เปิดเมนูหลัก
ภาพจากเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์รถไฟตกรางที่หัวหิน พ.ศ. 2552 เป็นเหตุการณ์ที่นับว่าเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟไทยที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดรอบในหลายปี เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.20 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552 โดยรถด่วนขบวนที่ 84 วิ่งจากสถานีตรังปลายทางสถานีกรุงเทพ เกิดตกรางที่สถานีเขาเต่า ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ตู้โดยสารทั้งหมด 15 ตู้ พลิกคว่ำเสีย 6 ตู้ มีผู้เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 88 ราย และทำให้วันนั้นทั้งวัน รถไฟสายใต้ทุกขบวนต้องหยุดให้บริการทั้งหมด

ในเบื้องต้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ประเมินค่าเสียหายทั้งหมดนับ 100 ล้านบาท[1] จากขบวนรถไฟตู้โดยสารทั้งหมด 14 ตู้ ได้รับความเสียหาย 9 ตู้ และความเสียหายของราง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท และความเสียหายจากการสั่งระงับการให้บริการรถไฟในเส้นทางสายใต้ 28 เที่ยว และขบวนรถสินค้า 5 เที่ยว เป็นเงิน 9 ล้านบาท[2]

หลังเกิดเหตุ ได้มีการระดมทีมกู้ภัยลงไปช่วย นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงพื้นที่ไปดูสถานที่เกิดเหตุและเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บ การกู้ซากรถไฟและการซ่อมแซมรางแล้วเสร็จในเวลาใกล้เที่ยงของอีกวัน พร้อมกับเปิดให้บริการรถไฟสายใต้ทุกขบวนได้อีกครั้งตามปกติ

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแก้ไข

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11.30 น. นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย แถลงสถานการณ์หลังเกิดเหตุรถไฟตกรางบริเวณสถานีเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าสาเหตุที่ทำให้รถไฟตกราง เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากพนักงานขับรถไฟหลับใน เพราะมีหลักฐานว่า พนักงานขับรถไฟซึ่งจะต้องแวะจอดเพื่อรอรับเอกสารใบสับหลีกขบวนรถที่บริเวณ สถานีวังก์พง แต่ปรากฏว่าขบวนรถคันดังกล่าวได้ขับขบวนรถฝ่าไฟแดงตรงไปยังสถานีเขาเต่า ซึ่งมีขบวนรถสินค้าขาล่องจอดรอสับหลีก แต่เมื่อได้รับการติดต่อว่าขบวนรถดังกล่าววิ่งฝ่ามาด้วยความเร็วสูงถึง 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พนักงานที่สถานีเขาเต่าจึงได้สับหลีกรางเพื่อไม่ให้ขบวนรถไปชนกับขบวนรถสินค้าที่จอดอยู่ ทำให้รถไฟเกิดตกราง[3]

ต่อมา ทางสหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศได้มีแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่าสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ไม่น่าจะเกิดมาจากพนักงานขับรถไฟ แต่น่าจะเกิดขึ้นมาจากมติของคณะรัฐมนตรีที่ปรับพนักงานออก ทำให้เหลือพนักงานทำงานไม่มาก และต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน[ต้องการอ้างอิง] บ้างก็ว่าความเสื่อมของอุปกรณ์[4]

อ้างอิงแก้ไข