยาเม็ด” และการประกวด 10 สุดยอดนวัตกรรมไทย ประจำปี 2548 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ อันดับที่ 2 จากผลงาน “แป้งข้าวเจ้าเพื่อเพิ่มปริมาณในเม็ดยา” (ร่วมกับบริษัท เอราวัณฟามาซูติคอลริเซิชแอนด์แลบอราตอรี่ จำกัด)
  • รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2549 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

ได้รับพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา และเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทยมหาวชิรมงกุฎ เมื่อปี พ.ศ. 2547

อ้างอิงแก้ไข

  1. [ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9490000124726 2 นักแปรรูปผลผลิตเกษตร คว้า นักเทคโนโลยีดีเด่น 49]