ฮาเกียโซเฟีย

(เปลี่ยนทางจาก โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย)
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ฮาเกียโซเฟีย (แก้ความกำกวม)

ฮาเกียโซเฟีย[2] (อังกฤษ: Hagia Sophia, /ˈhɑːɡiə sˈfə/; จากกรีกโบราณ: Ἁγία Σοφία; ละติน: Sancta Sophia หรือ ละติน: Sancta Sapientia) มีชื่อทางการว่า มัสยิดใหญ่อายาโซฟยา (ตุรกี: Ayasofya-i Kebir Camii Şerifi)[3] และชื่อเดิมว่า โบสถ์พระปรีชาญาณศักดิ์สิทธิ์[4] เป็นศาสนสถานปลายสมัยโบราณในอิสตันบูล ใช้เป็นอาสนวิหารประจำเขตอัครบิดรคอนสแตนติโนเปิล ถือเป็นโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิไบแซนไทน์และนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ยกเว้นสมัยจักรวรรดิละตินระหว่าง ค.ศ. 1204 ถึง 1261 ที่โบสถ์กลายเป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก แล้วเป็นมัสยิดในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน และต่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์ สร้างเสร็จใน ค.ศ. 537 ในรัชสมัยของจักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 ถือเป็นสิ่งที่ดีเลิศของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์[5] และกล่าวว่า "ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรม"[6] มันเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนศาสนสถานที่ไม่ใช่อิสลามเป็นมัสยิด ซึ่งสร้างข้อขัดแย้งและสงครามศาสนาในบางส่วนของโลก[7][8][9]

ฮาเกียโซเฟีย
Hagia Sophia (อังกฤษ)
Ayasofya (ตุรกี)
Ἁγία Σοφία (กรีก)
Sancta Sophia (ลาติน)

ที่ตั้งอิสตันบูล, ประเทศตุรกี
ผู้ออกแบบอิซิดอร์แห่งมิเลตุส
แอนเธมุสแห่งทรัลเลส
ประเภท
วัสดุแอชลาร์, อิฐ
ความยาว82 เมตร (270 ฟุต)
ความกว้าง73 เมตร (240 ฟุต)
ความสูง55 เมตร (180 ฟุต)
เริ่มก่อสร้าง360
สร้างเสร็จ537; 1483 ปีที่แล้ว (537)
อุทิศแด่พระปรีชาญาณศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงพระวจนะ พระบุคคลที่สองในตรีเอกภาพ[1]

ถูกสร้างเป็นอาสนวิหารของชาวคริสต์ในคอนสแตนติโนเปิลในช่วง ค.ศ. 532 ถึง 537 ภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 มหาวิหารถูกออกแบบโดยอิซิดอร์แห่งมิเลตุสกับแอนเธมุสแห่งทรัลเลส นักเรขาคณิตชาวกรีก[10] โดยเป็นอาสนวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเวลาเกือบพันปี จนกระทั่งอาสนวิหารเซบิยาสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1520 ใน ค.ศ. 1204 มันถูกเปลี่ยนเป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกโดยนักรบครูเสดครั้งที่สี่ภายใต้จักรวรรดิละติน ก่อนถูกฟื้นฟูเป็นแบบเดิมใน ค.ศ. 1261 หลังจากเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิลให้กับจักรวรรดิออตโตมันใน ค.ศ. 1453[11] มันถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด ใน ค.ศ. 1935 ก็ถูกทำเป็นฆราวาสให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์[12] ในต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020 ทางสภาแห่งรัฐทำให้การตัดสินเป็นพิพิธภัณฑ์ของคณะรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1934 เป็นโมฆะ และมีการออกรัฐกฤษฎีกาภายหลังของประธานาธิบดีตุรกีในการเปลี่ยนฮาเกียโซเฟียให้เป็นมัสยิดอีกครั้ง[13][14] ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสภาคริสตจักรสากลและผู้นำนานาชาติหลายประเทศ[15][16][17]

โบสถ์นี้ถูกอุทิศแก่ พระปรีชาญาณศักดิ์สิทธิ์ คือพระวจนะ ซึ่งเป็นพระบุคคลที่สองในตรีเอกภาพ[18] โดยมีการฉลองในวันที่ 25 ธันวาคม (วันคริสต์มาส) โซเฟีย เป็นการสะกดตามสัทศาสตร์ในภาษาลาตินจากภาษากรีกของคำว่า ปัญญา และบางครั้งหมายถึง ซังก์ตา โซฟีอา (ละติน: Sancta Sophia) ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโซเฟียแห่งโรม[19][20] ใช้เป็นศูนย์กลางของนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มากว่า 1,000 ปี ผ่านช่วงการตัดขาดจากศาสนาของอัครบิดรมีคาเอลที่ 1 เซรูลารีอุส โดยอัมแบร์แห่งซิลวาคันดิดา ผู้แทนทางทูตของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 9 ใน ค.ศ. 1054, ดยุกแห่งเวนิส ผู้ทำให้เกิดสงครามครูเสดครั้งที่สี่ และการปล้นสดมที่คอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ. 1204

ใน ค.ศ. 1453 สุลต่านเมห์เหม็ดผู้พิชิตทรงสั่งให้เปลี่ยนอาสนวิหารเป็นมัสยิด เขตอัครบิดรถูกย้ายไปที่โบสถ์อัครทูต ซึ่งกลายเป็นอาสนวิหารประจำเมือง ถึงแม้ว่าบางส่วนของเมืองพังทลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ตัวอาสนวิหารยังคงทำหน้าที่นี้ต่อไป และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการเปลี่ยนแปลงของผู้นำออตโตมันองค์ใหม่[21][22] ระฆัง, แท่นบูชา, ไอโคโนสเตซิส, แอมบอน และหอล้างบาปถูกนำออกไปและเรลิกก็ถูกทำลาย ส่วนโมเสกที่มีภาพพระเยซู, พระแม่มารีย์, นักบุญ และทูตสวรรค์ถูกทำลายหรือใช้ปูนทาทับ[23] แล้วมีการเพิ่มสถาปัตยกรรมอิสลาม เช่น มิมบัร (แท่นเทศน์), มินาเรตสี่อัน และมิฮ์รอบ

ตัวอาคารยังคงเป็นมัสยิด จนถึง ค.ศ. 1931 เมื่อมันถูกปิดต่อสาธารณชนเป็นเวลา 4 ปี และเปิดใหม่อีกครั้งใน ค.ศ. 1935 ในฐานะพิพิธภัณฑ์ จากข้อมูลเมื่อ 2014 ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับสอง โดยมีผู้เยี่ยมชมเกือบ 3.3 ล้านคนต่อปี[24] รายงานจากข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดใน ค.ศ. 2015[25] และ ค.ศ. 2019[26][27]

ประวัติแก้ไข

 
มุมมองจากจัตุรัสสุลตานาฮ์เม็ต

โบสถ์ของจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2แก้ไข

โบสถ์หลังแรกถูกสร้างในบริเวณที่มีชื่อว่า มักนา เอ็กเคลเซีย (ละติน: Magna Ecclesia กรีกโบราณ: Μεγάλη Ἐκκλησία)[28][29] โดยเปิดพิธีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 360 (ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2) โดยยูโดเซียสแห่งแอนติออก บิชอปลัทธิเอเรียส[30]

โซกราตีสแห่งคอนสแตนติโนเปิลอ้างว่าโบสถ์ถูกสร้างโดยจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2 ผู้ทรงดำเนินการใน ค.ศ. 346[30] ตามธรรมเนียมที่ว่ามันไม่ได้สร้างนานว่าศตวรรษที่ 7 หรือ 8 มีรายงานว่าคฤหาสน์ถูกสร้างโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช[30] โยอันเนส โซนาราส เขียนว่าจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2 ได้บำรุงคฤหาสน์หลังจากที่มันถล่มแล้ว[30] ยูเซบีอุสเป็นบิชอปแห่งคอนสแตนติโนเปิลมาตั้งแต่ ค.ศ. 339 ถึง 341 และจักรพรรดิคอนสแตนตินสวรรคตใน ค.ศ. 337 จึงมีความเป็นไปได้ว่าโบสถ์แรกถูกสร้างในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2[30]

จอห์น คริสซอสตอม อัครบิดรแห่งคอนสแตนติโนเปิลมีปัญหากับจักรพรรดินีอีเลีย ยูด็อกเซีย พระมเหสีของจักรพรรดิอาร์กาดิอุส และถูกเนรเทศในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 404 ในช่วงการก่อกบฎ โบสถ์หลังแรกถูกเผา[30] และไม่มีซากหลงเหลืออีกในปัจจุบัน

โบสถ์ของจักรพรรดิเทออดอซิอุสที่ 2แก้ไข

โบสถ์หลังที่สองถูกสั่งให้สร้างโดยจักรพรรดิเทออดอซิอุสที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เปิดพิธีในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 415 ใน Notitia Urbis Constantinopolitanae กล่าวถึงฮาเกียโซเฟียเป็น มักนา เอ็กเคลเซีย (ละติน: Magna Ecclesia) ในขณะที่อดีตอาสนวิหารฮาเกียอิเรเนถูกเรียกเป็น เอ็กเคลเซีย อันติควา (ละติน: Ecclesia Antiqua) ตัวมหาวิหารที่มีหลังคาไม้ถูกสร้างโดยสถาปนิกรูฟีนุส แต่เกิดไฟไหม้ในช่วงการจลาจลนีกะและเผาทำลายฮาเกียโซเฟียหลังที่สองลงไปในวันที่ 13–14 มกราคม ค.ศ. 532

มีบล็อกหินอ่อนบางส่วนจากโบสถ์ของจักรพรรดิเทออดอซิอุสที่ 2 อยู่รอดถึงปัจจุบัน ในบรรดาหินอ่อนเหล่านี้คือภาพสลักแกะ 12 ตัว แสดงถึงอัครทูตทั้ง 12 คน ซึ่งเคยอยู่ที่ทางเข้าด้านหน้า และถูกพบใต้ลานสนามตะวันตกใน ค.ศ. 1935 โดย อัลฟอนส์ มาเรีย ชไนเดอร์ (Alfons Maria Schneider) นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แต่ไม่ได้มีการขุดเพิ่มเติม เพราะเกรงว่าจะทำลายความสมบูรณ์ในสมัยยุสติอานิกลงไป

โบสถ์ของจักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 (โครงสร้างปัจจุบัน)แก้ไข

 
รูปร่างเรขาคณิตของฮาเกียโซเฟียเป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์ของเฮโรแห่งอะเล็กซานเดรีย โดยเลี่ยงจำนวนอตรรกยะในการก่อสร้างนี้
 
ฮาเกียโซเฟีย
 
การก่อสร้างโบสถ์ใน codex Manasses Chronicle (ศตวรรษที่ 14)

ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 532 ไม่กี่สัปดาห์หลังมหาวิหารที่สองถูกทำลาย จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 ตัดสินใจสร้างอันที่สามให้ดูแตกต่างและอลังการกว่าสองหลังแรก

จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 ทรงจ้างอิซิดอร์แห่งมิเลตุส นักเรขาคณิตและวิศวกร กับแอนเธมุสแห่งทรัลเลส นักคณิตศาสตร์ ไปเป็นสถาปนิก อย่างไรก็ตาม แอนเธมุส เสียชีวิตในช่วงปีแรกของความพยายาม โดยมีการนำเสาหินและหินอ่อนทั่วทั้งจักรวรรดิในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ความคิดเกี่ยวกับเสาหินถูกเปิดเผยจากเมืองต่าง ๆ เช่น โรมและเอฟิซัสว่าเป็นสิ่งที่คิดค้นในภายหลัง[31] ถึงแม้ว่าพวกมันถูกสร้างไว้สำหรับฮาเกียโซเฟีย ขนาดของเสาหินก็มีความหลากหลาย[32]

จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 กับอัครบิดรเมนาส เปิดพิธีในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 537 – หลังจากสร้างไปเป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน – ด้วยพิธีเอิกเกริก[33][34][35] โมเสกในโบสถ์ทำเสร็จในรัชสมัยของจักรพรรดิยุสตีนุสที่ 2 (ค.ศ. 565–578)

ต่อมา เกิดแผ่นดินไหวในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 553 และในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 557 ทำให้เกิดรอยแยกในโดมหลักและโดมครึ่งฝั่งตะวันออก โดมหลักพังทลายลงในช่วงแผ่นดินไหวในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 558[36] ทำลายทั้งแอมบอน, แท่นบูชา และชิโบเรียม การทลายส่วนใหญ่เกิดจากโดมแบนเกินที่จะรับน้ำหนักมาก[33] องค์จักรพรรดิได้มีรับสั่งบูรณะทันที โดยมอบหน้าที่ให้กับอิซิดอรุสผู้เยาว์ หลานชายของอิซฺดอร์แห่งมิเลตุส ที่ใช้วัสดุที่เบากว่าและยกโดมขึ้น "30 ฟุต"[33] – ทำให้สิ่งก่อสร้างสูงถึง 55.6 เมตร (182 ฟุต).[37] ที่มากไปกว่านั้น อิซิดอรุสได้เปลี่ยนประเภทของโดม โดยสร้างโครงโดมแบบเพนเด็นทีฟ ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 32.7 ถึง 33.5 เมตร[33] ภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 มีการนำเสาแบบคอรินเทียน 8 อันมาจากบะอัลบิก, เลบานอน และขนมาทางเรือมาคอนสแตนติโนเปิลในช่วงทศวรรษที่ 560[38]

หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 989 ซึ่งทำให้ซุ้มโดมตะวันตกพังทลาย จักรพรรดิเบซิลที่ 2ทรงเรียกTrdat สถาปนิกชาวอาร์มีเนีย ผู้สร้างอาสนวิหารแห่งอานิกับอาร์กินา เพื่อมาซ่อมแซม[39] เขาจึงสร้างฝั่งตะวันตกของโบสถ์ใหม่ด้วยโครงโดม 15 อัน[40] ซึ่งใช้เวลาซ่อมแซม 6 ปี ตัวโบสถ์เปิดใหม่อีกครั้งในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 994 ในตอนนั้น ตัวโบสถ์ได้รับการบูรณะใหม่ เช่น เพิ่มเครูบสี่ตน; ภาพพระคริสต์บนโดม; ผ้าคลุมพระศพของพระคริสต์ที่จัดแสดงในวันศุกร์ และภาพพระแม่มารีย์พรหมจารีย์อุ้มพระเยซูแบบใหม่ ซึ่งนั่งอยู่ระหว่างปีเตอร์กับเปาโลอัครทูต[41] บนซุ้มใหญ่มีภาพของศาสดากับพระครูของโบสถ์ด้วย[41]

ในตอนที่คอนสแตนติโนเปิลถูกยึดในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่สี่ ตัวโบสถ์ถูกปล้นสดมและถูดูหมิ่นโดยพวกครูเสด ในช่วงที่พวกลาตินครอบครองคอนสแตนติโนเปิล (ค.ศ. 1204–1261) ตัวโบสถ์กลายเป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก จักรพรรดิบอลด์วินที่ 1 แห่งคอนสแตนติโนเปิล ทรงปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1204 ในฮาเกียโซเฟีย เอ็นริโก ดันโดโล (Enrico Dandolo) ดอเจแห่งเวนิสที่ให้โจมตีและปล้นสดมตัวเมือง ถูกฝังในโบสถ์ และตัวสุสานเดิมถูกพวกออตโตมันทำลายในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงจากโบสถ์เป็นมัสยิด[42]

มัสยิด (ค.ศ. 1453–1935)แก้ไข

 
มิฮ์รอบ ตั้งอยู่ที่ที่เคยมีแท่นเทศน์อยู่ หันหน้าไปทางมักกะฮ์

คอนสแตนติโนเปิลถูกโจมตีโดยกองทัพออตโตมันในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453 โดยที่สุลต่านเมห์เหม็ดผู้พิชิตอนุญาตให้กองทัพและคณะผู้ติดตามของพระองค์ปล้นสะดมในเมืองหลังถูกยึดได้เป็นเวลาสามวัน หลังจากนั้น พระองค์จึงเก็บส่วนที่เหลือเป็นของพระองค์เอง[43][44] ฮาเกียโซเฟียไม่ได้รับการยกเว้นในการปล้นสดม เพราะเป็นจุดที่เชื่อว่ามีสมบัติอันล้ำค่าของเมืองอยู่ในนี้[45] ไม่นานหลังจากการป้องกันของตัวเมืองล่มสลาย และกองทัพออตโตมันเข้ามายังตัวเมือง พวกปล้นสดมได้เดินทางไปที่ฮาเกียโซเฟีย และทำลายประตูก่อนที่จะบุกเข้าไป[46] โดยในช่วงสงคราม ผู้แสวงบุญที่ถูกขังกำลังทำพิธีศีลมหาสนิทและขอพรหลายชั่วโมงในฮาเกียโซเฟีย และผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันเมือง ซึ่งรวมไปถึงผู้หญิง, เด็ก, คนชรา และคนป่วยกับผู้บาดเจ็บ[47][48] เหล่าสาธุชนกับผู้ลี้ภัยหลายคนกลายเป็นสินทรัพย์ตอนสงครามที่ถูกแบ่งแก่ผู้บุกรุก สิ่งก่อสร้างถูกทำลายและถูกปล้นเป็นจำนวนมาก และผู้ที่อยู่ในนี้ก็กลายเป็นทาส[45] ในขณะที่คนชราและผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ถูกฆ่า และกลุ่มที่เหลือ (ส่วนใหญ่เป็นชายวัยรุ่นกับเด็กชาย) ถูกล่ามโซ่แล้วขายเป็นทาส[46] นักบวชและบุคลากรทางศาสนายังคงทำหน้าที่ต่อ จนถูกผู้บุกรุกบังคับให้หยุด[46] เมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดผู้พิชิตและคณะผู้ติดตามเข้าไปในโบสถ์ พระองค์ยืนยันว่ามันควรเปลี่ยนเป็นมัสยิด หนึ่งในอุละมาอ์ (นักวิชาการอิสลาม) ปีนขึ้นบนแท่นเทศน์และกล่าวชะฮาดะฮ์ด้วยเสียงดัง ("ไม่มีพระเป็นเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์") ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโบสถ์ให้เป็นมัสยิด[23][49]

 
น้ำพุ (Şadırvan) สำหรับเอาน้ำละหมาด

มีรายงานจากชาวตะวันตกบางรายที่มาเยี่ยมเมืองนี้ (เช่น Pero Tafur ขุนนางจากกอร์โดบา[50] และCristoforo Buondelmonti ชาวฟลอเรนซ์)[51] ตัวโบสถ์อยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีบางประตูตกลงบนพื้น; สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงสั่งให้บูรณะพร้อมกับเปลี่ยนแปลง และละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1453[52] อายาโซฟยากลายเป็นมัสยิดหลวงแห่งแรกในอิสตันบูล[53]

ก่อน ค.ศ. 1481 มีการสร้างมินาเร็ตขนาดเล็กบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของสื่งก่อสร้างเหนือหอบันได[23] จากนั้น สุลต่านบาเยซิดที่ 2 (ค.ศ. 1481–1512) ทรงสร้างมินาเร็ตอีกอันในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ[23] หนึ่งในนั้นพังทลายหลังจากแผ่นดินไหวใน ค.ศ. 1509[23] และช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ก็ถูกเปลี่ยนไปสร้างมินาเร็ตสองอันใหม่ในบริเวณตะวันออกและตะวันตกของอาคาร[23]

ในรัชสมัยของสุลต่านเซลิมที่ 2 (ค.ศ. 1566–1574) สิ่งก่อสร้างเริ่มเสื่อมสภาพและถูกเสริมความแกร่งรอบนอกโดยมิมาร์ ซินาน สถาปนิกออตโตมัน[54] เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างไบแซนไทน์ ซินานได้สร้างมินาเร็ตขนาดใหญ่สองอันในฝั่งตะวันตก เพื่อที่จะทำแบบนั้น บริเวณของอัครบิดรทางตอนใต้ของสิ่งก่อสร้างถูกรื้อถอนไป[23] ที่มากไปกว่านั้น มีการตั้งดวงจันทร์เสี้ยวทองคำไว้บนโดม[23] สุลต่านมูราดที่ 3 (ครองราช ค.ศ. 1574–1595) นำโกศที่ทำมาจากอะลาบาสเทอร์ขนาดใหญ่ 2 อัน จากเพอร์กามอนและตั้งที่สองฝั่งบริเวณกลางโบสถ์[23] ใน ค.ศ. 1594 / ฮ.ศ. 1004 มิมาร์ (ศาลสถาปนิก) Davud Ağa สร้างตืรเบ (สุสาน) ของสุลต่านมูราดที่ 3 ในนี้[23] สุสานรูปแปดเหลี่ยมของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3 (ค.ศ. 1595–1603) ถูกสร้างใน ค.ศ. 1608 / ฮ.ศ. 1017 โดยสถาปนิกหลวง Dalgiç Mehmet Aĝa[55] และสุลต่านมุสตาฟาที่ 1 (ค.ศ. 1617–1618; 1622–1623) ได้เปลี่ยนหอล้างบาปไปเป็นตืรเบของพระองค์[55]

การบูรณะใน ค.ศ. 1847แก้ไข

 
ภาพพิมพ์หินใน ค.ศ. 1857

สุลต่านอับดุล เมจิดที่ 1 ให้บูรณะฮาเกียโซเฟีย และใช้แรงงาน 800 คน ทำงานระหว่าง ค.ศ. 1847 ถึง 1849 ภายใต้การสังเกตการณ์ของพี่น้องสถาปนิกชาวสวิส-อิตาลี Gaspare กับ Giuseppe Fossati โดยได้เสริมความแกร่งของโดมกับโครงสร้างทรงโค้ง, ทำเสาให้ตรง และฟื้นฟูการตกแต่งทั้งด้านนอกและด้านใน มีการเปลี่ยนโคมระย้าเก่าไปเป็นอันใหม่ มีภาพวงกลมหรือเหรียญใหม่ไปแขวนบนเสา ซึ่งมีชื่อของอัลลอฮ์, มุฮัมมัด, เคาะลีฟะฮ์ทั้งสี่ อะบูบักร์, อุมัร, อุษมาน และอะลี และหลานชายสองคนของมุฮัมมัด: ฮะซันกับฮุซัยน์ ที่เขียนโดยนักอักษรวิจิตร Kazasker Mustafa İzzed Effendi (ค.ศ. 1801–1877) ใน ค.ศ. 1850 พี่น้องสถาปนิก Fossati ได้สร้างโรงแรมพำนักรับรองใหม่ในแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูไบแซนไทน์เชื่อมกับพลับพลาหลังมัสยิด บูรณะมินบัรกับมิฮ์รอบ และปรับเสามินาเร็ตให้สูงเท่ากัน[56][57]

พิพิธภัณฑ์ (ค.ศ. 1935–2020)แก้ไข

 
การบูรณะภายในที่ดำเนินการอยู่ใน ค.ศ. 2007

ใน ค.ศ. 1935 มุสทาฟา เคมัล อาทาทืร์ค ประธานาธิบดีคนแรกและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี ได้เปลี่ยนฮาเกียโซเฟียไปเป็นพิพิธภัณฑ์ มีการนำพรมออก ทำให้เห็นหินอ่อนบนพื้น ในขณะที่พลาสเตอร์ขาวที่คลุมโมเสกก็ถูกเอาออกด้วย แม้กระนั้น โครงสร้างก็ดูทรุดโทรม และกองทุนโบราณสถานโลก (World Monuments Fund) ยกฮาเกียโซเฟียอยู่ใน1996 World Monuments Watch และอีกครั้งใน1998 หลังคาทองแดงของสิ่งก่อสร้างเริ่มมีรอยร้าว ทำให้มีน้ำหยดลงมาทำลายภาพเฟรสโกกับโมเสก และก่อให้เกิดความชื้น แล้วระดับน้ำบาดาลที่สูงขึ้นทำให้ความชื้นเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เกิดสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อหินและสี ทาง WMF ได้ดำเนินการบูรณะโดมใน ค.ศ. 1997 ถึง 2002 แล้วเสร็จใน ค.ศ. 2006 ถึงแม้ว่าบริเวณอื่นของฮาเกียโซเฟียยังต้องการพัฒนา บูรณะ และป้องกันไว้ก็ตาม[58] ฮาเกียโซเฟียเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับสอง (ค.ศ. 2014) โดยมีผู้เข้าชมเกือบ 3.3 ล้านคนต่อปี[24]

ถึงแม้ว่าการใช้เป็นสถานที่สักการะ (มัสยิดหรือโบสถ์) เป็นที่ต้องห้าม[59] ใน ค.ศ. 2006 รัฐบาลตุรกีอนุญาตให้การจัดสรรห้องขนาดเล็กสำหรับที่สักการะของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่เป็นชาวคริสต์และมุสลิม[60] และตั้งแต่ ค.ศ. 2013 มีมุอัซซินกล่าวอะซานสองครั้งต่อวันในตอนบ่าย[61]

ใน ค.ศ. 2007 นักการเมืองอเมริกันเชื้อสายกรีก Chris Spirou ริเริ่มองค์การนานาชาติ "ปลดปล่อยสภาอาเกียโซเฟีย" (Free Agia Sophia Council) เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนฮาเกียโซเฟียให้เป็นโบสถ์อีกครั้ง[62][63][64] ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2010 มีการเรียกร้องหลายครั้ง โดยครั้งที่โดดเด่นที่สุดคือ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 รองนายกรัฐมนตรี Bülent Arınç ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนฮาเกียโซเฟียให้เป็นมัสยิดอีกครั้ง[65][66][67] ใน ค.ศ. 2015 ในการตอบโต้เพื่อรับทราบโดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์มีเนีย Mefail Hızlı มุฟตีแห่งอังการา กล่าวว่าเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนฮาเกียโซเฟียไปเป็นมัสยิดจะถูกเลี่อนออกไป[68][69]

ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2016 มีการละหมาดครั้งแรกในฮาเกียโซเฟีย ซึ่งมีระยะเวลาจากละหมาดครั้งสุดท้ายถึง 85 ปี[70] ในเดือนพฤศจิกายน องค์การนอกภาครัฐตุรกี Association for the Protection of Historic Monuments and the Environment ได้ดำเนินคดีต่อการเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ไปเป็นมัสยิด[71] ท้ายที่สุด ทางสภาตัดสินให้เป็น 'พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์' ต่อไป[72]

ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2017 มีกลุ่มคนที่ควบคุมโดย Anatolia Youth Association (AGD) รวมตัวหน้าฮาเกียโซเฟียและละหมาดตอนเช้า โดยมีการเรียกร้องให้เปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ให้เป็นมัสยิด[73] ในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2017 ประธานฝ่ายศาสนา (Presidency of Religious Affairs; Diyanet) ได้จัดรายการพิเศษ ซึ่งรวมไปถึงการอ่านอัลกุรอานและละหมาดในฮาเกียโซเฟีย เพื่อเป็นเครื่องหมายของลัยละตุลก็อดร์ โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย[74]

เปลี่ยนเป็นมัสยิดอีกครั้ง (ค.ศ. 2018–ปัจจุบัน)แก้ไข

 
ห้องละหมาดมุสลิมขนาดเล็ก (mescit) แถวฮาเกียโซเฟีย ค.ศ. 2020

ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกีได้กล่าวว่า ตนจะเปลี่ยนสถานะฮาเกียโซเฟียไปเป็นมัสยิดใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มที่นิยมศาสนา[75] ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2018 แอร์โดอันได้อ่านโองการแรกของอัลกุรอานในฮาเกียโซเฟีย และเข้าร่วมละหมาด โดยมีขบวนการทางการเมืองในการเปลี่ยนฮาเกียโซเฟียให้เป็นมัสยิดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้การทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของอาทาทืร์คเป็นโมฆะ[76]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2019 แอร์โดอันกล่าวว่า เขาจะเปลี่ยนสถานะฮาเกียโซเฟียจากพิพิธภัณฑ์ไปเป็นมัสยิด[77] โดยกล่าวเพิ่มว่า มันเป็น "ความผิดพลาดอันใหญ่หลวง" ที่เปลี่ยนมันไปเป็นพิพิธภัณฑ์[78] เนื่องจากสถานที่นี้เป็นมรดกโลกของยูเนสโก การเปลี่ยนแปลงสถานะจะต้องได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกเสียก่อน[79]

ใน ค.ศ. 2020 รัฐบาลตุรกีจัดงานฉลองครบรอบ 567 ปีการเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยการละหมาดในฮาเกียโซเฟีย เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกีกล่าวในรายการโทรทัศน์ว่า "จะมีการอ่านซูเราะฮ์อัลฟัตฮ์ตอนละหมาดในฮาเกียโซเฟีย..."[80] ในเดือนพฤษภาคม ในช่วงวันครบรอบ มีการอ่านกุรอานในฮาเกียโซเฟีย ทางกรีซได้ประณามสิ่งนี้ ในขณะที่ตุรกีกล่าวหากรีซว่าได้กล่าว “คำพูดที่ไร้ประโยชน์และไม่มีประสิทธิภาพ”[81]

ในวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 คณะรัฐมนตรีได้ตัดสินใจยกเลิกการเป็นพิพิธภัณฑ์ของฮาเกียโซเฟียและแอร์โดอันลงนามว่าการเป็นพิพิธภัณฑ์ของฮาเกียโซเฟียเป็นโมฆะ แล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นมัสยิด สร้างเสียงวิจารณ์ทั่งฝ่ายฆราวาสและทั่วโลก[82][83] หลังประกาศไม่นานก็มีเสียงอะซานขึ้น[83] สื่อสังคมของพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียถูกปิดลงในวันเดียวกัน โดยแอร์โดอันประกาศว่าจะมีการละหมาดในวันที่ 24 กรกฎาคม[83] โฆษกประธานาธิบดีกล่าวว่า มันจะเป็นมัสยิดเปิดที่ทำหน้าที่คล้ายโบสถ์ปารีสสองแห่งคือ มหาวิหารซาเคร-เกอร์กับอาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส และกล่าวอีกว่าการเปลี่ยนนี้ไม่มีผลต่อสถานะแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก และ "สัญลักษณ์คริสเตียน" ข้างในจะถูกป้องกันต่อไป[75] โฆษกประธานาธิบดีอ้างว่าพรรคการเมืองทุกกลุ่มสนับสนุนการตัดสินใจของแอร์โดอัน[84] อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ของประชาชนได้ปฏิเสธการตัดสินใจนี้ โดยกล่าวว่า "ไม่สามารถทำตามรากฐานของเกมการเมืองที่เล่นโดยรัฐบาล"[85] ประเทศกรีซประณามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้และถือว่าเป็นการละเมิดความเป็นมรดกโลกของยูเนสโก[75] ทางสภาคริสตจักรสากลประณามการเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างไปเป็นมัสยิด โดยกล่าวว่า "อาจสร้างความไม่เชื่อมั่น, ความสงสัยและความไม่ไว้วางใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้";[15][16] และได้สั่งให้แอร์โดอันล้มเลิกการตัดสินใจด้วย[16] สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงตรัสว่าพระองค์รู้สึก "เจ็บปวด"[16] และอัครบิดรคีริลล์แห่งมอสโก ผู้นำคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ ประณามการตัดสินใจในการเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างไปเป็นมัสยิดว่า "เป็นภัยต่ออารยธรรมคริสเตียนทั้งมวล"[17] ทางยูเนสโกประกาศว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ "น่าผิดหวังอย่างมาก"[86][83] และออร์ฮัน พามุค นักประพันธ์ที่โด่งดังของตุรกี ประกาศต่อสาธารณะว่าตนประณามการตัดสินใจนี้[83]

ในวันที่ 17 กรกฎาคม แอร์โดอันประกาศว่าการละหมาดวันแรกจะรองรับผู้ศรัทธา 1,000 ถึง 1,500 คน และย้ำว่าปัญหาที่ต้องแก้คืออำนาจอธิปไตยของตุรกี และปฏิกิริยาจากนานาชาติไม่สามารถยับยั้งเขาได้[87] และได้เชิญผู้นำต่างชาติมาดูการละหมาดครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 ที่ฮาเกียโซเฟีย[88]

ในวันที่ 22 กรกฎาคม มีการปูพรมทับพื้นหินอ่อน; Ali Erbaş หัวหน้า Diyanet ได้มีส่วนร่วมในการปูด้วย[89] เนื่องจากการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนาในตุรกี Erbaş กล่าวว่าฮาเกียโซเฟียจะรองรับสูงสุดแค่ 1,000 คน และบอกให้นำ "หน้ากากอนามัย, พรมละหมาด, ความอดทน และความเข้าใจ" มาด้วย[89] ตัวมัสยิดเปิดละหมาดวันศุกร์ในวันที่ 24 กรกฎาคม[89] โดยเป็นโบสถ์ไบแซนไทน์ที่สี่ที่ถูกเปลี่ยนจากพิพิธภัณฑ์เป็นมัสยิดในช่วงการปกครองของแอร์โดอัน[90]

สถาปัตยกรรมแก้ไข

 
ดีไซน์ของส่วนที่ "ฟื้นฟูแล้ว"
 
a) แปลนของระเบียง (ชั้นบน)
b) แปลนบนพื้น (ชั้นล่าง)

ฮาเกียโซเฟียเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ที่ดีที่สุด[91] ข้างในถูกตกแต่งด้วยโมเสกกับเสาหินอ่อน ตัววิหารดูหรูหรา และเป็นอาสนวิหารที่ใหญ่ที่สุดเป็นเวลา 1,000 ปี ก่อนที่อาสนวิหารเซบิยาสร้างเสร็จ[92]

โครงสร้างของฮาเกียโซเฟียมีอิฐกับจุดเชื่อมมอร์ตาร์ที่กว้างกว่าอิฐ 1.5 เท่า โดยจุดเชื่อมมอร์ตาร์ทำมาจากการผสมของทรายกับเซรามิกละเอียด การผสมของทรายกับเศษหม้อมักถูกใช้ในคอนกรีตโรมัน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคอนกรีตในปัจจุบัน[93]

ภาพแก้ไข

ในวัฒนธรรมร่วมสมัยแก้ไข

ฮาเกียโซเฟียปรากฏในเกม อัสแซสซินส์ครีด: เรฟเวอเลชันส์.[94]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Curta, Florin; Holt, Andrew (2016). Great Events in Religion: An Encyclopedia of Pivotal Events in Religious History [3 volumes] (in อังกฤษ). ABC-CLIO. p. 299. ISBN 978-1-61069-566-4. Hagia Sophia was consecrated on December 27, 537, five years after construction had begun. The church was dedicated to the Wisdom of God, referring to the Logos (the second entity of the Holy Trinity) or, alternatively, Christ as the Logos incarnate.
  2. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่ : เอเชีย เล่ม 4 อักษร H-J. กรุงเทพฯ : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2561. 640 หน้า. หน้า 15-18. ISBN 9786163890818
  3. "Kültür ve Turizm Bakanlığı, Ayasofya'yı 'müze' olarak kendisinden alıp 'cami' olarak Diyanet'e bağlayan kararı böyle duyurdu". 10 July 2020.
  4. Hamm, Jean S. (2010). Term Paper Resource Guide to Medieval History (in อังกฤษ). ABC-CLIO. p. 39. ISBN 978-0-313-35967-5. Hagia Sophia, or the Church of Holy Wisdom, is one of the world's most spectacular churches, representing not only great beauty, but also masterful engineering.
  5. Fazio, Michael; Moffett, Marian; Wodehouse, Lawrence (2009). Buildings Across Time (3rd ed.). McGraw-Hill Higher Education. ISBN 978-0-07-305304-2.
  6. Simons, Marlise (22 August 1993). "Center of Ottoman Power". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 4 June 2009.
  7. Adrian Fortescue, "The Orthodox Eastern Church", Gorgias Press LLC, 1 December 2001, pg. 28 ISBN 0-9715986-1-4
  8. Orlin, Eric (19 November 2015). Routledge Encyclopedia of Ancient Mediterranean Religions. ISBN 9781134625598. สืบค้นเมื่อ 7 May 2016.
  9. https://www.raseef22.net/article/amp/1074927/a-history-of-conquests-churches-becoming-mosques
  10. Kleiner, Fred S.; Christin J. Mamiya (2008). Gardner's Art Through the Ages: Volume I, Chapters 1–18 (12th ed.). Mason, OH: Wadsworth. p. 329. ISBN 978-0-495-46740-3.
  11. Müller-Wiener (1977), p. 112.
  12. Magdalino, Paul, et al. "Istanbul: Buildings, Hagia Sophia" in Grove Art Online. Oxford Art Online. http://www.oxfordartonline.com. accessed 28 February 2010.
  13. Gall, Carlotta (10 July 2020). "Erdogan Signs Decree Allowing Hagia Sophia to Be Used as a Mosque Again". The New York Times.
  14. Dal, Aylin; Karadag, Kemal (10 July 2020). "Turkey: Court strikes down Hagia Sophia museum decree". Anadolu Agency.
  15. 15.0 15.1 "Church body wants Hagia Sophia decision reversed" (in อังกฤษ). BBC News. 11 July 2020. สืบค้นเมื่อ 13 July 2020.
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 "Pope 'pained' by Hagia Sophia mosque decision" (in อังกฤษ). BBC. 12 July 2020. สืบค้นเมื่อ 13 July 2020.
  17. 17.0 17.1 "World reacts to Turkey reconverting Hagia Sophia into a mosque" (in อังกฤษ). Al Jazeera. 10 July 2020. สืบค้นเมื่อ 10 July 2020.
  18. Janin (1953), p. 471.
  19. Binns, John (2002). An Introduction to the Christian Orthodox Churches. Cambridge University Press. p. 57. ISBN 978-0-521-66738-8.
  20. McKenzie, Steven L.; Graham, Matt Patrick (1998). The Hebrew Bible Today: An Introduction to Critical Issues. Westminster John Knox Press. p. 149. ISBN 978-0-664-25652-4.
  21. [1]. LiveScience.
  22. "Hagia Sophia Archived 5 January 2009 at the Wayback Machine.." ArchNet.
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 23.6 23.7 23.8 23.9 Müller-Wiener (1977), p. 91.
  24. 24.0 24.1 "Top 10: Turkey's most visited museums". Hürriyet Daily News. 10 November 2014.
  25. "Hagia Sophia still Istanbul's top tourist attraction". hurriyet.
  26. "Hagia Sophia: Turkey turns iconic Istanbul museum into mosque". BBC News. 10 July 2020. สืบค้นเมื่อ 11 July 2020. President Erdogan stressed that the country had exercised its sovereign right in converting it back to a mosque. He told a press conference the first Muslim prayers would be held inside the building on 24 July.
  27. "Hagia Sophia still top tourist attraction". hurriyet.
  28. Müller-Wiener (1977), p. 84.
  29. Alessandro E. Foni; George Papagiannakis; Nadia Magnentat-Thalmann. "Virtual Hagia Sophia: Restitution, Visualization and Virtual Life Simulation" (PDF). Archived from the original (PDF) on 9 July 2007. สืบค้นเมื่อ 3 July 2007.
  30. 30.0 30.1 30.2 30.3 30.4 30.5 Janin (1953), p. 472.
  31. Krautheimer, Richard (1986). Early Christian and Byzantine Architecture (4th ed.). New Haven and London: Yale University Press/Pelican History of Art. p. 205. ISBN 978-0-300-05296-1.
  32. Mango, Cyril (1985). Byzantine Architecture (1st ed.). New York: Electa/Rizzoli. p. 65. ISBN 978-0-8478-0615-7.
  33. 33.0 33.1 33.2 33.3 Müller-Wiener (1977), p. 86.
  34. "The Chronicle of John Malalas," Bk 18.86 Translated by E. Jeffreys, M. Jeffreys, and R. Scott. Australian Association of Byzantine Studies, 1986 vol 4.
  35. "The Chronicle of Theophones Confessor: Byzantine and Near Eastern History AD 284–813." Translated with commentary by Cyril Mango and Roger Scott. AM 6030 p. 316, with this note: Theophanes' precise date should be accepted.
  36. Janin, Raymond (1950). Constantinople Byzantine (in ฝรั่งเศส) (1 ed.). Paris: Institut Français d'Etudes Byzantines. p. 41.
  37. "Haghia Sophia". Istanbul /: Emporis. สืบค้นเมื่อ 4 December 2011.
  38. "Baalbek keeps its secrets". stoneworld.
  39. Maranci, Christina (September 2003). "The Architect Trdat: Building Practices and Cross-Cultural Exchange in Byzantium and Armenia". Journal of the Society of Architectural Historians. 62 (3): 294–305. doi:10.2307/3592516. JSTOR 3592516.
  40. Müller-Wiener (1977), p. 87.
  41. 41.0 41.1 Mamboury (1953) p. 287
  42. Gallo, Rudolfo (1927). "La tomba di Enrico Dandolo in Santa Sofia a Constantinople". Rivista Mensile della Citta di Venezia. 6: 270–83.
  43. Runciman, Steven (1965). The Fall of Constantinople, 1453. Cambridge: Cambridge University Press. p. 145. ISBN 978-0-521-39832-9.
  44. Nicol, Donald M. The End of the Byzantine Empire. London: Edward Arnold Publishers, 1979, p. 88.
  45. 45.0 45.1 Nicol. The End of the Byzantine Empire, p. 90.
  46. 46.0 46.1 46.2 Runciman. The Fall of Constantinople, p. 147.
  47. Runciman. The Fall of Constantinople, pp. 133–34.
  48. Nicol, Donald M. The Last Centuries of Byzantium 1261–1453. Cambridge: Cambridge University Press, 1972, p. 389.
  49. Runciman. The Fall of Constantinople, p. 149.
  50. Tafur, Pero (1926). Travels and Adventures, 1435–1439. Trans. M. Letts. London: G. Routledge. pp. 138–48.
  51. G. Gerola, "Le vedute di Costantinopoli di Cristoforo Buondemonti," SBN 3 (1931): 247–79.
  52. Mamboury (1953), p. 288.
  53. Necipoĝlu (2005), p. 13
  54. Mungan, I. (2004). Hagia Sophia and Mimar Sinan. Mungan & Wittek (eds); Taylor & Francis Group, London. pp. 383–84. ISBN 978-90-5809-642-5.
  55. 55.0 55.1 Müller-Wiener (1977), p. 93.
  56. Turkish Cultural Foundation. The Fossati brothers.
  57. Grove Encyclopedia of Islamic Art & Architecture: Istanbul, Oxford University Press, p. 324.
  58. "Hagia Sophia". World Monuments Fund. สืบค้นเมื่อ 4 December 2011.
  59. "Ýstanbul Tanýtýmý – Ayasofya Müzesi". Istanbul. Archived from the original on 24 January 2012. สืบค้นเมื่อ 4 December 2011.
  60. İbadete açık Ayasofya
  61. "Ayasofya'da ezan okunuyor, duydunuz mu?". Timeturk. สืบค้นเมื่อ 16 July 2013.
  62. "Group unveils initiative on Hagia Sophia". Homeboy Media News. 16 June 2007.
  63. Международная группа активистов продолжает возвращения Церкви константинопольского собора Святой Софии Православие.Ru 26 июля 2007.
  64. Константинопольская София – мать всех церквей) Православие.Ru, 29 October 2007.
  65. "Call to reinstate Hagia Sophia as mosque". Financial Times. 15 November 2013. สืบค้นเมื่อ 24 December 2013.
  66. "Greece angered over Turkish Deputy PM's Hagia Sophia remarks". Hürriyet. 19 November 2013. สืบค้นเมื่อ 20 November 2013.
  67. "Turkey: Pressure mounts for Hagia Sophia to be converted into mosque". Christian Today. 13 December 2013. สืบค้นเมื่อ 24 December 2013.
  68. "Pope's remarks 'to accelerate Hagia Sophia's conversion into mosque'". Hürriyet. 16 April 2015.
  69. Moftah, Lora (16 April 2015). "Hagia Sophia Mosque Conversion? Turkey Pope Backlash Could Open Historic Church To Muslim Worship". International Business Times.
  70. "First call to prayer inside Istanbul's Hagia Sophia in 85 years". Hürriyet.
  71. "Turkish politics heats up over Hagia Sophia". hurriyetdailynews. 12 June 2020.
  72. "Court declares Hagia Sophia a 'monument museum'". hurriyetdailynews. 22 November 2016.
  73. "Muslim group prays in front of Hagia Sophia to demand re-conversion into mosque". Hürriyet.
  74. "Turkey rejects Greek criticism of Hagia Sophia prayers". Hürriyet.
  75. 75.0 75.1 75.2 Gall, Carlotta (10 July 2020). "Turkish Court Clears Way for Hagia Sophia to Be Used as a Mosque Again". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 10 July 2020.
  76. Turkish President Erdoğan recites Islamic prayer at the Hagia Sophia Hürriyet.
  77. "Hagia Sophia's status to be changed to mosque: Erdoğan". Hürriyet.
  78. "Hagia Sophia: Controversy as Erdogan says museum and former cathedral will become a mosque". Euronews.
  79. "UNESCO "halts" Erdogan's plans to turn the Hagia Sophia into Mosque". Daily Hellas. 27 March 2019. สืบค้นเมื่อ 10 April 2019.
  80. "Turkey goes back to the future as Hagia Sophia set for Islamic prayers". Middle East Eye (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-07-11.
  81. "Turkey refutes Greece on Quran session in Hagia Sophia - Turkey News". Hürriyet Daily News (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-07-11.
  82. https://www.aa.com.tr/tr/turkiye/ayasofyayi-camiden-muzeye-donusturen-bakanlar-kurulu-kararina-iptal-/1906077
  83. 83.0 83.1 83.2 83.3 83.4 "Turkey turns iconic Istanbul museum into mosque". BBC News (in อังกฤษ). 2020-07-10. สืบค้นเมื่อ 2020-07-11.
  84. "Hagia Sophia icons to be preserved: Presidential spokesperson". hurriyetdailynews. 12 July 2020. สืบค้นเมื่อ 12 July 2020.
  85. "İnsanlık mirasına dair kararlar iktidarın politik oyunlarına göre alınamaz" [Decisions on human heritage cannot be made on the basis of political games played by the government]. www.hdp.org.tr (in ตุรกี). สืบค้นเมื่อ 2020-07-12.
  86. "UNESCO statement on Hagia Sophia, Istanbul". UNESCO (in อังกฤษ). 2020-07-10. สืบค้นเมื่อ 2020-07-11.
  87. Cagatay Zontur, Erdogan (2020-07-17). "Hagia Sophia a matter of Turkey's sovereignty: Erdogan". Anadolu Agency.
  88. "Turkey invites foreign leaders for prayers at Hagia Sophia". hurriyetdailynews. 21 July 2020. สืบค้นเมื่อ 21 July 2020.
  89. 89.0 89.1 89.2 "Hagia Sophia opens to Muslims for Friday prayers". BBC News (in อังกฤษ). 2020-07-24. สืบค้นเมื่อ 2020-07-24.
  90. Gall, Carlotta (15 July 2020). "Erdogan Signs Decree Allowing Hagia Sophia to Be Used as a Mosque Again" (in อังกฤษ). The New York Times. สืบค้นเมื่อ 17 July 2020.
  91. Fazio, Michael; Moffett, Marian; Wodehouse, Lawrence (2009). Buildings Across Time (3rd ed.). McGraw-Hill Higher Education. ISBN 978-0-07-305304-2.
  92. Melton, J. Gordon; Baumann, Martin (2010). Religions of the World: A Comprehensive Encyclopedia of Beliefs and Practices. ABC-CLIO. p. 513.
  93. Syrmakezis, K.; Mavrouli, O.; Papaevaggeliou, P.; Aggelakopolulou, E.; Bakolas, A.; Moropoulou, A. (November 2013). "Finite element analysis and fragility curves for the evaluation of restoration mortars behavior regarding the earthquake protection of historic structures". Soil Dynamics and Earthquake Engineering. 54: 61–65. doi:10.1016/j.soildyn.2013.07.002. ISSN 0267-7261.
  94. "Assassin's Creed: Revelations is historically impressive". The National.

สารานุกรมแก้ไข

  • Boyran, Ebru; Fleet, Kate (2010). A social History of Ottoman Istanbul. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-19955-1.
  • Brubaker, Leslie; Haldon, John (2011). Byzantium in the Iconoclast era (ca 680–850). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-43093-7.
  • Hagia Sophia. [2]. Accessed 23 September 2014.
  • Hoffman, Volker (1999). Die Hagia Sophia in Istanbul (in เยอรมัน). Bern: Lang. ISBN 978-3-906762-81-4.
  • Janin, Raymond (1953). La Géographie Ecclésiastique de l'Empire Byzantin. 1. Part: Le Siège de Constantinople et le Patriarcat Oecuménique. 3rd Vol. : Les Églises et les Monastères. Paris: Institut Français d'Etudes Byzantines.
  • Mainstone, Rowland J. (1997). Hagia Sophia: Architecture, Structure, and Liturgy of Justinian's Great Church (reprint edition). W.W. Norton & Co. ISBN 978-0-500-27945-8..
  • Mamboury, Ernest (1953). The Tourists' Istanbul. Istanbul: Çituri Biraderler Basımevi.
  • Müller-Wiener, Wolfgang (1977). Bildlexikon zur Topographie Istanbuls: Byzantion, Konstantinupolis, Istanbul bis zum Beginn d. 17 Jh (in เยอรมัน). Tübingen: Wasmuth. ISBN 978-3-8030-1022-3.
  • Necipoĝlu, Gulru (2005). The Age of Sinan: Architectural Culture in the Ottoman Empire. London: Reaktion Books. ISBN 978-1-86189-244-7.
  • Ronchey, Silvia; Braccini, Tommaso (2010). Il romanzo di Costantinopoli. Guida letteraria alla Roma d'Oriente (in อิตาลี). Torino: Einaudi. ISBN 978-88-06-18921-1.
  • Runciman, Steven (1965). The Fall of Constantinople, 1453. Cambridge: Cambridge University Press. p. 145. ISBN 0-521-39832-0.
  • Savignac, David. "The Medieval Russian Account of the Fourth Crusade – A New Annotated Translation". Cite journal requires |journal= (help)
  • Turner, J. (1996). Grove Dictionary of Art. Oxford: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-517068-9.
  • Alchermes, Joseph D. (2005). "Art and Architecture in the Age of Justinian". ใน Maas, Michael (ed.). The Cambridge Companion to the Age of Justinian. Cambridge: Cambridge U.P. pp. 343–75. ISBN 978-0-521-52071-3.
  • Balfour, John Patrick Douglas (1972). Hagia Sophia. W.W. Norton & Company. ISBN 978-0-88225-014-4.
  • Cimok, Fatih (2004). Hagia Sophia. Milet Publishing Ltd. ISBN 978-975-7199-61-8.
  • Doumato, Lamia (1980). The Byzantine church of Hagia Sophia: Selected references. Vance Bibliographies. ASIN B0006E2O2M.
  • Goriansky, Lev Vladimir (1933). Haghia Sophia: analysis of the architecture, art and spirit behind the shrine in Constantinople dedicated to Hagia Sophia. American School of Philosophy. ASIN B0008C47EA.
  • Harris, Jonathan, Constantinople: Capital of Byzantium. Hambledon/Continuum (2007). ISBN 978-1-84725-179-4
  • Howland Swift, Emerson (1937). The bronze doors of the gate of the horologium at Hagia Sophia. University of Chicago. ASIN B000889GIG.
  • Kahler, Heinz (1967). Haghia Sophia. Praeger. ASIN B0008C47EA.
  • Kinross, Lord (1972). Hagia Sophia, Wonders of Man. Newsweek. ASIN B000K5QN9W.
  • Kleinbauer, W. Eugene; Anthony White (2007). Hagia Sophia. London: Scala Publishers. ISBN 978-1-85759-308-2.
  • Kleinbauer, W. Eugene (2000). Saint Sophia at Constantinople: Singulariter in Mundo (Monograph (Frederic Lindley Morgan Chair of Architectural Design), No. 5.). William L. Bauhan. ISBN 978-0-87233-123-5.
  • Krautheimer, Richard (1984). Early Christian and Byzantine Architecture. New Haven, CT: Yale University Press. ISBN 978-0-300-05294-7.
  • Mainstone, R.J. (1997). Hagia Sophia: Architecture, Structure, and Liturgy of Justinian's Great Church. London: Thames & Hudson. ISBN 978-0-500-27945-8.
  • Mainstone, Rowland J. (1988). Hagia Sophia. Architecture, structure and liturgy of Justinian's great church. London: Thames & Hudson. ISBN 978-0-500-34098-1.
  • Mango, Cyril; Ahmed Ertuğ (1997). Hagia Sophia. A vision for empires. Istanbul.
  • Mark, R.; Çakmaktitle, AS. (1992). Hagia Sophia from the Age of Justinian to the Present. Princeton Architectural. ISBN 978-1-878271-11-2.
  • Nelson, Robert S. (2004). Hagia Sophia, 1850–1950: Holy Wisdom Modern Monument. Chicago: University of Chicago Press. ISBN 978-0-226-57171-3.
  • Özkul, T.A. (2007). Structural characteristics of Hagia Sophia: I-A finite element formulation for static analysis. Elsevier.
  • Scharf, Joachim:Der Kaiser in Proskynese. Bemerkungen zur Deutung des Kaisermosaiks im Narthex der Hagia Sophia von Konstantinopel. In: Festschrift Percy Ernst Schramm zu seinem siebzigsten Geburtstag von Schülern und Freunden zugeeignet, Wiesbaden 1964, S. 27–35.
  • Swainson, Harold (2005). The Church of Sancta Sophia Constantinople: A Study of Byzantine Building. Boston, MA: Adamant Media Corporation. ISBN 978-1-4021-8345-4.
  • Yucel, Erdem (2005). Hagia Sophia. Scala Publishers. ISBN 978-1-85759-250-4.
  • Weitzmann, Kurt, ed., Age of spirituality: late antique and early Christian art, third to seventh century, no. 592, 1979, Metropolitan Museum of Art, New York, ISBN 978-0-87099-179-0

บทความ

โมเสก

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  ภาพจากแหล่งข้อมูลภายนอก
  360° panoraITS A BISHic view (virtual tour)

แม่แบบ:NIE Poster