เปิดเมนูหลัก

โฮมสเตย์ (ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2561)

ภาพยนตร์ไทย พ.ศ.2561 กำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ

โฮมสเตย์ (อังกฤษ: Homestay) เป็นภาพยนตร์ไทยแนวดราม่า-แฟนตาซี-ระทึกขวัญ ร่วมเขียนบทและกำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ซึ่งบทได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายญี่ปุ่นเรื่อง เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม (Colorful) โดย เอโตะ โมริ[1] ว่าด้วยเรื่องราวของวิญญาณที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของเด็กหนุ่มชั้น ม.ปลาย และต้องสืบหาสาเหตุการตายของร่างตัวเองก่อนที่จะต้องตายอย่างถาวร

โฮมสเตย์
Homestay
ใบปิดภาพยนตร์
กำกับ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
อำนวยการสร้าง ฝ่ายงานสร้าง
จิระ มะลิกุล
วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์
ฝ่ายบริหาร
จินา โอสถศิลป์
บุษบา ดาวเรือง
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
ฝ่ายดูแล
เช่นชนนี สุนทรศารทูล
ยงยุทธ ทองกองทุน
ภณิดา งามสมพงษ์
เขียน ทศพล ทิพย์ทินกร
จิรัศยา วงษ์สุทิน
อภิโชค จันทรเสน
เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์
ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
เค้าโครงจาก เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม (Colorful)
โดย เอโตะ โมริ
นำแสดง ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ
เฌอปราง อารีย์กุล
ศรุดา เกียรติวราวุธ
สู่ขวัญ บูลกุล
โรจ ควันธรรม
ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์
ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์
ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล
นพชัย ชัยนาม
ดนตรีประกอบ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
กำกับภาพ นฤพล โชคคณาพิทักษ์
ตัดต่อ ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต
ค่าย จอกว้าง ฟิล์ม
จำหน่าย/เผยแพร่ จีดีเอช ห้าห้าเก้า
ฉาย 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ความยาว 131 นาที
ประเทศ ไทย ไทย
ภาษา ไทย
รายได้ 67.11 ล้านบาท
(กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่)
121 ล้านบาท
(ทั่วประเทศ)
ข้อมูลจาก IMDb
ข้อมูลจากสยามโซน

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดยจีดีเอช ห้าห้าเก้า นำแสดงโดย ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เฌอปราง อารีย์กุล และ นพชัย ชัยนาม และเข้าฉายอย่างเป็นทางการในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เนื้อหา

