โทรทัศน์ในประเทศไทย

โทรทัศน์ในประเทศไทย ออกอากาศแบบภาคพื้นดินเป็นช่องทางหลัก โดยแพร่ภาพผ่านคลื่นวิทยุ ซึ่งระยะแรกที่ออกอากาศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เริ่มใช้ย่านความถี่สูงมาก (VHF) ซึ่งประกอบด้วยช่วงความถี่ต่ำ (low band) คือช่องสัญญาณที่ 2-4 และช่วงความถี่สูง (high band) คือช่องสัญญาณที่ 5-12 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 จึงเริ่มใช้ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) คือช่องสัญญาณที่ 26-60 (ช่วงความถี่ต่ำคือช่องสัญญาณที่ 26-34 และช่วงความถี่สูงคือช่องสัญญาณที่ 35-60 ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ส่งสัญญาณระหว่างช่องสัญญาณที่ 21-48) ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มออกอากาศ จนถึง พ.ศ. 2517 ใช้สัญญาณแอนะล็อก ในการส่งแพร่ภาพขาวดำ 525 เส้น 30 อัตราภาพ หรือระบบเอ็นทีเอสซี ต่อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จึงเริ่มนำระบบการส่งแพร่ภาพ 625 เส้น 25 อัตราภาพ หรือระบบแพล เข้ามาใช้ในประเทศไทย และเริ่มออกอากาศด้วยภาพสีภายใต้ระบบดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีบริการโทรทัศน์แห่งชาติ ภายใต้กำกับของกรมประชาสัมพันธ์ เริ่มจากส่วนภูมิภาคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 และเริ่มดำเนินการในส่วนกลางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็เริ่มนำระบบดิจิทัล เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตรายการ และควบคุมการออกอากาศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และนำมาใช้กับกระบวนการส่งแพร่ภาพผ่านอุปกรณ์รวมส่งสัญญาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน และได้ยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกอย่างสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2563 ส่วนระบบการออกอากาศด้วยช่องทางอื่นที่ประเทศไทยนำมาใช้ ประกอบด้วย บริการกระจายสัญญาณแบบหลายจุดหลายช่อง (Multichannel multipoint distribution service; MMDS) ระหว่างปี พ.ศ. 2532 - 2556, ผ่านคลื่นวิทยุไมโครเวฟ ระหว่างปี พ.ศ. 2532 - 2540, ผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 - ปัจจุบัน, ผ่านเครือข่ายดาวเทียม ระบบเคยู-แบนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532-ปัจจุบัน; ระบบซี-แบนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-ปัจจุบัน อนึ่ง ภาคเอกชนสามารถประกอบการธุรกิจโทรทัศน์ ภายใต้การอนุมัติจากภาครัฐตามกฎหมาย โดยผ่านสายอากาศในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และผ่านเครือข่ายดาวเทียม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน

ประวัติแก้ไข

ก่อนกำเนิด (2474-2475 , 2492-2498)แก้ไข

ประเทศไทยต้นรู้จัก "Television" เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2474 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมในขณะนั้น ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะต้องการจัดตั้งกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยขึ้น โดยได้มีการติดต่อกับบริษัทเอกชนรายหนึ่งของสหรัฐ เพื่อจัดหาและติดตั้งเครื่องส่งโทรทัศน์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการทดลองการออกอากาศ และถ้าหากโครงการนี้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์แล้วก็จะให้สั่งซื้อเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในงานราชการ แต่เนื่องจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 จึงทำให้โครงการดังกล่าวถูกยกเลิกลง (ซึ่งถ้าหากประสบความสำเร็จ ประเทศไทยอาจเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีโทรทัศน์)[1][2] หลายปีต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2492 สรรพสิริ วิรยศิริ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของกรมประชาสัมพันธ์ เขียนบทความขึ้นบทหนึ่ง เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับ "วิทยุภาพ" อันเป็นเทคโนโลยีสื่อสารชนิดใหม่ของโลก ต่อมากรมประชาสัมพันธ์ส่งข้าราชการของกรมฯ กลุ่มหนึ่งไปศึกษางานวิทยุโทรภาพที่สหราชอาณาจักร ในราวปี พ.ศ. 2493 เมื่อเล็งเห็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศชาติ กรมประชาสัมพันธ์จึงนำเสนอ "โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ" ต่อจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเมื่อปี พ.ศ. 2494 แต่เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เนื่องจากเห็นว่าสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องยุติโครงการดังกล่าวลง[ต้องการอ้างอิง]

หลังจากนั้น ประสิทธิ์ ทวีสิน ประธานกรรมการบริษัท วิเชียรวิทยุและโทรภาพ จำกัด นำเครื่องส่งวิทยุโทรภาพ 1 เครื่อง เข้าทำการทดลองส่ง แพร่ภาพการแสดงดนตรี ของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ จากห้องส่งวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ภายในกรมประชาสัมพันธ์ โดยถ่ายทอดสดไปยังเครื่องรับจำนวน 4 เครื่อง ซึ่งตั้งไว้ภายในทำเนียบรัฐบาล, บริเวณใกล้เคียงกรมประชาสัมพันธ์ และบริเวณโถงชั้นล่างของศาลาเฉลิมกรุง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนรับชมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ซึ่งเครื่องส่งและเครื่องรับดังกล่าว มีน้ำหนักรวมกว่า 2,000 กิโลกรัม ซึ่งในระยะนี้เอง สื่อมวลชนซึ่งต้องการนำเสนอถึง "Television" ดังกล่าวนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร จึงกราบทูลถามไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ด้วยทรงเป็นศาสตราจารย์ทางอักษรศาสตร์ จึงทรงวิเคราะห์ศัพท์ดังกล่าว ก่อนจะทรงบัญญัติขึ้นเป็นคำว่า "วิทยุโทรทัศน์" ซึ่งต่อมาประชาชนทั่วไปนิยมเรียกอย่างสังเขปว่า "โทรทัศน์"[ต้องการอ้างอิง]

โดยระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ปีเดียวกัน มีรัฐมนตรีและข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์กลุ่มหนึ่งรวม 7 คน ประกอบด้วย หลวงสารานุประพันธ์, หม่อมหลวงขาบ กุญชร, ประสงค์ หงสนันทน์, พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์, เล็ก สงวนชาติสรไกร, มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ และเลื่อน พงษ์โสภณ ระดมทุนด้วยการขายหุ้นต่อกรมประชาสัมพันธ์จำนวน 11 ล้านบาท จึงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอีก 8 แห่ง เป็นเงิน 9 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท และใช้เป็นทุนจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Co.,Ltd. ชื่อย่อ: ท.ท.ท.) ขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ของปีดังกล่าว เพื่อรองรับการดำเนินกิจการ ส่งโทรทัศน์ในประเทศไทย อนึ่ง ในปีเดียวกันนั้น กระทรวงกลาโหมออกข้อบังคับว่าด้วยการมอบหมายงานแก่เจ้าหน้าที่กองทัพบก โดยกำหนดให้กรมการทหารสื่อสาร (สส.) เพิ่มชื่อกองการกระจายเสียง เป็นกองการกระจายเสียงและโทรทัศน์ เพื่อรองรับการจัดตั้ง แผนกกิจการวิทยุโทรทัศน์ เป็นหน่วยขึ้นตรงประจำกองดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง]

ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2496 กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการจัดซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์ เข้ามาสาธิตการแพร่ภาพ เพื่อให้ประชาชนทดลองรับชม ในโอกาสที่สำคัญต่าง ๆ อาทิเช่น ถ่ายทอดการแข่งขันชกมวยสากล ระหว่างจำเริญ ทรงกิตรัตน์ พบกับจิมมี เปียต รองชนะเลิศระดับโลก ในรุ่นแบนตัมเวต, ถ่ายทอดบรรยากาศงานวชิราวุธานุสรณ์ งานฉลองรัฐธรรมนูญ งานฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ เป็นต้น และยังนำไปทดลองถ่ายทอดที่จังหวัดพิษณุโลก ภายในงานประจำปีของโรงพยาบาลพิษณุโลก และในปี พ.ศ. 2497 ทางกองทัพบก ก็มีการกำหนดอัตรากำลังพลเฉพาะกิจ ประจำแผนกโทรทัศน์ สังกัดกรมการทหารสื่อสาร จำนวน 52 นาย เพื่อปฏิบัติงานออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ผลิตและถ่ายทอดรายการโทรทัศน์ ขึ้นในปีเดียวกัน และเมื่อวันที่ 6 กันยายน พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บจก.ไทยโทรทัศน์คนแรก เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์ของ บจก.ไทยโทรทัศน์ ภายในบริเวณวังบางขุนพรหม ที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน[ต้องการอ้างอิง]

โทรทัศน์ขาวดำระบบสหรัฐ (2498-2510)แก้ไข

โดยในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็เริ่มทดลองส่งแพร่ภาพโทรทัศน์ไปพลางก่อน จากห้องส่งของสถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรให้ บจก.ไทยโทรทัศน์ ดำเนินการเพื่อระดมทุนทรัพย์สำหรับบริหารงาน และเพื่อฝึกฝนบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ พร้อมทั้งเตรียมงานส่วนอื่นไปด้วย จนกว่าจะก่อสร้างอาคารที่ทำการพร้อมติดตั้งเครื่องส่งเสร็จสมบูรณ์ ระหว่างนั้น คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เลือกใช้ ระบบแพร่ภาพขาวดำ 525 เส้น 30 อัตราภาพ ซึ่งใช้อยู่ในสหรัฐ เป็นผลให้ บจก.ไทยโทรทัศน์ จัดซื้อเครื่องส่งขนาด 10 กิโลวัตต์ ของบริษัท เรดิโอ คอร์ปอเรชั่น ออฟ อเมริกา (Radio Corporation of America) หรือที่รู้จักทั่วไปในชื่อย่อว่า อาร์.ซี.เอ. (RCA) มาใช้สำหรับการออกอากาศ และวางแผนดำเนินการแพร่ภาพ ผ่านคลื่นวิทยุในย่านความถี่สูงมาก (Very High Frequency; VHF) ทางช่องสัญญาณที่ 4 ซึ่งเมื่อรวมกับชื่อสถานที่ตั้งสถานีฯ ดังกล่าวข้างต้น ในระยะต่อมา ผู้ชมทั่วไปจึงนิยมเรียกชื่อลำลองว่า ช่อง 4 บางขุนพรหม และเริ่มแพร่ภาพในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งตรงกับวันชาติไทยในสมัยนั้น โดยมีจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานพิธีเปิด สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 (อังกฤษ: Thai Television Channel 4 ชื่อย่อ: ไทย ที.วี. ชื่อรหัส: HS1-TV) ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นช่อง​แรกช่องเดียว​แห่งแรกของทวีปเอเชีย บนภาคพื้นเอเชียแผ่นดินใหญ่ (Asia Continental)

ต่อมาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ประกอบด้วย พลเอก ไสว ไสวแสนยากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการ และพันเอก (พิเศษ) การุณ เก่งระดมยิง เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดทำโครงการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พร้อมทั้งวางแผนอำนวยการ และควบคุมการดำเนินกิจการวิทยุโทรทัศน์ รวมถึงให้อำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผล ตามที่ราชการทหารมุ่งหมาย ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน คณะกรรมการดังกล่าว ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการสถานีฯ ภายในบริเวณกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท โดยทำสัญญายืมเงินกับกองทัพบก เพื่อเป็นทุนก่อสร้างและจัดหาอุปกรณ์ เป็นจำนวน 10,101,212 บาท

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ชื่อรหัส: HSATV ชื่อย่อ: ททบ.) เริ่มต้นออกอากาศเป็นปฐมฤกษ์เป็นแห่งที่ 2 ของประเทศไทย ด้วยรถตู้ถ่ายทอดนอกสถานที่ ซึ่งจอดไว้หน้าอาคารสวนอัมพร โดยแพร่ภาพขาวดำ ด้วยระบบ 525 เส้น 30 อัตราภาพ ผ่านคลื่นวิทยุความถี่สูงมากเช่นกัน แต่ออกอากาศทางช่องสัญญาณที่ 7 ด้วยเครื่องส่งของบริษัทปายแห่งอังกฤษ กำลังส่ง 5 กิโลวัตต์ ทวีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 12 เท่า บนสายอากาศสูง 300 ฟุต รวมกำลังส่งทั้งสิ้น 60 กิโลวัตต์ สำหรับเนื้อหาที่แพร่ภาพนั้น นอกจากไทยทีวีช่อง 4 จะนำเสนอรายการสนทนา ตอบคำถามชิงรางวัล และการแสดงต่าง ๆ รวมถึงละคร ซึ่งออกอากาศตามปกติแล้ว รัฐบาลยังสั่งให้นำเสนอรายการพิเศษ ในโอกาสที่สำคัญต่างๆ หลายครั้งเช่น แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี, ถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง รวมทั้งถ่ายทอดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษด้วย ส่วน ททบ.7 นำเสนอสารคดี ภาพยนตร์ต่างประเทศ และเกมโชว์เปิดแผ่นป้ายชิงรางวัล ร่วมกับรายการพิเศษ เช่นถ่ายทอดการฝึกทหารยามปกติในชื่อ "การฝึกธนะรัชต์" เป็นต้น

คณะรัฐมนตรีลงมติเมื่อปี พ.ศ. 2502 อนุมัติให้จัดตั้งหน่วยงานระดับกอง สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ขึ้นในส่วนภูมิภาค ภายใต้ชื่อว่า "ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต" (ปัจจุบันคือ สำนักประชาสัมพันธ์เขต) พร้อมทั้งเริ่มจัดตั้ง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ภายในที่ทำการของศูนย์ประชาสัมพันธ์เขตทั้งสามแห่ง ด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งทยอยเริ่มออกอากาศ ตั้งแต่ราวเดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ. 2505 และใช้เครื่องส่ง 500 วัตต์ แพร่ภาพด้วยระบบขาวดำ 525 เส้น 30 อัตราภาพเช่นเดียวกับในส่วนกลาง ประกอบด้วย สทท.จังหวัดลำปาง ในภาคเหนือ ทางช่องสัญญาณที่ 8, สทท.จังหวัดขอนแก่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางช่องสัญญาณที่ 5 และ สทท.จังหวัดสงขลา ในภาคใต้ ทางช่องสัญญาณที่ 9 ต่อมาภายหลัง กรมประชาสัมพันธ์ทยอยดำเนินการปรับปรุงเครื่องส่งให้เป็นระบบสีทั้งหมด ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 12 แห่ง คือ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดพิษณุโลก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอุบลราชธานี, ภาคกลาง ที่จังหวัดกาญจนบุรี, ภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรี, ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

อนึ่ง ไทยทีวีช่อง 4 และ ททบ.7 เคยร่วมกันถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ 2 รายการ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ คือเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 5 และ กีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ซึ่งนำไปสู่การจับมือกันก่อตั้งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เพื่ออำนวยการปฏิบัติงานระหว่างสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยทั้งหมดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2511 ซึ่งมีภารกิจสำคัญในระยะแรกคือ ถ่ายทอดการส่งมนุษย์ ขึ้นสู่ยานอวกาศอะพอลโล 11 ของนาซา ในสหรัฐ ไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512, ถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 6 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ รวมถึงการถ่ายทอดสดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา จากหอตึกพระสมุด พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เวลา 19:30 น. และเวลา 23:30 น. ตามลำดับ เป็นต้น

เปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์สีระบบยุโรป (2510-2517)แก้ไข

แต่เดิม ประเทศไทยใช้ระบบแพร่ภาพ 525 เส้น 30 อัตราภาพ ดังที่ใช้ในสหรัฐ ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าเพียง 110 โวลต์ แต่ไทยใช้กำลังไฟฟ้า 220 โวลต์ เช่นเดียวกับในทวีปยุโรป จึงต้องใช้เครื่องแปลงความถี่ไฟฟ้า เพื่อให้เข้ากับเครื่องส่งและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ทยอยดำเนินการปรับปรุงระบบแพร่ภาพเป็น 625 เส้น 25 อัตราภาพ ดังที่ใช้ในทวีปยุโรป ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าเท่ากับที่ใช้ในไทย เพื่อลดความซับซ้อนต่อการออกอากาศ โดยให้ดำเนินการเปลี่ยนผ่านคู่ขนานกันไป เพราะแม้ทั้งสองระบบจะใช้คลื่นวีเอชเอฟเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่รบกวนการออกอากาศซึ่งกันและกัน และยังใช้เครื่องรับสัญญาณต่างกันด้วย หากใช้โทรทัศน์เครื่องเดิม ก็สามารถติดตั้งตัวรับสัญญาณระบบใหม่เพิ่มเติมเพื่อรับชมช่องรายการในระบบใหม่เป็นภาพขาวดำได้

จอมพล ประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น มีนโยบายให้คณะกรรมการควบคุมวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบกลงมติอนุมัติให้ร่วมกับบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งด้วยทุน 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2510 และมีคุณหญิงไสว จารุเสถียร (ต่อมาขึ้นเป็นท่านผู้หญิง; ภริยาจอมพลประภาส) เป็นประธานกรรมการ กับเรวดี เทียนประภาส (น้องสาวคุณหญิงไสว) เป็นกรรมการผู้จัดการ ดำเนินการทดลองใช้เครื่องส่งโทรทัศน์สี ของบริษัทฟิลิปส์แห่งฮอลแลนด์ ระบบแพร่ภาพ 625 เส้น 25 อัตราภาพ โดยบันทึกภาพการประกวดนางสาวไทย ภายในงานวชิราวุธานุสรณ์ ที่พระราชวังสราญรมย์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน มาออกอากาศใน 2 วันถัดมา คือวันที่ 27 พฤศจิกายน ผ่านคลื่นวีเอชเอฟในระบบสี 625 เส้น 25 อัตราภาพ ทางช่องสัญญาณที่ 7 และออกอากาศคู่ขนานด้วยระบบขาวดำทางช่องสัญญาณที่ 9 นับเป็นการออกอากาศวันแรกของ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7[3]

หลังจากนั้นก็ยุติการแพร่ภาพชั่วคราว เพื่อดำเนินการในทางเทคนิค และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม มีการประกอบพิธีสถาปนา บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ นับเป็นการออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นวันแรกของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2511 คณะกรรมการฯ ทำสัญญากับทาง บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งกำหนดให้บริษัทฯ จัดสร้างอาคารที่ตั้งช่อง 7 สี ภายในบริเวณที่ทำการ ททบ.สนามเป้า พร้อมติดตั้งเครื่องส่งโทรทัศน์สี กำลังออกอากาศ 500 วัตต์ เพื่อมอบทั้งหมดให้แก่ ททบ. แล้วจึงทำสัญญาเช่าช่วงจาก ททบ. เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อบริหารงานอีกทอดหนึ่ง โดยใน 2 ปีแรก (จนถึงปี พ.ศ. 2513) ใช้บุคลากรและห้องส่งร่วมกับ ททบ. ไปพลางก่อน พร้อมทั้งนำรถประจำทางเก่าสามคัน เข้าไปจอดไว้ภายในที่ทำการ ททบ.สนามเป้า แล้วรื้อที่นั่งออกทั้งหมด เพื่อใช้ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ไปพลางก่อน ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปีเดียวกัน บจก.ไทยโทรทัศน์ ทำสัญญาดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีร่วมกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (อังกฤษ: Bangkok Entertainment Company Limited; ชื่อย่อ: บีอีซี; BEC) ซึ่งวิชัย มาลีนนท์ ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 โดยมีอายุสัญญา 10 ปีนับแต่เริ่มออกอากาศาศ

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2512 บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จัดหาเครื่องส่งโทรทัศน์สีกำลังออกอากาศ 10 กิโลวัตต์ พร้อมเสาอากาศสูง 570 ฟุต และเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง ระบบเอฟเอ็ม กำลังส่ง 1 กิโลวัตต์ เพื่อส่งมอบให้แก่ ททบ. ต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานพิธีเปิด สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 [4][5] (ชื่อสากล: HS-TV 3[6]) ซึ่งดำเนินการโดยบีอีซี ที่เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 10:00 น.[4] ด้วยเครื่องส่งโทรทัศน์สี ระบบแพร่ภาพ 625 เส้น 25 อัตราภาพ ขนาด 25 กิโลวัตต์ สองเครื่องขนานกัน รวมกำลังส่งเป็น 50 กิโลวัตต์ เสาอากาศเครื่องส่งมีความสูง 250 เมตร มีอัตราการขยายกำลังออกอากาศ 13 เท่า กำลังสัญญาณที่ปลายเสาอยู่ที่ 650 กิโลวัตต์ ออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุ ในย่านความถี่สูงมาก ทางช่องสัญญาณที่ 3 ซึ่งอยู่ในช่วงต่ำ (low band) และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ปีเดียวกัน บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ย้ายเข้าใช้อาคารที่ทำการถาวร ของช่อง 7 สี บริเวณหลังสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) แห่งเดิม[7]

สรุปคือ ระหว่างปี พ.ศ. 2513 - 2517 ในระบบแพร่ภาพ 525 เส้น 30 อัตราภาพ (ขาวดำทั้งหมด) ไทยทีวีสีช่อง 3 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 2, ไทยทีวีช่อง 4 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 4/11/12, ททบ.7 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 7, ช่อง 7 สี รับชมทางช่องสัญญาณที่ 9 ส่วนระบบแพร่ภาพ 625 เส้น 25 อัตราภาพ ไทยทีวีสีช่อง 3 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 3 เป็นภาพสี, ททบ.7 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 5 เป็นภาพขาวดำ, ช่อง 7 สี รับชมทางช่องสัญญาณที่ 7 เป็นภาพสี, ไทยทีวีช่อง 4 รับชมทางช่องสัญญาณที่ 9 เป็นภาพขาวดำ นอกจากนี้ ทั้งสี่ช่องยังมีคลื่นวิทยุซึ่งจัดสรรไว้ สำหรับกระจายเสียงภาษาต่างประเทศ ในภาพยนตร์หรือรายการจากต่างประเทศ โดยไทยทีวีช่อง 4 ใช้สถานีวิทยุ ท.ท.ท. ความถี่เอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ และมีระบุในสัญญากับบีอีซี ยกคลื่นความถี่เอฟเอ็ม 105.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ให้แก่ไทยทีวีสีช่อง 3 เพื่อใช้ในการนี้ ส่วน ททบ.7 ใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบก (ว.ทบ.) ความถี่เอฟเอ็ม 94.0 เมกะเฮิร์ตซ์ และมีระบุในสัญญากับ บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ยกคลื่นความถี่เอฟเอ็ม 103.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ของ ว.ทบ.ให้แก่ช่อง 7 สี เพื่อใช้ในการนี้

ปรับปรุงพัฒนา (2517-2527)แก้ไข

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2513 บจก.ไทยโทรทัศน์ เริ่มแพร่ภาพด้วยระบบ 625 เส้น 25 อัตราภาพ ในระบบวีเอชเอฟ ทางช่องสัญญาณที่ 9[8] ซึ่งเป็นภาพสีหรือขาวดำ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่แพร่ภาพ ด้วยเครื่องส่งที่บีอีซีมอบให้ตามที่ระบุในสัญญา คู่ขนานไปกับไทยทีวีช่อง 4 ด้วยภาพขาวดำทั้งช่อง โดยรายการแรกเริ่มออกอากาศภาพสีทางช่อง 9 คือถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งที่ 9 นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติบราซิล กับทีมชาติอิตาลี ซึ่งเวลาประเทศไทย ตรงกับเช้าวันที่ 22 มิถุนายน ทว่าในระยะเดียวกัน มีการเคลื่อนย้ายห้องส่งโทรทัศน์ รวมถึงสำนักงานทั้งหมด ไปยังอาคารพาณิชย์ขนาด 5 คูหาย่านถนนพระสุเมรุ แขวงบางลำพู เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอซื้ออาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนที่ดินบริเวณที่ทำการ บจก.ไทยโทรทัศน์ ก่อนจะยุติการแพร่ภาพระบบขาวดำทางช่องสัญญาณที่ 4 หลังจากวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2517 พร้อมทั้งปรับปรุงการแพร่ภาพในระบบสีทางช่องสัญญาณที่ 9 เป็นโทรทัศน์สีอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9[9]

ขณะที่เมื่อปี พ.ศ. 2516 ททบ.อนุมัติให้แก้ไขระยะเวลาเช่าช่วงของช่อง 7 สี ตามที่ระบุในสัญญาซึ่งทำไว้กับ บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุออกไปเป็น 15 ปี จนถึง พ.ศ. 2527 และตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2517 ททบ.ยังปรับเปลี่ยนการส่งแพร่ภาพ จากระบบขาวดำทางช่องสัญญาณที่ 7 ไปใช้ระบบสีทางช่องสัญญาณที่ 5 จากนั้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ปีเดียวกัน ก็เริ่มทดลองออกอากาศด้วยภาพสีเป็นครั้งแรก ด้วยการถ่ายทอดสดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาประจำปี จากลานพระราชวังดุสิต และเมื่อปี พ.ศ. 2518 ยังเพิ่มกำลังส่งออกอากาศสถานีหลักที่สนามเป้าจาก 200 เป็น 400 กิโลวัตต์ รวมทั้งเริ่มออกอากาศเป็นภาพสีอย่างสมบูรณ์ทั้งช่องด้วย

สืบเนื่องจากเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 สรรพสิริ วิรยศิริ ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการ บจก.ไทยโทรทัศน์ นำกล้องภาพยนตร์ออกถ่ายทำข่าวบริเวณท้องสนามหลวง โดยเฉพาะส่วนหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วกลับไปล้างฟิล์มและตัดต่อด้วยตนเอง เพื่อนำออกเป็นรายงานข่าว ทั้งทางไทยทีวีสีช่อง 9 และวิทยุ ท.ท.ท. อย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง จึงทำให้เขา, ราชันย์ ฮูเซ็น และลูกน้องอีก 2-3 คนถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งใน บจก.ไทยโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 9 และวิทยุ ท.ท.ท. กอปรกับประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติยุบเลิก บจก.ไทยโทรทัศน์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 แล้วจึงมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The Mass Communication Organisation of Thailand; ชื่อย่อ: อ.ส.ม.ท.; M.C.O.T.) ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม โดยให้รับโอนกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของ บจก.ไทยโทรทัศน์ มาดำเนินงานต่อไป ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน ปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นวันสถาปนา อ.ส.ม.ท. ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2521 อ.ส.ม.ท. อนุมัติให้ขยายอายุสัญญาสัมปทานกับบีอีซีของไทยทีวีสีช่อง 3 ออกไปอีก 10 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2523 ถึง 25 มีนาคม พ.ศ. 2533 และในปี พ.ศ. 2521 นั้นเอง ททบ.ร่วมกับ บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมปาลาปาของอินโดนีเซีย เพื่อถ่ายทอดสัญญาณของช่อง 7 สี จากกรุงเทพมหานครไปสู่สถานีเครือข่ายทุกภูมิภาคเป็นสถานีแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเช่าสัญญาณดาวเทียมนานาชาติ (อินเทลแซท) ถ่ายทอดภาพข่าวจากทั่วโลกมายังประเทศไทย พร้อมทั้งจัดตั้งสถานีถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ[7] ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 คณะกรรมการควบคุมวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพบกอนุมัติให้ บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ทำการแก้ไขอายุสัญญาเช่าช่อง 7 สี ออกไปอีก 12 ปี เป็นเวลารวม 27 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2539 อนึ่ง หลังจากที่วงการบันเทิง จัดให้มีรางวัลผลงานภาพยนตร์ดีเด่น ต่อมาวงการโทรทัศน์ ก็มีการสถาปนา งานประกาศผลและมอบรางวัล ผลงานดีเด่นทางโทรทัศน์ เมขลา โดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และโทรทัศน์ทองคำ โดยชมรมส่งเสริมโทรทัศน์ และมูลนิธิจำนง รังสิกุล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 และสถาบันทั้งสองยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นต้นแบบให้แก่อีกหลายรางวัล ซึ่งทยอยก่อตั้งขึ้นอีกในระยะหลัง

กำเนิดโทรทัศน์แห่งชาติ (2528-2535)แก้ไข

15 มกราคม พ.ศ. 2528 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมประชาสัมพันธ์จัดทำโครงการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของราชการสู่ประชาชน และเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ตลอดจนเป็นแม่ข่ายให้แก่โทรทัศน์ส่วนภูมิภาค ในเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ โดยกรมประชาสัมพันธ์เริ่มดำเนินการดังกล่าว ด้วยการเคลื่อนย้ายเครื่องส่งโทรทัศน์สี จากสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เข้ามาติดตั้งภายในอาคารศูนย์ระบบโทรทัศน์ ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพมหานคร เพื่อทดลองออกอากาศ ผ่านคลื่นวิทยุในย่านความถี่สูงมากช่วงสูง ทางช่องสัญญาณที่ 11 เมื่อราวต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 ภายใต้ชื่อ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ (สทท.11)[10] ก่อนจะแพร่ภาพเป็นประจำทุกวัน ระหว่างเวลา 16:30 - 21:00 น. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2529

ทั้งนี้ระหว่างปี พ.ศ. 2528 - 2531 บริษัท แปซิฟิก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของกิจการนิตยสารดิฉัน ตอบรับคำเชิญของประมุท สูตะบุตร ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. คนแรก ที่ขอให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการนำเสนอข่าว 9 อ.ส.ม.ท. หรือสำนักข่าวไทย โดยกำหนดให้อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง เป็นผู้ประกาศในรายการ "ข่าวรับอรุณ" ซึ่งเป็นรายการข่าวภาคเช้าที่ริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และมอบหมายให้สมเกียรติ อ่อนวิมล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีกรรายการความรู้คือประทีปในขณะนั้น เป็นหัวหน้าผู้ประกาศข่าวภาคค่ำ ร่วมด้วยกรรณิกา ธรรมเกษร ซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 9 อยู่เดิม จนกระทั่งกลายเป็นผู้ประกาศข่าวคู่ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของยุคนั้น รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้แก่ผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวหลายคน

ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติโครงการช่วยเหลือกรมประชาสัมพันธ์ แบบให้เปล่าภายใต้วงเงิน 2,062 ล้านเยน (ขณะนั้นคิดเป็นประมาณ 300 ล้านบาท) ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการ จัดซื้อและติดตั้งอุปกรณ์ เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ถึงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2531 รวมประมาณ 9 เดือน เนื่องจากงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์มีข้อจำกัด รวมทั้งเครื่องส่งโทรทัศน์มีกำลังต่ำ โดยระหว่างนั้น สทท.11 ต้องหยุดออกอากาศชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และในวันที่ 16 กรกฎาคม ปีเดียวกัน อ.ส.ม.ท. ทำสัญญาขยายเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศร่วมกับบีอีซีเพื่อดำเนินการจัดตั้งสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมทั้งอุปกรณ์ออกอากาศร่วมกันระหว่างไทยทีวีสีช่อง 3 และไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จำนวนทั้งหมด 31 แห่ง ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2531 - กรกฎาคม พ.ศ. 2534 เพื่อแลกกับการขยายสัมปทานออกไปอีก 30 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2533 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นผลให้ทั้ง 2 ช่องสามารถออกอากาศครอบคลุมถึงร้อยละ 89.7 ของพื้นที่ประเทศไทย คิดเป็นศักยภาพของการให้บริการถึงร้อยละ 96.3 ของจำนวนประชากร[4][5] โดยรับสัญญาณจากสถานีส่งหลักในกรุงเทพมหานครผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมอินเทลแซต และเครื่องรับสัญญาณไมโครเวฟจากดาวเทียมสื่อสารของไทย

ต่อมาในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เวลา 10:00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารที่ทำการ สทท.11 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ อย่างเป็นทางการ[11] จากนั้นเป็นต้นมา สทท.11 จึงกำหนดให้วันดังกล่าว เป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถานีฯ ต่อมาจึงเริ่มกลับมาออกอากาศข่าวภาคเช้า ข่าวภาคค่ำ รายการเพื่อการศึกษา และรายการประเภทอื่น ไปยังสถานีเครือข่ายส่วนภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 จนถึงปัจจุบัน อนึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 เวลา 09:25 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารที่ทำการ อ.ส.ม.ท. บนเนื้อที่ 14 ไร่ บนถนนพระราม 9 ซึ่งมีห้องส่งโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยขณะนั้น[12]

กำเนิดโทรทัศน์เสรี ยุครุ่งเรืองของรายการข่าว (2535-2540)แก้ไข

สืบเนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ประชาชนเชื่อว่ามีการใช้อำนาจรัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมขับไล่รัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร ทำให้ผู้ชมโทรทัศน์ของรัฐไม่สามารถรับรู้ความจริงเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองขณะนั้นได้ตามปกติ รัฐบาลหลังจากนั้นจึงมีดำริจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรี เพื่อนำเสนอข่าวสารและสาระความรู้ไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเช่าสัมปทานเพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดสรรช่องสัญญาณที่ 26 ในย่านยูเอชเอฟเพื่อเปิดประมูลสัมปทาน ให้เข้าดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์เสรีเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งผู้ชนะได้แก่ กลุ่มบริษัท สยามทีวี แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ที่มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นองค์กรนำ จึงเข้าเป็นผู้ดำเนินโครงการสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าว โดยมีการก่อตั้งบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนต์ จำกัด ขึ้นใหม่เพื่อเป็นนิติบุคคลผู้ดำเนินกิจการนี้ และร่วมลงนามในสัญญาสัมปทานกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปีเดียวกัน โดยตั้งชื่อสถานีโทรทัศน์ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 โดยวางนโยบายให้ความสำคัญกับรายการข่าวและสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ กลุ่มสยามอินโฟเทนเมนต์ มอบหมายให้เครือเนชั่นซึ่งเข้าร่วมถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 10 เช่นเดียวกับนิติบุคคลผู้ถือหุ้นรายอื่น เป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดรายการข่าว พร้อมทั้งส่งเทพชัย หย่อง มาดำรงตำแหน่งบรรณาธิการข่าวคนแรกของไอทีวี เพื่อฝึกอบรมผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าว ส่งผลให้ข่าวไอทีวีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก รวมถึงได้รับรางวัลมากมาย ตลอดระยะเวลา 11 ปีเศษของสถานีฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นับแต่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ผู้ชมให้ความสนใจรายการประเภทสนทนาเชิงข่าว (news talk) กระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในยุคดังกล่าว อาทิ สนทนาปัญหาบ้านเมือง ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2524 โดยกรมการทหารสื่อสารเป็นเจ้าของรายการ ออกอากาศทาง ททบ.5 และช่อง 7 สี, มองต่างมุม ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2532 โดยมูลนิธิสื่อสร้างสรรค์เป็นเจ้าของรายการ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ และออกอากาศทาง, เนชั่นนิวส์ทอล์ก (เดิมจะให้ชื่อว่า "เฟซเดอะเนชั่น; Face the Nation" แต่เมื่อเริ่มออกอากาศจริง ก็เปลี่ยนเป็นชื่อดังกล่าว) ซึ่งเริ่มจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2536 โดยบริษัท แน็ทค่อน มีเดีย จำกัด ในเครือหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) เป็นเจ้าของรายการ สุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ดำเนินรายการ และออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท., ตรงประเด็น ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2536 โดยสำนักข่าวไทยของ อ.ส.ม.ท. เป็นเจ้าของรายการ ถวัลย์ศักดิ์ สุขะวรรณ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยขณะนั้นเป็นผู้ดำเนินรายการ และออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท., กรองสถานการณ์ ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2536 โดยสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าของรายการ สมฤทธิ์ ลือชัย กับอดิศักดิ์ ศรีสม เป็นผู้ดำเนินรายการ ออกอากาศทาง สทท.11 เป็นต้น

ยุคปรับตัวเพื่ออยู่รอด (2540-2550)แก้ไข

ในปี พ.ศ. 2541 ททบ.5 จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไทยทีวีโกลบอลเน็ตเวิร์ก ออกอากาศ 177 ประเทศทั่วโลก และในวันที่ 1 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ไอบีซีและยูทีวีได้ควบรวมกิจการจัดตั้งเป็นยูบีซี สำหรับการออกอากาศนั้น ทั้งสองก็ได้ออกอากาศต่อไปในนามของยูบีซี แต่ในกรณีสัมปทานนั้นยูบีซีได้ใช้สัญญาสัมปทานของ อ.ส.ม.ท. ที่ได้ให้ต่อไอบีซีเดิม (ระยะเวลาสัญญา 25 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2557) ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติให้แปลงสภาพ อ.ส.ม.ท. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดในชื่อ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (บมจ.อสมท) โดยมีผลเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ล้มโทรทัศน์เสรี - ตั้งโทรทัศน์สาธารณะ (2550-2556)แก้ไข

เมื่อปี พ.ศ. 2547 คณะอนุญาโตตุลาการลดอัตราสัมปทานแก่ไอทีวี ให้ชำระเป็นเงิน 230 ล้านบาทต่อปี พร้อมกับอนุญาตให้ไอทีวีแก้ไขสัดส่วนการออกอากาศ รายการสาระต่อรายการบันเทิง จากร้อยละ 70 ต่อ 30 เป็นร้อยละ 50 ต่อ 50 รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากสยามอินโฟเทนเมนต์ เมื่อปี พ.ศ. 2541 เพื่อให้ไอทีวีสามารถอยู่รอดทางธุรกิจได้

ทว่าศาลปกครองสูงสุด กลับวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่ง ของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ส่งผลให้ บมจ.ไอทีวี ต้องจ่ายค่าสัมปทาน สำหรับเช่าสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นเงิน 1,000 ล้านบาทต่อปีตามเดิม และต้องปรับเพิ่มสัดส่วน ให้รายการข่าวและสาระ เป็นร้อยละ 70 ต่อรายการบันเทิง ร้อยละ 30 ตามเดิมด้วย นอกจากนี้ บมจ.ไอทีวี ยังต้องชำระค่าปรับ จากการเปลี่ยนแปลงผังรายการ ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานแต่ละปี คิดเป็นรายวัน วันละ 100 ล้านบาท นับแต่เริ่มปรับผังรายการ เป็นระยะเวลา 2 ปี

อย่างไรก็ตาม บมจ.ไอทีวี ก็ไม่สามารถจ่ายค่าสัมปทาน และคำเสียหายดังกล่าว ให้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ในที่สุดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 มติคณะรัฐมนตรีสั่งให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีระหว่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกับ บมจ.ไอทีวี พร้อมทั้งสั่งให้ยุติการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เมื่อเวลา 24.00 น. วันเดียวกัน โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ เข้ากำกับดูแลการออกอากาศและรับโอนกิจการสถานีโทรทัศน์ โดยให้ชื่อใหม่ว่า สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ซึ่งออกอากาศในวันถัดไป (คือวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2550 เวลา 00.00 น.) ในเวลาต่อมา ก็ยังได้มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟเฉพาะกิจ (หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ) ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบในการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ในช่วงเวลาเฉพาะกิจ ไปจนกว่าที่จะมีความแน่นอนในการดำเนินกิจการ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550[13]

หลังจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2551 แล้ว[14] สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้ทำหนังสือถึงกรมประชาสัมพันธ์ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรมประชาสัมพันธ์จึงออกหนังสือคำสั่งที่ 25/2551 ให้สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ยุติการออกอากาศ ตั้งแต่เวลา 00.08 น. ของวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551[15] และเพื่อให้ ส.ส.ท. ดำเนินการออกอากาศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการโอนกิจการสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีไปไว้ให้เป็นหน่วยงานในสังกัดของ ส.ส.ท. ตามความในมาตรา 57 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ในวันเดียวกันที่มีการเปลี่ยนผ่านการออกอากาศของทางสถานีฯ พร้อมกับเชื่อมต่อรับสัญญาณการออกอากาศชั่วคราวจากอาคาร สทท. ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ปัจจุบันคืออาคารที่ทำการสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเวิลด์) จนถึงวันที่ 31 เดือนและปีเดียวกัน โดยใช้เวลาเพียง 16 วัน[16] ในชื่อสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส ซึ่งต่อมาได้เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

เปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัล (2556-ปัจจุบัน)แก้ไข

ตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ. 2555 กำหนดให้เริ่มต้นรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ภาคพื้นดินด้วยระบบดิจิทัล ภายในเวลา 4 ปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555 ซึ่งประกาศแผนแม่บทฉบับดังกล่าว และสืบเนื่องด้วย แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (กรอบการดำเนินงานอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2555 - 2559) มีการกำหนดยุทธศาสตร์ และระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินจากระบบแอนะล็อก ไปสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งสามารถออกอากาศโทรทัศน์ความละเอียดสูงได้ โดยให้เริ่มรับส่งสัญญาณด้วยระบบดิจิทัลภายใน 4 ปี, ให้มีมาตรการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ภายใน 3 ปี, ให้มีมาตรการสนับสนุนอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล สำหรับผู้มีรายได้น้อยภายใน 3 ปี และให้มีจำนวนครัวเรือนในเมืองใหญ่ ที่สามารถรับสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลได้ ไม่น้อยกว่า 80% ภายใน 5 ปี[17]

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จึงได้ประชุมภายในหลายครั้งจนได้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดการบริหารช่องและคลื่นความถี่อย่างชัดเจน แต่ภายหลังได้มีการปรับลดจำนวนช่องลงเพื่อความเหมาะสม และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอยู่ตลอด จนในที่สุดข้อกำหนดทั้งหมดได้ถูกบันทึกเอาไว้ในประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 โดยอนุมัติช่องรายการดิจิทัลทีวีทั้งหมด 48 ช่อง และเริ่มจำหน่ายซองเอกสารเงื่อนไขการประมูลช่องในวันที่ 10 - 12 กันยายน พ.ศ. 2556 เพื่อเตรียมความพร้อมในการประมูลที่มีขึ้นในช่วงวันที่ 26 และ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งการประมูลในวันนั้น ทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศกว่า 50,862 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557 กสทช. เชิญบริษัทซึ่งผ่านการประมูลทั้งหมด มาประชุมเพื่อตกลงร่วมกัน ในการเลือกหมายเลขช่องที่ใช้ออกอากาศ ส่วนช่องที่ประมูลได้ใบอนุญาต ให้ผู้ที่ประมูลชนะด้วยมูลค่าเงินสูงสุดได้เลือกหมายเลขก่อนตามลำดับ และวันที่ 27 มกราคม ปีเดียวกัน กสทช. จึงประกาศหมายเลขช่องของแต่ละบริษัท และช่องทีวีดิจิทัลส่วนมากได้เริ่มทดลองออกอากาศในระบบดิจิทัลเมื่อวันที่ 1 เมษายนปีเดียวกัน ระหว่างนี้ กสทช. ได้เตรียมการเปลี่ยนผ่านโดยการแจกคูปองทีวีดิจิทัลทั่วประเทศ สำหรับนำไปใช้แลกซื้อหรือเป็นส่วนลดสำหรับอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัล 3 อย่าง คือ กล่องรับสัญญาณรุ่น DVB-T2, โทรทัศน์ที่สามารถรับสัญญาณดิจิทัลในตัว หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เช่น สายอากาศ[18] ก่อนจะเริ่มการยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อก โดยเริ่มจากไทยพีบีเอสในปี พ.ศ. 2558 โดยในปี พ.ศ. 2561 สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีเดิมส่วนใหญ่ได้ยุติการออกอากาศทีวีแอนะล็อก กสทช. จึงกำหนดให้วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เป็นวันยุติออกอากาศทีวีแอนะล็อกอย่างเป็นทางการ ยกเว้นไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ทำสัมปทานไว้กับ บมจ.อสมท ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขสัมปทานได้ และไม่สามารถยุติการออกอากาศทีวีแอนะล็อกก่อนเวลาได้ แต่ก็มีการแยกตราสัญลักษณ์ออกจากกัน และสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกเป็นช่องสุดท้ายในเวลา 00:01 น. ของวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งครบ 50 ปีตามสัญญาสัมปทาน และถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ[19]

อ้างอิงแก้ไข

  1. เมื่อเริ่มกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทย จากบล็อก โอเคเนชั่น
  2. หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย หน้า 34
  3. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจเกี่ยวกับการรับวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2511, เล่ม 86 ตอน 10 ง หน้า 241, 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512. (ในหน้า 25 ของเอกสารตามลิงก์ ระบุตารางรายชื่อสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย พร้อมช่องสัญญาณที่ใช้ในขณะนั้น)
  4. 4.0 4.1 4.2 ประวัติสถานีฯ จากเว็บไซต์ไทยทีวีสีช่อง 3
  5. 5.0 5.1 34 ปี ช่อง 3 จากเว็บไซต์นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา
  6. ภาพหน้าอาคารสถานีฯ แสดงชื่อรหัสสากลของช่อง 3 จากเว็บไซต์สถานีฯ
  7. 7.0 7.1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 จากเว็บไซต์ช่อง 7 HD
  8. หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย (หน้า 24)
  9. หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย (หน้า 24)
  10. ขุดกรุ:จากสถานี HS1PJ ถึงโทรทัศน์สีสเตอริโอ* (บางส่วน) จากเว็บไซต์รถไฟไทยดอตคอม
  11. ข่าวพระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2530-กันยายน พ.ศ. 2531 บทที่ 11 หน้า 6 จากเว็บไซต์สำนักราชเลขาธิการ
  12. ข่าวพระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2523-กันยายน พ.ศ. 2524 บทที่ 10 หน้า 10 จากเว็บไซต์สำนักราชเลขาธิการ
  13. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้แปลงสภาพภารกิจการดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ของกรมประชาสัมพันธ์ เป็นสำนักงานบริหารกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ เฉพาะกิจ(หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ) พ.ศ. 2550 สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560
  14. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๘ก, ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑
  15. คำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ ที่ 25/2551 เรื่อง ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบ ยู เอช เอฟ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เดลินิวส์ออนไลน์ 14 มกราคม 2551 21:01 น.
  16. ปิดฉากทีไอทีวีคืนนี้ เชื่อมสัญญาณช่อง 11 ไทยรัฐออนไลน์ 14 มกราคม 2551 21:41 น.
  17. กสทช. "การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://digital.nbtc.go.th/index.php/articles-en/18-future-digital 2556. สืบค้น 27 ธันวาคม 2556.
  18. สนุก.คอม (20 ตุลาคม 2557). "เริ่มแจกคูปองทีวีดิจิตอลแล้ว!! ล็อตแรก 21 จังหวัด". www.sanook.com. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  19. ผู้จัดการออนไลน์ (24 มีนาคม 2563). "ช่อง 3 ยุติแอนะล็อก ยกสินทรัพย์คืน อสมท". mgronline.com.com. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)