เรียม เพศยนาวิน

จิกปวนมาเรียม บินตี อับดุลละฮ์ (มลายู: Che’ Puan Mariam Binti Abdullah) หรือพระนามเดิมคือ เรียม เพศยนาวิน (23 เมษายน พ.ศ. 2465 – 29 กันยายน พ.ศ. 2529) เป็นนางสาวไทยประจำ พ.ศ. 2482[1] เป็นไทยมุสลิมคนแรกและคนเดียวที่ครองตำแหน่งดังกล่าว[2][3] ภายหลังได้เสกสมรสกับรายาฮารุน ปูตราแห่งปะลิสเมื่อ พ.ศ. 2495 มีพระราชโอรส-ธิดาด้วยกันสี่พระองค์

จิกปวนมาเรียม
Che Puan Mariam binti Abdullah.jpg
ขณะประกวดนางสาวไทยใน พ.ศ. 2482
จิกปวนแห่งรัฐปะลิส
ดำรงพระยศ18 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 – 29 กันยายน พ.ศ. 2529
พระสวามีรายาฮารุน ปูตราแห่งปะลิส (พ.ศ. 2495–2529)
พระบุตรเจ้าชายไซนัล-ราชิด
เจ้าชายอัซนี
เจ้าชายบัดลีชะฮ์
เจ้าหญิงเมลานี
ราชวงศ์จามาลูไลล์ (เสกสมรส)
พระบิดาสุมิต เพศยนาวิน
พระมารดาจำรัส เพศยนาวิน
ประสูติ23 เมษายน พ.ศ. 2465
จังหวัดพระนคร ราชอาณาจักรสยาม
สิ้นพระชนม์29 กันยายน พ.ศ. 2529 (64 ปี)
รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย

พระประวัติแก้ไข

พระชนม์ชีพช่วงต้นแก้ไข

 
เรียม เพศยนาวิน ขณะประกวดนางสาวไทย

จิกปวนมาเรียม มีพระนามเดิมว่ามาเรียม เพศยนาวิน แต่รัฐบาลรณรงค์ให้ใช้ชื่อเป็นภาษาไทยจึงเปลี่ยนเป็นเรียม ประสูติเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2465 ณ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนโตจากทั้งหมดเจ็ดคนของสุมิต เพศยนาวิน ชาวไทยมุสลิม กับจำรัส ภริยาที่เป็นจีนอพยพ[4] เบื้องต้นพระองค์เข้ารับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมหัสดัมอิสลามวิทยาลัย[2]

ในยุคนโยบายชาตินิยมได้มีการออกพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2485 ให้ใช้ชื่อให้เหมาะสมกับเพศสภาพ พระองค์จึงเปลี่ยนพระนามเป็น "เรียมรมย์" พักหนึ่ง หลังผ่านยุคนั้นก็กลับมาใช้ชื่อ "เรียม" ตามเดิม[2][5]

ประกวดนางสาวไทยแก้ไข

จิกปวนมาเรียมได้เข้าร่วมการประกวดนางสาวไทยส่งเข้าประกวดในนามของอำเภอยานนาวา ระหว่างการฉลองรัฐธรรมนูญระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อการประกวดจากเดิมคือนางสาวสยามเป็นนางสาวไทยตามชื่อใหม่ของประเทศ[6] นอกจากนี้การประกวดนางสาวไทยยังให้ผู้เข้าประกวดสวมชุดเสื้อกระโปรงติดกันเปิดแผ่นหลังครึ่งหลัง ตัวกระโปรงยาวถึงหัวเข่าเพื่อความทันสมัย จากเดิมที่ผู้ประกวดจะสวมชุดไทยสไบเฉียง[2] ซึ่งจากการประกาศผลในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2482 ได้ประกาศให้เรียม เพศยนาวินวัย 16 ปี จากอำเภอยานนาวาครองตำแหน่งนางสาวไทย[1][3] โดยมีมาลี พันธุมจินดา, เทียมจันทร์ วนิชขจร, เจริญศรี ปาศะบุตร และลำยอง สู่พานิชย์ เป็นรองนางสาวไทยอันดับที่ 1-4 ตามลำดับ

โดยพระองค์ได้รับรางวัลที่นับว่ามีค่าในขณะนั้น เช่น พานรอง, ขันน้ำ, จักรยาน หรือโต๊ะเครื่องแป้ง เป็นอาทิ หลังรับตำแหน่งแล้วพระองค์จะมีหน้าที่สำหรับการประชาสัมพันธ์นโยบายการสร้างชาติของรัฐบาล หรือมีบทบาทสำคัญต่อการรังสรรค์ประเทศ อย่างเช่นช่วงประเทศกำลังประสบปัญหาในสงครามอินโดจีน พระองค์ได้นำถ้วยเงินออกขายเพื่อนำเงินมาบำรุงประเทศ[6]

เสกสมรสแก้ไข

 
สมเด็จพระราชาธิบดีซัยยิด ปูตรา ทรงฉายกับเรียม เพศยนาวิน ในวันเสกสมรส

ในปี พ.ศ. 2494 รายาปูตราแห่งปะลิสได้เสด็จมาประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์และมีพระประสงค์ที่จะประทับในบ้านมุสลิมเพื่อหลีกเลี่ยงการต้อนรับอย่างเอิกเกริกรวมทั้งต้องการทอดพระเนตรมุสลิมผู้รับตำแหน่งนางสาวไทยด้วย โดยเจ๊ะอับดุลลาห์ หลังปูเต๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูลจึงให้พระองค์ประทับ ณ บ้านของนิพนธ์ สิงห์สุมาลี ซึ่งขณะนั้นเรียมก็ประทับอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย แต่ทว่าเรียมหลบเลี่ยงที่พบปะกับรายาเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเรียมทรงแบตมินตันกับบุตรสาวของนิพนธ์ องค์รายาได้ออกมาทอดพระเนตรพอดีและทรงพอพระทัยยิ่ง[2]

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 รายาได้นำพระธำมรงค์ 10 กะรัต และเงิน 10,000 บาท มาทำพิธีหมั้นที่บ้านของนิพนธ์อย่างเรียบง่าย โดยมีต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานในพิธี หลังจากนั้นอีกสองเดือน จึงได้จัดพิธีเสกสมรสอย่างเรียบง่ายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีนั้นโดยมีจุฬาราชมนตรีมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และมีแขกมาร่วมงานราว 50 คน[2] หลังจากนั้นเป็นต้นมา เรียมจึงมีตำแหน่งเป็นจิกปวน (Che’ Puan) หรือพระมเหสีรอง เพราะรายามีพระมเหสีอยู่ก่อนแล้วคือราจาเปอเริมปวนบูดรียะฮ์แห่งปัตตานี (Raja Perempuan Budriah) ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลามแล้วผู้ชายจะมีภรรยาได้สี่คน ทั้งนี้รายาและจิกปวนมาเรียมมีพระโอรส-ธิดาด้วยกัน 4 พระองค์ ได้แก่

  1. เจ้าชายไซนัล-ราชิด (Syed Zainal-Rashid; ประสูติ 18 เมษายน พ.ศ. 2496)
  2. เจ้าชายอัซนี หรือ อัศนีย์ (Syed Azni; ประสูติ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2497) เสกสมรสกับเติงกูอิลฮัม มาลีนาแห่งปาฮัง (Tengku Ilham Malina of Pahang) มีพระโอรส-ธิดาสามพระองค์
  3. เจ้าชายบัดลีชะฮ์ หรือ รังสิกร[ก] (Syed Badlishah; ประสูติ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2501) เสกสมรสและหย่ากับรสยาตี บินตีอะฮ์มัด (Rosyati binti Ahmad) และเสกสมรสอีกครั้งกับฟัซลีน บินตีอะฮ์มัด (Fazlyn binti Ahmad) มีพระโอรส-ธิดา 4 พระองค์
  4. เจ้าหญิงเมลานี (Sharifa Melanie; ประสูติ 30 มกราคม พ.ศ. 2511)

โดยจิกปวนมาเรียมทรงสอนให้พระราชโอรส-ธิดาพูดภาษาไทย ทรงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในรัฐปะลิส เสด็จกลับประเทศไทยปีละสามครั้ง บ้างก็เสด็จไปเยี่ยมพระโอรสที่กำลังศึกษาในประเทศอังกฤษ

สิ้นพระชนม์แก้ไข

จิกปวนมาเรียมสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2529 ด้วยพระอาการพระหทัยวายเฉียบพลัน สิริชันษา 64 ปี พระศพถูกฝัง ณ สุสานหลวงประจำราชวงศ์จามาลูไลล์ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย[2]

เชิงอรรถแก้ไข

หมายเหตุ

ได้รับพระราชทานพระนามภาษาไทยจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[2]

อ้างอิง
  1. 1.0 1.1 "ทำเนียบนางสาวไทย". MCOT. 19 พฤศจิกายน 2556. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)[ลิงก์เสีย]
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 โรม บุนนาค (11 มกราคม 2559). "เพราะความรักจึงบันดาลให้ นางสาวไทยเป็นราชินีแห่งสหพันธรัฐมลายู!!!". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)[ลิงก์เสีย]
  3. 3.0 3.1 "เรียม เพศยนาวิน". Next Step สังคมแห่งการเรียนรู้. 10 กุมภาพันธฺ 2556. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  4. "ชีวิตและความรักของ "เรียม เพศยนาวิน" นางสาวไทยที่พบรักเจ้าผู้ครองรัฐในมาเลเซีย". ศิลปวัฒนธรรม. 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564. สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  5. "เรื่องนี้เรียกว่า "ชื่อ" ตอน ๒". จิงโจ้นิวส์. 14 กันยายน 2557. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  6. 6.0 6.1 "นางงามไทย: จากใต้อำนาจรัฐสู่การรับใช้นายทุน". ศิลปวัฒนธรรม. 5 มิถุนายน 2560. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)