เปิดเมนูหลัก

คุณหญิง เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง (คำเมือง: LN-Chao Thipphawan.png) (สกุลเดิม ณ ลำปาง, ประสูติ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2446 — พิราลัย 26 มีนาคม พ.ศ. 2532) พระธิดาในเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง) กับเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง และเป็นราชนัดดาในมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต กับแม่เจ้าเมืองชื่น ณ ลำปาง และเจ้าทิพวรรณได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าสิริสุวรรณราช ยสสรพรหมลือ (พรหมลือ ณ เชียงตุง)[1]

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง
เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง.jpg

พระนาม เจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง
ฐานันดรศักดิ์ เจ้า
ราชวงศ์ ทิพย์จักราธิวงศ์-ลำปาง (ประสูติ)
มังราย-เชียงตุง (เสกสมรส)
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2446
พิราลัย 26 มีนาคม พ.ศ. 2532
พระบิดา เจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง)
พระมารดา เจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง
พระสวามี เจ้าฟ้าสิริสุวรรณราช ยสสรพรหมลือ (พรหมลือ ณ เชียงตุง)
พระบุตร 7 คน

ประวัติแก้ไข

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง เป็นธิดาของเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง) กับเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง ซึ่งเป็นราชธิดาในมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย กับแม่เจ้าเมืองชื่นราชเทวี ประสูติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2446 ณ คุ้มหลวงของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต มีเชษฐภคินีทั้งหมด 4 พระองค์ เนื่องจากเจ้าทิพวรรณกำพร้าเจ้าบิดาเจ้ามารดาตั้งแต่วัยเยาว์ ดังนั้นจึงได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าตา คือ เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต และให้การศึกษาอบรมเป็นอย่างดีร่วมกับพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ภายในคุ้มหลวง

ทรงหมั้นและเสกสมรสแก้ไข

 
เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง และเจ้าฟ้าพรหมลือ

เมื่อเจ้าทิพวรรณอายุได้ 17 ปี ก็ได้พบรักกับเจ้าฟ้าพรหมลือ ราชโอรสในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าผู้ครองนครเชียงตุง ซึ่งได้เสด็จเดินทางมาเยือนนครลำปาง และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่การที่เจ้าต่างนครจะอภิเษกสมรสกันได้ จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน และเนื่องจากขณะนั้นเชียงตุงอยู่ในบังคับของอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเกรงว่าจะมีปัญหาระหว่างประเทศได้ จึงไม่ทรงอนุญาต แต่ต่อมาก็ได้มีการหมั้นกันไว้ก่อน จนกระทั่ง พ.ศ. 2465 เมื่อเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ได้เสด็จถึงแก่พิราลัย เจ้าฟ้าพรหมลือได้เสด็จเดินทางมาเคารพพระศพ และถือโอกาสนี้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าทิพวรรณ จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ได้เดินทางกลับนครเชียงตุง

โอรส-ธิดาแก้ไข

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง มีโอรสธิดา 7 คน ได้แก่

  • พันเอก(พิเศษ) เจ้าวรเดช ณ เชียงตุง สมรสกับหม่อมอัสนี ณ เชียงตุง
    • เจ้าจุลเดชเทพประสิทธิ์ ณ เชียงตุง
    • ร้อยเอก เจ้าวรดิษฐหฤทัยชิตร ณ เชียงตุง
    • ร้อยเอกหญิง เจ้าเฟื้องทิพย์วรรณี ณ เชียงตุง
    • ว่าที่ร้อยตรี เจ้าสุรสีห์เด่นดวง ณ เชียงตุง สมรสกับ หม่อมภัทรรังษี ณ เชียงตุง ธิดาหม่อมเจ้าประภาพันธุ์ กรโกสียกาจ (ภาณุพันธุ์)
  • เจ้าหอมนวล ณ เชียงตุง
  • เจ้าพิไลลักษณ์ ณ เชียงตุง
  • เจ้าวิลาวรรณ ณ เชียงตุง

ในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพาแก้ไข

ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในนครเชียงตุง ทำให้เจ้าฟ้าพรหมลือถูกส่งตัวไปช่วยราชการที่เมืองตองยี และเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นก็ถูกส่งไปควบคุมตัวที่เมืองโหม่วหยั่ว แต่ภายหลังเจ้าฟ้าพรหมลือก็ได้พาครอบครัวหนีการควบคุมของอังกฤษเข้าหาฝ่ายไทย ที่ตำบลท่าก้อ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และเมื่อรัฐบาลประกาศให้รวมแคว้นสหรัฐไทยเดิมเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฟ้าพรหมลือเป็นเจ้านครเชียงตุง และให้เป็นผู้ช่วยข้าหลวงปกครองฝ่ายทหาร ช่วยราชการสนามนครเชียงตุงด้วย ซึ่งท่านก็ได้สนับสนุนและช่วยเหลือกองทัพไทยเป็นอย่างมาก

กลับสู่ดินแดนไทยแก้ไข

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เจ้าฟ้าพรหมลือได้อพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 โดยประทับที่จังหวัดลำปางก่อน จากนั้นจึงได้เสด็จย้ายมาอยู่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2488 หลังจากเจ้าฟ้าพรหมลือเสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. 2498 เจ้าทิพวรรณ ได้ประกอบอาชีพทำไม้สัก และโรงเลื่อย โดยได้รับสัมปทานป่าไม้จากรัฐบาล

พิราลัยแก้ไข

คุณหญิง เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง เสด็จถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2532 ณ คุ้มสี่แยกกลางเวียง (ปัจจุบันคือ ศาลาธนารักษ์ เชียงใหม่) ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง เชียงใหม่ รวมอายุได้ 86 ปี[2] โดยงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง มีขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2533 ซึ่งจัดให้เป็นพิธีศพแบบโบราณของล้านนา[3] โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานด้วย [4]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

พงศาวลีแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข