เปิดเมนูหลัก

มุฮัมหมัด บิน อัลฮะซัน อัลอัสการี รู้จักกันในนามของ ฮุจญัต บิน อัลฮะซัน ตามความเชื่อของชีอะฮ์ 12 อิมาม คือ มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญานั้นคืออิมามท่านที่ 12 เป็นบุตรของฮะซัน บิน อาลี อัสการี (อิมามท่านที่ 11 ของชีอะฮ์) มีนามเหมือนกับท่านศาสดาแห่งอิสลามคือ มุฮัมหมัด ฉายานามของเขาคือ อะบุลกอซิม , อิมามซะมาน ,ซอฮิบุซซะมาน , วะลียุลอัศร์ , กออิมอาลิมมุฮัมหมัด และมะฮ์ดีอัลเมาอูด ฮุจญัต บิน ฮะซัน ประสูติในกลางเดือนชะอ์บาน ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 255 หรือ 256 ที่เมืองซามัรรอ  [1]เขาขึ้นดำรงตำแหน่งอิมามเมื่ออายุได้ 5 ขวบ หลังจากการเสียชีวิตของผู้เป็นบิดา หลังจากการเสียชีวิตของ ฮะซัน อัสการี ผู้คนสามารถติดต่อกับอิมามมะฮ์ดีได้โดยผ่านตัวแทนทั้งสี่ท่าน แต่จาการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แล้วทำให้เห็นได้ว่าบรรดาตัวของท่านไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงสี่ท่านเท่านั้น และศัพท์เชิงวิชาการที่เรียกขานกันว่า ตัวแทนเฉพาะ (นาอิบุลคอส) นั้นเริ่มใช้กันในศตวรรษที่4-5 โดยผู้รู้ของชีอะฮ์ เช่น เชคฏูซี เพื่ออธิบายการเร้นกายระยะสั้นนั่นเอง[2][3][4] หลังจากผ่านช่วง 70 ปี (ช่วงเร้นกายระยะสั้น) สิ้นสุดลงด้วยการเสียชีวิตของอาลี บิน มุฮัมหมัด สะมุรี ตัวแทนคนที่สี่ของอิมามท่านที่12 ความโศกเศร้าก็เกิดขึ้นกับชีอะฮ์อีกครั้ง พวกเขาพบกับการเร้นกายระยะยาวในช่วงปลายศตวรรษที่5  ตามความเชื่อของชีอะฮ์ ภายหลังจากสิ้นสุดยุคตัวแทน บรรดาชีอะฮ์ไม่อาจติดต่อกับอิมามมะฮ์ดีได้อีกหลังจากผ่านช่วง 70 ปี (ช่วงเร้นกายระยะสั้น) สิ้นสุดลงด้วยการเสียชีวิตของอาลี บิน มุฮัมหมัด สะมุรี ตัวแทนคนที่สี่ของอิมามท่านที่12 ความโศกเศร้าก็เกิดขึ้นกับชีอะฮ์อีกครั้ง พวกเขาพบกับการเร้นกายระยะยาวในช่วงปลายศตวรรษที่5 เลย และยุคนี้เรียกว่ายุคเร้นกายระยะยาว หลังจากสิ้นสุดยุคการเร้นกายระยะยาว ท่านจะมาปรากฏในนามของมะฮ์ดีโดยจะเป็นผู้ที่สร้างความยุติธรรมบนโลกใบนี้ขึ้นอีกครั้ง[5]

หลังจากการเสียชีวิตของ ฮะซัน อัสการี (อิมามท่านที่สิบเอ็ดของชาวชีอะฮ์) ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 260 ช่วงอายุได้ 28 ปี  รู้จักกันในยุคนี้ว่า "ปีแห่งความสับสน" ชาวชีอะฮ์ก็แตกออกเป็นนิกายต่างๆ มากมาย บ้างก็เชื่อว่าฮะซัน อัสการี ไม่มีบุตรชาย หรือบุตรชายได้เสียไปแล้ว [6] ชีอะฮ์ส่วนหนึ่งก็ยอมรับญะอ์ฟัร ผู้เป็นพี่ของฮะซัน อัสการี เป็นอิมาม กลุ่มอื่นๆ ก็หันไปให้ความสนใจกับลูกหลานของบรรดาอิมามท่านที่เก้าและท่านที่สิบ แต่บรรดาสาวกของฮะซัน อัสการี กล่าวกันว่า " ท่านมีบุตรชายที่เป็นตัวแทนอย่างถูกต้องตามหลักการสำหรับตำแหน่งอิมาม" ตามคำบอกเล่าของสาวกเหล่านี้ เช่น ท่านอุษมาน บิน สะอีด สาวกผู้ใกล้ชิดของฮะซัน อัสการี กล่าวว่าท่านมีบุตรชายที่ปกปิดเอาไว้ เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากรัฐบาลและกลัวว่าจะถูกสังหาร[7] ความเชื่อในลักษณะนี้เริ่มแรกเป็นความเชื่อส่วนน้อยของชีอะฮ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นความเชื่อของชีอะฮ์ทั้งหมด ซึ่งก็คือชีอะฮ์อิมามสิบสองในปัจจุบันนั่นเอง

ทรรศนะทางประวัติศาสตร์ที่แพร่หลาย คือการเชื่อเกี่ยวกับอิมามท่านที่สิบสอง และอิมามท่านที่สิบสองก็คือมะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ [8][9][10] สมบูรณ์ ด้านตรงข้ามของญาซิม ฮุเซน ก็กล่าวว่า ตามหลักฐานทางฮะดีษคือ อิมามท่านที่สิบสองก็คือกออิมที่ถูกสัญญา และถูกกล่าวถึงกันแล้วก่อนการเสียชีวิตของฮะซันอัสการีในปีฮิจเราะฮ์ศักราช 260.[11] ดูเหมือนว่าทรรศนะดังกล่าวนี้ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะสมบูรณ์ จากนั้นก็มีการอธิบายด้านศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น [12] บรรดาชีอะฮ์ต่างก็อธิบายทรรศนะเกี่ยวกับการเร้นกายด้วยสองมุมมอง คือ มุมมองทางด้านฮะดีษ และมุมมองทางด้านเทววิทยา [13]วิทยา กุลัยนี (เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ศักราช 329 ตรงกับคริสตศักราชที่ 941)ได้นำเสนอฮะดีษต่างๆ เกี่ยวกับการเร้นกายและเหตุผลการเร้นกายไว้ในหนังสืออุซูลกาฟี-ซึ่งอยู่ในยุคการเร้นกายระยะสั้น- [14] โดยเฉพาะนุอ์มานี ได้นำเสนอทรรศนะเกี่ยวกับการเร้นกายจากหนทางของฮะดีษต่างๆ ไว้ในหนังสืออัลฆอยบะฮ์ และท่านเป็ฯคนแรกที่บัญญัติคำว่า "การเร้นกายระยะสั้น" และ "การเร้นกายระยะยาว"ขึ้น .[15]หลังจากเขา อิบนุบาบิวัยฮ์ (เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ศักราช 911.922)พยายามรวบรวมฮะดีษต่างๆ เกี่ยวกับอิมามท่านที่สิบสองและการเร้นกายของเขาไว้ในหนังสือ กะมาลุดดีน นอีกด้านหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทววิทยา เช่น เชคมุฟีด (เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 412 ตรงกับคริสตศักราชที่ 1023) และศิษย์ของท่าน โดยเฉพาะ ซัยยิดมุรตะฎอ (เสียชีวิตปี 1044-1045)ก็ได้นำเสนอทรรศนะทางด้านเทววิทยาเกี่ยวกับความจำเป็นของการมีชีวิตอยู่ของอิมามในช่วงการเร้นกาย[16]

การมีความเชื่อเกี่ยวอิมามผู้เร้นกาย ถือเป็นความสิริมงคลสำหรับบรรดาชีอะฮ์ที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหง เนื่องจากอิมามที่เร้นกายนั้นย่อมถูกคุคามน้อยกว่าอิมามที่เปิดเผย จะลดการปะทะกันกับผู้ปกครองแห่งยุคสมัย ความเชื่อเกี่ยวกับการมาปรากฎของอิมามผู้เร้นกายจะทำให้ผู้รอคอยสามารถมีการปกครองที่ดีมาแทนที่การปกครองที่อธรรม ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพขึ้นในหมู่ชีอะฮ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นแต่ละกลุ่มต่างก็หันเข้าหาอิมามของตนเองจนก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น [17] นอกจากนั้นการมีความเชื่อเกี่ยวกับการมาปรากฏของอิมามผู้เร้นกาย (ในฐานะมะฮ์ดี) ทำให้ชาวชีอะฮ์อดทนต่อความยากลำบาก ทำให้มีความหวังต่ออนาคตที่สดใส.[18]

เนื้อหา

รู้จักกับแหล่งอ้างอิงแก้ไข

 
ต้นฉบับของหนังสือของ กะมาลุดดีนวะตะมามุนเนี้ยะอ์มะฮ์ ผลงานของอิบนุ บาบิวัยฮ์ เกี่ยวกับอิมามแห่งยุคสมัยของชีอะฮ์และการเร้นกาย

ญาซิม ฮุเซน ได้รวบรวมฮะดีษเกี่ยวกับการเร้นกายของอิมามมะฮ์จากชีอะฮ์กลุ่มต่างๆ ไว้อย่างมากมาย ช่วงก่อนปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 260 ตรงกับปีคริสตศักราชที่ 874 มีผลงานต่างๆจากสามนิกาย ได้แก่ วากิฟียะฮ์ ซัยดียะฮ์ ญารูดียะอ์ และอิมามียะฮ์ จากกลุ่มวากิฟียะฮ์ ได้แก่ อันมาฏี อิบรอฮีม บิน ซอลิห์ กูฟี สาวกของอิมามมุฮัมหมัดบาเกร ได้เขียนหนังสือชื่อ อัลฆอยบะฮ์ ขึ้น อาลี บิน ฮุเซน ฏออี ฏอฏอรี และฮะซัน บิน มุฮัมหมัด บิน สิมาอะฮ์ ก็ได้เขียนหนังสือ กิตาบุลฆอยบะฮ์ ขึ้น โดยแนะนำว่าอิมามมูซากาซิม คืออิมามผู้เร้นกาย กลุ่มซัยดียะฮ์ เช่น อะบูสะอีด อิบาด บิน ยะอ์กูบ รอวาญีนี อุศฟุรี ได้นำฮะดีษต่างๆเกี่ยวกับการเร้นกาย , อิมามทั้งสิบสองและอิมามท่านที่ 12 โดยปราศจากการนับชื่อของพวกเขา กลุ่มอิมามียะฮ์ เช่น อาลี บิน มะฮซ์ยาร อะฮ์วอซี (วะกีลของของอิมามท่านที่ 10)(เสียชีวิตประมาณปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 250-260) ได้เขียนหนังสือขึ้นสองเล่ม ได้แก่ กิตาบุลมุลาฮิม และกิตาบุลกออิม ทั้งสองเล่มพูดถึงเรื่องการเร้นกายของอิมามและการลุกขึ้นต่อสู้ด้วยดาบของเขา ฮะซัน บิน มะห์บูบ สุรอด (เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 224 ตรงกับปีคริสตศักราชที่ 838) เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเร้นกายชื่อ "อัลมะชีเคาะฮ์" ฟัฏล์ บิน ชาซาน นีซาบุรี (เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 260 ตรงกับปีคริสตศักราช 873) เขียนหนังสือชื่อ อัลฆอยบะฮ์ ขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะรายงานตามหนังสืออัลมะชีเคาะฮ์ เขาเสียชีวิตก่อนอิมามท่านที่สิบเอ็ดและเชื่อว่าอิมามท่านที่สิบสองคือกออิม [19][20] กออิม แหล่งข้อมูลก่อนการเร้นกายระยะยาวนั้นมีอยู่อย่างกระจัดกระจายและไม่เพียงพอ อุปสรรคที่บรรดานักค้นคว้าประสบก็คือบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ของแหล่งอ้างอิงเหล่านี้

ระหว่างช่วงเวลาที่สถานทูตโทรเรียกเล็กน้อย occultation(۲۶۰–۳۲۹ อีก /۸۷۴–۹۴۱ ครอบ) ศาสนาและคณะมิชชันนาจากพื้นฐานข้อมูลที่อยู่ในหนังสือก่อนหน้านี้และกิจกรรมขององค์กรทนายเขียนว่าในทางประวัติศาสตร์หนังสือของเวลานี้แค่ไม่สามารถพบได้ อับราฮัมเบนไอแซคคนเดียวในห้องหนึ่ง(CE น ۲۸۶ อีก /۸۹۹ CE น) นั่น claimant ย,ในฐานะตัวแทนของ Imam ที่สิบสองเป็นหนังสือเรื่องของหายไปเขียน อับดุลลาห์ bin หม่าจา 'far วามแตกต่างระหว่างสามีกับภรรยา(m น หลังจาก ۲۹۳ อีก /۹۰۵ ครอบ) นั่นของคุณตัวแทนขาย imams ที่สิบแล้ว eleventh nawab ของคนแรกและคนที่สองเป็นหนังสือ"الغیبه และ الحیره"เขียนอก Ibn babawayh(Shaykh saduq)(CE น ۳۲۹ อีก /۹۴۰ ครอบ) หนังสือ"ผู้ชายและ التبصره ฉัน الحیره"และ kalyani(m น ۳۲۹ อีก /۹۴۰ CE น) ผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งของหนังสือพิสูจน์ หลักการมากพอ ที่จะ absences จัดห้อง[21][22]

ในยุคการเร้นกายระยะสั้น (ฆอยบัตศุฆรอ) (ฮ.ศ. 260-329 ตรงกับ ค.ศ. 874-941) บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามและนักเผยแผ่เขียนกันตามข้อมูลที่ได้รับจากตำราเก่าแก่ว่าไม่พบหนังสือประวััติศาสตร์ในยุคนี้ อิบรอฮีม บิน อิสฮาก นะฮาวันดี (เสียชีิวิตปีฮ.ศ. 286 ตรงกับ ค.ศ. 899) อ้างว่าเป็นตัวแทนอิมามท่านที่ 12 และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเร้นกายขึ้นเล่มหนึ่ง อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฮะมีรี (เสียชีวิตหลังจากฮ.ศ. ที่ 293 ตรงกับ ค.ศ. 905) ซึ่งเป็นสาวกของอิมามท่านที่ 10 และท่านที่ 11 ได้เขียนหนังสือ อัลฆอยบะอ์ วัลฮีเราะฮ์ ขึ้น อิบนุ บาบิวัยฮ์ (บิดาของเชคซอดูก) (เสียชีวิต ฮ.ศ. 329 ตรงกับ ค.ศ. 940) เขียนหนังสือชื่อ อัลอิมามะฮ์ วัตตับศิเราะ์ มินัลฮีเราะฮ์ ส่วนท่านกุลัยนี (เสียชีวิต ฮ.ศ. 329 ตรงกับ ค.ศ. 940) ได้ให้เนื้อหาเรื่องการเร้นกายเป็นเนื้อหาหลักในบทว่าด้วยเรื่องฮุจญัตของอุซูลุลกาฟี ตั้งแต่ (ฮ.ศ. 329 / ค.ศ. 941) สิ้นสุดยุคบรรดาทูตตัวแทนและเริ่มเข้าสู่ยุคการเร้นกายระยะยาว (ฆอยบัตกุบรอ) ได้มีการเขียนตำราเพื่ออธิบายการเร้นกายและการมีอายุยืนยาวของอิมาขึ้นมากมาย ตามคำกล่าวของ ญาซิม ฮุเซน มีตำราห้าเล่มที่ถูกเขียนขึ้นในยุคนี้ ซึ่งถือเป็นความเชื่อของชีอะฮ์ในยุคต่อมา เล่มแรกคือ อัลฆอยบะฮ์ นุอ์มานี เขียนโดย อะบูอับดิลลา มุฮัมหมัด บิน ญะอ์ฟัร นุอ์มานี (ฮ.ศ. 360) เล่มที่สอง คือ กะมาลุดดีน วะ ตะมามุนเนี้ยะอ์มะฮ์ โดยเชคซอดูก (ฮ.ศ. 306-381 / ค.ศ. 923-991) ซึ่งเรียบเรียงขึ้นตาม อุซูลอัรบะอะมิอะฮ์ เนื่องจากสถานภาพของบิดาของท่าน อาลี บิน บาบิวัยฮ์ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่ได้รับมากจากบรรดาตัวแทนของอิมามและการเข้าพบอย่างลับๆ กับอิมามผู้เร้นกายโดยผ่านบรรดาทูตตัวแทนทั้งสี่ท่าน เล่มที่สาม อัลฟุซูลุลอะชะเราะฮ์ ฟิล ฆอยบะฮ์ โดยเชคมุฟีด (ฮ.ศ. 513 /ค.ศ. 1022) และหนังสือ อัลอิรชาด เขียนขึ้นตาาแนวของกุลัยนี และนุอ์มานี โดยใช้การรายงานฮะดีษต่างๆ อีกทั้งอธิบายการมีอายุยืนยาวของอิมามผู้เร้นกายไว้อีกด้วย เล่มที่สี่ มัสอะละตุน ฟิล ฆอยบะฮ์ โดยซัยยิด มุรตะฎอ (ฮ.ศ. 355-436 ค.ศ. 1044-1045) เป็นศิษย์ของเชคมุฟีด และยังมีหนังสือ อัลบุรฮาน อะลาเศี้ยะฮะติ ฏูลิ อุมริลอิมามิซซะมาน โดย มุฮัมหมัด บิน อะลี กะรอจิกี (ฮ.ศ. 449 / ค.ศ. 1057) ซึ่งขาดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เล่มที่ห้า อัลฆอยบะฮ์ โดยเชคฏูซี (ฮ.ศ. 385-460 / ค.ศ. 1067)เขียนขึ้นตามบรรทัดฐานของ อัลอัคบารุลวิกาละติลอัรบะอะฮ์ โดยอะห์มัด บิน นูห์ บัศรี ได้นำเสนอเกี่ยวกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับภารกิจลับของทูตตัวแทนทั้งสี่ท่าน ซึ่งใช้ทั้งแนวฮะดีษและสติปัญญา อิมามท่านที่ 12 คือ มะฮ์ดีกออิมที่ถูกเร้นกาย ส่วนการแอบอ้างอื่นๆ เกี่ยวกับการเร้นกาย เช่น อาลี บิน อะบีฏอลิล , มุฮัมหมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ และมูซากาซิม นั้นไม่เป็นความจริง หนังสือเล่มนี้ถือเป็นตำราอ้างอิงหลักของบรรดานักเขียนรุ่นหลังของชีอะฮ์อิมามียะอ์ โดยเฉพาะ บิฮารุลอันวาร ของมุฮัมหมัด บาเกร มัจลิซี (ฮ.ศ 1037-1110) [23][24]

ตามข้อมูลของญาซิม ฮุเซน แหล่งอ้างอิงที่นอกเหนือจากชีอะฮ์จะยึดตามหนังสือ อัลมุสตัรชิด โดย อะบุลกอซิม บัลคี มุอ์ตะซิลี (ประมาณ ฮ.ศ. 301 / ค.ศ. 913) ซึ่งเชื่อว่าฮะซันอัสการี เสียชีวิตไปโดยไม่มีผู้สืบสกุล ดูเหมือนว่าเขาข้อมูลของเขาโดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มของชีอะฮ์หลังจากปี ฮ.ศ. 260 นั้นจะได้มาจาก ฮะซัน บิน มูซา นูบัคตี (ประมาณ ฮ.ศ. 300) หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นบนฐานข้อมูลของ อัลมุฆนี อับดุลญับบาร มุอ์ตะซิลี (ฮ.ศ. 415 / ค.ศ. 1024) และอะบุลฮะซัน อัชอะรี (ฮ.ศ. 324 / ค.ศ. 935 ) และหนังสืออัชอะรี คือหนังสืออ้างอิงหลักของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ เช่น อิบนุฮัซม์ (ฮ.ศ. 456 / ค.ศ. 1037) และชะฮ์ริสตานี (ฮ.ศ. 548 / ค.ศ. 1153) เกี่ยวกับกลุ่มต่างๆ ของชีอะฮ์[25]

การอธิบายเนื้อหาในแหล่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ทั่วไปของบรรดามุสลิมนั้นมีความแตกต่างกัน มุฮัมหมัด บิน ญะรีร ฏอบะรี (ฮ.ศ. 224/ ค.ศ. 922) ซึ่งอยู่ร่วมสมัยในยุคการเร้นกาย ในตารีคฏอบะรี ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอิมามท่านที่ 12 และกิจกรรมต่างๆ ของบรรดาชีอะฮ์อิมามสิบสองไว้เลย ทั้้งๆ ที่ได้บันทึกกิจกรรมต่างๆ ของชีอะฮ์กลุ่มอื่นไว้ เช่น อิสมาอีลียะฮ์ แม้แต่การยกฮะดีษมะฮ์ดีกออิมของกลุ่มนี้เพื่อแสวงหาอำนาจก็ตาม ญาซิม ฮุเซน เชื่อว่าสาเหตุที่ไม่กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆ ของชีอะฮ์สิบสองอิมามไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็เพื่อปกปิดเรื่องนี้ไว้ มัสอูดี (ประมาณ ฮ.ศ. 283-346 / ค.ศ. 896-957) กล่าวเรื่องการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดีว่าเป็นเพราะการกดดันและการสร้างความลำบากจากราชวงศ์อับบาซีต่อบรรดาชีอะฮ์ไว้ในหนังสือ มุรูญุซซะฮับ , อัตตัมบิฮ์วัลอัชรอฟ และหนังสือ อิษบาตุลวะซียะฮ์ อิบนุอะซีร (ฮ.ศ. 555-630 / ค.ศ. 1232) กล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้แทนของอิมามในยุคเร้นกายและอิทธิพลของพวกฆุลูว (กลุ่มความเชื่อเลยเถิด) ตามความเชื่อของญาซิม ฮุเซน เป็นไปได้ที่เขาจะเอาข้อมูลมาจากหนังสือ ตารีคุลอิมามียะฮ์ ผลงานของ ยะห์ยา บิน อะบี ฏอย (ฮ.ศ. 630 / ค.ศ. 1232)[26][27]

Abdulaziz Sachedina เขียนไว้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะระบุเส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาทางประวัติศาสตร์กับเนื้อหาด้านความเชื่อของชีอะฮ์ เพราะชีวะประวัติของบรรดาอิมามในหนังสือของนักเขียนชาวชีอะฮ์นั้นมีเรื่องเล่าต่างๆ ที่เป็นข้อตักเตือน ที่บรรดานักอิรฟานได้เขียนขึ้นเพื่อสานุศิษน์ของพวกเขา ในการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องอิมามท่านที่สิบสองของบรรดาชีอะฮ์นั้นต้องพึ่งแหล่งอ้างอิงไม่ใช่เป็นตำราประวัติศาสตร์และไม่ใช่ชีวะประวัติด้านศาสนาและคำตักเตือน อย่างไรก็ตามแหล่งอ้างอิงเหล่านี้คือตัวช่วยที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจกับยุคต่างๆที่ ความเชื่อเรื่องบุรุษผู้ปลดปล่อยในยุคสุดท้าย กลายเป็นความเชื่อหลักของชีอะฮ์.[28]

ความเป็นมาของความเชื่อชีอะฮ์เกี่ยวกับมะฮ์ดีและกออิมแก้ไข

ตามที่ ญาซิม ฮุเซน ได้อธิบายไว้ว่า ความหมายของ "มะฮ์ดี" ในฐานะผู้ชี้นำนั้นถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  พี่น้องซุนนีก็ใช้คำนี้เรียก คุละฟาอัรรอชิดีน  และชีอะฮ์ก็ใช้เรียกบรรดาอิมาม เช่น ในการลุกขึ้นต่อสู้ของ ฮุเซน บิน อาี ชีอะฮ์กูฟะฮ์ได้เชิญชวนท่านในฐานะของมะฮ์ดี  และสุไลมาน บิน ศุร็อด ก็ถูกเรียกในฐานะนี้ภายหลังจากที่ถูกฆ่าเช่นกัน  แต่การใช้คำในความหมายของผู้ปลดปล่อยนั้นเกิดขึ้นในยุคของการลุกขึ้นสู้ของมุคตาร โดย มุคตาร ษะกอฟี ใช้เรียก มุฮัมหมัด ฮะนะฟียะฮ์[29][30]

ตามคำกล่าวของSaïd Amir Arjomand  และ Wilferd Madelung  ว่า ความเชื่อเกี่ยวมะฮ์ดี ผู้เร้นกายและผู้ปลดปล่อย ในหมู่มุสลิมนั้นย้อนกลับไปในยุคนิกายกัยซานียะฮ์   เป็นกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ของการลุกขึ้นต่อสู้ของมุคตาร  พวกเขาเชื่อว่า มุฮัมหมัด ฮะนะฟียะฮ์ บุตรของ อาลี อิมามท่านแรกของชีอะฮ์ว่าคือ มะฮ์ดี และหลังจากที่เขาเสียชีวิตลงกลุ่มนี้ก็ประกาศว่าเขายังไม่ตาย แต่เร้นกายอยู่ในภูเขาริฎวา ในเมืองมะดีนะฮ์ และจะกลับมาปรากฏอีกครั้งในฐานะมะฮ์ดีและกออิม Wilferd Madelung กล่าว่า บรรดาชีอะฮ์เรียกลูกหลานหลายท่านของท่านศาสดาในฐานะมะฮ์ดี  เช่น มุฮัมหมัด ฮะนะฟียะฮ์ , อะบูฮาชิม บุตรของมุฮัมหมัด ฮะนะฟียะฮ์ , มุฮัมหมัด บิน มุอาวิยะฮ์ มาจากครอบครัวของ ญะอ์ฟัร อะบูฏอลิบ , มุฮัมหมัด อิบนุ อับดุลลอฮ์ , นัฟส์ ซะกียะฮ์ , ญะอ์ฟัร ซอดิก , มูซา กาซิม   นอกจากกลุ่มกัยซานียะฮ์แล้ว กลุ่มซัยดียะฮ์ ก็ใช้คำนี้เรียกบรรดาผู้ลุกขึ้นต่อสู้ของพวกเขาในฐานะมะฮ์ดี ผู้ปลดปล่อยด้วยเช่นกัน และยังมีกลุ่มย่อยของอิมามียะฮ์ เช่น นาวูซียะ วากิฟียะฮ์ ที่ใช้ชื่อนี้เรียกอิมามท่านที่หกและอิมามท่านที่เจ็ด[31][32]

ทั้งมุฮัมหมัดบาเกร และ ญะอ์ฟัร ซอดิก บรรดาผู้ปฏิบัติตามท่านได้กล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่พวกท่านไว้ในหลายกรณีว่า หากลุกขึ้นต่อสู่กับผู้ปกครองแห่งยุคก็จะให้การสนับสนุนพวกท่าน แต่ทั้งสองอิมามได้ให้คำตอบที่สร้างความสงบแก่พวกเขาลงว่า แม้ว่าอิมามทั้งหมดจะเป็นกออิมก็ตามและมีความสามารถที่จะต่อกรกับผู้ปกครองที่อธรรมได้ แต่กออิมผู้ถูกสัญญาไว้นั้นจะมาปรากฏหลังจากบัญชาของพระเจ้าเพื่อมาทำลายความอธรรมให้หมดไป[33]  เกี่ยวกับการใช้คำว่า มะฮ์ดี ในฐานะ ผู้ปลดปล่อยนั้นก็มีทัศนะที่แตกต่างกันออกไปในหมู่ชีอะฮ์  มุดัรริซี เขียนไว้ว่า ชีอะฮ์อิมามียะฮ์รู้จักกับแนวคิดกออิมตั้งแต่ยุคของอาลี และกลุ่มกัยซานียะฮ์  กระทั่งยุคการเร้นกายระยะสั้น ความหมายของมะฮ์ดี  ไม่ใช่เป็นแนวคิดของอิมามียะฮ์ ทว่าในยุคการเร้นกายบรรดาชีอะฮ์เร่ิ่มค่อยๆให้ความหมายของมะฮ์ดีนั้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ไม่ใข่ชีอะฮ์ และให้ความหมายของกออิมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกับอิมามียะฮ์ แม้ว่าในตำราต่างๆจะถือว่าอิมามท่านที่สิบสองของชีอะฮ์ก็คือกออิมมากระทั่่งช่วงปลายศตวรรษที่สาม / ค.ศ. ที่ 9 ก็ตาม แต่ต้นศตวรรษต่อมาตำราต่างๆของชีอะฮ์์เรียกอิมามท่านที่สิบสองว่า มะฮ์ดี[34] Abdulaziz Sachedina  กล่าวไว้เช่นกันว่า มะฮ์ดะวียัต ของอิมามท่านที่สิสอง เป็นทฤษฎีอิมามัตของอิมามผู้เร้นกายที่ผนวกเข้ากับความเชื่อการมาปรากฏของอิมามมะฮ์ดีและการสร้างความยุติธรรม ทั้งที่ก่อนหน้านี้อิมามท่านที่สิบสองไม่ถูกเรียกว่ามะฮ์ดีผู้ถูกสัญญามาก่อน ในทางตรงกันข้ามญาวิม ฮุเซน เขียนว่า ไม่เพียงแต่มะฮ์ดี จะหมายถึงผู้ปลดปล่อย ในมุมมองของอิมามียะฮ์ที่ใช้มาตั้งแต่ยุคบรรดาอิมาม ทว่าบรรดาอิมามก็มีความเชื่อว่าพวกท่านแต่คนสามารถเป็นมะฮ์ดีกออิมได้หากสถานการณ์ตอบรับ[35][36] บรรดามุสลิมเชื่อกันมานมนานแล้วว่าท่านศาสดาได้ให้ความหวังถึงการมาของบุรุษผู้หนึ่งที่มาจากเชื้อสายของฮุเซน บิน อาลี ที่จะยืนหยัดขึ้นทำลายอุตริกรรมให้หมดไปจากอิสลาม  แต่การแข่งขันกันทางการเมืองระหว่างมสุลิมเป็นเหตุให้บางกลุ่มได้ทำการบิดเบือนฮะดีษต่างๆ ของศาสดาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในเวทีทางการเมือง[37]

ตามคำกล่าวของSaïd Amir Arjomand ว่า ส่วนใหญ่กลุ่มกัยซานีจะเป็นชาวอิหร่าน และคาดว่าชาวอิหร่านมีความรู้เกี่ยวกับผู้ปลดปล่อยจากความเชื่อของศาสนาโซโรแอสเตอร์ วีรบุรุษ อย่าวเชน โฆรชอซิบ  ที่หลังจากตื่นจากการนอนหลับอันยาวนาน พวกอะฮ์รีมันก็จะปรากฏขึ้นบนหน้าแผ่นดิน มุฮัมหมัดอะมีร มุอิซซี และ ตีมูตี ฟิรนีช ว่าส่วนใหญ่ความเชื่อเกี่ยวกับผู้ปลดปล่อย การมาปรากฏของผู้ปลดปล่อย การเร้นกาย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกันนี้ นั้นได้มาจากศาสนาก่อนหน้านี้ เช่น ศาสนามานี ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ศาสนาวยูดาย และศาสนาคริสต์[38]

ตามที่ญาวิม ฮุเซน ได้เขียนไว้ว่า ที่มาของทัศนะเกี่ยวกับมะฮ์ดีในฐานะผู้ปลดปล่อยนั้นมีอยู๋ในฮะดีษของท่านศาสดา ที่บรรดาสาวกจำนวน 26 ท่านได้รายงานไว้ซึ่งมีอยู่ในหนังสือฮะดีษของพี่น้องซุนนี ซัยดียะฮ์และอิมามียะฮ์  เขาปฏิเสธความฎออีฟของฮะดีษ โดยกล่าวว่า ฮะดีษเหล่านี้ก็แพร่หลายในยุคราชวงศ์อุมัยะฮ์ และก็มีอยู่ในหนังสือ สุลัยม์ บิน เกส ซึ่งอ้างถึงสุลัยม์ บิน เกส ฮิลาลี (ประมาณ ฮ.ศ. 80-90 / ค.ศ. 699-708)[39][40]  อีกด้านหนึ่งนักประวัติศาสตร์ และนักเทววิทยาของชีอะฮ์ เช่น ซัยยิดมุรตะฎอ อัสกะรี และมุฮัมหมัด ฮุเซน ฏอบาฏอบาอี  ย้ำถึงจุดร่วมระหว่างศาสนาเกี่ยวกับความหวังการมาของมะฮ์ดี และสร้างความยุติธรรมขึ้นบนหน้าแผ่นดิน โดยถือว่าเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตลาดต่างๆ[41] กลุ่มนี้เริ่มจากการกล่าวถึงมะฮ์ดีในฮะดีษต่างๆ ของศาสดาแห่งอิสลามที่ทั้งชีอะฮ์และซุนนีรายไว้ และเชื่อว่าการมีอยู่ของมะฮ์ดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นตามสัญญาที่มีอยู่ในอิสลามและกุรอานเพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในหน้าแผ่นดิน[42][43]

สถานการณ์ทางการเมืองและความเชื่อในช่วงปลายศตวรรษที่สามและสี่แก้ไข

ในยุคการปกครองของ มุตะวักกิล อับบาซี (ฮ.ศ. 232-247/ค.ศ. 847-861) การเมืองที่ประนีประนอมของมะมูน (ฮ.ศ. 198-218 /ค.ศ. 813-833) และบรรดาคอลีฟะฮ์ภายหลังจากเขามีท่าทีที่ที่แข็งกร้าวต่อชีอะฮ์ ในยุคของมุตะวักกิลเขาสั่งให้ทำลายสุสานของ ฮุเซน บิน อาลี  เขาได้เรียกตัวอิมามท่านท่านที่สิบของชีอะอ์ อิมามฮาดีย์ กับบุตรของท่าน อิมามฮะซันอัสการี จากเมืองมะดีนะฮ์มายังเมืองซามัรรอ เพื่ออยู่ในการควบคุมของคอลีฟะฮ์  มุตะวักกิลทำทุกวิถีทางในการกลั่นแกล้งและไม่เกียรติต่ออิมาม มีรายงานมากมายบ่งบอกว่าผู้ปกครองได้กดดันบรรดาอิมามในเมืองซามัรรออย่างหนัก บรรดาชีอะฮ์ในอิรักและฮิญาซก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มุนตะซิร ผู้เป็นลูกชายและขึ้นปกครองต่อหลังจากผู้เป็นบิดาได้ยกเลิกนโยบายนี้จึงทำให้อิมามฮาดีมีเสรีภาพมากขึ้น แต่นโยบายทางการเมืองของมุตะวักกิลก็ดำเนินต่อไปในยุคของมุสตะอีน (ฮ.ศ. 862-866)  เป็นไปได้ว่าในยุคนี้เองที่อิมามท่านที่สิบของชีอะฮ์ได้ส่ง อุษมาน บินสะอีด เป็นตัวแทนไปยังอิรัก (ซึ่งตัวแทนคนนี้ก็ได้รับการรับรองในยุคของอิมามท่านที่สิบเอ็ด อิมามฮะซันอัสการี ด้วยเช่นกัน) [44][45]  ยุคสุดท้ายของบรรดาชีอะฮ์ เป็นยุคของตัวแทน แต่แตกต่างจากการแต่งตั้งตัวแทนอื่นๆในยุคอะละวี (อิสมาอีลียะฮ์ ซัยดียะฮ์  ลูกหลานของฮะซัน บิน อาลี) ที่มีขึ้นเพื่อการลุกขึ้นต่อสู้ ทว่าตัวแทนในยุคปลายของบรรดาอิมามนั้นมีขึ้นเพื่อกิจด้านศาสนา เช่น การเก็บเงินคุมส์และซะกาตดี[46]

เนื่องจากนโยบายทางการเมือง การเงิน การทหารของมุตะวักกิล การเปลี่ยนเมืองหลวงไปยังเมืองซามัรรอ และการโอนเอียงทางด้านมัซฮับไปสู่กลุ่มฮะนาบิละฮ์ ทำให้อำนาจการปกครองอ่อนแอลง กระทั่งเมื่อเขาถูกลอบสังหารในปี ฮ.ศ. 247 ค.ศ. 861 โดยทาสชาวเติร์ก เป็นเหตุให้อำนาจของราชวงศ์อับบาซีเร่ิ่มเสื่อมถอยลง[47]  เกิดสงครามขึ้นภายในแบกแดดและซามัรรอ หลังจากการตายของมุตะวักกิล ก็มีการสังหารคอลีฟะฮ์อีกสี่คน ทำให้ราชวงศ์อับบาซีแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นหัวหน้ากลุ่ม (อะมีร) กระจัดกระจายในดินแดนอิสลาม เช่นกลุ่มซอฟาริยอน ที่ขัดแย้งกับผู้นำคนก่อนของกลุ่มฏอฮิรียอน เกี่ยวกับเรื่องเอกราชของตน[48] สถานการณ์ทางการเมืองและศาสนาในช่วงปลายตำแหน่งฮะซัน อัสการี และช่วงต้นหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปนั้นอยู่ในยุคการปกครองของมุอ์ตะมิด อับบาซี (ฮ.ศ. 256-892) ที่ถือว่าวิกฤติอย่างมาก ทางด้านการเมืองที่อยู่ในยุคอ่อนแอของราชวงศ์อับบาซี  เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแข่งแย่งกันขึ้นอย่างกว้างขวาง มุอ์ตะมิด จึงควบคุมอิมามฮะซัน อัสการี ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งที่อันตรายในการขึ้นสู่่คอลีฟะฮ์ไว้ในเมืองซามัรรอ กระทั่งห้ามไม่ให้บรรชีอะฮ์เข้าพบ[49][50] อีกด้านหนึ่ง มุอ์ตะมิด อับบาซี อยู่ใต้อำนาจของพี่ชาย คือ  มุวัฟฟัก บิลลาฮ์ ที่มีอำนาจทางการทหาร ในลักษณะที่ว่า ค.ศ. 882 สามารถยึดอำนาจของคอลีฟะฮ์ได้เบ็ดเสร็จ[51] มุวัฟฟักและลูกชายของเขา มุอ์ตะฏิด (คอลีฟะฮ์ตั้งแต่ ค.ศ 892-902)และลูกๆ ของเขา มุกตะฟี (ค.ศ.902-908) และมุกตะดิร (ค.ศ. 908-932)  ประสบความสำเร็จในการกู้อำนาจคอลีฟะฮ์กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีอำนาจปกครองเฉพาะในอิรักเท่านั้นก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถขยายอำนาจของตนไปยังอียิปต์ ตะวันตกและอิหร่านผ่านกองกำลังทหารและทางการทูต นับจากยุคของมุอ์ตะฎิดจากนั้นเป็นต้นมาอับบาซีก็ตกอยู่ในอำนาจของครอบครัวชีอะฮ์ชาวฟุรอตและตระกูลที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ชาวญะรอห์ การแก่งแย่งของสองตระกูลนี้ยิ่งทำให้การปกครองระบบเจ้าขุนมูลนายของอับบาซีต้องล่มสลายลง[52]

ช่วงปลายศตวรรษที่สามแห่งฮิจเราะฮ์ศักราช ชาวชีอะฮ์ประสบกับวิกฤติผู้นำ เกิดกลุ่มอิสมาอีลียะฮ์ขึ้นในดินแดนต่างๆ เช่น แอฟริกาเหนือ และซีเรียทางตอนเหนือ การเชิญชวนของกลุ่มอิสมาอีลียะฮ์เพิ่มมากขึ้น กระทั่งอะบูอับดิลลาฮ์ ชีอีย์ สามารถรวบรวมผู้ปฏิบัติตามได้ในฝั่งตะวันตกของอาหรับ ในยุคนี้มีบุคคลหนึ่งนามว่า สะอีด บิน ฮุเซน รู้จักกันในนามของ อุบัยดิลลาฮ์ มะฮ์ดี อ้างตนเป็นอิมาม และอะบูอับดิลลาฮ์ก็เป็นผู้หนึ่งที่ปฏิบัติตามเขา อะบูอับดิลลาฮ์สามารถยึดแอฟริกาได้สำเร็จในปี ฮ.ศ. 297/ค.ศ. 909  ต่อมาในปีเดียวกันนั้น ก็แต่งตั้งให้อุบัยดิลลาฮ์มะฮ์ดีขึ้นดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ และจัดตั้งรัฐฟาฏิมียานขึ้น  ส่วนอิสมาอีลีที่ไม่ยอมรับคอลีฟะฮ์ ฟาติมียาน ก็จัดตั้งกลุ่มการ์มาติยานขึ้น อีด้านหนึ่ง ชีอะฮ์ซัยดี ก็เกิดกลุ่มซัยดีขึ้นในปี ฮ.ศ. 250 / ค.ศ. 864 ในฏับริสตอน และในปี ฮ.ศ. 284 / ค.ศ. 879 ก็เจัดตั้งรัฐขึ้นในเยเมน[53] ในยุคนี้ชาวขีอะฮ์จะยึดหลักเทวะวิทยาตาม อะบูสะฮ์ล นูบัคตี (เกิด ฮ.ศ. 237 เสียขีวิต ฮ.ศ. 311) จากนั้นก็ยึดหลักเทวะวิทยาตามเชคมุฟีด[54]

ช่วงต้นการเร้นกายระยะยาว เป็นยุคที่รู้จักกันในนามของ "ศตวรรษแห่งชีอะฮ์" ช่วงต้นศตวรรษที่สี่แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช/ศตวรรษที่สิบแห่งคริสตศักราช นิกายซัยดี ครอบครัวอาลิบูยะฮ์ มีอำนาจเหนือดินแดนที่สำคัญของอิหร่าน ได้แก่ ฟอร์ส เรย์ และอิศฟาฮาน[55] ในปีฮ.ศ. 334/ค.ศ. 945 บะนีอับบาสตกอยู่ภายใต้อำนาจของชีอะฮ์อาลิบูยะฮ์  เบื้องต้นอาลิบูยะฮ์นั้นเป็นชีอะฮ์ซัยดี เมื่องขึ้นปกครองก็เปลี่ยนมาเป็นชีอะฮ์สิบสองอิมาม ในยุคอาลิบูยะฮ์ ก็มีการปกครองชีอะฮ์ในดินแดนอื่นๆ เช่น ฟาฏิมียาน ในอียิปต์และแอฟริกาเหนือ บะนีฮัมดาน ทางตอนเหนือของอิรักและซีเรีย  และการปกครองของอิดรีซิยาน ที่ปกครองดินแดนส่วนหนึ่งทางแอฟริกาเหนือ[56]  เนื่องจากอิทธิพลของฟาฏิมียานและอาลิบูยะฮ์ในดินแดนที่เป็นจุดศูนย์กลางของอิสลามทำให้ชีอะฮ์มีความเข้มแข็งทั้งทางด้านศาสนาและแนวความคิด ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองและผลงานทางวิชาการก็เกิดขึ้นมากมายในยุคนี้ อาลิบูยะฮ์เป็นผู้เผยแผ่วิชาการของชีอะฮ์  อีกทั้งให้การสนับสนุนบรรดานักการศาสนา กระทั่งเป็นการปูทางการเข้ามาของแนวคิดด้านเทวะวิทยาของมุอ์ตะซีละฮ์สู่ชีอะฮ์[56][57]

 
ฮะรัม (สุสาน)อิมามฮะซันอัสการี

บันทึกย่อแก้ไข

ท้ายกระดาษแก้ไข

แม่แบบ:پانویس

  1. [[#CITEREF|]]
  2. [[#CITEREF|]]
  3. [[#CITEREF|]]
  4. [[#CITEREF|]]
  5. [[#CITEREF|]]
  6. [[#CITEREF|]]
  7. [[#CITEREF|]]
  8. [[#CITEREF|]]
  9. [[#CITEREF|]]
  10. [[#CITEREF|]]
  11. [[#CITEREF|]]
  12. [[#CITEREF|]]
  13. [[#CITEREF|]]
  14. [[#CITEREF|]]
  15. [[#CITEREF|]]
  16. [[#CITEREF|]]
  17. [[#CITEREF|]]
  18. [[#CITEREF|]]
  19. [[#CITEREF|]]
  20. Books on the question of the occultation written before 260/874
  21. [[#CITEREF|]]
  22. Books on the question of the occultation written between the years 260-329/8'74-941
  23. [[#CITEREF|]]
  24. Books on the question of the Ghayba written after 329/941
  25. [[#CITEREF|]]
  26. [[#CITEREF|]]
  27. The Books of General History
  28. [[#CITEREF|]]
  29. حسین 1367, pp. 34–35, 55 and 225
  30. 5. The Application of the Epithet al-Mahdi to the Twelfth Imam 1. The early usage of the term al-Mahdi
  31. حسین 1367, pp. 35-36
  32. 1. The early usage of the term al-Mahdi
  33. Sachedina ۱۹۸۱, pp. 15-16
  34. Moddaressi 1993, pp. 88–91
  35. حسین 1367, pp. 224-225 and 238
  36. 5. The Application of the Epithet al-Mahdi to the Twelfth Imam 5. Conclusion
  37. Hussain 1987, pp. 15
  38. Furnish & Rubin 2005, pp. 8–11
  39. حسین 1367, pp. 36-46
  40. 3. The traditions concerning the Twelfth Imam and his occultation
  41. امام مهدی در آیینه ادیان، مرتضی عسگری، صفحه 1
  42. Tabatabaee & Nasr 1979, pp. 212
  43. Corbin 1993, p. 68-74
  44. Sachedina ۱۹۸۱, pp. 27-29
  45. پاکتچی ۱۳۹۲, p. ۶۱۸
  46. Momen 1985, pp. 74–75
  47. Chase 2010, p. 305-313
  48. Chase 2010, p. 313-315
  49. Sachedina ۱۹۸۱, p. 29
  50. Tabatabaee ۱۹۷۹, p. ۲۰۹
  51. Chase 2010, p. 323
  52. Chase 2010, p. 332-339
  53. Chase 2010, p. 325-332
  54. پاکتچی 1380, pp. 164-165
  55. Chase 2010, p. 347-348
  56. 56.0 56.1 Momen ۱۹۸۵, pp. ۷۵–۷۶
  57. Sachedina ۱۹۸۱, pp. 40-41