เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 4

พระสนมของรัชกาลที่ 4
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ เจ้าจอมมารดาชุ่ม (แก้ความกำกวม)

เจ้าจอมมารดาชุ่ม (สกุลเดิม โรจนดิศ, พ.ศ. 2387 - พ.ศ. 2466) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เจ้าจอมมารดาชุ่ม
Khwamsongcham (1963, p 230).jpg
เกิดพ.ศ. 2387
จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม
เสียชีวิต13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 (80 ปี)
จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม
คู่สมรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
บุตรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บิดามารดาพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)
คล้าย โรจนดิศ

ประวัติแก้ไข

เจ้าจอมมารดาชุ่ม เกิดเมื่อ พ.ศ. 2387 เป็นธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)[1] และขรัวยายคล้าย เป็นน้องสาวของเจ้าจอมมารดาเที่ยงและเจ้าจอมช้อย ในรัชกาลที่ 4[2] และเป็นพี่สาวต่างมารดาของเจ้าจอมมารดาทับทิมและเจ้าจอมมารดาแส ในรัชกาลที่ 5 ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระเจ้าลูกยาเธอหนึ่งพระองค์ คือ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (พ.ศ. 2405-2486)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่มได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จนได้เป็นเหตุให้มีการแก้ไขธรรมเนียมการออกนามเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ล่วงไปแล้ว ปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือ "ความทรงจำ" ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2437 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ประชวรด้วยโรคไข้ส่า ซึ่งขณะนั้นเกิดเป็นโรคระบาดขึ้นในกรุงเทพฯ วันหนึ่งกรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงพลัดตกเตียงขณะจะทรงประทับนอนพักผ่อนในห้องสมุดส่วนพระองค์วังสะพานดำรงสถิตย์ เนื่องจากผู้กางเตียงถวายกางเตียงไม่เต็มที่ แต่ข่าวลือถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าอาการประชวรของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพหนักจนถึงดิ้นรนพลัดตกเตียง ก็ตกพระราชหฤทัย ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าจอมมารดาชุ่มเพื่อทรงไต่ถามพระอาการของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เมื่อผนึกซองพระราชหัตถเลขาแล้วจะทรงสลักหลังซองว่า "ถึงชุ่มเจ้าจอมมารดา" ตามธรรมเนียมการออกนามเจ้าจอมมารดารัชกาลในที่ล่วงไปแล้ว ณ เวลานั้น (การออกชื่อตัวแล้วต่อท้ายด้วยคำว่าเจ้าจอมมารดา หมายความว่าเจ้าจอมมารดาผู้นั้นเป็นหม้าย) ทรงนึกสงสาร จึงทรงเขียนที่หลังซองใหม่ว่า "ถึงเจ้าจอมมารดาชุ่ม" แล้วเลยมีพระราชดำรัสสั่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงวังในขณะนั้น ให้เปลี่ยนระเบียบเรียกเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ล่วงไปแล้ว ให้ใช้คำ เจ้าจอมมารดา นำชื่อ แต่ให้เติมลำดับรัชกาลเข้าข้างหลังเช่นว่า เจ้าจอมมารดาชุ่มรัชกาลที่ 4 ดังนี้ และใช้เป็นธรรมเนียมสืบมาจนถึงปัจจุบัน[3]

เจ้าจอมมารดาชุ่ม ป่วยเป็นโรคบิดมีไข้เจือด้วยโรคชรา มีอาการอ่อนเพลียลงโดยลำดับจนถึงแก่อสัญกรรม ณ วังวรดิศ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 เวลา 14.35 น. สิริอายุได้ 80 ปี วันต่อมา เวลา 11.00 น. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เจ้าพนักงานเชิญศพลงลองใน ตั้งบนแท่น 2 ชั้นในท้องพระโรง ประกอบโกศไม้สิบสอง แวดล้อมด้วยฉัตรเบญจา 6 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงทอดผ้าไตรบังสุกุล พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมมีกำหนด 15 วัน[4] ได้รับการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ พ.ศ. 2469 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือเรื่อง "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม" (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น "ตำนานพระพุทธเจดีย์" ในการพิมพ์ครั้งต่อ ๆ มา) และจัดพิมพ์เพื่ออุทิศพระกุศลสนองคุณพระมารดาในงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนั้น[5]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. ข้อมูลโดยสังเขปหม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล - ราชสกุลสายพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)
  2. ข้อมูลโดยสังเขปหม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล - ต้นสกุลของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2489). ความทรงจำ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงค้างไว้ห้าตอน. พระนคร: ม.ป.ท. หน้า 162-164.
  4. "ข่าวอสัญญกรรม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 40 (0 ง): 1273–1274. 22 กรกฎาคม 2466. สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2562. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ. "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาชุ่ม รัชกาลที่ ๔ ท จ ว, รัตน ม ป ร, ว ป ร. ๓ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙". vajirayana.org. สืบค้นเมื่อ 2018-12-18.
  6. ราชกิจจานุเบกษา, วันที่ ๙ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐, เล่ม ๒๘, ๑๒ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๓๐, หน้า ๑๗๙๗
  7. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายใน, เล่ม ๒๑, ตอน ๓๒, ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗, หน้า ๕๗๐
  8. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายหน้า และฝ่ายใน, เล่ม 18, 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 120, หน้า 875