เจ้ากรุงพาลี

มหาพาลี (IAST: Mahābalī), หรือเป็นที่รู้จักในนาม พาลี, อินทรเสนา (Indrasenan) หรือ มาเวลิ (Māveli ), หรือในไทยและกัมพูชา และ ลาว รู้จักในนามเจ้ากรุงพาลี จากคติการผสานความเชื่อรวมกับศาสนาท้องถิ่นและวิญญาณนิยมในฐานะประมุขของพระภูมิเจ้าที่[1] อันเป็นแทตย์ประมุขในคัมภีร์และเทพปกรณัมของศาสนาฮินดู พระองค์เป็นหลานชายของ ท้าวประหลาทผู้ภักดีต่อพระวิษณุ (ในภาคนรสิงห์อวตาร) และเป็นสายตระกูลของพระกัศยปเทพบิดร ในเทพปกรณัมพราหมณ์ - ฮินดูยอดนิยม เช่น ศตปถะ-พราหมณะ , มหาภารตะ , รามายณะ และ ปุราณะกล่าวตรงกันถึงการอัญเชิญพระองค์พร้อมด้วยบริวารไปยังโลกบาดาลโดยพระวามนะ (อวตารพระวิษณุ)[2][3]

เจ้ากรุงพาลี
ส่วนหนึ่งของ จีรันจีวี (Chiranjivi)
มหาพาลี (Maveli)
เจ้ากรุงพาลีหลั่งน้ำทักษิโณทกอุทิศทานแด่พระวามนะ จิตรกรรมแบบประเพณีอินเดียจาก เขตโมนโเต (Mankote) ชัมมูและกัศมีร์, c. 1700-25
ส่วนเกี่ยวข้องแทตย์ (Daitya) , ภควา
ข้อมูลส่วนบุคคล
คู่ครองนางวินทยาวัลลี (Vindhyavalli)
บุตร - ธิดาพระเจ้ากรุงพาณ (Banasura) , รัตนมาลา (Ratanamala) และ วัชราชมาลา (Vajrajwala)
บิดา-มารดาวิโลจนะ (Virochana - บิดา) และ นางเทวัมภา ( Devamba - มารดร)

เทพปกรณัมแก้ไข

 
พระวามนะอวตารของพระนารายณ์วางพระบาทบนเศียรของเจ้ากรุงพาลี, ก่อนอัญเชิญให้สถิตย์ ณ โลกบาดาล จิตรกรรมแบบประเพณีอินเดียร่วมสมัย โดย ราชา รวิ วรรมา

ในเทพปกรณัมพราหมณ์ ฮินดูขนานนามว่า เจ้ากรุงพาลีเป็นพระเจ้าแผ่นดินนครอันผู้ทรงคุณธรรมและอุดมมีน้ำพระทัยเมตตา พระองค์ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่บุคคลทั้งหลายโดยมิเลือกปฏิบัติ, และเหล่าอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ก็ดำรุงคุณธรรมด้วยความซื่อสัตย์เช่นกัน, พร้อมด้วยอายุวรรณะที่สมบูรณ์, และมีความสุขศิริสวัสดีภายใต้การปกครองของพระองค์[4] และเจ้ากรุงพาลียังได้ทรงครอบครองดูโดยชั่วคราวของ น้ำอมฤต (น้ำทิพย์ คือ น้ำที่ทำให้ผู้ดื่มไม่ตาย เรียกว่า น้ำอมฤต) อันได้รับสำหรับเหล่าบรรดา อสูร[5] น้ำอมฤตอนุญาตให้นำให้บริวารของพระองค์กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่ชนเหล่านั้นถึงแก่ชนม์ชีพในในยุทธสงครามระหว่าง สุระ (เทวะ) และ อสูร[6][5]เจ้ากรุงพาลีจึงทรงมีชนม์ชีพอันเป็นนิรันด์มิมีวันสิ้นชีพ หลังจากเหตุการญ์ยุทธสงครามมากมาย, เจ้ากรุงพาลีได้พิชิตทั้งเทวโลกและมนุษย์โลก เหล่าบรรดา สุระ (เทพยดา) จึงไปทูลขอพระพรการคุ้มครองจากพระพิษณุเทพ แต่พระนารายณ์ทรงปฏิเสธที่จะประกอบรณรงค์ยุทธการสงครามหรือประหัตถหารต่อเจ้ากรุงพาลีเนื่องด้วยเป็นสาวกผู้ปฏิบัติบูชาพระองค์เอง แต่เพื่อคืนความสงบเรียบร้อยตามธรรมชาติ, พระองค์จึงทรงอวตารในรูปพราหมณ์บาคู, ในนามของพระวามนะ ขณะที่เจ้ากรุงพาลีกำลังประกอบพิธีกรรมยัญอัศวเมธ เพื่อประกาศสำแดงในชัยชนะและทำบุญอุทิศทานเพื่อสร้างสมกุศลบารมีสืบต่อไป, พระวามนะได้เสด็จเข้าไปหาและทูลขอ "ที่ดินสามก้าว"[6][7] เจ้ากรุงพาลีก็ประทานอุทิศให้ตามนั้น, แม้จะมีคำเตือนจากเทวดาพระศุกร์ พระบรมครูอาจารย์, ผู้ทรงทราบด้วยญาณวิเศษของพระวามนะที่แท้จริงว่าทรงเป็นผู้ใด พระวามนะก็ทรงสำแดงอิทธิ์ฤทธิ์เป็นรูปตรีวิกรมวิษณุมหึมาของพระวิษณุ, พระบาทแรกครอบคลุมสวรรค์ทั้งหมดในครั้งเดียวและแผ่นดินโลกด้วยบาทที่สอง และทรงตรัสถามว่าพระบาทที่สามนั้นจะทรงให้ประทับไว้ที่ใด, เจ้ากรุงพาลีทรงยอมรับชะตากรรมขององค์เองและให้ประทับ ณ ศีรษะของพระองค์เอง เพื่อให้ครบสามก้าวตามสัจจะวาจาที่ได้ทรงออกโอษฐ์ไว้ ตามเทพปกรณัมคัมภีร์พราหมณ์ฮินดูบางฉบับระบุว่า เจ้ากรุงพาลีถูกอัญเชิญประทับไปยัง ณ โลกบาดาล (พื้นดินใต้พิภพ), บางที่อธิบายว่าทรงอัญเชิญไปโดยครุฑ, เข้าสู่เทวโลกในครั้งนั้นด้วยพระบาทของพระนารายณ์, ในขณะที่บางเทพปกรณัมคัมภีร์อื่นบางที่ระบุว่าพระองค์กลายเป็น จิรันชีวิต (Chiranjeevi - ผู้ทรงความเป็นอมตะ).[6] และได้รับการประทับร่วมในไวกูณฐ์,ซึ่งเป็นดินแดนเทวโลกที่สูงกว่าแดนเทวดาทั้งหลาย[8]

ตามเทพปกรณัมฮินดู, พระนารายณ์ประทานพรให้เจ้ากรุงพาลีสามารถกลับดินแดนเดิมของพระองค์ ณ โลกมนุษย์ได้ปีละครั้ง ในเทศกาลเก็บเกี่ยวของพาลีปรติปาทะ (Balipratipada) และ โอณัม (ซึ่งส่วนใหญ่มีการเฉลิมฉลองโดยผู้คนทั้งหลายภายในรัฐเกรละ) มีการเฉลิมฉลองเพื่อการเยี่ยมเยือนประจำปีของพระองค์[9][10][11] วรรณคดีและจารึกในวัดฮินดูแนะนำว่าเทศกาลเหล่านี้มีการตกแต่งที่มีสีสัน, ประทีปไฟส่องสว่างตระการตา, ,มีการมอบของกำนล, งานเลี้ยงและงานสาธารณชุมชน, ได้รับความนิยมในอินเดียมานานกว่าพันปี[9][12]เจ้ากรุงพาลียังปรากฏในรามเกียรติ์ ครั้งทศกัณฐ์พยายามอัญเชิญพระองค์จากโลกบาดาล , แต่มิสามารถทำได้เนื่องด้วยขัดต่อลิขิตธรรมชาติ[6]

ชายาของเจ้ากรุงพาลี คือ นางวินทยวาลี , ซึ่งเรียกอีกนามว่า อาศรม (Ashrama) และมีบุตรชายด้วยนางสามตน, ซึ่งถึงสาวกผู้ภักดีต่อ พระอินทร์ศวร คือพระเจ้ากรุงพาณ (พาณสูร) ซึ่งมีบทบาทในการขอพระราชทานอภัยโทษจากพระกฤษณะ ตามเรื่องอุณรุท[13]

ในประเทศไทยแก้ไข

เทพปกรณัมพราหมณ์ ฮินดูเรื่องการอวตารของพระนารายณ์ในรูปพระวามนะได้เข้ามาพร้อมอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและได้รับการผนวกรวมรวมด้วยกับตำนานเทพปกรณัมคติพระภูมิเจ้าที่ในศาสนาพื้นเมืองเดิมของไทย (วิญญาณนิยม) โดยอธิบายว่าเป็นบิดรของพระภูมิเจ้าที่ทั้งเก้าองค์ ในนามเจ้ากรุงพาลี หรือ พระเจ้าทศราช และถูกพระนารายณ์ในรูปพระวามนะทูลขอแผ่นดินเช่นกัน หลังจากนั้นทรงมีโองการรับสั่งให้เป็นประมุขของบรรดาพระภูมิเจ้าที่และเทพารักษ์ทั้งหลายอันเป็นที่มาของคติการสร้างศาลพระภูมิในศาสนาพื้นเมืองเดิมของไทย (วิญญาณนิยม)[14]บางที่ท้องถิ่นอธิบายเหมือนอย่างเรื่องอวตารของพระนารายณ์ในรูปพระวามนะแต่เปลี่ยนจากพระนารายณ์ในรูปพระวามนะเป็นพระโพธิสัตว์ในอิทธิพลศาสนาพุทธแบบเถรวาทแทน[15] นอกจากนี้เจ้ากรุงพาลียังมีบทบาทในฐานะเทพารักษ์ใหญ่รักษาพระบรมมหาราชวังอันมีเทวรูปในรูปแบบเจว็ดในหอแก้วศาลพระภูมิอันเป็นศาลพระภูมิประจำของพระบรมมหาราชวัง (ปัจจุบันอยู่ด้านข้างพระที่นั่งไชยชุมพลแต่อยู่ด้านในรั้วกำแพงของพระราชวังฝ่ายใน) [16] และมีบทบาทอย่างยิ่งในพระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราชของพระราชพิธีสิบสองเดือน[17][18][19][20]ในพระราชพิธีปีใหม่ไทยแบบโบราณ นอกจากนี้เจ้ากรุงพาลียังได้รับการนับถือเป็นเทพารักษ์ที่รักษาคุ้มครองชาวบ้านในบริเวณตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง อันมีศาลพระภูมิประจำท้องถิ่นของขนาดใหญ่ของชาวบ้านท้องที่อุทิศถวาย ณ ถนนเลียบชายทะเลพีเอ็มวาย ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง[21][22][23][24]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. https://www.matichonweekly.com/column/article_530895
  2. Nanditha Kirshna (2009). Book of Vishnu. Penguin Books. pp. 58–59. ISBN 978-81-8475-865-8.
  3. Narayan, R.K (1977). The Ramayana: a shortened modern prose version of the Indian epic. Mahabali story. Penguin Classics. pp. 14–16. ISBN 978-0-14-018700-7.
  4. "About Onam".
  5. 5.0 5.1 D Dennis Hudson (2008). The Body of God: An Emperor's Palace for Krishna in Eighth-Century Kanchipuram. Oxford University Press. pp. 163–174. ISBN 978-0-19-970902-1.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 George M. Williams (2008). Handbook of Hindu Mythology. Oxford University Press. pp. 73–74. ISBN 978-0-19-533261-2.
  7. D Dennis Hudson (2008). The Body of God: An Emperor's Palace for Krishna in Eighth-Century Kanchipuram. Oxford University Press. pp. 207–219. ISBN 978-0-19-970902-1.
  8. George M. Williams (2008). Handbook of Hindu Mythology. Oxford University Press. p. 274. ISBN 978-0-19-533261-2.
  9. 9.0 9.1 PV Kane (1958). History of Dharmasastra, Volume 5 Part 1. Bhandarkar Oriental Research Institute. pp. 201–206.
  10. Constance A Jones (2011). J. Gordon Melton (บ.ก.). Religious Celebrations: An Encyclopedia of Holidays, Festivals, Solemn Observances, and Spiritual Commemorations. ABC-CLIO. pp. 634, 900. ISBN 978-1-59884-205-0.
  11. Gopal, Madan (1990). K.S. Gautam (บ.ก.). India through the ages. Publication Division, Ministry of Information and Broadcasting, Government of India. p. 74.
  12. A.M. Kurup (1977). "The Sociology of Onam". Indian Anthropologist. 7 (2): 95–110. JSTOR 41919319.
  13. Dalal, Roshen (2010). Hinduism: An Alphabetical Guide (ภาษาอังกฤษ). Penguin Books India. ISBN 978-0-14-341421-6.
  14. https://www.xn--12cf8c4akgmcn3a5guahb0a2fh.com/story-of-spirithouse/
  15. https://www.chiangmainews.co.th/social/1221645/
  16. http://www.resource.lib.su.ac.th/rattanakosin/index.php/2014-10-27-08-52-05/2014-10-29-01-27-45/2015-10-15-04-25-28/2015-10-15-04-28-36?showall=&start=1
  17. https://www.silpathai.net/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A/
  18. http://www.thaistudies.chula.ac.th/thaistudies/reference?id=12164
  19. http://thaipra-siam.blogspot.com/2013/08/blog-post_22.html
  20. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=317115
  21. https://www.naewna.com/likesara/633798
  22. https://www.banmuang.co.th/news/crime/268608
  23. https://news.ch7.com/detail/548632
  24. https://siamrath.co.th/n/320392

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข