เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง โรจนกุล)

เจ้าเมืองพิษณุโลกเอกอุ หัวเมืองชั้นเอก

เจ้าพระยาพิษณุโลก (พ.ศ. 2262 - พ.ศ. 2311) (เขียนแบบเก่า "เจ้าพระยาพิศณุโลก"[3][4] ,"--พิศณุโลกย์"[5][note 1] ,"--พิศนุโลกย"[6][7][8] หรือ "เจ้าพระพิษณุโลก" [9][10][11][12] , "เจ้าพิษณุโลก (เรือง โรจนกุล)"[13]) เดิมชื่อ เรือง หรือ บุญเรือง[14][15][16] เป็นเจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก ผู้สำเร็จราชการเมืองพระพิษณุโลก[17][15] ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และเป็นผู้ตั้งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีราชทินนามขุนนางตามที่ปรากฏในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง พ.ศ. 1998 ว่า “เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ[14][18][note 2][note 3][note 4] เจ้าเมืองพิษณุโลกเอกอุหรือเจ้าเมืองขุนนางระดับ นา 10000 เอกอุ[27][28][note 5] (นา 10000 ชั้นสูงสุด) ถือศักดินา 10000 และเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นต้นสกุล "โรจนกุล”[31][32][33][34][35]

พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง)
เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง โรจนกุล)
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา(อ้างสิทธิ์)
ครองราชย์7 เมษายน พ.ศ. 2310 – ราวเดือน 11 พ.ศ. 2311
ราชาภิเษกพ.ศ. 2310
พระราชวังจันทน์
ก่อนหน้าสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
ถัดไปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
เจ้าเมืองพิษณุโลก
ดำรงตำแหน่งพ.ศ.2275 - 7 เมษายน พ.ศ. 2310
ก่อนหน้าเจ้าพระยาพิษณุโลก (เมฆ)
(พ.ศ. 2251-2275)[1]
ถัดไปสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
(พ.ศ. 2313-2346)
ชุมนุมพระพิษณุโลก
ดำรงตำแหน่ง7 เมษายน พ.ศ. 2310 - ราวเดือน 11 พ.ศ. 2311
ก่อนหน้าสถาปนาตำแหน่ง
ถัดไปพระอินทร์อากร
คู่อภิเษกท่านผู้หญิงเชียง[2]
พระราชสมภพพ.ศ. 2262
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา
สวรรคตราวเดือน 11 พ.ศ. 2311
พระราชวังจันทน์ จังหวัดพิษณุโลก

ประวัติแก้ไข

เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา เป็นนายทหารผู้มีฝีมือคนหนึ่งมีชื่อเสียงมานาน มีเชื้อสายเป็นเจ้าราชนิกูล[36][note 6] ผู้หนึ่งในราชวงศ์บ้านพลูหลวงของสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งเชาวน์ รูปเทวินทร์ กล่าวตรงกับ "ธรรมเนียบตระกูลสังเขปครั้งกรุงเก่า" ของหลวงลิขิตปรีชา (คุ้ม) ระบุว่า "จ้าวพระพิศณุโลกย์เรืองสืบสายจ้าวราชนิกุญผู้เปนพระหลานเธอแผ่นดินพระมหาบุรุษ"[37] ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา พงศาวดารฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) และพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ระบุพระราชนัดดา (หลาน) ของสมเด็จพระเพทราชา มีนามว่า เจ้าพระพิไชยสุรินทร์[38] เดิมเป็นนายกรินท์คชประสิทธิ์ ทรงบาศซ้าย ในกรมพระคชบาล (กรมช้าง) ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาเป็น กรมหมื่นอินทรภักดี ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ[39] (ระวังสับสนกับนายจบคชประสิทธิ์ ทรงบาศขวา กรมพระคชบาล ซึ่งต่อมาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข เป็นคนละบุคคลกัน)

เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้รับความไว้วางพระทัยจากพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์บ้านพลูหลวงให้เป็นผู้สําเร็จราชการเมืองพระพิษณุโลกตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และทำนองจะเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งยังเป็นหลวงยกกระบัตร เมืองตาก มาแต่ก่อน[36] ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาระบุชื่อภรรยาเอก มีนามว่า จึงเชียง ปรากฏความว่า "...ขณะนั้นจึงเชียง ภรรยาเจ้าพระยาพิษณุโลกหนีลงเรือน้อยกับพรรคพวกบ่าวไพร่ขึ้นไป ณ เมือง สุโขทัย..."[40][41][42] อาจเป็นชาวจีนตระกูลจึง (หรือจวง) ต่อมาได้เป็น ท่านผู้หญิงเชียง[2] (หรือท่านผู้หญิงจึงเชียง) นามบิดามารดา และบุตรหลานของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ไม่มีหลักฐานใดปรากฏแน่ชัด ส่วนมารดาเสียชีวิตที่เมืองพิษณุโลกก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง น้องชายของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รับราชการเป็นที่ พระอินทร์อากร[43] อยู่ที่เมืองพิษณุโลก

เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสามารถในการรบจึงมีผู้นิยมนับถือกันมาก ช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเมื่อคราวรบพม่าก็ปรากฏว่ามีฝีมือเข้มแข็งไม่แพ้พม่าจึงรักษาเมืองพิษณุโลกไว้ได้[44][45] หลังกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่าครั้นไม่มีพระมหากษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงทำพิธีบรมราชาภิเษกตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์[46] เป็น พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง)[47][48][49][50] ครองเมืองพิษณุโลกซึ่งเป็นนามตำแหน่งผู้ครองเมืองประเทศราช[51][52][53] พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง) ครองราชสมบัติได้ 6 เดือนหรืออาจมากกว่านั้น[54] ก็เสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีระลอกในคอ (บ้างใช้คำว่า "ทิวงคต"[11] หรือ "พิราลัย") ที่พระราชวังจันทน์ เมือราวเดือน 11 พ.ศ. 2311 สิริพระชนมายุ 49 พรรษา (ดูเพิ่ม: สังคีติยวงศ์ หน้า 407) พระอินทร์อากร น้องชายซึ่งมีตำแหน่งพระมหาอุปราช จึงได้ขึ้นครองเมืองแทนแต่ไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์

เมื่อครั้งเมืองพิษณุโลกแตกจากการรุกรานของชุมนุมเจ้าพระฝาง สันนิษฐานว่าท่านผู้หญิงเชียงและบุตรหลานของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) อาจหนีเข้าไปรวมกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ราชการและบรรดาศักดิ์แก้ไข

เจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) เริ่มรับราชการตั้งแต่วัยเยาว์ในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ) แต่ไม่ปรากฏตำแหน่งใด กรมใด ส่วนในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศปรากฏว่าเคยรับราชการอยู่ด้วยกันกับหลวงพินิจอักษร (ทองดี) ฝ่ายอาลักษณ์[55] กรมมหาดไทย ในกรุงศรีอยุธยาและเป็นสหายที่สนิทสนมกันตั้งแต่นั้นมา[56][57] บรรดาศักดิ์เท่าที่ปรากฏไว้มีดังนี้

  • หลวงมหาอำมาตยาธิบดี (เรือง) หรือ หลวงเสนามาตย์ ตำแหน่งมหาดไทยฝ่ายเหนือ ขึ้นกับกรมมหาดไทย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ศักดินา 1600[58]
  • พระราชฤทธานนพหลภักดี (เรือง) ตำแหน่งยกกระบัตรเมืองพระพิษณุโลก[note 7] ขึ้นกับกรมวัง ศักดินา 3000 รั้งตำแหน่งพระปลัดเมืองพระพิษณุโลกในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (หัวเมืองพิษณุโลกมีปลัดเมือง 2 คน ปลัดอีกคน คือ หลวงไชยบูรณ์[60][61])
  • พระยาพิศณุโลก (เรือง) ตำแหน่งเจ้าเมืองพระพิษณุโลก ศักดินา 10000 (พระยาพานทอง) สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ขึ้นกับกรมมหาดไทย เมืองพิษณุโลก ปรากฏราชทินนามว่า พระยาสุรสุนทรบวรพิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิรียบรากรมภาหุ[62][63]
  • เจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) ตำแหน่งเจ้าเมืองพระพิษณุโลก ศักดินา 10000 เอกอุ (บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูงสุด) สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร และสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) พ.ศ. 2302 ถือตราพระราชสีห์[64] ปรากฏราชทินนามว่า เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ เมืองพิศณุโลก เอกอุ นา ๑๐๐๐๐ ขึ้นประแดงเสนาฏขวา[65][66] สำหรับตำแหน่งเจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอกดัง ให้รับราชการเจ้าเมืองที่เมืองพิษณุโลก แม้ไม่ได้เป็นเจ้านายแต่ก็ยังอยู่ในฐานะพิเศษ กล่าวคือ ศักดินาเจ้าเมืองเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดีที่สมุหนายกและสมุหพระกลาโหม มียศสูงกว่าเสนาบดีชั้นจตุสดมภ์[67] และยังมีฐานะเปรียบได้ดั่งกษัตริย์ในบ้านเมืองของตน[68][69] เพราะเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองหลวงในช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงครองราชย์ในช่วงราชอาณาจักรอยุธยาซึ่งเป็นช่วงที่มีส่งครามยืดเยื้อกับอาญาจักรล้านนา ไม่เพียงแต่เป็นเมืองพระมหาอุปราช แต่ยังเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่คอยดูแลหัวเมืองเหนือทั้งหมดและดูเหตุการณ์ด้านเมืองพม่าและเมืองมอญ

เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ นั้นเป็นราชทินนามประจำเจ้าเมืองพิษณุโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สำหรับขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นเจ้าพระยา และพระญาติพระวงศ์ที่ครองหัวเมืองพิษณุโลก

  • พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง) (หรือ King Ruang)[70][71][72][73][74] ราชาภิเษกตนเองเป็นพระมหากษัตริย์ครองหัวเมืองพิษณุโลก[75][76] เมื่อ พ.ศ. 2311 สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยจัดพระราชพิธีราชาภิเษกตามระบบจารีตประเพณีของอาณาจักรอยุธยา มีพระราชปุโรหิตาจารย์ในสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ขุนนางหัวเมืองขั้นโทชั้นตรีรอบเมืองพิษณุโลกต่างๆ และขุนนางที่หลบหนีมาจากกรุงศรีอยุธยาครั้นกรุงแตกจำนวนมากร่วมพระราชพิธีดังกล่าว ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินเมืองพิษณุโลก หัวเมืองชั้นเอก ครอบคลุมทั้ง 7 มณฑล พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง) มีพระราชประสงค์ต้องการรวบเข้ากับชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ให้เป็นปึกแผ่นเพื่อให้มีพระราชอำนาจครอบคลุมหัวเมืองเหนือทั้งหมด โดยพยายามยกทัพไปตีชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ถึง 3 ครั้ง รวมทั้งยังมีความพยายามที่จะบูรณะฟื้นฟูพระราชวังจันทน์เพื่อใช้เป็นที่ประทับ โดยพบร่องรอยหลักฐานบางประการภายในบริเวณพระราชวังเก่านี้ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองพิษณุโลก[77] ก่อนเสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีละลอกในคอในฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้ยังมีปรากฏในจดหมายเหตุจีน[78] ว่า พิษณุโลกได้ส่งพระราชสาส์นถวายสมเด็จพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งต้าชิง เพื่อให้พระองค์ยอมรับสถานะของ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ถูกต้องสืบต่อจากพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม รวมทั้งยังต่อต้านการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินจนเป็นเหตุให้พระเจ้าเฉียนหลงแห่งต้าชิงไม่ยอมรับสถานะพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

หมายเหตุ:

1) สันนิษฐานว่าอาจจะได้ตั้งบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา และเจ้าพระยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากไม่พบหลักฐานว่าสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ตั้งเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เพราะขณะนั้นเป็นช่วงฉุกละหุกเกิดการสับเปลี่ยนกษัตริย์ภายในราชวงศ์ ประกอบกับหัวเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเอกที่เป็นหน้าด่านเกิดสงครามบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามปรากฏบรรดาศักดิ์เด่นชัดของเจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) ในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ เมื่อได้ทรงครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

2) สันนิษฐานว่าเจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) อาจเกี่ยวดองกับราชวงศ์บ้านพลูหลวงในฐานะเครือญาติ ได้รับการไว้วางพระทัยให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหัวเมืองพิษณุโลกทุกรัชสมัย และมีการกล่าวถึงในพระนิพนธ์เรื่อง ไทยรบพม่า ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนเจ้าฟ้าจีดพาพรรคพวกหนีไปยังเมืองพิษณุโลกว่าทำนองจะเกี่ยวดองว่าเป็นญาติกับเจ้าพระยาพิศณุโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ เจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) ยังเคยช่วยเจ้าฟ้าจีดให้หนีออกมาจากการต้องโทษในรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[79]

3) เจ้าเมืองพิษณุโลกทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[80]

เครื่องราชอิสริยยศแก้ไข

เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้า[81][82] ตามทำเนียบศักดินาหัวเมืองเจ้าเมืองพิษณุโลกและเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (เข้าใจว่าเสมอเจ้าต่างกรม เช่นเดียวกับเครื่องยศของสมเด็จเจ้าพระยา) รวมถึงมีตำรวจสำหรับแห่อย่างเจ้า ที่ปรากฏในกฏมณเฑียรบาล ตำแหน่งพระยาหัวเมือง กินเมืองทั้ง 4 ฝ่าย (จตุสดมภ์)[83] ดังนี้

  • ขี่คานหามกรรชิงหุ้มผ้าขาว (ขุนนางสามัญชน) (สำหรับขุนนางหัวเมืองชั้นเจ้าพระยา) หรือเสลี่ยงหามเป็นยานพาหนะ
  • ดาบพระแสงราชศัสตรา (พระแสงดาบอาญาสิทธิ์) ประจำหัวเมืองพิษณุโลก[84]
  • เครื่องสูง
  • พานทองเครื่องยศอย่างเจ้า
  • น้ำเต้าน้ำทอง
  • เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว
  • เจียดทองซ้ายขวา
  • เครื่องทอง
  • กระบี่กั้นหยั่น กระบี่บั้งทอง
  • ร่มปลิก 2 คัน
  • ทานตะวันเบื้อ 1 คู่
  • กรรชิงหุ้มผ้าแดง 1 คัน
  • เรือกูบแมงดาคฤ 3 ตอน
  • บดลาดสาวตคุดหัวท้ายนั่งหน้าสอง คานหาม เก้าอี้ทอง ศิโรเพฐน์มวยทอง แตรลำโพง 3 คู่ และปี่กลอง

ความเกี่ยวข้องกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองสืบต่อเนื่องจากสงครามพระเจ้าอลองพญาแก้ไข

เมื่อ พ.ศ. 2302 ในสมัยที่สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าฟ้าดอกเดื่อ) ได้เพียง 1 ปี เกิดสงครามพระเจ้าอลองพญาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางทหารระหว่างราชวงศ์คองบองของพม่ากับอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง สงครามเริ่มต้นขึ้นราวเดือนธันวาคม ฝ่ายพม่าหมายจะยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยา และนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310

เมื่อ พ.ศ. 2304 ภายหลังจากที่ “เนเมียวสีหบดี” เสร็จสิ้นจากการไปตีหัวเมืองมอญแล้ว “มังลอก” พระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าอลองพญา จัดทัพมาตีเชียงใหม่ โดยมี “อภัยคามณี” เป็นแม่ทัพ และ “มังละศิริ” เป็นปลัดทัพพร้อมด้วยพลจำนวน 7,500 นาย พระเจ้าจันทร์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น ทรงแต่งหนักสือมาถวายพระเจ้าเอกทัศพร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการ มีพระประสงค์ให้เชียงใหม่เป็นเมืองออกของอยุธยา และขอกำลังทหารไปรักษาเมืองใหม่ พระเจ้าเอกทัศจึงตรัสสั่งให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เกณฑ์ทัพพลหัวเมืองเหนือจำนวน 5,000 นาย ยกไปช่วยเมืองเชียงใหม่ แต่ทัพเจ้าพระยาพิษณุโลกไปได้ถึงบ้านระแหงนั้นจึงได้ทราบข่าวว่าฝ่ายพม่าล้อมเมืองเชียงใหม่แล้วแต่ฝ่ายเชียงใหม่มีกำลังไม่แข็งกล้านักจึงเสียเมืองให้แก่ฝ่ายพม่าไป[85] โดยมี “เนเมียวสีหบดี” อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ และให้พญาอภัยคามินีขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน[86]

เมื่อ พ.ศ. 2309 “เนเมียวสีหบดี” ซึ่งอยู่รักษาเมืองเชียงใหม่กับ “มังมหานรธา” ซึ่งอยู่รักษาเมืองที่ทวายได้รับหนังสือจากพระเจ้ามังระภายหลังจากที่เสด็จไปประทับกรุงอังวะ เมืองหลวงของพม่าว่าให้ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอลองพญาที่ตรัสสั่งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่าให้ตีอยุธยาให้ได้ ทั้งสองจึงต่างเกณฑ์พลยกทัพเข้าปล้นเมืองต่าง ๆ อีกฝ่ายหนึ่งบุกปล้นตั้งแต่เมืองนครสวรรค์ลงมาถึงเมืองอินทรเมืองพรหม (จังหวัดสิงห์บุรี) อีกฝ่ายหนึ่งก็ปล้นอยู่แถวเมืองสุพรรณบุรี เมืองราชบุรี และเพชรบุรี แล้วจึงมารวมทัพกัน[87] โดยหวังทำลายกำลังฝ่ายอยุธยาตั้งแต่ชั้นนอก พระเจ้าเอกทัศจึงตรัสให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เกณฑ์ทัพหัวเมืองเหนือไปขับไล่ และให้ทัพในกรุงยกทัพไปไล่พม่าทั้งด้านเมืองนครสวรรค์และเมืองราชบุรีด้วย โดยทัพด้านเหนือให้พระยาธิเบศร์บริวัตรเป็นแม่ทัพ ทัพใต้ให้พระสุนทรสงครามเป็นแม่ทัพ ต่อมาพระเจ้าเอกทัศทรงทราบความว่าพม่าตามตีมาจนถึงธนบุรีก็ตกพระทัยเกรงว่าพม่าจะล่วงจู่โจมเข้าถึงพระนคร จึงให้พระยารัตนาธิเบศร์คุมกองทัพซึ่งเกณฑ์มาจากนครราชสีมาลงมารักษาธนบุรีอีกทัพหนึ่งให้พระยายมราชคุมกองทัพอีกกองหนึ่งลงมารักษานนทบุรีคอยสกัดพม่าเอาไว้ ส่วนทัพของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ขับไล่พม่าจนมาสิ้นสุดที่พระนครศรีอยุธยา ณ วัดภูเขาทอง ตามพระประสงค์ของพระเจ้าเอกทัศ[88] แต่เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ถือโอกาสให้เจ้าพระยาพลเทพกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตพระเจ้าเอกทัศแทนตนเพื่อขอไปปลงศพมารดา (แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่า เรื่องเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ขอลาไปทำศพมารดาทั้งๆ ที่ข้าศึกประชิดกรุงอยู่นั้นไม่เป็นความจริง[89] แต่อาจจำเป็นต้องไปทำศึกป้องกันหัวเมืองเหนือหลังจากทราบว่าพม่าตีหัวเมืองสุโขทัยได้จึงจำเป็นต้องรีบยกทัพขึ้นไป)[90] และขอพระราชทานให้หลวงมหาดไทย หลวงโกษา (ยัง) และหลวงเสนา อยู่คุมทัพที่วัดภูเขาทองแทนตน[91] ต่อมาเนเมียวสีหบดีรวบรวมพลจากล้านนา และล้านช้างราว 40,000 นาย จึงยกทัพจากเชียงใหม่แบ่งมาทางตาก และทางสวรรคโลก ตีหัวเมืองเหนือเรื่อยลงมา ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองเหนือเห็นข้าศึกพม่ามามากมายจึงหลบหนีเข้าป่า พม่าก็ได้หัวเมืองเรื่อยมาตั้งแต่พิชัย สวรรคโลก จนถึงเมืองสุโขทัย หลังพม่ายึดหัวเมืองสุโขทัยได้จึงตั้งค่ายอยู่ที่สุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กับเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองเหนือตัดสินใจรวบรวมพลยกทัพไปช่วยพระยาสุโขทัยรบพม่าที่ยึดเมืองเมืองสุโขทัย[92] และเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มักถือดาบพระแสงราชศัสตราหรือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าเอกทัศตลอดเวลาขณะไปราชการศึกหัวเมืองเหนือ

หลังจากเจ้าพระยาพิษณุโลกยกทัพออกไปแล้ว พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจีด กรมขุนสุรินทรสงคราม พระราชโอรสของพระองค์เจ้าดำกับเจ้าฟ้าหญิงเทพ พระราชธิดาของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระหรือเจ้าฟ้าเพชร) และเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระเพทราชา ขณะนั้นทรงต้องโทษถึงสิ้นพระชนม์พร้อมกับเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) อยู่ในกรุง เมื่อสถานการณ์ระส่ำระสาย หลวงโกษา (ยัง) คิดอ่านให้เจ้าฟ้าจีดขึ้นนั่งเมืองพระพิษณุโลกแทนเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงลักลอบหนีคุมทัพไปช่วยเจ้าฟ้าจีดในพระราชวังและพาเจ้าฟ้าจีดหลบหนีกลับไปเมืองพิษณุโลก[93][94] เจ้าฟ้าจีดจึงตัดสินบนผู้คุมหลุดจากที่คุมขังแล้วจึงรวบรวมพรรคพวกรวมทั้งหม่อมเจ้าหญิงฉิม พระธิดาในเจ้าฟ้าจีด[95][96] ยกกันไปเมืองพิษณุโลก ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า

ฝ่ายเจ้าพระยาพิศณุโลกก็ยกกองทัพไปช่วยรบพม่าณเมืองศุโขไทยด้วย ขณะนั้นเจ้าฟ้าจีดเปนบุตรพระองค์เจ้าดำ ซึ่งต้องสำเร็จโทษครั้งเจ้าฟ้าอไภยเจ้าฟ้าบรเมศร พระมารดานั้นเจ้าฟ้าเทพ เปนพระราชธิดาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแผ่นดินทรงปลา แลเปนเจ้าพี่เจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาลซึ่งเปนโทษครั้งกรมพระราชวังนั้น แลเจ้าฟ้าจีดต้องโทษจำอยู่ในพระราชวัง หลวงโกษาผลเมืองพระพิศณุโลกช่วยคิดอ่านให้หนีออกจากโทษได้ ไปรับณค่ายภูเขาทอง แล้วพากันหนีไปเมืองกับทั้งบ่าวไพร่ในกองของตัว

ปรากฏในกลอนบทหนึ่งว่า

๏ จักกล่าวขับกลับเล่าเจ้าฟ้าจีด โปรดให้กีดกันกักตำหนักขัง
แต่แผ่นดินท้ายสระละบัลลังก์ เป็นโทษครั้งปิตุรงค์องค์เจ้าดำ
หลวงโกษาผลพิษณุโลก อุปโลกน์จงรักภักดีค้ำ
จึงแสร้งเสเทถ่ายอุบายทำ ลอบนำหนีโทษเป็นโสดมาฯ
ลิลิต, วัลลภิศร์ สดประเสริฐ (2543)[97]

เมื่อมาถึงแล้วไม่พบเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าเมือง จึงมีแผนหมายจะยึดเมืองพิษณุโลกโดยคิดหลอกให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เข้าใจผิดว่าเพื่อรักษาเมืองให้มั่นคง จึงเรียกขุนนางในเมืองสั่งความว่าตนจะเป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อเจ้าฟ้าจีดขึ้นนั่งเมืองพิษณุโลก จึงได้แอบเข้าเก็บริบทรัพย์สินเงินทองและยังจุดเพลิงเผาจวนเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ทิ้งเสีย[98][99] ชาวเมืองต่างไม่มีผู้ใดกล้าสู้ด้วยเห็นว่าเป็นเจ้านาย ซึ่งหลวงโกษา (ยัง) ทหารเอกของเจ้าพระยาพิษณุโลกคิดเห็นชอบกับเจ้าฟ้าจีดด้วยเหตุว่าเป็นเจ้านายเช่นกัน แต่ญาติของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เห็นการณ์ ท่านผู้หญิงเชียง[100][101] ภริยา พร้อมด้วยพรรคพวกและบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งแอบหนีลงเรือขึ้นไปยังเมืองสุโขทัย เพื่อนำความไปแจ้งกับเจ้าพระยาพิษณุโลก เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงเลิกทัพกลับมารวบรวมผู้คนแถวเมืองพิจิตรได้มากแล้วจึงตั้งค่ายเตรียมรบกับพวกเจ้าฟ้าจีดที่ท้ายเมืองพระพิศณุโลก[102] รบกันหลายเพลาจนกระทั่งพวกเจ้าฟ้าจีดแตก เจ้าฟ้าจีดสั่งให้ทหารเตรียมรบป้องกันเมืองแต่ทหารกลับไม่ต่อสู้ใด ๆ เพราะทหารในเมืองต่างก็นับถือเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เมื่อทหารจับตัวเจ้าฟ้าจีดได้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงว่ากล่าวติเตียนแล้วจับใส่กรงส่งตัวไปยังพระนคร เมื่อมาถึงบริเวณทุ่งสากเหล็กเขตเมืองพิจิตร ฝ่ายผู้คุมทัพรู้ว่ามีพม่าตั้งทัพที่บ้านกูบและที่เมืองนครสวรรค์จึงลงไปพระนครไม่ได้ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงสั่งให้ทหารจับตัวเจ้าฟ้าจีดไปถ่วงน้ำที่เกยชัยบริเวณน้ำน่านและน้ำยม บรรดาพรรคพวกก็เอาไปประหารเสีย ส่วนหม่อมเจ้าหญิงฉิมมิได้ทรงต้องโทษด้วยให้ตกเป็นเชลยอยู่ในเมืองพระพิษณุโลก[103] (ภายหลังเป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) รวมทั้งท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ) (นามเดิม: ทองคำ) และบุตรธิดาก็อยู่ในความปกครองของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ด้วยเช่นกัน[104][105] ในระหว่างที่เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กลับมาปราบเจ้าฟ้าจีด พม่าถือโอกาสยกทัพล่วงเลยจากสุโขทัยมานครสวรรค์ลงมายังกำแพงเพชร หมายจะรุกรานกรุงต่อไป พม่าไม่กล้าเข้าโจมตีเมืองพิษณุโลก[106][107] เมืองพิษณุโลกจึงมิได้เสียเมืองแก่พม่า[108][109] (ทางไทยกล่าวว่า "...ทำนองเจ้าพระยาพิศณุโลกจะเปนคนเข้มแข็ง จึงรักษาเมืองพิศณุโลกไว้ได้..." แต่ทางพม่ากล่าวว่าพม่าได้เมืองพิษณุโลกด้วย)[110] ดังปรากฏใน มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า (ฉบับแปล) ความว่า "...แลทราบว่าแม่ทัพพม่าได้ตั้งค่ายอยู่ที่เมืองพิศณุโลกเป็นอันมาก..."[111]

หมายเหตุ:

1) ประเด็นเรื่องการเสียเมืองพิษณุโลก

เนเมียวสีบดีพร้อมกองทัพพม่า 40,000 นาย(เหตุการณ์ขณะนั้นอ้างถึงประชุมพงศาวดารภาคที่ 6 เรื่องไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า ตอน คราวเสียกรุงครั้งหลัง) เดินทางมาจากเชียงใหม่มาทางเมืองสวรรคโลก และเมืองสุโขทัย ซึ่งหัวเมืองเหนือพระเจ้าเอกทัศโปรดให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รักษาหัวเมืองอยู่ (ยังคงอยู่ที่หัวเมืองพิษณุโลก) เมื่อกองทัพพม่าเริ่มตีได้เมืองสวรรคโลกเข้ามา เจ้าพระยาพิษณุโลก จึงยกทัพไปช่วยเมืองสุโขทัย ในระหว่างนี้เจ้าฟ้าจีดถือโอกาสตั้งเป็นเจ้าเมืองเสียเอง เจ้าพระยาพิษณุโลกทราบข่าวจึงกลับมาปราบเจ้าฟ้าจีดจนสำเร็จและตั้งทัพรักษาเมืองพิษณุโลกไว้ เมืองสุโขทัยต้านทัพพม่าไม่ไหวจึงเสียเมืองให้พม่าเพราะเจ้าพระยาพิษณุโลกนำทัพกลับไปหัวเมืองพิษณุโลกไปแล้ว เมืองที่พม่าตีได้คือเมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร (หลวงโกษา เจ้าเมืองพิจิตรมาช่วยราชการอยู่ที่หัวเมืองพิษณุโลกอยู่ก่อนจะเสียเมือง) หลังจากนั้นกองทัพเนเมียวสีหบดีจึงมารวมที่เมืองนครสวรรค์เคลื่อนทัพผ่านสิงบุรีห์ลงไปตั้งกองทัพอยู่ที่ วัดป่าฝ้าย ชานกรุงศรีอยุธยา(อ้างถึงพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา)

'ข้อสันนิษฐาน: หากพม่าตีเมืองพิษณุโลกได้'

1.1) เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ไม่อาจมีกำลังไพร่พลพอที่จะตั้งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้ วิธีพม่ายกทัพเข้ามาในครั้งนี้ปรากฏในพงศาวดารพม่าที่กำหนดไว้เป็นอุบายไว้คือ "...ถ้าเมืองไหน หรือแม้แต่ตำบลบ้านไหนต่อสู้ พม่าตีได้แล้ว เก็บริบทรัพย์สมบัติเอาจนหมด ผู้คนก็จับเปนเชลยส่งไปเมืองพม่า แล้วให้เผาบ้านช่องเสียไม่ให้เหลือ ถ้าบ้านไหนเมืองไหนเข้าอ่อนน้อมต่อพม่าโดยดี พม่าให้กระทำสัตย์แล้ว ไม่ปล้นสดมภ์เก็บริบทรัพย์สมบัติ เปนแต่เรียกเอาเสบียงอาหารผู้คนพาหนะมาใช้สรอยการทัพตามแต่จะต้องการ..." เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) คงมิอาจเข้าอ่อนน้อมพม่าให้เสียเมืองแต่โดยดี

1.2) ทัพเนเมียวสีบดีอาจเสียกำลังพล มีกำลังไม่เพียงพอที่จะตีหัวเมืองล่างๆ เมืองพิษณุโลกอีกจำนวนมากเพราะกองทัพของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เข้มแข็งมาก (ข้อมูลพงศาวดารของไทยและของพม่าขัดแย้งกัน ไม่อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายใดถูกต้องกว่าใคร)

2) การขอไปปลงศพมารดาของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

การเลิกทัพกลับเมืองพิษณุโลกมีความขัดแย้งกัน ดังนี้

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า เมื่อพม่าเข้าตีหัวเมืองเหนือ กรมการฝ่ายเหนือจึงแจ้งข่าวต่อกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศจึงโปรดให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ยกทัพไปตีพม่า ในขณะเดียวกันหลวงโกษา (ยัง) ก็พาเจ้าฟ้าจีด และกองทัพของหลวงโกษา (ยัง) คุมอยู่นั้น หนีกลับเข้าเมืองพิษณุโลกเท่านั้น แต่ทัพเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ไม่ได้กลับเข้าเมืองมาด้วย

ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ กล่าวตรงกันว่า เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เลิกทัพกลับไปเมืองพิษณุโลกโดยขอกราบทูลเพื่อลาไปปลงศพมารดา ทั้งนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ให้ความเห็นสอดคล้องกับประเด็นนี้ไว้ว่า[112] การขอทูลลาไปปลงศพมารดาของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่จะทิ้งกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและอนาคตทางการเมืองของตนเอง รวมทั้งการได้เป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยา

สุรินทร์ เทพกาญจนา และรง ทัศนาญชลี กล่าวว่า "เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ไปราชการศึกเพื่อป้องกันหัวเมืองฝ่ายเหนือมากกว่า แต่อาจจะถือโอกาสกราบบังคมทูลขออนุญาตปลงศพมารดาเมื่อเสร็จราชการแล้วก็เป็นได้ แต่พวกราชสำนักในกรุงศรีอยุธยาซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ใครได้ดีก็คงจะแพร่ข่าวเรื่องไปทำศพมารดาให้แพร่หลายและปิดข่าวราชการสำคัญนั้นเสียเพื่อให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เสียหาย"[113]

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำริในเชิงอรรถไว้ว่า "ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เจ้าพระยาพิษณุโลกทูลลากลับไปปลงศพมารดาเห็นว่าจะไม่เป็นได้ เพราะเป็นเวลามีศึกสงคราม"[89]

ความเกี่ยวข้องกับสภาพจลาจลหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองแก้ไข

การหลบหนีของพระญาติพระวงศ์สู่เมืองพิษณุโลกแก้ไข

เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน นพศก ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่าจวนจะเสียแก่ข้าศึก โดยมีทัพ “เนเมียวสีหบดี” กับทัพ “มังมหานรธา” เข้ารุกรานกรุงศรีอยุธยา[114] สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) เจ้าจอมมารดามา และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา[115] ทรงหลบหนีไปอยู่เมืองพิษณุโลก ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นเจ้าเมืองอยู่โดยมี นายทองขวัญและนายแย้ม บุตรของหลวงรักษ์เสนา (จำรัส) เป็นผู้ติดตามมาด้วย[14] สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกเป็นพระสหายเก่าของเจ้าพระยาพิษณุโลก[14] จึงได้รับต้อนรับอย่างดีถึงกับสถาปนาบรรดาศักดิ์แก่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ขณะนั้นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกทรงมีราชทินนามว่าออกพระอักษรสุนทรศาสตร์ กรมมหาดไทย)[75] เป็นอัครมหาเสนาบดี[116] ตำแหน่งสมุหนายกแคว้นพิษณุโลก มีราชทินนามว่า เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ ศักดินา 10000 พร้อมเครื่องยศขุนนางอย่างเสนาบดีในกรุง[117][118] ดังปรากฏใน พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงเซอร์ ยอน เบาริง (1969:62 - 63) ความว่า[119]

บรรพบุรุษของพระองค์เดิมเป็นชาวมอญอยู่ในกรุงหงสาวดี ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อตอนสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ ท่านผู้นี้คือ พระยาเกียรติ ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่วัดขุนแสน ได้มีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงโกษาปานในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ โดยเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ต่อมาลูกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนกรุงศรีอยุธยาแตก และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอักษรสุนทรเสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ 4 เป็นชาย ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นปู่ของพระองค์ท่าน

และตั้งนายทองขวัญ ผู้ติดตาม เป็นนายชำนาญ (กระบวน) นายเวรกรมมหาดไทย เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกจนสวรรคตก่อนที่จะเสียกรุง เนื่องจากทรงพระประชวร[75][120] ปรากฏในอภินิหารบรรพบุรุษ งานนิพนธ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ ว่า[121][122]


"...ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดินพระพิษณุโลก ก็กระทำการฌาปนกิจเผาศพตามตำแหน่งยศเสนาบดีเสร็จ คุณบุญมากับพระบุตร ท่านได้เก็บพระอัฐิกับมหาสังข์อุตราวัฏของท่านไว้ภายหลังได้นำเข้ามา ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็นสำคัญ..."

ต่อมามีการตั้งชุมนุมขึ้นทั้งหมด 8 ชุมนุม[123] แบ่งเป็นชุมนุมขนาดใหญ่ 5 ชุมนุม ชุมนุมขนาดย่อม 2 ชุมนุม และชุมนุมชนชาติอื่น 1 ชุมนุม ดังนี้

ชุมนุมขนาดใหญ่ 5 ชุมนุม

ชุมนุมขนาดย่อม 2 ชุมนุม

  • ชุมนุมหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง) ที่ จ.สมุทรสงคราม ก่อนจะรวบเข้ากับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่กรุงธนบุรี ภายหลังปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงรัตนโกสินทร์
  • ชุมนุมนายบุญส่งและพระยาธนบุรี ตั้งอยู่ที่เมืองธนบุรี

ชุมนุมชนชาติอื่น 1 ชุมนุม

  • ชุมนุมสุกี้ (ชุมนุมชนชาติมอญ) หรือนายทองสุก ตั้งอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น (ปัจจุบันคือพื้นที่ ต.พุทเลา และ ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา)

การสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แก้ไข

ครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงคิดตั้งตนเป็น พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อกลางปีชวดสัมฤทธิศกตรงกับ พ.ศ. 2311[124] และยกเมืองพระพิษณุโลกขึ้นเป็นพระมหานครเป็นรัฐเอกราชของสยามแห่งใหม่เพื่อสร้างฐานราชการบ้านเมืองให้มั่นคงเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา[15] จึงแต่งตั้งข้าราชการขุนนางขึ้นครบทุกตำแหน่ง โดยแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดี เสนาบดีจตุสดมภ์ 4 กรม ตั้งอัฐมนตรี 8 ฝ่าย และตั้งภริยาบุตรหลานที่อยู่เมืองพระพิษณุโลกขึ้นเป็นเจ้านายโดยทั่วถึงกัน พร้อมจัดพิธีราชาภิเษกตามจารีตประเพณีอาณาจักรอยุธยาเป็น พระเจ้าพิษณุโลก มีฐานะเป็น พระมหากษัตริย์แห่งกรุงพระพิษณุโลก และใช้พระราชวังจันทน์เป็นที่ประทับ ขาดแต่ยังไม่มีพิธีแห่เลียบพระนคร ส่วนคำสั่งให้บังคับใช้ว่า พระราชโองการ ทั้งทรงพระราชยานผูกแปด มีองครักษ์ตามเสด็จหน้าหลังอย่างมีแบบแผนตามจารีตประเพณีพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งจัดบ้านเมืองคอยท่าจะรับกองทัพพม่าเลยมาตีกรุงพิษณุโลก

ปรากฏใน พงษาวดารกรุงศรีอยุทธยาภาษามคธ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ว่า "บรรดาชนทั้ง ๔ นั้น พระยาพิษณุโลกที่อยู่ในเมืองพิษณุโลกนั้น ชนทั้งหลายรับพระโองการแล้ว ก็ให้ยกเสวตรฉัตรทำการราชาภิเสก..."[125] และในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า "...แต่เหตุพะม่าตั้งพระนายกองไว้รั้งเมือง แลผู้ครองเมืองเอก, โท, ตรี, จัตวา บรรดาซึ่งขึ้นแก่กรุงเทพฯ นั้น ชวนกันกําเริบอหังการ ตั้งตัวเป็นใหญ่ ให้รับพระโองการเป็นหมู่เป็นเหล่ากัน จึงบังเกิดโจรภัย ทุพภิกขภัยต่าง ๆ สัตว์ทั้งปวงอนาถาหาที่พึ่งมิได้..."[126][127] นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า "การตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ของเจ้าพระยาพิษณุโลกไม่สามารถที่จะใช้ความเป็นเจ้าเมืองพระยามหานครดำเนินการทางการเมืองได้ เพราะสถานะนี้ไม่มีความหมายนอกเขตเมืองพิษณุโลก ในขณะที่เจ้าพระยาพิษณุโลกต้องการจะมีอำนาจเหนือหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะของตนเป็นพระมหากษัตริย์"[128]


รายชื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งตามที่มีหลักฐานปรากฏไว้ มีดังนี้
รายชื่อบุคคล/ขุนนาง ตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง หมายเหตุ
ท่านผู้หญิงเชียง พระอัครมเหสี ภริยาเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)
พระอินทร์อากร พระมหาอุปราชที่กรมพระราชวังบวร[129] น้องชายเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)
พระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) อัครมหาเสนาบดี ที่สมุหนายก[130] เป็นที่ปรึกษาราชการบ้านเมือง
พระยาไชยบูรณ์ (จับ) ปลัดเมืองพระพิษณุโลก
หลวงโกษา (ยัง) ราชองครักษ์
นายทองขวัญ นายชำนาญ นายเวร กรมมหาดไทย ผู้ติดตามพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี)
นายยิ้ม เสมียน กรมมหาดไทย
นายแย้ม เสมียน กรมมหาดไทย ผู้ติดตามพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี)

การต่อต้านจากพระเจ้าตากสินจากบันทึกจดหมายเหตุประวัติศาสตร์จีนแก้ไข

จากหลักฐาน หอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของจีนของพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง[131] มีบันทึกเกี่ยวกับพระราชสาส์นที่ส่งจากสยาม นับตั้งแต่ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2310 พระยาตาก (สิน) ได้เข้าควบคุมเมืองระยอง เมืองชลบุรี เมืองจันทบุรี และตราดได้แล้วนั้น ราวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตาก (สิน) ทำพิธีราชาภิเษกในปีกุน พ.ศ. 2310[note 8] ได้แต่งพระราชสาส์นจำนวน 3 ฉบับ โดยใช้พระนามว่า "กานเอินชื่อ" (จีน: 甘恩敕)[132] ฉบับแรกเป็นพระราชสาส์นถวายพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง (จีน: 乾隆) อีก 2 ฉบับเป็นพระราชสาส์นถึง "หลี่ชื่อเหยา" (จีน: 李侍堯) ข้าหลวงมณฑลกวางตุ้งและกวางสี และอุปราชแห่งเหลียงกวง[133] โดยให้ส่งผ่านพ่อค้าชาวกวางตุ้ง ชื่อ "เฉินเหม่ย" (จีน: 陳美) ผ่านเรือสินค้าจากสยามไปเมืองจีนเข้าเทียบที่มณฑลกวางโจว[134] เนื้อความในพระราชสาส์นทั้ง 3 ฉบับ เป็นรายงานสถานการณ์สยามว่า พลเมืองชาวสยามถูกทัพพม่าเข้ารุกรานจนกรุงศรีอยุธยาได้พ่ายให้กับกองทัพพม่า รวมทั้งราชวงศ์บ้านพลูหลวงได้สิ้นสุดลง พระยาตากสินได้รวบรวมกำลังไพร่พลจนขับไล่พม่าที่เมืองจันทบุรีและตราดออกไปได้ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 รวมทั้งการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์ ในขณะเดียวกันเจ้าเมืองผู้ปกครองหัวเมืองอื่น 3 เมืองไม่ยอมอ่อนน้อมต่ออำนาจของพระเจ้าตากสิน ปรากฏว่ามี เมืองพิษณุโลก หรือ "หูซื่อลู่" (Fu Si lu)[135] (จีน: 扶世祿)[136] เมืองนครศรีธรรมราช หรือ "ลู่คุน" (จีน: 祿坤) และเมืองนครราชสีมา หรือ "เกาลี่ "(จีน: 高烈) และมีพระประสงค์ขอให้ราชสำนักจีนรับรองสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ของพระเจ้าตากสิน[135]

 
หลี่ชื่อเหยา (จีน: 李侍堯) อุปราชแห่งเหลียงกวง (พ.ศ. 2310 - 2320) ผู้นำพระราชสาส์น กานเอินชื่อ (พระเจ้าตากสิน) และ หูซื่อลู่ (พระเจ้าพิษณุโลก เรือง) ขึ้นถวายพระจักรพรรดิเฉียนหลงเมื่อ พ.ศ. 2311

ในปีเดียวกัน พระเจ้าพิษณุโลก (เรือง) (ในประวัติศาสตร์จีนเอ่ยตำแหน่งพระนามว่า 魯安國王 (King Ruang) หรือ 彭世洛的倫王 (King Ruang of Phitsanulok)[137] )[138] ทรงแต่งพระราชสาส์น โดยใช้พระนามว่า "หูซื่อลู่" (Fu Si lu) (จีน: 扶世祿) ถวายพระจักรพรรดิเฉียนหลง เพื่อขอให้พระองค์ทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องของกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากพระมหากษัตริย์พระองค์เดิมที่สิ้นพระชนม์ในระหว่างสงคราม และต่อต้านการสถาปนาของ พระเจ้าตากสิน หรือ เจิ้นเจ้า เช่นกัน[139] โดย "หลี่ชื่อเหยา" ข้าหลวงมณฑลกวางตุ้งและกวางสี ได้นำความในพระราชสาส์นทั้งหมดขึ้นถวายฎีกาแด่พระจักรพรรดิเฉียนหลงเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2311[132]

เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2311 ราชสำนักจีน ให้การปฏิเสธสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ การอ้างสิทธิในราชบังลังก์สยาม รวมทั้งเครื่องบรรณาการของพระเจ้าตากสิน[140] และยังปฏิเสธการช่วยฟื้นฟูสยาม[131] พระจักรพรรดิเฉียนหลงทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างรุนแรงว่า[135][131] "กานเอินชื่อ" เดิมอาศัยในแผ่นดินเมืองจีนไม่มียศศักดิ์ ได้แล่นเรือข้ามทะเลไปเป็นข้าหลวงรับใช้พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ในเวลานี้นั้นกรุงสยามถูกทำลายสิ้น พระเจ้ากรุงสยามสิ้นพระชนม์ กานเอินซื่อ บังอาจแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ระส่ำระสายในยามนี้ ทั้งยังลืมพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ไม่แสวงหาแต่งตั้งรัชทายาทของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามเพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง กลับสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้ปกครองแผ่นดินสยามและยังขอให้ราชสำนักจีนยอมรับสถานะเพื่อให้มีอำนาจเหนือผู้อื่น ช่างบังอาจยิ่งนัก ประการหนึ่ง ท่านเป็นชาวจีนย่อมรู้ดีถึงคุณธรรม จริยธรรม เป็นธรรมะสูงสุด ไม่รู้คำสอนเหล่านี้เลยหรือ รวมทั้งพระราชสาส์นพระเจ้าพิษณุโลก (เรือง) ทำให้พระจักรพรรดิเฉียนหลงทรงทราบว่า ยังมีผู้ปกครองอิสระในกรุงสยามอีก 3 เมือง[141] เป็นอีกสาเหตุที่พระจักรพรรดิจีนไม่ยอมรับสถานะพระเจ้าตากสินว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของกรุงศรีอยุธยา[142] เพราะพระองค์ยังไม่สามารถปราบปรามรัฐอิสระเล็กๆ ได้ ส่วน "หลี่ชื่อเหยา" ข้าหลวงมณฑลกวางตุ้งและกวางสี แสดงท่าที ว่าการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าตากสิน เป็นการกระทำที่เย่อหยิ่ง[132] ในที่สุดพระจักรพรรดิเฉียนหลงจึงมีพระราชดำรัสแก่ "หลี่ชื่อเหยา" ว่า "所有取道海洋一说,竟可不复置议" (คำแปล: สุดโพ้นทะเลก็มิอาจถกเถียงได้อีกแล้ว) ให้ยุติการถกเถียงเรื่องนี้[143]

นอกจากนี้ หลักฐานจากหอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของจีน ยังแสดงให้เห็นว่า เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ผ่านพิธิราชาภิเษกมาแล้วและมีพระชนม์อย่างน้อย 6 เดือน สอดคล้องกับหลักฐาน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธ ฉบับ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน โดย ธีระวัฒน์ แสนคำ ได้สันนิษฐานไว้ว่า "เจ้าพระยาพิษณุโลกไม่ได้ถึงแก่พิราลัยหลังจากประกาศตนเป็นพระมหากษัตริย์ได้ 7 วันอย่างแน่นอน ความในส่วนนี้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์น่าจะมีความน่าเชื่อถือกว่า"[54]

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)แก้ไข

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นชุมนุมของขุนนางตามระบบจารีตของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลก มีฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ เป็น พระเจ้าพิษณุโลก[144] ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ถือเป็นชุมนุมหัวเมืองเหนือที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่บนฝั่งลำน้ำน่าน มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์และปากน้ำโพครอบคลุม 7 มณฑล คือ 1. เมืองพิษณุโลก (เมืองสรลวงสองแคว) 2. เมืองสุโขทัย (นครไทย) 3. เมืองศรีสัชนาลัย (เมืองสวรรคโลก หรือเมืองเชลียง หรือเมืองเชียงชื่น) 4. เมืองกำแพงเพชร (รวมเมืองนครชุม) 5. เมืองพิจิตร (รวมเมืองปากยม) 6. เมืองพระบาง และ 7. เมืองทุ่งยั้ง (เมืองพิชัย) หลังจากตั้งตนเองเป็นผู้นำชุมนุมแล้วได้มีบรรดาข้าราชการเก่ากรุงศรีอยุธยามาสวามิภักดิ์ด้วยหลายนายเนื่องจากเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นผู้มีความสามารถในการสู้รบ เป็นขุนนางเก่าแก่ชั้นสูงในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีผู้นับถืออยู่มาก ดังปรากฏในพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า "...คงเปนเพราะเปนผู้มีชื่อเสียงเกียรติยศดังกล่าวมานี้ จึงมีผู้นิยมนับถือมาก แม้ข้าราชการเก่าในกรุงศรีอยุทธยาก็ไปเข้ากับเจ้าพิศณุโลกมากด้วยกัน..."[145] หลังจากผ่านพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จ พระเจ้าพิษณุโลก (เรือง) ต้องการมีอำนาจหัวเมืองเหนือทั้งหมด จึงได้ยกทัพไปตีชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่แพ้ไม่ชนะกัน ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า[146] "...แลเจ้าพิศณุโลกยกพลทหารออกต่อรบเปนสามารถ ทัพฝางจะหักเอาเมืองมิได้ แต่รบกันอยู่ประมาณหกเดือน ทัพฝางก็พากันเลิกกลับไปเมือง..."

 
ภาพแสดงที่ตั้งชุมนุมต่าง ๆ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง (พ.ศ. 2310)
1. ชุมนุมเจ้าพระฝาง (สีม่วง)
2. ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) (สีเขียว)
3. ชุมนุมเจ้าพิมาย (สีเหลือง)
4. ชุมนุมพระยาตาก (สีแดง)
5. ชุมนุมเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) (สีชมพู)

เมื่อ พ.ศ. 2311 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข้อมูลจากเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) เกี่ยวกับเจ้าพระยาพิษณุโลก ราวเดือนตุลาคม ฤดูน้ำหลากจึงยกทัพด้วยกำลังพล 15,000 นาย ไปปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นชุมนุมแรกซึ่งเป็นชุมนุมใหญ่ เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงได้ให้หลวงโกษา (ยัง) ยกกองทัพมาตั้งรับที่ตำบลเกยชัย เขตเมืองนครสวรรค์ คอยดักซุ่มสกัดทัพ ครั้นกองทัพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกขึ้นไปถึง ก็ได้ปะทะรบพุ่งกันอย่างสามารถ ทหารฝ่ายชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ได้ยิงปืนมาถูกพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับบาดเจ็บ จึงต้องยกทัพกลับ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ 3 บันทึกว่า

เจ้าพระพิษณุโลก (เรือง) ได้ทราบข่าวศึก จึงแต่งให้หลวงโกษา (ยัง) ยกกองทัพลงมาตั้งรับ ได้รบกันเป็นสามารถ ข้าศึกยิงปืนมาต้องพระชงฆ์ข้างซ้าย จึงให้ล่าทัพหลวงกลับมายังกรุงธนบุรี

ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า[147]

พระยาพิษณุโลกรู้ประพฤติเหตุ แต่งพลทหารให้หลวงโกษา (ยัง) ยกออกมาตั้งรับ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จนำพลทั้งปวงเข้ารณรงค์ด้วยข้าศึกครั้งนั้น ฝ่ายข้าศึกยิงปืนมาดังห่าฝนต้องพระชงฆ์เบื้องซ้าย เลียบตัดผิวพระมังสะไปจึงให้ลาดทัพกลับยังกรุงธนบุรี

พระยาศรีสัชนาลัยบดี (เลี้ยง ศิริปาละกะ) บันทึกว่า

ในปลายปีชวดนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จยกพยุหโยธาไทยจีน สรรพด้วยสรรพาวุธทั้งทางบกทางเรือ ขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้าแข็งเมืองอยู่ ได้รบกันเป็นสามารถ ข้าศึกยิงปืนกระสุนปืนเฉียดขาเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ซึ่งนั่งเรือหน้าพระที่ นั่งผ้านุ่งขาด กระสุนเลยไปต้องพระองค์เบื้องซ้าย จึงได้ล่าทัพกลับพระนคร

บันทึกความทรงจำของ พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี บันทึกไว้ว่า[148][149]

ไปตีเกยชัย ถูกปืนไม่เข้า

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นับเป็นชุมนุมใหญ่ชุมนุมแรกที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปตีแล้วไม่สำเร็จ[150] ต่อมา "พระเจ้าพิษณุโลก" ก็เสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีละลอกในคอ[151] เมื่อเดือน 11 ปีชวดสัมฤทธิศก ตรงกับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2311 มีเหตุสืบเนื่องจากก่อนใกล้จะเสียกรุงครั้งที่ 2 ปรากฏว่าเกิดโรคระบาดในกรุงศรีอยุธยา[152][153] และมีผู้คนจากกรุงศรีอยุธยาเข้าไปรวมกับชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จำนวนมาก โดยเหตุการณ์เสด็จสวรรคตนี้ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวแตกต่างกันออกไป เช่น

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธ ฉบับ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตอน แผ่นดินพระยาพิศณุโลก กล่าวว่า[154][155][156][157]

พระยาพิษณุโลกอยู่ในราชสมบัติ 6 เดือน พระชนมายุได้ 49 ปี ก็เสด็จสวรรคตไปตามยถากรรม

ในบทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรื่อง งานสร้างชาติไทย กล่าวว่า[13]

เจ้าพิษณุโลก (เรือง โรจนกุล) ประกาศตนเป็นกษัตริย์ ครองพิษณุโลกมหานคร รบกับคณะเมืองสวางคบุรี ๓ ครั้ง ไม่แพ้ไม่ชะนะกัน ครองราชสมบัติอยู่ ๖ เดือนก็พิราลัยราวเดือน ๑๑ (ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทรงนำกองทัพเรือกู้ชาติเข้ามาปราบพะม่ากรุงเก่า ๑ เดือน) ศิริชนมายุ ๔๙ พรรษา

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ฉบับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวขัดแย้งกันว่า[158]

ในปีชวด สัมฤทธิศกนั้น ฝ่ายเจ้าพระพิษณุโลกเรืองเมื่อมีชัยชพนะแก้ข้าศึกฝ่ายใต้แล้ว ก็มีน้ำใจกำเริบถือตัวว่ามีบุญญาธิการมาก จึงตั้งตัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรับพระราชโองการ อยู่ได้ประมาณเจ็ดวัน ก็บังเกิดวัณโรคขึ้นในคอถึงพิราลัย

เรื่องปฐมวงศ์ พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กล่าวขัดแย้งว่า[159]

เจ้าเมืองพระพิษณุโลกนั้นมีจิตกำเริบ บังคับให้ทอดโฉนดบาดหมายอ้างบังคับของตนเรียกว่า พระราชโองการโดยไม่มีการพิธีราชาภิเษก อยู่ได้ ๗ วัน ก็ถึงแก่พิราลัย

พระอินทร์อากร น้องชายของเจ้าพระยาพิษณุโลกซึ่งเป็นปลัดเมืองอยู่เดิม จึงได้ขึ้นครองเมืองแทน แต่ไม่ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์ ภายหลังเมืองพิษณุโลกอ่อนแอลงเนื่องจากพระอินทร์อากรไม่ชำนาญการรบ เป็นคนธรรมะธรรมโม ชอบเข้าวัดฟังเทศน์ทำบุญอยู่เป็นนิตย์ และไม่เป็นที่นิยมของชาวเมืองและบรรดาข้าราชการ[160] แต่อย่างไรก็ตามมีหลายหลักฐานที่ไม่ได้ปรากฏนามของ พระอินทร์อากรและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มีบางหลักฐานปรากฏว่าพระอินทร์อากรถูกเจ้าพระฝาง (เรือน) จับต้องโทษจนเสียชีวิต ต่อมาชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงอ่อนแอลงจึงเกิดไส้ศึกมีชาวเมืองเปิดประตูเมืองรับทัพเจ้าพระฝางเข้าเมือง[161] เนื่องจากทัพเจ้าพระฝางมาล้อมเมืองพิษณุโลกได้ 2 เดือนจนบ้านเมืองเกิดความอดอยาก ส่งผลให้เกิดการรุกรานของชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ขึ้นจนตีเมืองเมืองพิษณุโลกแตกไปในที่สุด บรรดาขุนนางและชาวเมืองพิษณุโลกที่หนีออกมาได้จึงหนีไปพึ่งเป็นบริวารของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ดังปรากฏในจดหมายเหตุโหร[162] ความว่า "ปีชวด จ.ศ. ๑๑๓๑ เมืองพิษณุโลก เมืองพิจิตร แตกมาสู่โพธิสมภาร..."

ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) เป็นชุมนุมของกบฏไพร่ ตั้งอยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี (เมืองฝาง) มีอาณาเขตทางเหนือถึงหัวเมืองแพร่และน่าน เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมระหว่างสยาม ล้านนา และล้านช้าง และอาณาณาเขตทางใต้ถึงหัวเมืองอุทัยธานี[163] รุกล้ำเข้าแดนเมืองชัยนาท ดังปรากฏ "ด้วยเหล่าร้ายนั้นยกลงมาตระเวน ตีเอาข้าวปลาอาหาร เผาเรือนเสียหายหลายตำบล ไพร่บ้านพลเมืองได้รับความแค้นเคืองขัดสน”[164] ซึ่งอาณาเขตทางใต้ได้มาจากการที่ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ผนวกกับชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าพระฝาง (เรือน) ถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนอาสัตย์อาธรรมฝ่ายเหนือ” เพราะเป็นพระภิกษุที่ย่ำยีพระธรรมวินัย

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง "เที่ยวตามทางรถไฟ"[165] กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า เมื่อพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา ยกกองทัพมาทางเมืองกาญจนบุรี 1 ทาง ทางเมืองเชียงใหม่ 1 ทาง พม่าไม่กล้าไปตีเมืองพิษณุโลก ยกหลีกเลยมาทางเมืองสุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลกยกกองทัพติดตามไปตีพม่า กำลังรบกันอยู่ทางเมืองพิษณุโลกมีพวกไทยด้วยกันชิงเมือง (หมายถึงเจ้าฟ้าจีด) เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงล่าทัพกลับไปรักษาเมืองตามเดิม ครั้นไม่มีพระราชาธิบดีปกครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลกตั้งชุมนุม เจ้าพระฝางยกกองทัพมาตีเมืองพิษณุโลก ต้องล้อมเมืองอยู่ 7 เดือนตีไม่ได้เมืองจึงล่าทัพกลับไป

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมายกกองทัพหมายจะตีเมืองพิษณุโลกแต่ก็ถูกปืนต้องล่าทัพกลับ เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ทำพิธีราชาภิเษกตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่เผอิญเกิดโรคที่ในคอ พอราชาพิเษกได้ 7 วันก็ถึงแก่พิราลัย เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเห็นว่ายกตนเกินวาสนา เมืองพิษณุโลกจึงอ่อนแอลง เจ้าพระฝางได้ยกทัพมาอีกตั้งล้อมอยู่ 2 เดือนก็ได้เมืองพิษณุโลก

หมายเหตุ: หลวงโกษา (ยัง) เดิมเป็นเจ้าเมืองพิจิตร เป็นขุนนางที่สนิทสนมกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ซึ่งมาช่วยราชการในการสู้รบเสมอ หลังจากเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รวบหัวเมืองและตั้งชุมนุมแล้วจึงแต่งตั้งให้หลวงโกษา (ยัง) เป็นทหารของตนเอง หลังจากชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) พ่าย จึงหลบหนีไปเมืองสวางคบุรีไปเป็นทหารของชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน)

การปราบหัวเมืองเหนือ และการฟื้นฟูสู่กรุงธนบุรี พ.ศ. 2313แก้ไข

พ.ศ. 2313[148] ตรงกับวันเสาร์เดือน 8 แรม 14 ค่ำ เดือนมิถุนายน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตี ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) และพม่า หัวเมืองเหนืออีกครั้งโดยแบ่งเป็น

  • 1. ทัพหลวงเป็นทัพเรือ กำลังพล 12,000 นาย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปถึงพิษณุโลกก่อนทัพบก 9 วัน ตีเมืองพิษณุโลกไปก่อน
  • 2. ทัพบกที่ 1 กำลังพล 5,000 นาย ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) (ขณะนั้นทรงบรรดาศักดิ์เป็น "พระยายมราช") เป็นแม่ทัพ เดินทัพไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำน่าน ซึ่งทัพบกที่ 1 เดินทางมาถึงก่อนทัพบกที่ 2 2 วัน
  • 3. ทัพบกที่ 2 กำลังพล 5,000 นาย ให้ เจ้าพระยาพิชัยราชา (ขณะนั้นบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาพิชัยราชา") เป็นแม่ทัพ ให้เดินทัพไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำน่านบรรจบกับทัพยกที่ 1 ที่พิษณุโลก

ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) นับเป็นชุมนุมสุดท้ายที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตีได้ ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เดินทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ไปตีเมืองสวางคบุรี เมื่อทัพบกของเจ้าพระยาพิชัยราชามาถึงจึงให้รีบไปช่วยทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ตีเมืองสวางคบุรี

วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 7 ค่ำ เมื่อตีเมืองสวางคบุรีได้แล้ว มีชาวเมืองสวางคบุรีส่วนหนึ่งหนีขึ้นไปล้านนา ส่งผลให้ "โปมะยุง่วน" ขุนนางพม่าเชื้อพระวงศ์ เป็นอุปราชอาณาจักรล้านนา เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นทรงทราบสถานการณ์แล้วว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสามารถรวบรวมประเทศเป็นอาณาจักรเดียวกันเรียบร้อยแล้วนับจากวันที่เริ่มกอบกู้อาณาจักร 6 พฤศจิกายน 2310 เป็นเวลานาน 2 ปี 10 เดือน[148]

วัฒนธรรมร่วมสมัยแก้ไข

บทบาทการมีตัวตนของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รวมถึงบุคคลในครอบครัวถูกสร้างการรับรู้แก่สังคมไทยในยุคปัจจุบันผ่านวรรณกรรม งานเขียน ละคร และนวนิยายอิงประวัติศาสตร์หลากหลาย เช่น

  • สังคีติยวงศ์ เป็นวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2332 โดยสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรม กล่าวถึง เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตนขึ้นเป็นอิสระรับพระโองการให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้วทำการอภิเษกหลังจากเสียกรุงศรีครั้งที่สอง วรรณกรรมดังกล่าวเขียนเป็นภาษาบาลี ว่า "อิติ อโยชฺฌนคเร วินาสิเต ปิ ตทา อโยชฺฌวิชิเต วิสฺสณุโลกราชา จ นครสิริธมฺมราชา จ นครราชสีมาราชา จ วรนายราสี จา ติ จตสฺโส ชนา อตฺตโน อตฺตโน นคเร อิสฺสรา อเหสุ"[166] มีความหมายว่า "อโยธยนครถึงพินาศโดยประการ ดังนี้แล้ว ครั้งนั้นในแว่นแคว้นอโยธยา มีชาย ๔ คนตั้งเป็นอิสระขึ้นในนครของตนๆ คือ พระยาพิษณุโลกราช ๑ พระราชานครสิริธรรมราช ๑ พระราชานครราชสิมาราช ๑ ..."[167][168]
  • บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรื่องงานสร้างชาติไทย มีการกล่าวถึงการเกิดสงครามปะทะกันหลายครั้งระหว่างที่เจ้าพิษณุโลก (เรือง ต้นสกุลโรจนกุล) ยังมีพระชนม์อยู่[169]
  • กรุงแตก เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ประพันธ์โดย หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) หรือกิมเหลียง โดยกล่าวถึงบทบาททางการสงครามของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) คราวเสียงกรุงครั้งที่สอง และท่านผู้หญิงเชียง ภริยาของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กับคุณหญิงนิ่มนวล ในบทบาทสตรีที่เป็นผู้ต่อต้านการเข้ายึดเมืองพิษณุโลกของเจ้าฟ้าจีด[170]
  • ฟ้าใหม่[171] เป็นนวนิยายประพันธ์โดย ศุภร บุนนาค ดัดแปลงเป็นบทโทรทัศน์เมื่อ พ.ศ. 2547 กล่าวถึง เรณูนวล นำแสดงโดย พัชราภา ไชยเชื้อ บทบาทลูกสาวคนเดียวเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) และบทบาทของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นำแสดงโดย อรรถชัย อนันตเมฆ แต่ภายหลังถูกตัดออกไป
  • สายโลหิต เป็นนวนิยายประพันธ์โดย โสภาค สุวรรณ และมีการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ เมื่อคราวออกอากาศครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2561 กล่าวถึงเหตุการณ์ เกิดกบฏที่เมืองพิษณุโลกขณะเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ยกทัพไปช่วยพระยาสุโขทัย เป็นเหตุให้ต้องล่าทัพกลับเมืองพิษณุโลก[172]
  • พรหมลิขิต เป็นนิยายภาคต่อจาก บุพเพสันนิวาส ประพันธ์โดย รอมแพง ซึ่งได้เปิดเผยในงาน เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ยังคาใจจากศิลปากรสู่บุพเพสันนิวาส[173] ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ คุณเรืองและคุณริดบุตรชายของแม่การะเกดกับขุนศรีวิสารวาจาจะไปอยู่ที่เมืองพิษณุโลกพร้อมกับหมื่นเรืองราชภักดี มีกระแสทางสื่อโซเชี่ยลว่า คุณเรืองหรือหมื่นเรืองราชภักดี คนใดคนหนึ่ง อาจเกี่ยวข้องกับตำแหน่งเจ้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ที่เริ่มรับราชการในช่วงรัชกาลของพระเจ้าท้ายสระ
  • ยุคันตวาต ๒ ภาคสงครามพระเจ้าอลองพญา นิยายแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ แต่งโดย LanzaDeluz (นามแฝง) กล่าวถึงบทบาทของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตอน ราชการศึกในท้องพระโรง[174]
  • ชีวิตของประเทศ[175] เป็นนวนิยายไทยอิงประวัติศาสตร์ขนาดยาว ประพันธ์โดย วิษณุ เครืองาม เป็นนิยายที่อิงเหตุการณ์การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา การกู้แผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าตากสิน จนกระทั่งมีการสร้างไทยให้เป็นหนึ่งของแผ่นดินจนถึงรัชกาลที่ 5 กล่าวถึง เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ว่า ได้ตั้งตัวเป็นใหญ่และอภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงพิษณุโลก ได้ตั้งพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) เป็นเจ้าพระยาจักรีฝ่ายพิษณุโลก
  • สมบัติเจ้าพระฝาง[176] แต่งโดย นวลแสงทอง เป็นเรื่องราวลี้ลับอิงประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปสมัยไทยเสียกรุงแก่พม่า สมัยพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อปี พ.ศ. 2310 มีคณะกู้ชาติแตกออกเป็น 6 ก๊ก กล่าวถึง เจ้าพระยาพิษณุโลกตั้งตัวเป็นกษัตริย์
  • บุญมาพระยาเสือ[177] เป็น นิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่งโดย ปองพล อดิเรกสาร โดยนำข้อเท็จจริงที่มีอยู่ตั้งแต่ช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ยุคสมัยพระเจ้าตากสิน จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์มาปรุงแต่งใส่เรื่องราว ความรู้สึกของตัวละคร รวมทั้งวิถีชีวิตผู้คนในยุคสมัยให้มีชีวิตชีวาตามจินตนาการของผู้แต่ง นิยายเรื่องนี้มีบทสนทนาระหว่างหลวงพินิจอักษร (ทองดี) (พ่อ) กับบุญมา (บุตร) กล่าวถึง เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) สหายสนิทของหลวงพินิจอักษร (ทองดี) มีหนังสือชักชวนให้หลวงพินิจอักษร (ทองดี) ไปอยู่เมืองพิษณุโลกก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก และเหตุการณ์การปราบก๊กของพระยาพิษณุโลก (เรือง) ของพระเจ้าตากสิน
  • Yodaya Naing Mawgun[178][179] วรรณกรรมจากประเทศพม่า เป็นบันทึกของ เลตเว นอระธา (Letwe Nawrahta; 1723-1791) ข้าราชสำนักของพม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ช่วงเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง บันทึกตอนที่ 3 บทที่ 19 ถึง 27 กล่าวถึง ความแข้มแข็งของทัพพิษณุโลกและหัวเมืองเหนืออื่นๆ ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เป็นแม่ทัพฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยา[180] ว่าเป็นศัตรูที่กล้าหาญและคู่ควรกับฝ่ายพม่า ซึ่งแม่ทัพฝ่ายพม่าต้องปรับยุทธศาสตร์วิธีรบใหม่ ซึ่ง Soe Thuzar Myint ได้ถอดจากอักษรต้นฉบับภาษาเมียนมาจากใบลานเป็นภาษาอังกฤษ ความว่า "Siamese reinforcements sent from Phitsanulok and other towns were routed. The poet portrays the Siamese as a courageous foe, a worthy adversary of the Myanmar whose commanders had to resort to innovative tactics."[181]

ต้นสกุลโรจนกุลแก้ไข

โรจนกุล เป็นนามสกุลพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 6 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสกุลของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ในคราวนั้นมี พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ) กรมปลัดเสือป่า กองเสนาหลวงรักษาพระองค์ในรัชกาลที่ 6 รองเสวกเอก[182] หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) ปลัดกรมกองรายงานหนังสือไปมา กรมราชเลขานุการ[183] และนายพันโท หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก) ทหารมหาดเล็ก[184] กรมยุทธนาธิการ[185] (หรือกรมทหารบก)[186] เป็นผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามสกุล เมื่อสืบสายขึ้นไปแล้วจึงทรงพระราชวินิจฉัยใช้คำว่า "โรจนะ" รวมกับคำว่า "กุล" ให้หมายถึง ตระกูลของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามสกุลว่า โรจนะกุล (ปัจจุบันนิยมสะกดว่า "โรจนกุล") อักษรโรมัน "Rochanakul" ให้แก่ นายพันโท หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก) และรองเสวกเอก หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) พระราชทานทานเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม พ.ศ. 2456 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2456 ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ 5[187] ลำดับที่ 368 เล่มที่ 30 หน้า 1,246 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรในขณะนั้นรับสนองพระบรมราชโองการ

ลำดับสมาชิกวงศ์ตระกูลแก้ไข

สมาชิกวงศ์ตระกูลเท่าที่จะสืบได้มีดังนี้

ชั้นบรรพบุรุษ

ชั้นต้นสกุล

  • ลือ โรจนกุล (พ.ศ. 2465) ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย[188][189]
  • พจน์ โรจนกุล ผู้พิพากษาศาลมณฑลสุราษฎร์[190]
  • รองอำมาตย์โท ขุนโรจนกุลประภัทร[191] (ปอนด์ โรจนกุล) นายอำเภอ
  • ศรีชัย โรจนกุล (แป้น โรจนกุล) (ไม่ปรากฏ - พ.ศ. 2538) เสมียนตรามหาดไท และปลัดอำเภอ

มรดกแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

  1. พระราชบัญญัติปี จ.ศ. 822 มโรงนักสัตวโทศก พระไอยการอาชญาหลวง ที่ทรงตั้งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีความในบานผแนกว่า "...เมืองศรีสัชนาไลย เมืองศุกโขโทย เมืองกำแพงเพชร เมืองพิศณุโลกย์ เมืองไชยนาถบูรี แลเมืองนอกทังปวงภอเอาราชการได้..."
  2. ราชทินนามเดิมมีชื่อว่า เจ้าพระยาสรศรี [19][20][21][22] แล้วแปลงเป็น สุรศรี ต่อมาเป็น สรสีห์ กระทั่งกลายเป็น เจ้าพระยาสุรสีห์[23] มีความหมายว่า เจ้าเมืองพิษณุโลก ผู้เก่งกาจเหมือนราชสีห์[24] หรือ ราชสีห์ผู้กล้าหาญในเมืองพิษณุโลก[25] ส่วนสร้อย พิษณุวาธิราช เดิมใช้คำว่า พิศมาธิราช[26] แล้วแปลงเป็น พิศมวาธิราช บ้าง พิษัณุวาธิราช บ้าง พิศณุวาธิราช บ้าง จนกลายเป็น พิศณุวาธิราช
  3. ราชทินนามที่เขียนอีกแบบ ปรากฏชื่อว่า เจ้าพระยาสุรสีห์พิศมวาธิราช (บุญเรือง)[15]
  4. เป็นราชทินนามสำหรับเจ้าพระยาหรือพระญาติพระวงศ์ครองเจ้าเมืองชั้นเอก เมืองพิษณุโลก ปรากฏในมลเฑียรบาลเรียกว่า นา 10000 กินเมืองทั้ง 4 ฝ่าย หรือ ท้าวพระยาหัวเมืองทั้ง 4
  5. บรรดาศักดิ์เจ้าพระยาชั้นเอกของราชอาณาจักรในสมัยอยุธยา ยังแบ่งเป็นชั้นเอกอุ หรือเอกอุดม (เอกอุดม) เอกมอ หรือเอกมัธยม (เอกระดับกลาง) และเอกสอ หรือเอกสามัญ มีศักดินา 10000 เท่ากันทุกชั้น ในธรรมเนียมสมัยก่อนถือเป็นข้าทูลละอองผู้ใหญ่[29] สมุหนายกกับผู้สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก เป็นเจ้าพระยาชั้นเอกอุ เท่ากัน[30]
  6. หนังสือ "ย่ำอดีต พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับงานกู้อิสรภาพของชาติไทย" กล่าวถึง ภูมิหลังของเจ้าพระยาพิษณุโลก ความว่า "อันเจ้าพระยาพิษณุโลกเรือง ที่ยกตัวขึ้นเป็นกษัตริย์ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น เดิมเป็นนายทหารผู้มีฝีมือคนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เข้าใจว่ามีเชื้อสายเป็นเจ้าราชนิกูลผู้หนึ่งในราชวงศ์บ้านพลูหลวงของพระเพทราชา ได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ของราชวงศ์นี้ให้ขึ้นมาเป็นผู้สําเร็จราชการเมืองพิษณุโลก..."[36]
  7. พระราชกำหนดเก่า จุลศักราช ๑๑๒๑ (29 พฤษภาคม พ.ศ. 2302) ว่าด้วยอัตราค่าตั้งเจ้าเมือง ผู้รักษาเมือง ผู้รั้งเมืองและกรมการ ได้ใช้คำว่า เจ้าเมือง เฉพาะผู้ปกครองเมืองเอก คือ เมืองพิษณุโลกและเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น ส่วนเมืองโทและเมืองตรี เรียกว่า ผู้รักษาเมืองและผู้รั้งเมือง เมืองเอกอยู่อยู่ในสถานภาพพิเศษ ไม่มียุกกระบัตร[59]
  8. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง ไทยรบพม่า ไว้ในเชิงอรรถ

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. ก.ศ.ร. กุหลาบ ตฤษณานนท์. มหามุขมาตยานุกูลวงศ์ ว่าด้วยลำดับวงศ์ตระกูลขุนนางไทยทั้งสิ้นในแผ่นดินสยาม. พระนคร : สยามประเภท, ร.ศ. 124.
  2. 2.0 2.1 วิจิตรวาทการ, หลวง. กรุงแตก. พระนคร : เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2514. 240 หน้า. หน้า 117-124.
  3. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
  4. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
  5. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีสังเขป. (2516). กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์, 2516. หน้า 3. (พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพนายวิรุฬห์ บุณยรัตพันธุ์ ณ เมรุวัดระฆังโฆสิตาราม ถนนอรุณอมรินทร์ กรุงเทพฯ วันที่ 27 ตุลาคม 2516).
  6. วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ) และคณะ. จดหมายเหตุนครเชียงใหม่. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2542. 356 หน้า. หน้า 330. ISBN 974-777-218-3
  7. ซามูเอล เจ. สมิท. จดหมายเหตุสยามไสมย เล่ม 4 จ.ศ. 1247. (พิมพ์ครั้งที่ 2) . กรุงเทพฯ : สมาคมกิจวัฒนธรรม, 2548.
  8. Phangsavakara. Geschichte der Könige von Siam. p. 414.
  9. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชปรารภเรื่องพระพุทธชินราช. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2465.
  10. กระทรวงธรรมการ. พงศาวดารสยาม: ปริเฉทที่ 2 เล่มที่ 2. พระนคร : โรงพิมพ์ศุภมิตรบำรุง, 2440. 174 หน้า.
  11. 11.0 11.1 กรมศิลปากร. (2480). วารสารศิลปากร, 1(2), 128-129.
  12. ศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ), พระยา. นิพนธ์ของพระยาศรีภูริปรีชา. พระนคร : โรงพิมพ์ไทย, 2463. 102 หน้า.
  13. 13.0 13.1 กรุงธนบุรี, สมเด็จพระเจ้า (แต่ง), วิจิตรวาทการ (วิจิตร), หลวง (บรรณาธิการ), กี อยู่โพธิ์ (ชำระ). บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. (พิมพ์ครั้งที่ 1). พิมพ์ในงานศพนายอาคม อินทรโยธิน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 ชูศักดิ์ ศรีเพ็ญ, พลโท, และคณะ. บันทึกพระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) "เล่าให้ลูกฟัง". สืบค้น เมษายน, 2555
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 ประยุทธ สิทธิพันธ์. ต้นตระกูลขุนนางไทย. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2505. 544 หน้า. หน้า 127.
  16. มานพ ถนอมศรี. เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) : ราชทูตแห่งพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามต้นราชวงศ์พระบรมมาราชจักรี. (พิมพ์ครั้งที่ 1).กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ, 2533. 68 หน้า. หน้า 41.
  17. ละออง ศรีสุคนธ์. เที่ยวเมืองไทย 71 จังหวัด เล่มที่ 1. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2508.
  18. พิเศศ บูรณะสมบัติ. 2547. ประวัติศาสตร์การปกครองของไทย (ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกถึงเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475). กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1977).
  19. จดหมายเหตุโหรฉบับรามัญ
  20. ศิลปากร เล่มที่ 1 ฉบับที่ 2. พระนคร : กรมศิลปากร, 2480.
  21. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๒ เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม: จากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537. 423 หน้า. หน้า 115. ISBN 974-419-025-6
  22. ประชา นิยมวงศ์. บันทึกหลักฐานและเหตุการณ์ สมัยกรุงเทพฯ, เล่มที่ 1. พระนคร : มิตรไทย, 2483. หน้า 91.
  23. คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ. จังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย: 71 จังหวัด, เล่มที่ 2. กรุงเทพฯ : สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม, 2500.
  24. กรมศิลปากร. เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท. กรุงเทพฯ : ประยูรวงศ์, 2522. หน้า 115.
  25. พิเศศ บูรณะสมบัติ. ประวัติศาสตร์การปกครองของไทย: ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกถึงเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น, 2547. 302 หน้า. หน้า 70. ISBN 978-974-955-677-1
  26. อักขรานุกรมประวัติศาสตร์ไทย: อักษร ฆ ง จ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2526. หน้า 410. ISBN 974-792-228-2
  27. กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1. พระนคร : คุรุสภา, 2515:317.
  28. ประวัติมหาดไทย (ส่วนกลาง) เล่มที่ 2 ฉบับที่ 2. ม.ป.พ., 2511. หน้า 190
  29. วินัย พงศ์ศรีเพียร, (บรรณาธิการ). กฏมณเทียรบาล ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่มที่ 2. จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในโอกาสที่กฎหมายตราสามดวงมีอายุครบ 200 ปี และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติปีที่ 60 พุทธศักราช 2548. ผลงานวิจัยโครงการวิจัยเมธีอาวุโส สกว. "กฏหมายตราสามดวง: ประมวลกฏหมายไทยในฐานะมรดกโลก" . กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2548. 339 หน้า. หน้า 142. ISBN 978-974-9633-32-8
  30. ประวัติมหาดไทย (ส่วนกลาง) เล่มที่ 2 ฉบับที่ 2. ม.ป.พ., 2511. หน้า 129.
  31. นามสกุลพระราชทาน. พระราชวังพญาไท. หมวดอักษร ร. ลำดับที่ 368
  32. นามสกุลพระราชทาน ร.ศ.113-124 (ค.ศ.1894-1905). นามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย (ร)
  33. ภูมิพิสัยพิสุทธิวรพงศ์-ร..๒ นามสกุลพระราชทาน-ร..๒
  34. กี อยู่โพธิ์, ปรีดา ศรีชลาลัย, และวิลเลียม เจ. เก็ดนีย์. บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  35. เทพ สุนทรศารทูล. มงคลนาม ตามตำราโหราศาสตร์. กรุงเทพฯ : พระนารายณ์, 2534. หน้า 205.
  36. 36.0 36.1 36.2 36.3 เชาวน์ รูปเทวินทร์. (2528). ย่ำอดีต พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับงานกู้อิสรภาพของชาติไทย เลมที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท พี.วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด. 672 หน้า. หน้า 342-343.
  37. 37.0 37.1 ลิขิตปรีชา (คุ้ม), หลวง. ธรรมเนียบตระกูลสังเขปครั้งกรุงเก่า. ม.ป.ป., ม.ป.ท. ไม่ปรากฎเลขหน้า.
  38. "ตั้งเจ้าราชนิกูล แผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา) จุลศักราช ๑๐๔๔-๑๐๕๙", ใน พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค ๒ (๒๔๕๕). กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. หน้า 126.
  39. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดกลาง 09, 2515. 472 หน้า. หน้า 83.
  40. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา. (พิมพ์ครั้งที่ 6). พระนคร : กรมศิลปากร, 2511. 884 หน้า. หน้า 588.
  41. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ 2. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2505. หน้า 314.
  42. วิบูล วิจิตรวาทการ. เรื่องสนุกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : หมึกจีน, 2540. 248 หน้า. หน้า 95.
  43. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 6. พระนคร : คุรุสภา, 2506. หน้า 184.
  44. บุญทรง ไทยทำ. ประวัติวีรบุรุษและวีรสตรีไทย. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2526. 232 หน้า. ISBN 978-974-220-938-4
  45. ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และบางสาระที่น่ารู้ในวังหลัง-วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). เชียงใหม่ : The Knowledge Center, 2547. 506 หน้า. หน้า 391. ISBN 978-974-951-704-8
  46. ศึกษากรรม์พิเศษ, ขุน. (2501). ตำนานเมืองพิษณุโลก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระพุทธชินราช และวัดจุฬามณี. เรียบเรียงขึ้นน้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนารถ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาส จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๑. ธนบุรี : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์. 70 หน้า. หน้า 10.
  47. นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2536). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : มติชน. 611 หน้า. หน้า 174. ISBN 974-7049-34-1
  48. พระมหาโพธิธรรมาจารย์ วงศ์ศากยะภิกษุณีโพธิสัตต์ (ภิกษุณีโพธิสัตต์ วรมัย กบิลสิงห์). ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ส่องศยาม, 2540. 329 หน้า. หน้า 37. ISBN 978-974-260-135-5
  49. วิเทศดรุณการ (ชด มหาขันธ์), ขุน, และคณะ. บูรพประเทศ ตอนประเทศสยาม ภาคที่ 2. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเกษม, 2474. หน้า 53.
  50. วิทยาสาส์น เล่มที่ 22. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2514.
  51. ดํารงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ชุมนุมพระนิพนธ์ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ. (ฉบับพิมพ์ซ้ำ). กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2534. 425 หน้า. ISBN 978-974-220-918-6
  52. เสทื้อน ศุภโสภณ. แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย (ส 421) ฉบับพัฒนาการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2522. หน้า 39.
  53. สำนักราชเลขาธิการ. เรื่องเฉลิมพระยศเจ้านาย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน, ล.2 กองทัพเรือพิมพ์ถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เนื่องในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ 6 พฤษภาคม 2538. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง : กองทัพเรือ, 2538. 348 หน้า. หน้า 20. ISBN 978-974-827-451-5
  54. 54.0 54.1 ธีระวัฒน์ แสนคำ. เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) แห่งก๊กพิษณุโลก ถึงแก่พิราลัยหลังเป็นกษัตริย์ได้ 7 วันจริงหรือ?. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2564.
  55. ประกอบ โชประการ, และคณะ. (2521). ปฏิวัติสามสมัย : ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เรื่องของคนไทย. กรุงเทพฯ : รวมข่าว. 1152 หน้า. หน้า 196.
  56. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดกลาง 09, 2516. 463 หน้า. หน้า 88.
  57. พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. สมเด็จพระปฐมบรมชนกนาถ. กรุงเทพฯ : บันทึกสยาม, 2544. 126 หน้า. หน้า 66. ISBN 974-862-989-9
  58. Kaidahamaya: Sammlung der Gesetze von Siam. Vol 1-2. ไม่ปรากฏเลขหน้า.
  59. วินัย พงศ์ศรีเพียร, บรรณาธิการและคณะ. จัตุศันสนียาจารย์. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย กระทรวงวัฒนธรรม, 2547. 365 หน้า. หน้า 270. ISBN 978-974-923-657-4
  60. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๒ เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม: จากต้นฉบับของ บริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537. 423 หน้า. หน้า 315. ISBN 974-419-025-6
  61. กรมศิลปากร. (2548). ศิลปากร, 47(4-6), 22-23.
  62. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. [ม.ป.ป]
  63. ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2504. หน้า 172.
  64. บริหารเทพธานี (เฉลิม กาญจนาคม), พระ. พงศาวดารชาติไทย: ความเป็นมาของชาติแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เล่มที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์, 2517. 661 หน้า. หน้า 527.
  65. กฎหมายตราสามดวง ฉบับชำระปี จ.ศ. ๑๑๖๖ รัชกาลที่ ๑ (พ.ศ. 2347)
  66. วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), ปรีดี พิศภูมิวิถี และวีรวัลย์ งานสันติกุล. ศรีชไมยาจารย์ : พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ศาสตราจารย์วิสุทธ์ บุษยกุล เนื่องในโอกาสมีอายุครบ 84 ปีใน พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการชำระกฎหมายตราสามดวง คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, 2546. 427 หน้า. หน้า 334. ISBN 978-974-843-093-5
  67. ภาสกร วงศ์ตาวัน. ประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ยิปซี กรุ๊ป, 2553. 174 หน้า. หน้า 49. ISBN 611-707-101-9
  68. เทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. กรุงเทพฯ : พี.เค.พริ้นติ้ง, 2540. 160 หน้า. หน้า 39-43.
  69. บุญยเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ. หัวเมืองชั้นเอก. สถาบันพระปกเกล้า.
  70. Mishra, Patit Paban. (2010). History of Thailand. California: Greenwood. pp. 69-70
  71. W.A.R. WOOD, cut. H.B.M., CONSUL-GENERAL, CHIENGMAI. (1924). A History Of Siam: From The Earliest Times To The Year A. D. 1781. Bangkok : Chalermnit Press. pp. 255-256.
  72. Committee of National Annual Report. THAILAND Official Year Book 1964. Bangkok : Government House Printing Office, 2507:80.
  73. Tate, D. J., The Making of Modern Southeast Asia, The European conquest. 1st ed. United Kingdom : Oxford University Press, 1971:500.
  74. Shiv Shanker Tiwary. Encyclopaedia of Southeast Asian Dynasties Vol. II., Anmol Publications, 2008. pp 46.
  75. 75.0 75.1 75.2 Bowrings, Sir John. (1855). THE KINGDOM AND PEOPLE OF SIAM: WITH A NARRATIVE OF THE MISSION TO THAT COUNTRY IN 1855. VOLUME I. London : John W. Parker and Son, West Strand. pp. 67.
  76. จุลจักรพงษ์. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : เดลิเมล์, 2480. พิมพ์แจกงานพระราชทานเพลิงศพ นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก (พัว จุลเสวก) ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม.
  77. สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, เล่มที่ 53, ฉบับที่ 10-18. หน้า 31.
  78. ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและกรุงธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน. ศิลปากร, ปีที่ 24, เล่มที่ 2 และ 3 (2523). หน้า 21 - 22.
  79. วิบูล วิจิตรวาทการ. สตรีสยามในอดีต. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2542. 370 หน้า. หน้า 81. ISBN 974-737-729-2
  80. ศิลปากร. เล่มที่ 48 ฉบับที่ 1-3.
  81. ศิลปากร, เล่มที่ 6, ฉบับที่ 1. พระนคร : กรมศิลปากร, 2505.
  82. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา. สาส์นสมเด็จ ภาคที่ 27. พระนคร : กรมศิลปากร, 2493. หน้า 54.
  83. หมอบลัดเล. หนังสือเรื่องกฎหมายเมืองไทย, เล่มที่ 2 (พิมพ์ครั้งที่ 4 จุลศักราช 1243 ปีมะเส็งตรีศก). กรุงเทพฯ : ริมป้อมปากคลองบางกอกใหญ่, 2425.
  84. ธรรมคามน์ โภวาที. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนาย รง ทัศนาญชลี (ป.ช. ป.ม.) ณ ฌาปนสถาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 15 กรุงเทพมหานคร 2544. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554. 206 หน้า.
  85. หวน พินธุพันธ์. พิษณุโลกของเรา. พระนคร : กรุงสยามการพิมพ์, 2514. หน้า 21.
  86. คมทวน คันธนู. นายขนมต้ม. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : พิมพ์ลักษณ์, 2538. 440 หน้า. ISBN 974-702-713-5
  87. Lt. Gen. Sir Arthur P. Phayre (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta. pp. 188–190.
  88. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
  89. 89.0 89.1 กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 11. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร , 2551. หน้า 216. ISBN 978-974-417-887-9
  90. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนาย รง ทัศนาญชลี, หน้า 159.
  91. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา หน้า 267.
  92. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2529. หน้า 51-52.
  93. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช. กรุงเทพฯ : รวมข่าว, 2528. 447 หน้า. หน้า 34.
  94. นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2538. 277 หน้า. หน้า 108. ISBN 974-711-426-7
  95. จดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี
  96. สนั่น เมืองวงษ์. ประวัติศาสตร์ธนบุรี-รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิ, 2517. 450 หน้า. หน้า 21.
  97. วัลลภิศร์ สดประเสริฐ. (2543). ลิลิต : นิตยสารพลอยแกมเพชร, 9(197), 55-56. กรุงเทพฯ : ศีสารา.
  98. คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542.
  99. เพลิง ภูผา. รัฐประหารยึดบัลลังก์กษัตริย์บนแผ่นดินอยุธยา. กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, 2557. หน้า 185.
  100. ส. พลายน้อย. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น, 2517. 508 หน้า.
  101. วิบูล วิจิตรวาทการ. สตรีสยามในอดีต. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2543. 359 หน้า.
  102. แดน บีช แบรดลีย์. พระราชพงษาวดารกรุงเก่า (ฉบับหมอบรัดเล) จุลศักราช ๑๒๒๕ ภาคที่ ๒๗ (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร : โรงพิมพ์มิศชันเอรีแอโซซีเอซัน ริมป้อมปากคลองบางหลวง, 2434.
  103. โรม บุนนาค. (2563). ชะตากรรมเจ้าหญิงศรีอยุธยายามกรุงแตก! จากดอกฟ้าต้องมาบำเรอชาวดิน!!. สืบค้นเมื่อ 29 เม.ย. 2563
  104. สุจิตต์ วงเทศ. (2551). ศิลปวัฒนธรรม, 29 (4-6): 96.
  105. เล็ก พงษ์สมัครไทย. (2549). พระญาติ ราชสกุลกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง. 153 หน้า. หน้า 1. ISBN 978-974-9687-35-2
  106. บริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์), หลวง. เรื่องโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักราชเลขาธิการ, 2531. 345 หน้า. หน้า 196.
  107. นคร พันธุ์ณรงค์. ท้องถื่นของเรา. แผนกเอกสารและการพิมพ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, 2521. 88 หน้า. หน้า 4.
  108. ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 6. แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช : อธิบายต้นเรื่องรบพม่าครั้งกรุงธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2506. หน้า 143.
  109. สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๑๐): ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2531. 106 หน้า. หน้า 46. ISBN 978-974-315-313-6
  110. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 6 เรื่องไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า.สงครามครั้งที่ 24 คราวเสียกรุงครั้งหลัง. กรุงเทพฯ : อักษรนิติ์, 2460.
  111. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), นายต่อ (แปล). มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : มติชน. 2545. 467 หน้า. หน้า 233. ISBN 974-322-595-1
  112. นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2538 (1995). 299 หน้า. หน้า 84. ISBN 974-711-426-7.
  113. สุรินทร์ เทพกาญจนา และรง ทัศนาญชลี. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายรง ทัศนาญชลี. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ., 2544. 206 หน้า, หน้า 160. ISBN 974-765-472-5.
  114. GE Harvey (1925). History of Burma. London: Frank Cass & Co. Ltd.. pp. 250–254.
  115. พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. สมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี. กรุงเทพฯ : บันทึกสยาม, 2564. 360 หน้า. หน้า 108. ISBN 978-616-441-816-5
  116. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, "ปฐมวงศ์" ประชุมพงศาวดาร เล่ม 8, (พระนคร : ก้าวหน้า, 2507), หน้า 231.
  117. เอี๊ยะเม๊ง อักษรมัต. หนังสือพระประวัติสมเด็จเจ้ากรุงธนบุรี (เจ้าตากสิน). พระนคร : โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, 2481. 524 หน้า
  118. บรรเจิด อินทุจันทร์ยง (รวบรวม). พงศาวดารกระซิบ. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2540. 180 หน้า. หน้า 146-147. ISBN 978-974-603-494-4
  119. Bowring , Sir John. The Kingdom and People of Siam. Vol 1 , Oxford University Press , 1969.
  120. เทพ สุนทรศารทูล. พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต. ตอนที่ 5.
  121. อภินิหารบรรพบุรุษ อนุสรณ์ หม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ สุประดิษฐ์. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต โปรดให้พิมพ์เป็นของชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ สุประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (2473). 64 หน้า. หน้า 29-30.
  122. เกริกฤทธิ์ เชื้อมงคล. แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สยามความรู้, 2562. 209 หน้า, หน้า 18. ISBN 978-6-16-441530-0
  123. เทพ สุนทรศารทูล. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ตอน 8 ก๊กกรุงสยาม. กรุงเทพฯ : ดวงแก้ว, 2546. 99 หน้า.
  124. สุพจน์ อัศวพันธ์ธนกุล (บรรณาธิการ). (2530). ทีทรรศน์: ทวิลักษณ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์. ปาจารยสาร, 14 (1) เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์, 52.
  125. พนรัตน์ วัดพระเชตุพน, สมเด็จพระ. (2459). พงษาวดารกรุงศรีอยุทธยาภาษามคธ แลคำแปล [พจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์), พระยา, ผู้แปล]. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย. หน้า 32-33.
  126. กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕. โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี. นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน. กรุงเทพฯ : ชัยวิโรจน์การพิมพ์, 2535. 189 หน้า. หน้า 35. ISBN 978-974-417-275-4
  127. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 65-67. พระนคร : โรงพิมพ์ไทย, 2457. หน้า 19
  128. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. หน้า 150.
  129. สำราญ ทรัพย์นิรันดร์ (บรรณาธิการ). (2523). ช่อฟ้า, 15, 76-77. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
  130. อำไพ ปาลวัฒน์วิไชย. ราชสกุลกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข (กรมพระราชวังหลัง) (1982). ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยายอดเมืองขวาง (ม.ล. อั้น เสนีวงศ์) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๕. กรุงเทพฯ : เจริญผล, 2525. 153 หน้า. หน้า 14.
  131. 131.0 131.1 131.2 หอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์แห่งแรกของจีน: "ราชวงศ์เฉียนหลง" เล่มที่ 5 บทที่ 1279 หน้า 461; "บันทึกของจักรพรรดิเกาจงแห่งราชวงศ์ชิง" เล่มที่ 817, ปีที่ 33 ในรัชกาลจักรพรรดิเฉียนหลง เจียซู, เล่มที่ 18 หน้า 1069-1070.
  132. 132.0 132.1 132.2 Wang Ju Xin. 清代中泰关系/Qing dai Zhong Tai guan xi (Sino-Siamese relations during the Qing dynasty). Beijing : Zhonghua shu ju, 2018. 399 p. ISBN 978-710-113-126-0
  133. Bureau of Archives: General Office of Zhongshan Municipal People’s Government, and First Historical Archives of China. 香山明清档案辑录/xiangshan Mingqing dangan jilu (A Collection of Archives of Xiangshan in Ming and Qing Dynasties). Shanghai : Shanghai Classics Publishing House, 2006. 1156 p. p 21. ISBN 978-753-254-360-1
  134. 《两广总督李侍尧覆奏查明暹罗与花肚番构兵情形折》,载《史料旬 刊》第30期,第105—107页。
  135. 135.0 135.1 135.2 Geoff Wade and James K. Chin. China and Southeast Asia: Historical Interactions. (First edition). London ; New York, NY : Routledge/Taylor & Francis Group, 2019. pp 174 - 175. ISBN 978-041-5589-97-0
  136. Duan Li Sheng. 泰国通史/Taigou Tongshi (The General History of Thailand). Shanghai : Beijing Book Co. Inc., 2014. 334 p. ISBN 978-755-200-727-5
  137. 歷史學報/Li shi xue bao (Historical Journal), Volume 6. Taipei : Department of History National Taiwan Normal University, 1978.
  138. Chen Hurng Yu. 泰國史/Taigou Shi (History of Thailand). Teipei : Taiwan Business, 2015. 552 p. p 148. ISBN 978-957-053-020-9
  139. ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและกรุงธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน. ศิลปากร, ปีที่ 24, เล่มที่ 2 และ 3 (2523).
  140. Setsuho Ikehata. 岩波講座 東南アジア史〈4〉東南アジア近世国家群の展開―18世紀 (The 4th Iwanami Lecture of Southeast Asian history: Development of Southeast Asian Early Modern Nation Group - 18th Century). (Japanese edition). Tokyo : Tokyo University Press, 2001. p. 243. ISBN 978-400-011-064-8
  141. Pan Kuang Che (Editor-in-Chief). 《近代中國的政治與外交》/Jin dai Zhongguo de zheng zhi yu wai jiao (Modern China : Essays on Politics and Foreign Relations). Taipei : Archives of Academia Sinica-Institute of Taiwan History, 2013. 345 p. p 21. ISBN 978-986-038-716-2
  142. พระมหาเทวประภาส วชิรญาณเมธี (บรรณาธิการ), ธีระวัฒน์ แสนคำ, และคณะ. (พฤศจิกายน, 2558). สวางคบุรีศรีคุ้งตะเภา : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับสมรภูมิสวางคบุรี-คุ้งตะเภา อนุสรณ์ ๒๔๕ ปี แห่งการสถาปนาวัดคุ้งตะเภา. (พิมพ์ครั้งแรก). อุตรดิตถ์ : สำนักงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ กระทรวงวัฒนธรรม, 2558. 149 หน้า. ISBN 978-616-543-334-1
  143. Shi Song. 清史编年/Qingshi bian nian (Chronicle of Qing History). Beijing : Institute of Qing History Renmin University of China, 2000. p 56. ISBN 978-730-003-107-1
  144. กหช.จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 จ.ศ.1199 เลขที่ 75
  145. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯกรมพระยา. (2463). พงษาวดาร เรื่องเรารบพม่า ครั้งกรุงศรีอยุทธยา. เล่มที่ 2. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธินทร์ โปรดให้พิมพ์ครั้งแรก ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาวาดรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓. พระนคร : โรงพิมพ์ไทย. 392 หน้า.
  146. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕ : ๓๐๘.
  147. กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โปรดพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพนายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก (พัว จุลเสวก) ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เดลิเมล์, 2480. 196 หน้า. หน้า 24.
  148. 148.0 148.1 148.2 วสินธ์ สาริกะภูติ, พลเรือเอก. "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตอนหักคีมพม่าและเสือพบสิงห์" นาวิกศาสตร์ สำนักงานราชนาวิสภา. 91(8) : 6 - 12 : สิงหาคม 2551.
  149. จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี หน้า ๙๐ ข้อที่ ๒๐
  150. ชัยฤกษ์ ไชยโกมินทร์, พลเอก. ประเด็นพระยาตากเป็นกบฏ.
  151. คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 11. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542. หน้า 260.
  152. กรมศิลปากร. (2505). วารสารศิลปากร, 6(3), 42.
  153. คณะกรรมการจัดงานอนุสรณ์อยุธยา. รวมปาฐกถางานอนุสรณ์อยุธยา ๒๐๐ ปี เล่ม ๑. พระนคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2510. หน้า 24.
  154. Bowrings, Sir John. (1855). THE KINGDOM AND PEOPLE OF SIAM: WITH A NARRATIVE OF THE MISSION TO THAT COUNTRY IN 1855. VOLUME I. London : John W. Parker and Son, West Strand. pp. 67.
  155. พนรัตน์, พระ, พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธและคำแปล, พระยาพจนสุนทร แปล, พระนคร, พิมพ์ในงานศพท่านเลื่อม บุนนาค 2459, หน้า 32-33
  156. สังคีติยวงศ์ พงศาวดาร เรื่องสังคายนาพระธรรมวินัย สมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพน ในรัชกาลที่ ๑.กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร , 2521.
  157. กี อยู่โพธิ์, ปรีดา ศรีชลาลัย, และวิลเลียม เจ. เก็ดนีย์. บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  158. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯกรมพระยา. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (ฉบับพิมพ์ซ้ำ). กรุงเทพฯ : ตั้งท่งฮวด, 2511. 884 หน้า. หน้า 622.
  159. ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 8 (ประชุมพงศาวดารภาค ๗ และภาค ๘). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2507. หน้า 230-231
  160. เชาวน์ รูปเทวินทร์. ย่ำอดีต พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับงานกู้อิสรภาพของชาติไทย. กรุงเทพฯ : พี.วาทิน พับลิเคชั่น, 2528. หน้า 343.
  161. ประชุมพงษาวดาร, เล่มที่ 6 (1914). พระนคร : โรงพิมพ์ไทย, 2457. หน้า 39.
  162. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯกรมพระยา, และกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ. (2461). ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 8 (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2507. หน้า 116.
  163. กรมศิลปากร. 2530 : 20
  164. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 65-66 เล่มที่ 40 , 2512 : 46 และขวัญเมือง จันโรจนี : 33
  165. วาปีบุษบากร, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. "เรื่องเมืองพิษณุโลก" พระนิพนธ์สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2496. หน้า 28 - 30.
  166. George Cœdès. ยอร์ช เซเดส์กับตะวันออกศึกษา: รวมบทความแปล. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2542. 250 หน้า. หน้า 133. ISBN 978-974-600-611-8
  167. วรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ (หมวดศาสนจักร), เล่มที่ 3. กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2534. 696 หน้า. ISBN 978-974-793-900-2
  168. วิจิตรวาทการ (วิจิตร), พลตรี หลวง. มอญที่เกี่ยวกับไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงธรรม, 2482. 169 หน้า. หน้า 123. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ นาวาตรี หลวงจักร์พิทย์พิฑูร (ทอง อักษรานนท์).
  169. ตากสินมหาราช, สมเด็จพระเจ้า, ธนิต อยู่โพธิ์, และปรีดา ศรีชลาลัย. บทละครรามเกียรติ์ เล่าเรื่องหนังสือรามเกียรติ์ และเรื่องงานสร้างชาติไทย. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  170. วิจิตรวาทการ, พลตรี หลวง. กรุงแตก. (พิมพ์ครั้งแรก). เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2514. 240 หน้า.
  171. ศุภร บุนนาค. ฟ้าใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สามัญชน, 2534. 976 หน้า. ISBN 974-887-171-1
  172. นิยายไทยรัฐ เรื่อง สายโลหิต ตอนที่ 6 หน้า 9.
  173. มติชนออนไลน์ รอมแพงเผย ‘แม่การะเกด’ ยกครอบครัวย้ายไปเพชรบุรี ใน ‘พรหมลิขิต’ เหตุเกิดยุคพระเจ้าท้ายสระ. 4 พฤษภาคม 2561.
  174. ยุคันตวาต ๒ ...ภาคสงครามพระเจ้าอลองพญา ตอนที่ ๑ ราชการศึกในท้องพระโรง(๑)
  175. วิษณุ เครืองาม. ชีวิตของประเทศ เล่ม ๑-๒. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559. 1,000 หน้า. หน้า 112. ISBN 978-974-02-1514-1
  176. นวลแสงทอง (ประโพธ เปาโรหิตย์). สมบัติเจ้าพระฝาง. กรุงเทพฯ : โลกทิพย์, 2533. 343 หน้า. หน้า 206-207.
  177. ปองพล อดิเรกสาร. บุญมาพระยาเสือ (รัตนโกสินทร์: กำเนิดกรุงเทพฯ). กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, 2562. 529 หน้า. ISBN 978-616-510-823-2
  178. Letwe Nawrahta. (1767). Yodayar Naing Mawgun by Letwe Nawrahta: A Contemporary Myanmar Record, Long Lost, of How Ayutthaya Was Conquered.
  179. Journal of the Siam Society, Vol. 99, 2011. pp. 13-15.
  180. อุดม ประมวลวิทย์. 50 กษัตริย์ไทย. พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2508. 767 หน้า.
  181. Soe Thuzar Myint. (2011). The Portrayal of the Battle of Ayutthaya in Myanmar Literature. Bangkok : Chulalongkorn University Press.
  182. ทำเนียบตำแหน่งข้าราชการ กองรายงานหนังสือไปมา กรมราชเลขานุการ. นาครสงเคราะห์ ประจำพุทธศักราช 2456. พระนคร : พระราชเสภา, 2456. หน้า 90.
  183. นาครสงเคราะห์ ประจำพุทธศักราช 2456. พระนคร : พระราชเสภา, 2456. หน้า 458.
  184. อักขรานุกรมขุนนาง. โรงเรียนมหาดเล็ก, 1909. หน้า 118.
  185. อมรวงษ์วิจิตร์ (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร), หม่อม.. ประชุมพงศาวดารภาค ๔ และประวัติท้องที่จังหวัดมหาสารคาม : พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาน. หน้า 123.
  186. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชทานเครื่องอิศริยาภรณ์ วันที่ ๑๕ ธันวาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๐. เล่ม 18 หน้า 745. วันที่ 22 ธันวาคม 120 (พ.ศ. 2444).
  187. ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๕. เล่มที่ 30 หน้า 1,246. วันที่ 14 กันยายน 2456.
  188. คณะอนุกรรมการแผนกประวัติครู. ประวัติครู คุรุสภาจัดพิมพ์ในวันครู ๑๖ มกราคม ๒๕๐๑. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2501. 186 หน้า. หน้า 162.
  189. กำธรเทพ กระต่ายทอง, แพ (พระยา). พระราชพงศาวดารกรุงเก่า: ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. และ, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา : ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : 2514. 298 หน้า
  190. ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 36. ตอนที่ 1. หน้า 473.
  191. ตรี อมาตยกุล. ประวัติเมืองสำคัญ. พระนคร : บรรณาคาร, 2494. 527 หน้า. หน้า 188.
  192. หวน พินธุพันธ์. พิษณุโลกของเรา. พิษณุโลก : วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก, 2514. 195 หน้า. หน้า 167.
บรรณานุกรม
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๓๙๖ - ๒๔๔๓. จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี พิมพ์พร้อมกับฉบับเพิ่มเติม (พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๘๑) และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลลอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เฉพาะตอน พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๖๓). พิมพ์ครั้งที่ 7, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2560. 400 หน้า. หน้า 2. ISBN 978-616-283-353-3
  • สัจจาภิรมย์ อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ), พระยา. เล่าให้ลูกฟัง : ชีวิตข้าราชการมหาดไทยยุคใกล้อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์. พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, 2557. 276 หน้า. หน้า 21. ISBN 978-974-021-264-5
  • ศรีนิล น้อยบุญแนว, บก. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ฉบับหมอบรัดเล จุลศักราช 1128 - 1144. กรุงเทพฯ : กรมตำรา กระทรวงธรรมการ, 2472.
  • ส. พลายน้อย (นามแฝง). สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2553. 512 หน้า. หน้า 105-106. ISBN 978-616-500-020-8
  • ภาณุพันธุวงศ์วรเดช, จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยา. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค 1. กรุงเทพฯ : (ม.ป.ท.), 2455.
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ไทยรบกับพม่าฉบับรวมเล่ม. พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร, 2524.
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 – 2. พระนคร : คุรุสภา, 2505.
  • จรรยา ประชิตโรมรัน. การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547. 1,201 หน้า. ISBN 974-132-907-5
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วพิมพ์, 2527.
  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : สยาม, 2541.
  • วิจารณ์ พานิช. (2550). สนุกกับภาษาไทย – ภาษาอัชฌาไศรย 44. ชายคาภาษาไทย (23). สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน, 2555.
  • สมบัติ พลายน้อย. ขุนนางสยาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. 2541. 271 หน้า
  • กฤตภาส โรจนกุล. โรจนกุล ชีวประวัติและเชื้อสายสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554.
  • สมชาย เดือนเพ็ญ. ประวัติศาสตร์ชุมชนเมืองและอำเภอจังหวัดสุโขทัย. ม.ป.ป.
  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : สองสยาม, 2531.
  • รายงานผลสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลกครั้งที่ 2. วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม พิษณุโลก. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2527.
  • มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. ขุนนางกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครองในสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต, ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์, 2530.
  • เมืองพิษณุโลก. ม.ป.ท. , ม.ป.ป. , พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.อ.พูน เสาว์ภายน, 2504.
  • พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติสมิวเซียม. พระนคร : อักษรสัมพันธ์, 2507.
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพัน จันทนุมาศ (เจิม). พระนคร : คุรุสภา, 2512.
  • กหช.จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 , จ.ศ.1199 , เลขที่ 75 จดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ 62 ปี.
  • แดน บีช แบรดลีย์. พระราชพงศาวดาร ฉบับหมอบรัดเล พ.ศ. 2407.