เนื้อเรื่องแก้ไข

ในคืนที่เงียบสงัด เต็มไปด้วยสีดำ มีเสียงปริศนาเรียกร้องเหมือนชวนให้เข้าไปหา "มึงได้รางวัลนะ" นี่คือคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่จะได้เห็นแสงไฟรำไรอยู่ตรงหน้า เขาได้ตื่นขึ้นมาในห้องดับจิตที่รอบข้างรายล้อมไปด้วยศพ ทันทีที่เขาเดินไปหาพยาบาล ร่างกายของเขาก็ถูกพาเข้าห้องผ่าตัดอย่างหนักเพื่อช่วยชีวิต และล้างพิษฟอร์มาลีนออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด สองวันต่อมาเขาได้ฟื้นขึ้นและได้รู้ว่าเขาได้กลับมาอยู่ในร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาจำอะไรไม่ได้ทุกอย่างนอกจากชื่อ "มิน" (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) ซึ่งเป็นชื่อที่แม่ (สู่ขวัญ บูลกุล) เรียกตลอดเวลาที่เขาโดนพาเข้าห้องผ่าตัด เขาตกใจมากที่ตัวเองได้กลับมามีชีวิต จึงเตลิดเปิดเปิงไปทั่วทั้งชั้น พริบตาที่เขาเดินชนคนที่ถูกชนก็ทักเขาเหมือนรู้จักกันมาก่อน "รางวัลอะไร" "นี่เรื่องจริงใช่ไหม" นี่คือสองอย่างที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขา พริบตาที่เขาปีนออกนอกหน้าต่างและกำลังจะตกตึกลงไป โลกทั้งหมดก็บิดเบี้ยว ชายร่างใหญ่คนหนึ่งที่เป็นพนักงานเช็ดกระจก (นพชัย ชัยนาม) ก็เดินเข้ามาหาเขาแบบสบาย ๆ ราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก และอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นแทนสรรพนามตัวเองว่า "ผู้คุม" เค้ามีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือคุมทุกการกระทำของเขา จับตา และดูอย่าให้เขาฆ่าตัวตายอีกเป็นครั้งที่สอง เขาตกใจมากที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่ผู้คุมก็ไม่ปล่อยให้เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ แต่ให้เขาได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ในห้องผู้ป่วยตามปกติ แต่ไม่ทันจะได้พักผู้คุมได้กลับมาอีกครั้งในร่างนางพยาบาลสาวสวย (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) แต่มาคราวนี้ผู้คุมกลับมาบอกเรื่องราวทั้งหมดแบบละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาได้กลับมาอยู่ในร่างของมินในฐานะ "โฮมสเตย์" แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลับมาแบบถาวร เพราะเขามีเวลาแค่ 100 วันที่จะได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ถ้าเขาอยากอยู่ต่อ เขาต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เจ้าของร่างที่ชื่อมิน ตายเพราะใคร? ถ้าตอบไม่ได้ เขาก็จะตายและวิญญาณเขาก็จะตายไปพร้อมกันและจะไม่ได้ไปผุดไปเกิดใหม่อีกเลย พร้อมกับให้นาฬิกาชีวิตกับเขาไว้ เขารู้ทันทีว่าเรื่องนี้เริ่มไม่ชอบมาพากลแปลก ๆ เขาจึงตัดสินใจที่จะออกสืบว่า มินตายเพราะใคร ด้วยเวลาที่เหลือเพียง 98 วัน และข้อแม้ว่าห้ามไม่ให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเขาไม่ใช่มิน

เบาะแสแรกที่เขาสามารถหาได้ คือบ้านของมินเอง เพราะนั่นคือสถานที่ที่มินต้องใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง แต่เมื่อเขากลับมา สภาพบ้านที่เห็นคือทุกรูปที่เกี่ยวกับมินนั้นหายไปหมด รวมถึง เม่น (ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์) ก็ไม่ค่อยจะพอใจที่มินกลับมาบ้าน เขาเริ่มค้นหาว่าอะไรพอที่จะชี้ทางไปหาสาเหตุการตายของมินได้บ้าง แต่ทุกอย่างกลับเป็นศูนย์ เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของมินหายไปทั้งหมด แม้แต่ในห้องของมินเอง สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงอย่างเดียว คือต้องปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด นั่นคือทางเดียวที่จะเอาชนะเกมบ้า ๆ นี้ได้ เขาเริ่มกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน และได้พบกับ ลี้ (ศรุดา เกียรติวราวุธ) คนที่น่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของมิน ลี้อธิบายว่ามินหายไปนานมากและไม่ได้สอบปิดภาคเรียนแรก แต่โชคดีที่ทางบ้านมาบอกว่ามินเข้าโรงพยาบาล ทางโรงเรียนจึงอนุโลมให้มินเข้าสอบย้อนหลังได้ ทันใดนั้นเองชมรมเชียร์ของโรงเรียนก็ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อวางแผนการประชุมเชียร์และแปรอักษร เขาได้รู้ทันทีว่ามินมีปัญหากับคนรอบตัวจากรูปวาดที่มีความเกลียดชังต่อสังคม รวมถึงรูปวาดที่จงใจจะทำร้ายร่างกายและชีวิต ทางชมรมให้โอกาสสุดท้ายกับมินที่จะต้องวาดภาพเพื่อนำขึ้นแปรอักษร แต่คราวนี้ขอภาพที่มีความสร้างสรรค์และสื่อถึงความสุขออกมาให้ได้มากที่สุด เย็นวันนั้นเองเขาได้รับจดหมายจากผู้ที่อ้างว่าเป็นพี่รหัส เมื่อไปถึงเขาได้พบกับ พาย (เฌอปราง อารีย์กุล) หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความน่ารัก แถมยังเรียนเก่ง และเขารู้สึกแปลก ๆ ราวกับว่าทำไม เขากับพายถึงเข้ากันได้ดีมากกว่าความเป็นพี่รหัส เขาเริ่มมีความสุขที่ได้รับรางวัลนี้ และเพื่อไม่ให้พายต้องเสียใจ เขาจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนใหม่ เต็มไปด้วยความสดใส และสนุกกับชีวิตใหม่อย่างจริงจัง ไปพร้อมกับคนข้าง ๆ อย่างพาย

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลือไม่ถึง 70 วัน ผู้คุมปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในร่างของอาจารย์หมอ (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) มาคราวนี้ผู้คุมบอกกติกาเพิ่มเติมว่า เพราะรางวัลนี้เป็นรางวัลใหญ่ เขามีสิทธิ์ตอบคำถามนี้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าตอบถูก นาฬิกาชีวิตจะหยุดลง แต่ถ้าตอบผิด ร่างกายจะเกิดการต่อต้าน และเมื่อหมด 100 วัน เขาก็จะตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นจึงทำให้เขาต้องเริ่มลงมือค้นหาอย่างจริงจังว่ามินตายเพราะใคร โดยเบาะแสเริ่มต้นคือที่ชมรม

ที่ชมรมเขาได้พังล็อกเกอร์ของมินเพื่อที่จะหาว่าอะไรอยู่ข้างใน แต่ลี้กลับมาบอกว่าทุกอย่างมินฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ของตัวเองทั้งหมด รวมถึงคอมที่มินสั่งให้ลี้เอาไปให้ที่บ้านในวันที่ 23 ตุลาคม และคนที่เอาคอมไปคือเม่น เขาจึงนึกได้ทันทีว่าในวันที่สองที่เขากลับมาบ้าน เม่นขอไปนอนห้องเพื่อนและหยิบคอมสีเทาติดไปด้วย เขาจึงบุกเข้าหอพักของเม่นเพื่อที่จะได้เอาคอมคืน เขาเปิดคอมทุกเครื่องจนได้พบกับคอมของมินที่หน้าจอมีไฟล์ไฟล์หนึ่งวางอยู่บนเดสก์ทอป เพียงแค่เปิดไฟล์และได้อ่านบรรทัดแรกจึงรู้ทันทีว่านี่คือจดหมายลาตายของมิน แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ่านเนื้อความทั้งหมด เม่นก็กลับเข้ามาก่อนและบอกว่าจะไม่มีใครได้ใช้คอมเครื่องนี้อีก และโยนคอมทิ้งลงข้างล่างทันที เขารีบวิ่งไปรับคอมเครื่องนั้น แต่ว่าผู้คุมในร่างคุณยาย (สุดา ชื่นบาน) กลับมาช่วยเซฟเวลาเอาไว้แถมบอกว่าวิธีนี้มันขี้โกงเกินไป รับไม่ได้กับรางวัลที่ได้รับ ผู้คุมจึงพังคอมเครื่องนี้ทิ้ง แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ นำคอมเครื่องนั้นกลับไปเปิดใช้อีกครั้ง จนได้อ่านจดหมายลาตายทั้งหมดของมิน

มินตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะฆ่าตัวตาย และได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ครอบครัวของมินเป็นครอบครัวที่แย่และน่าขยะแขยงมากที่สุดในชีวิตที่มินต้องเจอ พ่อ (โรจ ควันธรรม) เดิมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีฐานะที่มั่นคง แต่เพราะความโลภอยากเป็นเจ้าของกิจการ จึงลาออกมาขายวิตามินเสริมเต็มตัว แต่เพราะขายได้ไม่ดี เขาจึงเริ่มขโมยของในบ้านไปขายทีละชิ้นสองชิ้น ส่วน เม่น เขาน้อยใจมากที่เกิดมาเป็นน้องของเม่น เพราะสายตาที่ถูกเม่นมองมามีแต่ความอิจฉา แถมเม่นยังโกรธมากที่มินเป็นต้นเหตุที่ทำให้เม่นไม่ได้ทุนไปเรียนต่อที่เยอรมนี แถมยังต้องเลิกกับแฟนเพียงคนเดียว เม่นคงดีใจมากถ้ามินตายไป ไม่เป็นก้างขวางคอชีวิตของเม่นอีก ในบ้านนี้มินไว้ใจแม่มากที่สุด แต่แม่ก็คือคนที่หักหลังมินมากที่สุดเช่นกัน แม่คงดีใจถ้ามินไม่ตามไปอยู่ที่ระยองด้วย และสุดท้าย พาย มินสับสนกับพายมากว่าควรทำอย่างไร มินต้องฆ่าพายใช่หรือไม่? ถ้ามินไม่ฆ่า คนที่จะตายก็คือมิน...

ทันทีที่เขาอ่านจดหมายลาตายของมินจบ เขาจึงเริ่มไปเคลียร์ใจก้บคนรอบข้างทีละเรื่อง เริ่มจากคนใกล้ชิดมากที่สุดอย่างพาย ทันทีที่มินไปถึงเขาได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว พายถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือระบายความใคร่ของครูประจำห้องโอลิมปิก เขาทนไม่ได้เลยพาลไปชกหน้าครูเพื่อพาตัวพายออกมาจากห้องที่โสโครกแห่งนั้น เขาระบายความรู้สึกทุกอย่างออกมาทั้งหมดว่าเขาขยะแขยงพายมากที่พายเลือกเอาอนาคตทั้งหมดไปทิ้งไว้กับผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น และเขาไม่กลัวที่จะตาย เพราะคนที่ต้องลงไปตายนั่นก็คือพาย เย็นวันนั้นเขาโดนโรงเรียนเรียกผู้ปกครองมาทำทัณฑ์บนข้อหาที่ทำร้ายร่างกายครูห้องโอลิมปิก พ่อมินโกรธมากที่มินมีนิสัยก้าวร้าวแบบนั้น เขาจึงโกรธพ่อมากและหาว่าพ่อเป็นคนที่โสโครกไม่แพ้คนอื่น ๆ และเตลิดเปิดเปิงไประยองทันที เมื่อเขาไปถึง เขาได้รู้ความจริงว่า แม่มีแฟนใหม่ที่ระยอง และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน เขาตามไปดูอย่างผิดหวังจนแม่เห็นว่ามินตามมา เขาโกรธแม่มากและหนีกลับกรุงเทพฯ โดยไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว เขายืนทำใจอยู่บนสะพานนานมากจนผู้คุมในร่างเด็กผู้หญิง (ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล) เข้ามาทักอีกครั้ง คราวนี้เขาตัดสินใจตอบคำถามว่ามินตายเพราะทุกคน วินาทีที่เขาพูดออกไป เขาหยิบนาฬิกาชีวิตขึ้นมาดูอีกครั้ง แต่นาฬิกากลับไม่หยุดเดิน ผู้คุมจึงบอกว่าสายไปเสียแล้ว เขาตอบผิด ก่อนที่จะอวยพรให้เขามีความสุขกับเวลาที่เหลือแค่ สามวัน

สามวันสุดท้ายเขาโกรธทุกคนมาก เริ่มทำตัวเก็บกด และค่อย ๆ ระบายทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง เขาพูดไม่ดีกับลี้ที่มาเพราะเป็นห่วง เขาชวนพ่อออกไปกินข้าวกับแม่ที่เพิ่งกลับมาจากระยองเพื่อที่จะให้พ่อได้รู้ความจริงว่าแม่มีอีกบ้าน แม่ขอคุยกับมินเป็นการส่วนตัวเพื่อที่จะอธิบายว่าแม่ได้เลิกกับบ้านนั้นแล้ว และจะกลับมาอยู่กับมินด้วยกันที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ทันไรรถที่แม่และเขานั่งมาถูกรถสิบล้อชน เขาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่แม่บาดเจ็บสาหัสล้มลงกลางถนน เขาตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งและรีบไปดูอาการแม่ เม่นมาบอกว่าจริง ๆ แล้วแม่รักมินมาก ทุกอย่างที่แม่ทำ แม่ทำเพื่อมิน รวมถึงเรื่องที่ไม่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เม่นก็เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไม่ไป ไม่ได้เกี่ยวกับมิน เขาจึงเริ่มรู้สึกผิดและกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ที่ผิดพลาดทั้งหมดให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนที่เวลาชีวิตในโฮมสเตย์นี้จะหมดลง

เขาขอให้พายบอกความจริงเรื่องครูห้องโอลิมปิกกับผู้อำนวยการ เขากลับไปวาดรูปที่ค้างไว้ให้สำเร็จ และมอบให้เป็นของขวัญชิ้นเดียวกับพาย เขาแก้ไขทุกอย่างจนเรียบร้อยก่อนวันสุดท้ายมาถึง เขาได้เข้าไปดูการซ้อมเชียร์และแปรอักษร ลี้บอกว่ารอบนี้มีรูปของมินเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เขาตกใจมากว่ารูปที่ถูกเลือก คือรูปเดียวกันกับรูปที่เขาวาดให้พาย แต่รูปนี้ไม่เหมือนกันตรงที่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ คือแสงสว่างที่คอยฉุดใครบางคนออกมาจากความมืด พริบตานั้นเขาจึงเริ่มจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด เวลาชีวิตเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่นาทีสุดท้าย ร่างกายเริ่มต่อต้านอย่างหนักจนเขาล้มลงและได้เข้าไปในภาพของห้องมินที่เรียบร้อย นาทีนั้นเขาได้พบกับผู้คุมอีกครั้งในร่างของมิน เขาบอกกับผู้คุมว่าเขาพร้อมแล้วที่จะรับโทษ เพราะเขามารู้เอาในวินาทีสุดท้ายว่า มินตายเพราะตัวเอง และเขาก็จำทุกอย่างได้ว่าตัวเขาคือ ... มิน ... วิญญาณที่ได้รับรางวัลให้กลับมาอยู่ในร่างที่ตายแล้วของตัวเอง วินาทีที่พูดเสร็จ นาฬิกาชีวิตของมินก็หยุดลง ผู้คุมกล่าวคำยินดีว่ามินเอาชนะเกมนี้ได้แล้ว และรางวัลที่ได้รับ คือมินจะได้ใช้ชีวิตต่อไป จนกว่าร่างกายจะหมดอายุขัย

มินฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่เรื่องราวทุกอย่างจบลง วันนี้มินไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นโฮมสเตย์ของมินอีกต่อไป แต่นี่คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สวรรค์มอบให้ แม้จะเพียงแค่ชั่วคราว แต่ก็ทำให้มินได้มีความสุขมากที่สุด ที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอีกครั้ง กับคนที่เขารัก ทุก ๆ คน

นักแสดงและตัวละครแก้ไข

ตัวละครหลักแก้ไข

  • ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ รับบท ธราดล จันทรเสน (มิน) เด็กหนุ่มชั้น ม.ปลาย ที่ได้กลับมามีชีวิตหลังถูกวิญญาณเร่ร่อนเข้าสิงร่าง และต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ที่เขาได้รับ โดยตัวเขานั้นจะไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนตายได้เลย ซึ่งธีรดนย์นั้นได้มาแคสต์จากการแนะนำของโปรดิวเซอร์ และภาคภูมิก็ไม่ค่อยชอบเขาในตอนแรก แต่หลังจากที่ได้เห็นความสามารถจากการแสดงในเรื่อง โปรเจกต์ เอส เดอะซีรีส์ ตอน SOS Skate ซึม ซ่าส์ ทำให้เขาได้บทไปหลังจากมาแคสต์ไปถึงสามครั้ง นอกจากนั้นธีรดนย์ยังต้องเล่นเองเจ็บเองในการถ่ายทำฉากเปิดภาพยนตร์อีกด้วย
  • เฌอปราง อารีย์กุล รับบท พริมา วงษ์สุทิน (พาย) พี่รหัสของมิน นักเรียนทุนจากสงขลาที่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ เป็นผู้ที่คอยติวหนังสือให้มิน จริงจัง ตั้งใจ เรียนเก่ง และเป็นคนที่ทำให้มินอยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่เธอก็เป็นหนึ่งในสาเหตุการตายของมินเช่นกัน ซึ่งเฌอปรางได้บทจากการเรียกมาแคสต์หลังจากที่ภาคภูมิเห็นภาพเธอจากสื่อโซเชียลมีเดียโดยที่ไม่รู้ว่าเธอเป็นสมาชิกวงบีเอ็นเคโฟร์ตีเอตอีกด้วย
  • สู่ขวัญ บูลกุล รับบท ฤดี จันทรเสน แม่ของมินที่รักและห่วงใยครอบครัวอยู่เสมอ แต่ด้วยการกระทำบางอย่างของเธอกลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายของมินด้วย สู่ขวัญเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวในเรื่องที่ภาคภูมิตั้งใจเลือกมาเล่นในช่วงเขียนบท และเธอได้ปฏิเสธบทนี้ไปหลายครั้งเพราะไม่อยากเล่นบทที่ลูกตาย แต่เธอก็เปลี่ยนใจและรับเล่นในภายหลัง
  • ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ รับบท ทรงพล จันทรเสน (เม่น) พี่ชายของมินที่มองว่ามินเป็นตัวปัญหาของครอบครัว เรียนดี ฉลาด และไม่พอใจในการกลับมาของมิน
  • วิโรจน์ ควันธรรม รับบท พ่อของมิน อดีตอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ลาออกมาขายอาหารเสริมเต็มตัว เข้มงวด เจ้าอารมณ์ ไม่ค่อยใส่ใจครอบครัวเพราะมุ่งมั่นและทุ่มเทชีวิตให้แก่งานของตัวเองมากเกินไป
  • ศรุดา เกียรติวราวุธ รับบท อมราพร แผ่นดินทอง (ลี้) เด็กสาวชั้น ม.ปลาย เพื่อนร่วมชั้นและชมรมที่สนิทกับมิน
  • ผู้คุม ผู้ทำหน้าที่ควบคุมวิญญาณจากสวรรค์ให้มาอยู่ใน ร่างชั่วคราว เนื่องจากตัวละครนี้มีความสามารถที่จะเข้าสิงร่างใครก็ได้ จึงมีนักแสดงหลายคนที่มารับบทนี้ได้แก่

ตัวละครอื่น ๆแก้ไข

  • อะตอม สัมพันธภาพ รับบท ครูพัฒน์ คุณครูประจำห้องปทุมเพชรของพาย
  • ธัชพล ธิติอภิชัย รับบท บรรจง พูนพิริยะ พี่ในชมรมปลอกแขนสีแดง
  • ศิวัช จำลองกุล รับบท พี่ในชมรมปลอกแขนสีน้ำเงิน
  • ธนกร โพธิ์วิจิตร รับบท พี่ในชมรมปลอกแขนสีเขียว
  • กมนธิดา โรจน์ทวีนิธิ รับบท นักเรียนหญิงตอนเข้าแถว

งานสร้างแก้ไข

เดิมนั้น โครงการภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยาย Colorful มีมาตั้งแต่สมัยบริษัทจีทีเอช โดยวางแผนไว้ว่าจะให้ ยงยุทธ ทองกองทุน เป็นผู้กำกับ และให้ นิธิศ ณพิชยสุทิน เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สุดท้ายโครงการกลับถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด[2] เนื่องมาจากความล่าช้าของการซื้อลิขสิทธิ์ต้นฉบับมาสร้าง[3] และการขัดแย้งภายในบริษัท ประกอบกับบริษัทประกาศยุติการดำเนินกิจการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2558

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 หลังบริษัทจีดีเอช ห้าห้าเก้าเปิดตัว บริษัทแจ้งว่าจะผลิตภาพยนตร์สองเรื่องต่อจากโครงการเดิม คือ แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว และเรื่องนี้ในปีเดียวกัน โดยวางแผนไว้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเริ่มงานสร้างในเดือนพฤษภาคมและเข้าฉายในช่วงธันวาคม แต่ด้วยการที่บริษัทต้องการถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้บริษัทเปลี่ยนแผนการดำเนินงานด้วยการสร้างและฉายภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า แทน ซึ่งส่งผลให้แผนการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องถูกเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดอีกครั้ง และทำให้ทีมงานได้ใช้เวลาที่เสียไปในการพัฒนาบทให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนมาถึงปี พ.ศ. 2560 ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้เริ่มงานสร้างอย่างเป็นทางการ

บทภาพยนตร์แก้ไข

สำหรับในการเขียนบทนั้น ทศพล จิรัศยา และอภิโชค ได้ร่วมกันเขียนบทหลังจากบริษัทได้ลิขสิทธิ์การสร้างมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้พัฒนาบทเป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนภาคภูมิและเอกสิทธิ์ได้มาร่วมเขียนบททีหลัง ในที่สุด บทก็เสร็จสมบูรณ์หลังจากที่พวกเขาพัฒนากันต่ออีก 1 ปี 7 เดือน[4]

การถ่ายทำแก้ไข

สำหรับการถ่ายทำ ทีมงานได้ถ่ายทำภาพยนตร์ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 และได้ สีบาน-นฤพล โชคคณาพิทักษ์ มากำกับภาพให้ และสำหรับการถ่ายทำฉากเปิด ทีมงานได้สร้างเซตในสตูดิโอขนาดใหญ่และใช้เวลาในการถ่ายทำฉากดังกล่าวไปถึง 22 ชั่วโมง

การตัดต่อแก้ไข

สำหรับการตัดต่อ ทีมงานได้ให้ อาร์ม-ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต ที่เคยมีผลงานในการตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง มาตัดต่อให้ และได้ใช้เวลาในการตัดต่อไปถึง 6 เดือน นอกจากนั้น สำหรับฉากที่ใช้กรีนสครีน ทีมงานได้ให้บริษัท Yggdrazill ที่มีผลงานเกม Home Sweet Home มาร่วมทำคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคนิคพิเศษให้กับภาพยนตร์อีกด้วย[5][6]

เพลงประกอบภาพยนตร์แก้ไข

สำหรับเพลงประกอบ ทีมงานได้ ป้อ-ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ มาร่วมทำเพลงประกอบให้กับจอกว้างฟิล์มอีกครั้งในรอบ 4 ปี หลังจากมีผลงานทำเพลงให้กับภาพยนตร์เรื่อง ฝากไว้..ในกายเธอ นอกจากนั้นยังทำให้ชาติชายมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เข้าฉายในเดือนตุลาคมถึง 2 เรื่อง ซึ่งอีกเรื่องคือ นาคี 2[7]

การประชาสัมพันธ์แก้ไข

ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 จีดีเอชได้เปิดการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่าจะเปิดให้รับชมภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง แบบออนไลน์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก่อนสร้างสถานการณ์ว่าเว็บไซต์ถูกแฮกเพื่อปล่อยวีดีโอไวรัลปริศนาขึ้นมา และปิดข้อความทิ้งท้ายว่า K1189B54N หลังจากการถ่ายทอดสดจบลง ได้มีการโพสต์คลิปดังกล่าวลงในสื่อออนไลน์ ก่อนเปิดตัวนักแสดงนำในวันต่อมา[8] และทางค่ายก็ไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมมานับแต่นั้น

ต่อมา ทีมงานจากจีดีเอชได้ทำการถ่ายทอดสดลงเฟซบุ๊กอีกครั้ง และได้เปิดเผยแนวภาพยนตร์และวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการคือ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561 จนในวันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน ทางค่ายได้เปิดเผยชื่อเรื่องภาพยนตร์อย่างเป็นทางการครั้งแรก[9] และได้เปิดเผยชื่อตัวละครและนักแสดงนำเพิ่มอีกหนึ่งคนคือ นพชัย ชัยนาม ซึ่งเคยแสดงนำในหนังของภาคภูมิมาแล้วกับภาพยนตร์เรื่อง คีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์ ตอน ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง

ไม่นานหลังจากทางค่ายเปิดเผยชื่อเรื่องภาพยนตร์ ค่ายได้ทำการประชาสัมพันธ์และปล่อยใบปิดภาพยนตร์ในแบบต่างๆลงสื่อโซเชียลเพิ่มเติม ด้วยการสร้างเหตุการณ์สมมติให้หนึ่งในตัวละครในเรื่องคือ ผู้คุม เข้าทำการควบคุมเพจต่างๆโดยเรียกวิธีการควบคุมนี้ว่า สิง[10] โดยมีเพจชื่อดังที่โดนควบคุมไปแล้ว 3 เพจคือ หมอแล็บแพนด้า Drama-addict และเพจทางการของเฌอปรางเอง[11] รวมถึงได้มีการปล่อยใบปิดฉบับสุดท้าย ประชาสัมพันธ์ และปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์แบบทางการในเพจ ฉลาดเกมส์โกง แทนการสร้างเพจใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ภาพยนตร์เป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ระยะหนึ่ง[12] ก่อนที่จะมีงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ณ ลานกิจกรรมอีเดน 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นอกจากการประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์แล้ว จีดีเอชยังได้ร่วมมือกับสวัสดีทวีสุขเพื่อผลิตรายการพิเศษ HOMESTAY SPECIAL เจาะเบื้องหลังความมหัศจรรย์ ที่รวบรวมทุกความมหัศจรรย์จากการถ่ายทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ออกอากาศเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 12.30 น. ทางช่องวัน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์อีกช่องทางหนึ่ง

การออกฉายและรายได้แก้ไข

การออกฉายในประเทศแก้ไข

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีกำหนดฉายรอบสื่อมวลชนในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ณ พารากอนซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และมีกำหนดเข้าฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 เดือนและปีเดียวกัน เมื่อนับเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเชียงใหม่ ภาพยนตร์เปิดตัวด้วยรายได้ 8.88 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้เปิดตัวที่น้อยกว่า น้อง.พี่.ที่รัก ที่ออกฉายเมื่อช่วงกลางปี หลังจากผ่านวันหยุดสุดสัปดาห์แรก (สี่วันหลังเข้าฉาย) ภาพยนตร์ทำรายได้ไปทั้งสิ้น 37.49 ล้านบาท และเมื่อครบสัปดาห์แรก (เจ็ดวันหลังเข้าฉาย) ภาพยนตร์ทำรายได้ไปทั้งสิ้น 48.66 ล้านบาท

ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 จีดีเอชได้จัดงานแถลงข่าว HOMESTAY [เมื่อคนดูหนัง...ให้รางวัลผม] เพื่อเป็นการขอบคุณทุกเสียงตอบรับจากผู้ชมภาพยนตร์ที่ให้การสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างดี พร้อมตั้งเป้าก้าวเข้าสู่ 100 ล้านบาทในเร็ว ๆ นี้ รายได้ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ทั่วประเทศ อยู่ที่ 121 ล้านบาท และวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 กรุงเทพ ปริมณฑล และเชียงใหม่ อยู่ที่ 66.29 ล้านบาท และปิดโปรแกรมการฉายไปด้วยรายได้ทั้งหมด 67.11 ล้านบาท

การออกฉายต่างประเทศแก้ไข

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวได้ถูกซื้อเพื่อนำไปฉายในต่างประเทศถึง 12 ประเทศด้วยกัน โดยประเทศญี่ปุ่นที่เป็นแหล่งต้นฉบับของหนังสือก็ได้ซื้อภาพยนตร์เรื่องนี้ไปฉายอีกด้วย

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข