เปิดเมนูหลัก

เทศกาลพ้อต่อ (ตัวเต็ม: 普渡, ตัวย่อ: 普渡, พินอิน: Pǔ dù ผูตู้, ฮกเกี้ยน: พ้อต่อ) จะจัดประมาณ วันสารทจีน เป็นงานที่จัดขึ้นตามความเชื่อของชาวจีน ในประเทศไทยมีการจัดงานนี้ขึ้นในจังหวัดภูเก็ต โดยได้รับอิทธิพลจากชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยจัดตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (七月十五日) (ตรงกับเดือน 9 ปฏิทินจันทรคติไทย) ในช่วงเทศกาลดังกล่าวผู้คนจะหาของมาเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย

ชื่อเรียกต่าง ๆแก้ไข

งานเทศกาลพ้อต่อ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ 2 ชื่อ คือ พระพุทธศาสนานิกายมหายาน เรียกว่า เทศกาลอุลลัมพน (ตัวเต็ม: 盂蘭勝會, ตัวย่อ: 盂兰胜会, พินอิน: Yú lán shèng huì หฺยฺวีหลันเซิ่งฮุ่ย, ฮกเกี้ยน: อูหลานเซ่งโห่ย ) ซึ่งคำว่า โห่ย หมายถึง ชุมนุม, งานชุมนุม, คณะ ฯลฯ รวมความแล้ว คำว่า อูหลานเซ่งโห่ย แปลว่า งานชุมนุมอุลลัมพน โดยคำว่า อุลลัมพน มาจากภาษาสันสกฤต ที่หมายถึง "แขวนห้อยหัว" มีความหมายเชิงอุปมาว่า ทุกข์และภัยอันใหญ่ยิ่ง จะถูกช่วยให้หัวกลับขึ้นมา

ส่วนของลัทธิเต๋าจะเรียกเทศกาลนี้ว่า ตงหง่วนพ้อต่อ (ตัวเต็ม:中元普渡, ตัวย่อ: 中元普渡, พินอิน: Zhōng yuán Pǔ dù จงเหฺยฺวียนผูตู้, ฮกเกี้ยน: ตงหงวนพ้อต่อ)

ในระยะแรก ชื่อเรียกของเทศกาลดังกล่าวใช้คำเต็มวลีว่า อูหลานผูนเซ่งโห่ย (จีน:盂蘭盆勝會) แปลว่า งานเฉลิมฉลองเทศกาลอุลลัมพน จนมาภายหลังกร่อนเหลือเพียงว่า อูหลานเซ่งโห่ย (จีน:盂蘭勝會) ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีความหมาย ชาวเมืองจึงนิยมหันมาเรียกว่า เทศกาลพ้อต่อ ซึ่งคำว่า พ้อต่อ นั้นกร่อนมาจาก พ้อต่อจ่งเซ้ง (จีน:普渡眾生) ตามสำเนียงชาวจีนฮกเกี้ยนอันมีความหมายว่า กิจกรรมโปรดสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์โดยทั่วกัน

เทศกาลพ้อต่อ นอกจากจะมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเซ่นไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษแล้วนั้น ยังมีวัตถุประสงค์อีกประการคือการทำบุญอุทิศส่วนบุญให้กับวิญญาณไร้ญาติ จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ซีโกวกุ่ย (จีน:施餓鬼) มีความหมายตามภาษาจีนฮกเกี้ยนแปลว่า เทศกาลอุทิศส่วนบุญให้วิญญาณโดดเดี่ยวไร้ญาติ

ความเชื่อต่าง ๆ และที่มาของงานแก้ไข

ชาวจีนฮกเกี้ยนมีความเชื่อว่า ในเดือนเจ็ด โดยเริ่มตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงคืน ของวันที่สามสิบ เดือนหกนั้น ประตูผีจะเปิดออก เพื่อให้เหล่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้กลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์ และดวงวิญญาณเหล่านี้ จะท่องเที่ยวอยู่ในโลกมนุษย์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ซึ่งดวงวิญญาณเหล่านี้ก็จะกลับมาเยี่ยมลูกหลาน ในขณะที่ดวงวิญญาณไร้ญาติก็ออกหากินไปเรื่อย จะมีการจุดหรือเปิดโคมไปไว้หน้าบ้าน ตามศาลเจ้า เพื่อเป็นการส่องทางให้แก่ดวงวิญญานที่ขึ้นมาจากปรภพให้มารับอาหารและทานที่ได้กระทำอุทิศให้

เกี่ยวข้องกับตำนานของพุทธมหายานแก้ไข

ในพระสูตรฝ่ายมหายาน โยคะตันตระอัคนีชวาลมุขเปรตพลีโยคกรรม หรือพระสูตรว่าด้วยพิธีเทกระจาด มีใจความกล่าวว่า สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้า (พระศากยมุนีพุทธเจ้า)ทรงประทับ ณ วัดนิโครธาราม ในเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ ขณะนั้น พระอานนท์ พุทธอนุชา ทรงปลีกวิเวกไปเข้าฌาณสมาบัติในป่า ขณะที่กำลังเข้าฌาณอยู่นั้น มีเปรตตนหนึ่ง สภาพน่าเกลียดร่างกายดำ ผอมแห้ง ในปากมีไฟพลุ่โพล่งอยู่ตลอดเวลา ได้กล่าวกับกับพระอานนท์ว่า "หากพระคุณเจ้าไม่กระทำการกุศลอุทิศให้กับเหล่าฝูงเปรต แลคนยากคนจนทั้งหลาย อีก 3 วัน พระคุณเจ้าจักถึงกาลมรณภาพ" พระอานนท์พุทธอนุชาทรงหวาดกลัวอย่างยิ่ง จึงกับไปที่วัดนิโครธาราม แล้วได้ทรงถามพระผู้มีพระภาคถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตอบกลับพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอนุชาว่า "อย่าทรงหวาดกลัวไปไยเลยหนา เปรตตนนั้นไม่ใช่ใครอื่นใด ที่แท้คือพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) ที่ทรงนิรมาณกายให้พระอานนท์ทรงมาบอกเรื่องนี้ เพราะว่าสมัยก่อนนั้น เรา ตถาคตเคยเป็นศิษย์ของสำนักพระอวโลกิเตศวร ซึ่งพระองค์ทรงเคยสอนมหาธารณีมนตร์แก่เรา อันเรานำมาใช้โปรดเหล่าสรรพสัตว์และเพื่อโปรดเหล่าเปรต ซึ่งเป็นมหากุศลอันใหญ่ยิ่ง บัดนี้เรา ตถาคต จักแสดงเหล่าธารณีมนตร์ให้แก่เธอเพื่อใช้โปรดสัตว์"

ซึ่งในช่วงเดือนเจ็ด เป็นเทศกาลเปิดประตูนรก พิธีนี้จึงเกี่ยวข้องกับพิธีพ้อต่อ ซึ่งพ้อต่อหมายถึง"อนุเคราะห์คนยากจน" ซึ่งคำนี้มาจากพิธีนี้

พ้อต่อก้ง กวนอิมไต่ซู ไต่สือเอี้ย พระผู้คุมวิญญาณในพิธีพ้อต่อเดือนเจ็ดแก้ไข

ไต่สือเอี้ย (大士爺) พ้อต่อก้ง (普渡公) กวนอิมไต่สือ(觀音大士) คือพระผู้คุมวิญญาณภูตผีปีศาจในพิธีเดือนเจ็ด ประวัติก็สืบเนืองจากในพระสูตรมหายาน โยคะตันตระอัคนีชวาลมุขเปรตพลีโยคกรรม ซึ่งไต่สือเอี้ยก็คือเปรตที่พระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) แปลงกายมาให้พระอานนท์เห็น นั้นเอง ในพิธีเลยบูชารูปไต่สือเอี้ยเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเทกระจาด และในความเชื่อคนโบราณกล่าวว่า ไต่สือเอี้ย คือพระยายมราช เลยต้องมาตั้งบูชาเพื่อไม่ให้เหล่าภูตผีแย่งชิงอาหารหรือก่อกวนในปรัมพิธี เทวรูปของพระองค์ทำมาจากโครงไม้ไผ่ ประดับด้วยกระดาษสีสันต่างๆ พระวรกายกายสีน้ำเงิน ใส่ชุดเกราะทรงเครื่องแบบจีนเต็มยศ มีพระอวโลกิเตศวร (พระแม่กวนอิม) อยู่บนยอดศีรษะของ (บางที่ไม่มี) ไต่สือเอี้ย มือซ้ายที่ป้อก่าย (ธง) เขียนว่า 南無阿彌陀佛 "นำมอออนีถ่อฮุด" แต่บางที่จะเขียนว่า 慶讃中元 "เค่งจั๋นตงหงวน" นิ้วมือซ้ายชี้ลงเบื้องล่าง องค์ขนาดสูง20นิ้ว จนถึงสูงเท่าตึก3ชั้น ข้างองค์ไต่สือเอี้ย จะมีเทวรูปที่ทำจากกระดาษของ ยมทูตขาว และ ยมทูตดำ (หรือบางท้องถิ่น จะเป็นยมทูตขาว กับเจ้าพ่อหลักเมืองแทน)

แนวปฏิบัติแก้ไข

ในช่วงเทศกาล ผู้คนจะจัดโต๊ะตั้งสำรับอาหารเพื่อเซ่นไหว้ บูชาวิญญาณบรรพบุรุษเอาไว้ โดยทั่วไปแล้วจะทำกันในตอนบ่ายของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีน อาหารเซ่นไหว้โดยมาก มักประกอบไปด้วย ปลา หมู เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ และขนมต่าง ๆ ซึ่งข้าวของที่ตั้งบนโต๊ะบูชาทุกอย่าง จะต้องมีธูปปักไว้อย่างละ 1 เล่มและบางคนก็นำประทัดมาจุดจำนวนมากจนเมื่อทำการเซ่นไหว้เสร็จแล้ว ก็จะทำการเผากระดาษเงิน อันหมายถึงการแจกจ่ายค่าเดินทาง ให้แก่เหล่าดวงวิญญาณบรรพบุรุษเหล่านั้นด้วย โดยมักมีขนมรูปเต่าสีแดง เรียกว่า อั่งกู รวมอยู่ด้วยแทบทุกครั้งของการทำบุญ

ส่วนการทำบุญแก่วิญญาณไร้ญาติ ถ้าไหว้ที่มูลนิธิ หรือที่วัดที่ประกอบพิธีกรรม ผู้คนจะนำอาหารมาตั้งไว้ให้แก่วิญญาณเหล่านั้นที่โต๊ะ ซึ่งคณะกรรมการจะจัดงานเตรียมไว้ให้ หากเป็นการไหว้วิญญาณไร้ญาติที่บ้านเรือน จะนิยมไหว้หลังจากตอนบ่ายไปแล้ว หรือไหว้ตอนพลบค่ำ โดยจะตั้งอาหารเครื่องเซ่นบนโต๊ะขนาดเล็กหรือบนพื้น เมื่อไหว้เสร็จแล้วก็จะนำอาหารมารับประทาน บุคคลที่ถือเคล็ด มีครูบาอาจารย์ ก็จะไม่นิยมทานกัน

ไหว้วิญญานเร่ร่อนแก้ไข

มีชื่อเรียกในภาษาฮกเกี้ยนว่า "ป้ายหมึงเข้า"(จีน: 拜門口)หรือ "ป่ายโฮ่เฮียตี่" (จีน: 拜好兄弟) ซึ่งโฮ่เฮียตี่ แปลว่า พี่น้องที่ดีใช่เรียกบรรดาดวงวิญญาณไม่มีญาติ หลังจากไหว้ที่ศาลเจ้า หรือ สถานที่จัดงานเสร็จ ตามบ้าน หรือ ตามชุมชน จะนำอาหารกระดาษเงินกระดาษทองจำนวนมากที่จัดเตรียมไว้ มาจัดกองไว้บนโต๊ะหรือที่พื้นหน้าบ้านที่เตรียมไว้ ช่วงเวลาไหว้คือตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ ได้ถึงเวลา 3 ทุ่ม โดยการไหว้นั้นจะนำเอาปึกกระดาษเงินกระดาษทองวางไว้สี่มุมของโต๊ะ แล้วนำธูป 1 ดอก เทียน 2 เล่ม ปักลงปึกกระดาษทุกปึก และจะมีการจุดเทียน หรือ ตะเกียงหลาย ๆ ดวง อาหารทุกชนิดต้องปักธงที่มีการเขียนอักษรไว้ด้วย พอไหว้เสร็จจะนิยมเผ่ากระดาษกันหลังพระอาทิตย์ตก โดยนำกระดาษมากองรวมกันแล้วจุดไฟเผ่า ห้ามดับไฟจนกว่ากระดาษจะมอดดับไปเอง เนื่องจากการไหว้วิญญานเร่ร่อน ปัจจุบันมีการจัดร่วมในพิธีพ้อต่อตามศาลเจ้า หรือ สถานที่จัดงาน เพราะสะดวกไม่วุ่นวาย แล้วไม่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์มาก จึงไม่ค่อยได้พบเห็นการไหว้ผีไม่มีญาติตามบ้านเรือนเหมือนในอดีตนัก

นอกจากนี้ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ประตูผีเปิดออก ผู้คนจะรีบกลับมาอยู่ในบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง เคราะห์หามยามร้ายที่อาจเกิดขึ้น หากถูกดวงวิญญาณเหล่านั้น ชง (ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี)

แต่ในปัจจุบัน เมื่อวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไป เรื่องความเชื่อที่จะอยู่กันภายในบ้านหลังพระอาทิตย์ตก ก็ค่อย ๆ เสื่อมคลายลง คงไว้แต่การเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และการทำทานแก่วิญญาณไร้ญาติ

การประดับด้วยโคมไฟแก้ไข

เทศกาลนี้เรียกอีกอย่าว่า เทศกาล ตงหงวน จะมีการประดับโคมไฟต่าง ๆ อย่างสวยงาม ตามท้องถนน บ้านเรือน ศาลเจ้า มีความเชื่อว่าเป็นส่องแสงสว่างให้แก่เหล่าวิญญาน ที่ขึ้นมาจากปรภพให้ได้เห็นแสงสว่าง ยิ่งสว่างเท่าไร ดวงวิญญานก็จะยิ่งมารับส่วนกุลศลได้มากขึ้น จึงทำให้สถานที่จัดงานเต้มไปด้วยสีแสงจากโคมไฟ

โคมแต่ละดวงและเขียนข้อความว่า (ตัวเต็ม: 普度陰光, ตัวย่อ: 普度阴光, พินอิน: Pǔ dù yīn guāng ผูตู้อินกวัง, ฮกเกี้ยน: พ้อต่อเย่งก่อง) (ตัวเต็ม: 慶讃中元, ตัวย่อ: 庆讃中元, พินอิน: Qìng zàn zhōng yuán ชิ่งจั้นจงเหฺยฺวียน, ฮกเกี้ยน: เค่งจั๋นตงหงวน ) (ตัวเต็ม: 超生普度, ตัวย่อ: 超生普度, พินอิน: Chāo shēng pǔ dù ชาวเซิงผูตู้, ฮกเกี้ยน: จ้าวเซ่งพ้อต่อ)

การเซ่นไหว้ด้วยอั่งกูโก้ยแก้ไข

อั่งกูโก้ย (อักษรจีน: 紅龜糕 ตามศัพท์แปลว่า ขนมเต่าแดง) คือขนมที่มีลักษณะเป็นรูปเต่า ทำจากแป้งข้าวสาลี ผสมกับน้ำตาล ก่อนจะถูกปั้น หรืออัดเข้าแบบพิมพ์เป็นรูปเต่า แล้วทาสีแดงทั่วทั้งตัวเต่า อั่งกูมีขนาดหลากหลายทั้งเล็กทั้งใหญ่ ใช้เป็นของเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อว่า เต่า เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานที่กล่าวว่าเต่าเป็นสัตว์ที่ช่วยให้พระถังซำจั๋งสามารถเดินทางไปแสวงบุญที่เกาะลังกาได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าการทำบุญด้วยอั่งกูนี้ จะช่วยให้ผู้ทำบุญมีอายุยืนเหมือนเต่าอีกด้วย

พ้อต่อในต่างประเทศแก้ไข

ตามที่ชุมชนชาวจีนในประเทศต่าง ๆ ที่มีกลุ่มชาวจีนอยู่ จะมีการจัดพิธีพ้อต่อกันเป็นประจำ

สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไต้หวันแก้ไข

ในสิงคโปร์และมาเลเซีย จะมีการจัดพิธีเดือนเจ็ดกันทุกปี มีพิธีคล้าย ๆ กับภูเก็ต แต่มีเกร็ดย่อยพิธีเยอะกว่า โดยแบ่งช่วงเป็นสองช่วงเหมือนกับภูเก็ต คือไหว้ที่ศาลเจ้า หรือ สถานที่จัดงาน เพื่อสักการะพระกวนอิมไต่สือ โดยจะมีผู้ประกอบพิธีจะเป็นเต๋า และมีการไหว้วิญญาณเร่ร่อน พอตกดึกจะจัดให้มีมหรสพต่าง ๆ ในอดีตจะเป็นงิ้ว หรือ หุ่นกระบอก แต่ปัจจุบันนิยมใช้วงดนตรี เสร็จแล้วจะเผ่ากระดาษเป็นอย่างสุดท้าย

ฮ่องกงแก้ไข

เนื่องจากที่ฮ่องกง โดยส่วนมากเป็นชาวจีนกวางตุ้ง จึงมีพิธีบางพิธี แตกต่างจาก ภูเก็ต มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน พิธีพ้อต่อ มีการไหว้วิณณาญเร่ร่อน โดยตอนเช้าประชาชนจะไปที่ศาลเจ้า หรือ วัดเต๋า ที่มีการประกอบพิธี และจะกลับมาไหว้วิญาญานเร่รอนกันเกือบทุกบ้าน ซึ่งชาวฮ่องกงให้ความสำคัญมาก แต่จะไหว้เป็นเครื่องกระดาษ มากกว่าอาหาร ทางด้านพิธีกรรม ตามหมู่บ้านต่าง ๆ จะจัดเด็กชายจำนวนหลายคน ถือโคมไฟและเคาะกระป๋องให้เกิดเสียง เดินไปทั่วหมู่บ้าน เพื่อเป็นการส่องแสงสว่างแก่วิญญาน จะต่างจากสิงคโปร์และมาเลเซีย คือ เวลากลางคืนที่ฮ่องกงไม่มีการจัดงานมหรสพผู้คนจะไม่ออกจากบ้าน

ประเทศไทยแก้ไข

จะมีงานเทศกาลคล้าย ๆ เทศกาลพ้อต่อ เช่นกัน นั้นก็คือ เทศกาลทิ้งกระจาด หรือใน สำเนียงแต้จิ๋ว เรียกว่า ซิโกวโผวโต่ว ซึ่งจัดในเดือนจัดเดือนเจ็ดจีน ของทุกปี หรือ เทศกาลสารทจีน มีการไหว้วิญญานเร่ร่อน และ การทิ้งกระจาด เพื่อเป็นการอุทิศกุศลให้แก่วิญญาน และเป็นการทำทานช่วยเหลือผู้ยากไร้ แต่ลักษณะของพิธี และ เทศกาล จะต่างกับที่ ภูเก็ต ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง และไต้หวัน

ชื่อเรียกอื่น ๆแก้ไข

ภาษาอังกฤษแก้ไข

  • Hungry Ghosts festiva แปลว่า เทศกาลผีผู้หิวโหย
  • Ghosts festival แปลว่า เทศกาลผี
  • Yu land festival แปลว่า เทศกาลยูหลัน
  • Portor festival แปลว่า เทศกาลพ้อต่อ

ภาษาจีนแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  • http://lib.kru.ac.th/bsru/48/rLocal04/stories.php?story=06/02/11/8698652
  • http://blog.tourismthailand.org/ninemot/?p=105
  • http://yutphuket.wordpress.com/2008/08/26/portor/
  • 中元普渡:台湾大祭祀 (组图)
  • กิเลน ประลองเชิง (2019-08-22). "ฮ้อเฮียตี๋". ไทยรัฐ. สืบค้นเมื่อ 2019-08-24.

http://www.somboon.info/default.asp?content=contentdetail&id=9696