กบฏโพกผ้าเหลือง

(เปลี่ยนทางจาก โจรโพกผ้าเหลือง)

กบฏโพกผ้าเหลือง (อังกฤษ: Yellow Turban Rebellion; จีนตัวย่อ: 黄巾之乱; จีนตัวเต็ม: 黃巾之亂; พินอิน: Huáng Jīn Zhī Luàn) เป็นการลุกฮือของพวกชาวนาราวปี ค.ศ. 180 ในประเทศจีนเพื่อต่อต้านราชวงศ์ฮั่นตะวันออก การก่อการกำเริบครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 184 ในรัชสมัยพระเจ้าเลนเต้ แม้ว่ากลุ่มกบฏหลักจะถูกปราบปรามอย่างราบคาบในปี ค.ศ. 185 แต่กลุ่มต่อต้านขนาดเล็ก ๆ ยังคงอยู่และก่อการกำเริบขนาดเล็กซึ่งเกิดขึ้นในปีต่อมา ซึ่งต้องใช้เวลา 21 ปีในการปราบปรามการก่อการกำเริบจนหมดสิ้นในปี ค.ศ. 205 กลุ่มกบฏนี้ ซึ่งได้ชื่อนี้มาจากผ้าสีเหลืองที่พวกกบฎต่างโพกคลุมบนศีรษะ นับเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ลัทธิเต๋า อันเนื่องมาจากความเกี่ยวพันของกลุ่มกบฏกับสมาคมลัทธิเต๋าอันลึกลับ

กบฏโพกผ้าเหลือง
ส่วนหนึ่งของ สงครามยุคสิ้นราชวงศ์ฮั่น
Yellow Turban Rebellion.jpg
แผนที่ประเทศจีนในยุคกบฏโพกผ้าเหลือง
วันที่ค.ศ. 184 - 205[1]
สถานที่หลายสถานที่ในประเทศจีน
ผล ราชวงศ์ฮั่นชนะ กบฏถูกปราบปราม
คู่สงคราม
ราชวงศ์ฮั่น กบฏโพกผ้าเหลือง
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
พระเจ้าเลนเต้
โฮจิ๋น
ฮองฮูสง
โลติด
จูฮี
เตียวก๊ก
เตียวโป้  
เตียวเหลียง  
กำลัง
1,000,000 คน (ทหารจากราชวังและหัวเมืองต่างๆจำนวน500,000รวมกับอาสาสมัครจำนวน500,000คน) 5,000,000 คน (ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของจีน)
ความสูญเสีย

กล่าวกันว่ามียอดผู้เสียชีวิตหลายแสนคน

แต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นฝ่ายชนะเพราะกองกำลังฝ่ายราชวงศ์สวมชุดเกาะแต่กองกำลังฝ่ายโจรโพกผ้าเหลืองไม่ได้สวมชุดเกาะใส่แต่เพียงเสื้อผ้าสีเหลืองธรรมดา[2][3]
กบฏโพกผ้าเหลือง
อักษรจีนตัวเต็ม黃巾之亂
อักษรจีนตัวย่อ黄巾之乱
ความหมายตามตัวอักษร"กบฏโพกผ้าเหลือง"

การก่อการกำเริบครั้งนี้ยังถูกใช้ในการเปิดเรื่องในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 เรื่องสามก๊ก

สาเหตุแก้ไข

สาเหตุหลักของการเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองเนื่องจากวิกฤติการณ์เกษตรกรรมในทางตอนเหนือของจีน ซึ่งก่อให้ภาวะข้าวยากหมากแพงพร้อมกับเกิดน้ำท่วมเล็กน้อยตามพื้นที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำฮวงโห บีบบังคับให้ชาวนาและอดีตทหารจำนวนมากมายต้องอพยพจากทางเหนือเพื่อมาหางานทำทางใต้ ซึ่งเจ้าของที่ดินรายใหญ่ต่างเอารัดเอาเปรียบแรงงานเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติมหาศาล พวกชาวนายังต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากการเก็บภาษีในอัตราสูงเพื่อเป็นทุนสำหรับการสร้างป้อมปราการและกำแพงตามแนวเส้นทางสายไหมและให้เบี้ยหวัดแก่ทหารรักษาการณ์เพื่อป้องกันการแทรกซึมและการรุกรานจากภายนอก จากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวนาและอดีตทหารทั้งมีและไร้แหล่งทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธ (ประมาณ ค.ศ. 180) ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการเอาเปรียบของผู้ที่มีฐานะ จนกระทั่งขยายตัวจนกลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่

ในขณะนั้น ราชวงศ์ฮั่นเริ่มเสื่อมอำนาจลงจากภายใน แม้อิทธิพลของการครอบครองที่ดินยังคงเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน (ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิซินเกาจู่) แต่สิ่งที่นำไปสู่การก่อกบฏโพกผ้าเหลืองคือ ขันทีในพระราชวังที่มักฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อให้ตนเองร่ำรวยขึ้น โดยเฉพาะขันทีที่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิในขณะนั้นคือพระเจ้าเลนเต้ กลุ่มของขันทีที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม 10 คนในชื่อ สิบขันที ซึ่งองค์จักรพรรดิทรงนับถือหนึ่งในนั้น (เตียวเหยียง) ว่าเป็น "พระชนกบุญธรรม" ด้วยเหตุดังนั้น การปกครองโดยจักรพรรดิจึงถูกมองว่าเป็นการปกครองที่เสื่อมทรามและไร้ความสามารถ การเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและสถานการณ์น้ำท่วม กลายเป็นตัวชี้วัดว่า จักรพรรดิได้หมดสิ้นความเป็นอาณัติจากสวรรค์แล้ว

ด้วยความไม่พอใจทางการเมือง ภัยแห้งแล้ง และโรคระบาด ทำให้เกิดความคับแค้นใจต่อราชสำนักฮั่น ลัทธิเต๋าของจางเจวี๋ย (เตียวก๊ก)ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของราษฏรเพื่อส่งเสริมแผนการของพวกเขาสำหรับการเริ่มต้นครั้งใหม่ จางเจวี๋ยได้ส่งสาวกออกไปรับการสนับสนุนและจัดตั้งลูกศิษย์ลูกหาทั่วทั้งจีนทางตอนเหนือเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อกบฏ พวกกบฏยังมีพันธมิตรในราชสำนัก และเจ้าหน้าที่ของทางการส่วนใหญ่ซึ่งเพิกเฉยต่อเจตนารมณ์หรือถูกข่มขู่ด้วยอำนาจของพวกเขา จางเจวี๋ยตั้งใจที่จะก่อการกบฏไปทั่วทั้งแผ่นดินฮั่น แต่แผนการกลับถูกเปิดเผยก่อนที่เขาจะมีความพร้อม กลุ่มคนที่รู้เห็นเป็นใจให้กับกบฏในเมืองลั่วหยาง(ลกเอี๊ยง)ต่างถูกจับกุมและประหารชีวิต และการก่อกบฏในมณฑลต่าง ๆ ต้องเริ่มต้นไปก่อนล่วงหน้าในเดือนสองของปี ค.ศ. 184 แม่จะขาดการประสานงานและเตรียมการพร้อมโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้คนนับหมื่นต่างลุกฮือก่อกบฏ หน่วยงานของทางการถูกปล้นและทำลาย ส่วนกองทัพจักรวรรดิต้องเร่งรีบทำการป้องกันอย่างทันท่วงที

กลุ่มกบฏแก้ไข

ผู้ก่อตั้งแก้ไข

การก่อกบฏภายใต้การนำโดยจางเจวี๋ยหรือจางเจี่ยว(ซึ่งเป็นรู้จักกันในเหล่าหมู่สาวกว่า "แม่ทัพแห่งสวรรค์") และน้องชายสองคนอย่างจางเปา (張寶) และจางเหลียง (張梁) ซึ่งเกิดในเมืองจีลู่(กิลกกุ๋น) ทั้งสามพี่น้องได้ก่อตั้งลัทธิเต๋าในมณฑลซานตงปัจจุบัน พวกเขาได้ทำหน้าที่เป็นหมอรักษาโรค ซึ่งมักจะรับแต่ผู้ป่วยที่แทบจะไม่มีเงินจ่าย เมื่อเห็นว่าทางการในท้องถิ่นได้ทำร้ายชาวบ้านด้วยการใช้แรงงานที่โหดร้ายและภาษีที่หนักอึ้ง ทำให้พวกต้องแบกภาระหนักและหิวโหย

สาเหตุที่กบฎเจาะจงใช้ผ้าเหลืองในการสวมใส่ก่อกบฎแก้ไข

สาเหตุที่ใช้ผ้าเหลืองในการสวมใส่ก่อกบฎ เพราะต้องการแสดงถึงเสมือนชาวพุทธคืนความเป็นธรรมในแบบพระใส่ผ้าเหลือง โดยใช้ผ้าเหลืองแสดงอำนาจเป็นสัญลักษณ์พระมาโปรดและเพื่อทำเป็นแสดงถึงอำนาจศาสนาพุทธเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปลดแหก กบฎจึงจงใจใส่ผ้าเหลืองกันทุกคนซึ่งหลายคนใส่ผ้าสีเหลืองใกล้เคียงกับผ้าเหลืองของพระ แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ย่อยยับในที่สุดทั้งที่มีกำลังพลมากกว่าอีกฝ่ายถึง5เท่าก็ตาม

ลัทธิเต๋าแก้ไข

พวกกบฏเป็นสาวกกลุ่มแรกของวิถีแห่งสันติสุขอันสูงสุด (太平道; Tàipíng Dào) และกราบไหว้ต่อเทพเซียนนามว่า หวงเหลา ซึ่งเป็นคนที่จางเจวี่ยได้กล่าวอ้างว่าได้มอบตำราอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับเขาที่ถูกเรียกว่า กุญแจสำคัญสู่วิถีแห่งสันติสุข (太平要術; Tàipíng Yàoshù) ซึ่งอิงมาจากลัทธิไทผิงจิ่ง จางเจวี่ยได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้วิเศษ ได้เรียกตัวเองว่า "ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่"(大賢良師) เมื่อการก่อกบฏได้เป็นที่เปิดเผย จางเจวี่ยได้สร้างคำขวัญ 16 คำ:

ฟ้าครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองขึ้นแทน

ปีชวดนี้แล ใต้ฟ้ารุ่งเรือง

(蒼天已死,黃天當立。歲在甲子,天下大吉。)

เนื่องจากทั้งสามพี่น้องเป็นหมอรักษาโรค เขาจึงเผยแพร่คำขวัญในท่ามกลางชาวนาที่กำลังเจ็บป่วยให้รับรู้อย่างง่ายดาย

การปฏิบัติศาสนกิจแก้ไข

จางเจวี่ยได้ใช้รูปแบบของลัทธิเต๋าเพื่อรักษาคนป่วยด้วยการสารภาพบาปและการรักษาโรคด้วยศรัทธา ศาสนาและการเมืองของพี่น้องสกุลจางนั้นมีพื้นฐานมาจากความเชื่อในการเปลี่ยนแปลงของโลกตามคติ พวกเขาได้บอกแก่เหล่าสาวกว่าในปีเจียจื่อ(ปีชวด) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแผนภูมิสวรรค์ใหม่ เมื่อยามท้องฟ้าสีครามจะกลายเป็นสีเหลืองและภายใต้สวรรค์ใหม่นี้ การปกครองของราชวงศ์ฮั่นจะสิ้นสุดลงและยุคของการปกครองใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ลักษณะของปีเจี่ยจื่อกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และต่อมาเมื่อเหล่าสาวกของจางเจวี่ยที่ต้องออกไปสู้รบ พวกเขาต่างนำผ้าสีเหลืองมาพันรอบศีรษะเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า โพกผ้าเหลือง

การปฏิบัติศาสนกิจเกือบทั้งหมดเป็นกิจกรรมของชุมชน (เช่น เข้าร่างทรง ถือศีลอด) พิธีบูชาโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยเสียงดนตรีและการสวดมนต์เป็นส่วนใหญ่ การเผาไหม้ของธูปหอมและกล่าวเทศนา หรือเกร็ดเล็กน้อยที่สมาชิกคนใดในชุมชมสามารถให้ได้ รวมทั้งสตรีและผู้ที่ถูกมองว่าป่าเถื่อน ผู้นำซฺยงหนูหลายคน เช่น อวี๋ฟู่หลัว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างน้อยที่ได้ให้การสนับสนุนนิกายและนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้ตั้งทฤษฎีว่า จางเจวี่ยอาจได้รับคำสอนบางอย่างจากผู้วิเศษ ในขณะที่เขาได้ปรากฏตัวเป็นหมอรักษาโรคที่ลึกลับที่เชื่อมโยงโดยตรงกับสวรรค์

แม้ว่าความเชื่อมากมายเกี่ยวกับวิถีแห่งสันติสุขอันสูงสุดในยุคแรกจะสาปสูญไป แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับวิถีของปรมาจาร์ย์แห่งสวรรค์ ซึ่งถือว่า จางเจวี่ยได้อ้างว่าเป็นลูกหลานของจาง เต้าหลิง งานเขียนตำราจำนวนมากที่ถูกค้นพบในบทที่ 52 ของไทผิงจิงที่รอดมาได้ ซึ่งถูกพบใน Daozang ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับวิถีของปรมาจาร์ย์แห่งสวรรค์ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงมากที่ความคลาดเคลื่อนใด ๆ ที่ถูกพบในวิถีนั้นได้ถูกระงับโดยลัทธิเต๋ายุคหลัง

แผนการของจางเจวี่ยสำหรับก่อกบฎแก้ไข

ก่อนที่การก่อกบฏจะเริ่มต้นขึ้น จางเจวี่ยได้ส่งม้าอ้วนยี่ (馬元義) เพื่อรับสมัครเหล่าสาวกจากมณฑลเกงจิ๋ว และยังจิ๋ว และรวบรวมพวกเขาไว้ที่เย่ ในขณะที่ม้าอ้วนยี่ได้เดินทางไปลั่วหยาง ราชธานีของฮั่นบ่อยครั้ง เขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กับ Feng Xu (封諝) และ Xu Feng (徐奉), สมาชิกสองคนของเหล่าขันทีผู้มีอิทธิพลในพระราชวัง และโน้มน้าวให้พวกเขาร่วมมือกับจางเจวี่ยอย่างลับ ๆ พวกเขาได้กำหนดวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 184 เป็นวันก่อการกบฏ แต่ก่อนที่แผนการจะเริ่มต้น กลุ่มโพกผ้าเหลืองก็ถูกหักหลัง ตองจิ๋ว (唐周) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง"วิถีแห่งสันติสุข" ถูกปลดจากแผนการเพิ่มเติมของพี่น้องสกุลจาง ดังนั้นเขาจึงไปแจ้งแก่ทางการว่า ม้าอ้วนยี่เป็นคนของกบฏโพกผ้าเหลือง ทำให้ม้าอ้วนยี่ถูกจับกุมและประหารชีวิตโดยการตัดแขนตัดขาในลั่วหยาง

หลังจากที่จักรพรรดิฮั่นหลิงทรงรับทราบว่า จางเจวี่ยกำลังวางแผนก่อการกบฎ พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้โจวบิน (周斌) เจ้าหน้าที่อุทยานพระราชวัง (鉤盾令) ทำการสืบสวนไปยังผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด ผู้คนหลายร้อยคนจึงถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตในเวลานั้น

การก่อกบฏแก้ไข

เมื่อจางเจวี่ยได้ทราบข่าวแล้วว่าราชสำนักรับรู้ถึงแผนการก่อกบฏของเขาได้ เขาจึงรีบส่งคนส่งสารไปติดต่อหาพันธมิตรของเขาทั่วแผ่นดินจีนและให้ดำเนินการทันที ในช่วงระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ และ 29 มีนาคม ค.ศ. 184 จางเจวี่ยได้เริ่มก่อกบฏโพกผ้าเหลืองโดยมีเหล่าสาวกจำนวน 360,000 คนภายใต้บัญชาของเขา ทุกคนล้วนสวมผ้าโพกคลุมศีรษะสีเหลืองกันหมด เขาได้เรียกตัวเองว่า "แม่ทัพแห่งสวรรค์" (天公將軍) ในขณะที่น้องชายคนกลาง จางเปา จะถูกเรียกว่า "แม่ทัพแห่งพิภพ" (地公將軍) และน้องชายคนสุดท้าย จางเหลียง จะถูกเรียกว่า "แม่ทัพแห่งปวงประชา" (人公將軍) ตามลำดับ กลุ่มกบฏได้เข้าโจมตีหน่วยงานของรัฐ ทำการปล้นสะดมทั่วทั้งมณฑลและหมู่บ้าน และเข้ายึดครองเมือง เพียง 10 วัน การก่อกบฏได้แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินจีน และทำให้ราชสำนักฮั่นในลั่วหยางต้องตื่นตระหนกอย่างมาก

กลุ่มกบฏส่วนใหญ่ต่างกระจุดรวมตัวกันอยู่ในมณฑลกิจิ๋ว, เกงจิ๋ว, อิ๋วจิ๋ว และอิจิ๋ว กลุ่มที่นำโดยจางเจวี่ยและสองน้องชายได้ให้การสนับสนุนแก่พวกเขาในมณฑลกิจิ๋ว ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำฮวงโห ใกล้กับเมืองจีลู่ ดินแดนบ้านเกิดของจางเจวี่ย(ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ในเทศมณฑผิงเซียง มณฑลเหอเป่ย์) และเมืองเว่ย (ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ใน Handan มณฑลเหอเป่ย์) การก่อการกำเริบครั้งใหญ่ครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นในเมืองกว่างหยาง(ปัจจุบันคือ กรุงปักกิ่งในปัจจุบัน) และเมืองโจว (ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ในจูโจว มณฑลเหอเป่ย์) ในมณฑลอิ๋วจิ๋ว และศูนย์กลางที่สามของการก่อกบฎอยู่ในเมือง Yingchuan (ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ในสฺวี่ชาง มณฑลเหอหนาน) และเมืองลู่หนาน(ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ในซินหยาง มณฑลเหอหนาน) ในมณฑลอิจิ๋ว และเมืองหนานยาง (ปัจจุบันคือ บริเวณรอบ ๆ ในหนานยาง มณฑลเหอหนาน) ในทางตอนเหนือของมณฑลเกงจิ๋ว

เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 184 พระเจ้าเลนเต้ทรงแต่งตั้งให้โฮจิ๋น พระเชษฐภาดาของพระองค์ ผู้ตรวจการของเหอหนาน (河南尹) เป็นแม่ทัพใหญ่(大將軍) และมีพระบัญชาให้คุมกองทัพจักรวรรดิเข้าปราบปรามกลุ่มกบฏ ในเวลาเดียวกัน พระเจ้าเลนเต้ยังทรงแต่งตั้งแม่ทัพสามคน ได้แก่ ลู่จือ(โลติด) ฮองฮูสง และจูฮี นำทั้งสามกองทัพแยกกันไปจัดการกับพวกกบฏ ลู่จือมุ่งหน้าไปยังค่ายของจางเจวี่ยในมณฑล Ji ในขณะที่ฮองฮูสงและจูฮี มุ่งหน้าไปยังเมืองYingchuan พวกเขามีกองกำลังทหารทั้งหมด 40,000 นาย

มณฑลอิวจิ๋ว: เมืองกว่างหยางและโจวแก้ไข

ในมณฑลอิวจิ๋ว พวกกบฏได้สังหารกวนซุน(郭勳) ผู้ตรวจการมณฑล และหลิว เว่ย์(劉衛) เจ้าเมืองกว่างหยาง

เจาเจ้ง ทหารนายกองนำกองทัพจักรวรรดิเข้าปราบปรามกบฏในมณฑลอิวจิ๋ว หลิว เป้ย์ได้นำกองกำลังทหารอาสาสมัครเพื่อเข้าช่วยเหลือแก่เขา

มณฑลอิจิ๋ว: เมืองลู่หนาน และ Yingchuanแก้ไข

เมื่อพวกกบฏได้เข้าปะทะครั้งแรกในมณฑลอิจิ๋ว ราชสำนักฮั่นได้เลือกอองของเป็นพิเศษเพื่อแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการมณฑลคอยดูแลกองทัพ

Zhao Qian (趙謙) เจ้าเมืองแห่งลู่หนาน นำกองกำลังทหารเข้าโจมตีฝ่ายกบฏก่อนที่จูฮรจะมาถึง แต่ก็ต้องพบความปราชัยที่เส้าหลิง(邵陵; ปัจจุบันคือ ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเหอหนาน) เทศมณฑลเฉิน(陳縣; ปัจจุบันคือ เทศมณฑลฮวยหยาง มณฑลเหอหนาน) ถูกพวกกบฏเข้าโจมตี ลูกน้องของ Zhao Qian ทั้งเจ็ดคนซึ่งไม่ใช่ทหาร ต่างพากันจับดาบ และเข้าฟาดฟันพวกกบฏจนถูกรุมสังหารตายทั้งหมด ต่อมาภายหลังกบฏถูกปราบปราม พระเจ้าเลนเต้ทรงประกาศยกย่องทั้งเจ็ดคนว่า "ผู้ทรงธรรมทั้งเจ็ด"

รัฐเฉิน(陳國; ปัจจุบันคือ โจวโข่ว, มณฑลเหอหนาน) หนึ่งในเมืองของมณฑลอิจิ๋ว เจ้าเมืองหลิวชง ค่อนข้างอยู่อย่างสงบในช่วงระหว่างก่อการกบฏ เนื่องจากพวกกบฏต่างหวาดกลัวต่อหลิวชง ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความสามารถในการยิงธนู และเหล่าพลธนูชั้นยอดภายใต้บัญชาการของเขา

พวกกบฏในเมืองลู่หนานที่นำโดย Bo Cai (波才), ได้เอาชนะจูฮีในการรบในช่วงแรก และขับไล่เขาไปได้ ราชสำนักจึงส่งเฉาเชา ผู้บัญชาการทหารม้าไปเสริมกำลังเพื่อช่วยเหลือแก่จูฮี ในช่วงระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 25 มิถุนายน จูฮี ฮองจูสง และเฉาเชาได้รวมกองกำลังและเอาชนะ Bo Cai ที่ Changshe (長社; ทางด้านตะวันออกของ Changge, มณฑลเหอหนานในยุคปัจจุบัน) ในขณะที่ Bo Cai ได้พยายามหลบหนี ฮองจูสงและจูฮีได้ไล่ล่าตามเขาไปที่เทศมณฑลยางเซี่ย(陽翟縣; ปัจจุบันคือ Yuzhou, มณฑลเหอหนาน) และเอาชนะเขาได้อีกครั้งที่นั่น ทำให้พวกกบฏต่างพากระจัดกระจาย

ฮองจูสงและจูฮีได้เอาชนะพวกกบฏในเมืองลู่หนานที่นำโดย Peng Tuo (彭脫) ที่เทศมณฑล Xihua (西華縣; ทางตอนใต้ของเทศมณฑล Xihua, มณฑลเหอหนาน) ราชสำนักจึงสั่งให้พวกเขาแยกย้ายกัน: ฮองจูสงจะเข้าโจมตีพวกกบฏที่เมืองต่ง (東郡;บริเวณรอบของเทศมณฑล Puyang, มณฑลเหอหนาน) ในขณะที่จูฮีจะเข้าโจมตีพวกกบฏที่เมืองหนานยาง ในช่วงเวลานี้ อองของ ผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋วได้พบหลักฐานว่า พวกกบฏได้ติดต่ออย่างลับ ๆ กับเตียวเหยียง(張讓) หัวหน้ากลุ่มสิบขันทีผู้มีอิทธิพลในลั่วหยาง จึงกราบทูลแก่พระเจ้าเลนเต้ให้รับทราบ พระองค์ทรงกล่าวตำหนิเตียวหยียง แต่ไม่ได้รับสั่งให้ลงโทษเขาแต่อย่างใด

ในช่วงระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน ถึง 6 ธันวาคม Bao Hong (鮑鴻) ทหารนายกอง ได้นำกองทัพจักรวรรดิเข้าโจมตีกลุ่มกบฏใน Gebei (葛陂; ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเทศมณฑล Xincai, มณฑลเหอหนาน) และเอาชนะพวกเขาได้

มณฑลกิจิ๋ว: เมืองเว่ย์และจีลู่แก้ไข

ในเวลาเดียวกัน โลติดได้เอาชนะกองทัพกบฏของจางเจวี่ยในเมืองจีลู่ และปิดล้อมผู้นำกบฏในเทศมณฑล Guangzong (廣宗縣; ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเทศมณฑล Guangzong , มณฑลเหอเป่ยในยุคปัจจุบัน) อย่างไรก็ตาม ภายหลังพวกขันทีได้กราบเพ็ดทูลด้วยความเท็จว่า โลติดคิดคดทรยศ พระเจ้าเลนเต้ทรงรับสั่งให้โลติดออกจากการบังคับบัญชากองทัพของเขาและพากลับไปที่ลั่วหยางในฐานะนักโทษ ทางราชสำนักจึงได้ส่งแม่ทัพต่งจั่วเข้ามาบังคับบัญชากองทัพแทนที่โลติดที่โดนปลดออกไปและเข้าโจมตีจางเจวี่ย อย่างไรก็ตาม ต่งจั่วกลับล้มเหลวและล่าถอย

วันที่ 23 หรือ 24 กันยายน ฮองฮูสงและ Fu Xie (傅燮), แม่ทัพนายกองลูกน้องของเขา ได้เข้าปราบปรามกบฏที่ Cangting (倉亭; ทางตอนเหนือของเทศมณฑล Yanggu, มณฑลซานตงในยุคปัจจุบัน), ได้เข้าจับกุมผู้นำที่มีนามว่า Bu Ji (卜己) และสังหารพวกกบฏกว่า 7,000 คน รวมทั้งผู้นำรองคนอื่น ๆ อย่าง Zhang Bo (張伯) และ Liang Zhongning (梁仲寧) เมื่อวันที่ 25 กันยายน ทางราชสำนักได้ออกคำสั่งให้เขาเข้ามาแทนที่ต่งจั่วและนำกองทัพของเขาไปทางเหนือสู่เทศมณฑล Guangzong และโจมตีจางเจวี่ย

จางเจวี่ยได้ล้มป่วยตาย ในขณะที่ถูกฮองฮูสงเข้าโจมตีในเทศมณฑล Guangzong ในระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน ถึง 20 ธันวาคม ฮองฮูสงยังคงโจมตีจางเหลียง ซึ่งได้เข้ามาควบคุมเหล่าสาวกของพี่ชายที่เทศมณฑล Guangzong แต่ไม่สามารถเอาชนะพวกกบฏได้ เนื่องจากจางเหลียงนั้นมีนักรบที่เก่งกาจมากในท่ามกลางกลุ่มโพกผ้าเหลืองของเขา จากนั้นฮองฮูสงก็ได้เปลี่ยนกลยุทธ์การป้องกันเพื่อหลอกล่อให้พวกกบฏลดการป้องกัน ซึ่งพวกเขาทำสำเร็จ เขาจึงฉวยโอกาสโจมตีตอบโต้กลับในเวลากลางคืนและปราบกบฏให้สิ้นซาก จางเหลียงได้ตายในสนามรบพร้อมกับกบฏ 30,000 คน ในขณะที่จำนวนกบฏอีก 50,000 คน ที่พยายามหลบหนีข้ามแม่น้ำก็ต้องจมน้ำตาย ฮองฮูสงยังเผาเกวียนจำนวนกว่า 30,000 คันที่บรรจุไปด้วยเสบียงสำหรับพวกกบฏและเข้าจับกุมสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ของพวกเขา ฮองฮูสงได้สั่งให้ขุดหลุมศพจางเจวี่ยขึ้นมา ทำการตัดและส่งศีรษะไปยังราชสำนักที่ลั่วหยาง

เมื่อทรงทราบถึงความสำเร็จของฮองฮูสง พระเจ้าเลนเต้ทรงเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้ายแห่งกองรถม้าศึกและทหารม้า(左車騎將軍) ในระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 184 ถึง 18 มกราคม ค.ศ. 185 ฮองฮูสงได้นำกองทัพเข้าร่วมกับ Guo Dian (郭典) เจ้าเมืองแห่งจีลู่ เพื่อเข้าโจมตีพวกกบฏที่หลงเหลือซึ่งนำโดยจางเปา น้องชายอีกคนของจางเจวี่ย พวกเขาได้เอาชนะพวกกบฏที่เทศมณฑล Xiaquyang (下曲陽縣; ทางตะวันตกของ Jinzhou, มณฑลเหอเป่ยในยุคปัจจุบัน), สังหารจางเปาและพวกกบฏต่างพากันยอมจำนนจำนวนกว่า 100,000 คน

มณฑลเก๋งจิ๋ว: เมืองหนานหยางแก้ไข

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 184 พวกกบฏที่นำโดย Zhang Mancheng (張曼成) สังหาร Chu Gong (褚貢), เจ้าเมืองหนานยาง และเข้ายึดครองเมืองสำคัญอย่าง Wancheng (宛城; อำเภอ Wancheng , หนานยาง, มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน). Qin Jie (秦頡) ทายาทของ Chu Gong ได้ระดมกำลังคนท้องถิ่นในหนานหยางเพื่อเข้าโจมตี Zhang Mancheng จนเอาชนะและสังหารเข้าได้ในระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน ถึง 25 กรกฎาคม ก่อนที่กองกำลังเสริมที่นำโดยจูฮีจะปรากฏตัวขึ้น

ภายหลังการเสียชีวิตของ Zhang Mancheng Zhao Hong (趙弘) กลายเป็นผู้นำคนใหม่ใน Wancheng ประมาณเดือนตุลาคม ค.ศ. 184 หรือหลังจากนั้น Qin Jie และจูฮีได้เข้ารวมกองกำลังกับ Xu Qiu (徐璆), ผู้ตรวจการเกงจิ๋วเพื่อเข้าโจมตี Wancheng ด้วยกองทัพจำนวนประมาณ 18,000 นาย พวกเขาสามารถเอาชนะและสังหาร Zhao Hong ลงได้

หลังการเสียชีวิตของ Zhao Hong Han Zhong (韓忠) และกลุ่มกบฏที่เหลือได้เข้าควบคุม Wancheng และยังคงต่อต้านกองทัพจักรวรรดิต่อไป จูฮีได้ออกคำสั่งให้กองทหารของเขาให้แสร้งทำเป็นโจมตีจากทางตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่เขาจะลักลอบชั้นยอดจำนวน 5,000 นายทำการแทรกซึม Wancheng จากทางตะวันตกเฉียงเหนือ Han Zhong ได้ถอยกลับเข้าไปในป้อมปราการและต้องการยอมสวามิภักดิ์แก่ Qin Jie, Xu Qiu และ Zhang Chao (張超), แม่ทัพนายกอง ภายใต้คำสั่งของจูฮีได้ยอมรับการยอมจำนนแต่กลับถูกปฏิเสธ ต่อมาจูฮีได้แสร้งทำเป็นยุติการล้อมเพื่อล่อให้ Han Zhong ออกมาโจมตี Han Zhong หลงกลอุบาย พ่ายแพ้การต่อสู้ และพยายามหลบหนีไปทางเหนือ ในขณะที่คนของเขาจำนวน 10,000 นายล้วนถูกสังหารโดยกองทัพจักรวรรดิ ด้วยความสิ้นหวัง Han Zhong จึงยอมสวามิภักดิ์ต่อจูฮี แต่ Qin Jie ที่ชิงชังได้เข้าไปสังหารเขาเสีย

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 185 จูฮีได้เอาชนะกองกำลังกบฏอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดย Sun Xia (孫夏),ที่ได้หลบหนีไปยัง Xi'e County (西鄂縣; ทางตอนเหนือของหนานหยางในปัจจุบัน, เหอหนาน) จูฮีได้ติดตามไล่ล่าเขาไปที่นั้น เอาชนะเขาได้ และทำให้กบฏที่เหลือต่างพากันแตกหนีกระเจิง

มณฑลซีจิ๋วและหยางจิ๋วแก้ไข

ในมณฑลชีจิ๋ว ผู้ตรวจการมณฑล โตเกี๋ยม พร้อมกับความช่วยเหลือของจงป้าและคนอื่น ๆ สามารถเอาชนะพวกกบฏและฟื้นฟูความสงบสุขในภูมิภาค

ซุนเจียนซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในเมืองเซี่ยปี่(下邳縣; ปัจจุบันคือทางตอนใต้ของปี่โจว, มณฑลเจียงซู) ในมณฑลซีจิ๋ว เข้าร่วมกับกองทัพของจูฮีในฐานะเป็นแม่ทัพนายกอง เขาได้นำทัพที่มาพร้อมกับชายหนุ่มหลายคนจากเมืองเซี่ยปี่และทหารคนอื่น ๆ ที่เขารับสมัครมาจากภูมิภาคแม่น้ำห้วย

ในมณฑลหยางจิ๋ว พวกกบฏได้เข้าโจมตีเมืองซู(舒縣; ตอนกลางของมณฑลฮานฮุยในปัจจุบัน), เมืองหนึ่งในจังหวัดลู่เจียง(廬江郡; บริเวณรอบ ๆ ของหลูอัน มณพลอานฮุยในปัจจุบัน) และจุดไฟเผาอาคารต่าง ๆ หยาง ซุ (羊續) ผู้ว่าราชการจังหวัดลู่เจียง ได้รวบรวมชายฉกรรจ์ตั้งแต่อายุ 19 ปีขึ้นไปจำนวนหลายพันคนเพื่อช่วยเหลือเขาในการต่อสู้รบกับกลุ่มกบฏและดับเพลิง เขาประสบความสำเร็จ ฟื้นฟูความสงบและความมั่นคงในภูมิภาค

จุดจบของการก่อกบฏแก้ไข

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 185 การก่อกบฏได้ถูกปราบปรามภายหลังจากจูฮีได้เข้ายึดครอง Wancheng ในจังหวัดหนานหยางกลับคืนมา และชัยชนะของฮองฮูสงต่อพี่น้องสกุลจางในมณฑลกิจิ๋ว กลุ่มกบฏแทบไม่เหลือผู้รอดชีวิตในสงคราง แม้สงครามจบลงกองทัพทางการไล่ติดตามในการดำเนินกวาดล้างต่าง ๆ เผื่อมีกบฏโพกผ้าเหลืองหลงเหลืออยู่ และในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 185 จักรพรรดิฮั่นหลิงได้ทรงประกาศเฉลิมฉลองโดยเปลี่ยนชื่อยุคสมัยของพระองค์จาก กวงเหอ(光和) มาเป็น จงผิง (中平; "การบรรลุความสุขสงบ").

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองที่ฟื้นคืนกลับมาในช่วงหลังต้นปี ค.ศ. 185แก้ไข

แม้ว่ากบฏโพกผ้าเหลืองจะจบสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 185 แต่การก่อกบฏขนาดเล็ก ๆ ของกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองที่ยังหลงเหลือยังคงปะทุขึ้นทั่วแผ่นดินจีนตลอดหลายทศวรรษต่อมา แม้แต่ในจังหวัดซึ่งก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ

โจรคลื่นขาวแก้ไข

เอ๊กจิ๋ว:Ma Xiang and Zhao Zhiแก้ไข

ชิงจิ๋ว:Zhang Rao, Guan Hai, Xu He และ Sima Juแก้ไข

กุนจิ๋ว:กองทัพชิงโจวของเฉาเชาแก้ไข

จังหวัดลู่หนานและหยิ่งฉวน: He Yi, Liu Pi, Gong Du และคนอื่น ๆแก้ไข

หยางจิ๋วและเจียวจิ๋วแก้ไข

ผลผวงและผลกระทบแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Smitha 2015
  2. Tom. "The 10 Most Lethal Civil Wars Ever Fought". Realitypod. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2016-03-27. สืบค้นเมื่อ 9 January 2015.
  3. Singh, Gunjesh. "Bloodiest War's Fought through History". Quora. สืบค้นเมื่อ 9 January 2015.[ลิงก์เสีย]