เปิดเมนูหลัก
อาสนวิหาร
อาสนวิหารเซ็นต์บาร์บารา (St Barbara's church) เมือง Kutná Hora สาธารณรัฐเช็ก
อาสนะบิชอปที่อาสนวิหารโวลเทอร์รา (Volterra Cathedral) ประเทศอิตาลี

อาสนวิหาร[1] (อังกฤษ: Cathedral; ฝรั่งเศส: Cathédrale; เยอรมัน: Kathedrale/Dom; อิตาลี: Cattedrale/Duomo) คือคริสต์ศาสนสถานประเภทหนึ่งที่คริสต์ศาสนิกชนใช้ทำการนมัสการพระเจ้า (โดยเฉพาะในคริสตจักรที่มีการจัดระเบียบองค์การแบบอิปิสโคปัล เช่น โรมันคาทอลิก อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ แองกลิคัน และลูเทอแรน อาสนวิหารจะเป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งของมุขนายก ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของมุขมณฑลซึ่งเป็นเขตปกครองของบิชอป[2]

คำว่าอาสนวิหารใช้ได้หลายความหมาย บางอาสนวิหารของคริสตจักรปฏิรูปที่สกอตแลนด์ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรแห่งสกอตแลนด์ยังใช้คำว่าเรียกตัวเองว่าอาสนวิหารอยู่ทั้งที่โบสถ์นั้นไม่มีตำแหน่งมุขนายกประจำ ฉะนั้นในบางกรณีคำว่าอาสนวิหารจึงใช้เรียกโบสถ์ที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งอาสนะของบิชอปแต่มีลักษณะใหญ่โตน่าประทับใจ

นิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์จะไม่ใช้คำว่าอาสนวิหารแต่จะใช้คำว่าโบสถ์ใหญ่ (the great church) แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษก็จะใช้คำว่า “cathedral” เมื่อพูดถึงโบสถ์ใหญ่

นิกายออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์จะไม่มีอาสนวิหารอย่างที่ว่าแต่จะมีโบสถ์หลักเช่นโบสถ์เซนต์มาร์กที่ไคโรซึ่งก็เรียกกันว่า “cathedral” เช่นกัน

อาสนวิหารหลายแห่งในทวีปยุโรปไม่เรียกตัวเองว่าอาสนวิหารแต่จะเรียกตัวเองว่า Minster หรือ Münster เช่น ที่เมืองยอร์ก หรือ ลิงคอล์น ในประเทศอังกฤษ แต่คนทั่วไปก็ยังเรียกทั้งสองแห่งนี้ว่า “อาสนวิหาร” ในประเทศเยอรมนี ทั้งสองคำนี้มีรากมาจากคำว่า monasterium ใน ภาษาละติน เพราะแต่เดิมอาสนวิหารเหล่านี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของแคนัน (canon) ที่อยู่ในชุมชนนั้นหรืออาจจะเคยเป็นแอบบีย์มาก่อนการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์

เนื้อหา

ความหมายแก้ไข

คำว่า "cathedral" มาจากคำนามภาษาละติน "cathedra" (นั่ง หรือ เก้าอี้) ที่หมายถึงสถานที่ที่มี ที่นั่ง หรือ บัลลังก์ของมุขนายกหรืออัครมุขนายก ในสมัยโบราณเก้าอี้เป็นสัญลักษณ์ของผู้สอน ฉะนั้นบิชอปในฐานะที่เป็นผู้สอนศาสนาและมีหน้าที่การปกครองจึงมีบัลลังก์

คำว่า "cathedral" ถึงแม้ว่าจะใช้เป็นคำนามในปัจจุบัน แต่เดิมเป็นคำคุณศัพท์ขยายคำว่าโบสถ์ เช่น "cathedral church" จากภาษาละตินว่า "ecclesia cathedralis" ที่นั่งของบิชอปในอาสนวิหารจะตั้งเด่นอยู่ภายในโบสถ์เพราะเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอำนาจการปกครองของบิชอปเอง[3] บัลลังก์บิชอปบางหลังจะสลักเสลาอย่างสวยงาม เช่นที่ อาสนวิหารเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นงานฉลุไม้ที่สูงใหญ่สามารถถอดเป็นชิ้น ๆ ได้ เป็นบัลลังก์อยู่ใต้ซุ้ม

ประวัติศาสตร์ และ องค์ประกอบแก้ไข

กฎหมายแก้ไข

ตามกฎหมายศาสนจักรของนิกายโรมันคาทอลิก ความสัมพันธ์ระหว่างบิชอปกับอาสนวิหารเปรียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่างศิษยาภิบาลกับโบสถ์ประจำเขตแพริช ทั้งสองต่างก็มีอำนาจเหนือเขตที่กำหนดไว้ บิชอปมีอำนาจควบคุมมุขมณฑล ศิษยาภิบาลมีหน้าที่ควบคุมเขตแพริช ทั้งสองต่างก็มีความรับผิดชอบต่อสิ่งก่อสร้าง บิชอปมีความรับผิดชอบต่ออาสนวิหาร ศิษยาภิบาลมีความรับผิดชอบต่อโบสถ์ เมื่อใช้กฎการเปรียบเทียบที่ว่านี้เพื่อจะเปรียบเทียบว่าอาสนวิหารก็คือโบสถ์หนึ่งในเขตการปกครองหนึ่งซึ่งโบสถ์อื่น ๆ ในเขตนั้นก็จะมามีส่วนเกี่ยวข้องกันด้วย

 
การทำพิธีหน้าโบสถ์โดยพระคาร์ดินัลที่เวนิส

ฐานะของอาสนวิหารแก้ไข

ตามกฎหมายศาสนจักรคาทอลิก อาสนวิหารแบ่งเป็น

  • โบสถ์ประจำเขตแพริชที่เคยเป็นอาสนวิหารเรียกว่า Proto-cathedral (อดีตอาสนวิหาร)
  • โบสถ์ประจำเขตแพริชที่เคยเป็นอาสนวิหารชั่วคราวเรียกว่า Pro-cathedral
  • โบสถ์ที่เป็นอาสนวิหารร่วมกับอีกอาสนวิหารหนึ่งเรียกว่า Co-cathedral (อาสนวิหารร่วม)
  • โบสถ์ของมุขนายกประจำมุขมณฑลในปัจจุบันเรียกว่า Cathedral - อาสนวิหาร
  • โบสถ์ที่มีอาสนวิหารอื่นมาเป็นปริมุขมณฑลเรียกว่า Metropolitical cathedral (อาสนวิหารมหานคร)
  • โบสถ์ที่อยู่ภายใต้ Metropolitical cathedral และอาสนวิหารอื่นมาขึ้นด้วยเรียกว่า Primatial Cathedral
  • โบสถ์ประจำเขตแพริชที่มีอาสนวิหาร Metropolitical cathedral และ Primatial Cathedral อื่นมาขึ้นด้วยเรียกว่า Patriarchal cathedral

บางครั้งตำแหน่งของมุขนายกมหานครที่มีความสำคัญและความรับผิดชอบสูงและปริมุขนายกอื่นอยู่ในความรับผิดชอบก็จะเรียกว่า "Primate" เช่น บิชอปของอาสนวิหารแคนเทอร์เบอรีและอาสนวิหารยอร์กที่ประเทศอังกฤษ และอาสนวิหารรูอ็องที่ประเทศฝรั่งเศส แต่อาสนวิหารของ "Primate" ก็ยังคงเป็นอาสนวิหาร "Metropolitical Cathedral" มิได้เป็น "Primatial Cathedral" อย่างที่ตำแหน่งระบุไว้

อาสนวิหารที่อยู่ในระดับ Primatial Cathedral จริง ๆ ก็ได้แก่ อาสนวิหารลียง ที่ประเทศฝรั่งเศส ที่รู้จักกันในนามของ "La Primatiale" และ อาสนวิหารลุนด์ (Lund) ที่ ประเทศสวีเดน อาสนวิหารลิอองนอกจากจะปกครองมุขมณฑลของตนเองแล้วก็ยังมีความรับผิดชอบต่อบิชอปประจำมุขมณฑลเซ็นส์ (Sens) และอัครมุขมณฑลปารีสด้วย มาจนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส ขณะที่อาสนวิหารลุนด์มี อาสนวิหารอุปป์ซาลา (Uppsala Cathedral) อยู่ในความรับผิดชอบนอกจากมุขมณฑลของตนเอง

นอกจากตำแหน่ง "Primate" แล้ว ก็ยังมีตำแหน่งอัครบิดร ซึ่งเป็นตำแหน่งของบิชอปประจำเขตอัครบิดรเวนิส ประเทศอิตาลี และเขตอัครบิดรลิสบอน ประเทศโปรตุเกส อาสนวิหารที่เป็นแต่อัครบิดรแต่ชื่อโดยไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอัครบิดรก็มี อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน ที่กรุงโรม เพราะที่นั่นถือว่าที่กรุงโรมมีพระสันตะปาปาเป็นอัครบิดรอยู่แล้ว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงยกเลิกตำแหน่ง "อัครบิดรตะวันตก" ของท่านเอง

บางโบสถ์ที่ถูกยกเลิกการเป็นอาสนวิหารแล้วควรจะเรียกว่า "โปรโตคาธีดราล" แต่ก็ยังเรียกกันอยู่ว่า "อาสนวิหาร" ก็มี เพราะเรียกกันมาจนติด เช่นอาสนวิหารอันท์เวิร์พ(Antwerp) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ตำแหน่งบิชอปถูกยกเลิกไปตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส

วินัยของเคลอจีแก้ไข

 
อาสนวิหารอาเคิน ประเทศเยอรมนี สร้างโดยพระเจ้าชาร์เลอมาญ เมื่อค.ศ. 800
 
อาสนวิหารปาร์มา ประเทศอิตาลีที่ Baptisty เป็นสิ่งก่อสร้างที่แยกจากตัวโบสถ์
 
ระเบียงฉันนบถของอาสนวิหารลิพารี ที่ (Lipari) เกาะซิซิลี

ต้นสมัยกลาง: คณะนักบวชแก้ไข

ในสมัยกลางบิชอปและเคลอจีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับอาสนวิหาร จะอยู่ด้วยกันกันอย่างชุมชนซึ่งไม่เชิงเป็นอารามตามความหมายดั้งเดิมของคำนี้ แต่กระนั้นก็ยังเรียกตัวเองว่า “monasterium” การใช้คำนี้บางครั้งทำให้เกิดความสับสน อย่างเช่น อาสนวิหารยอร์กในประเทศอังกฤษที่ไม่มีบาทหลวงและเคลอจีประจำอยู่ แต่เรียกตัวเองว่า “โบสถ์ประจำเมือง” หรืออาราม ในสมัยนั้นเคลอจีมักจะมีที่อยู่เป็นของตนเองนอกบริเวณโบสถ์และบางครั้งอาจจะมีภรรยาด้วย

เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 8 Chrodegang (ค.ศ. 743 - ค.ศ. 766) บิชอปแห่งเมืองเม็ทซ (Metz) ประเทศฝรั่งเศส รวบรวมวินัยของเคลอจีของอาสนวิหาร ซึ่งเป็นที่เป็นที่ยอมรับเป็นข้อปฏิบัติกันทั่วไปที่ประเทศเยอรมนีและบริเวณอื่นของทวีปยุโรป แต่กฎนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้กันในประเทศอังกฤษ ตามกฎของ Chrodegang เคลอจีของอาสนวิหารควรจะอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันและต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าหน้าที่พิเศษที่แต่งตั้งขึ้น กฎของ Chrodegang ปรับปรุงมาจาก “วินัยของนักบุญเบเนดิกต์” (Rule of St Benedict) เมื่อ จีซา (Gisa) ชาวลอแรน (แขวงหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส) มาดำรงตำแหน่งบิชอปแห่งเว็ลส์ (Wells) ในประเทศอังกฤษ ระหว่างปีค.ศ. 1061 - ค.ศ. 1088 ท่านก็พยายามเอากฎ Chrodegang เข้ามาใช้ปฏิบัติที่อาสนวิหารเว็ลส์ประเทศอังกฤษแต่ก็ไม่สำเร็จ

ปลายสมัยกลาง: อาสนวิหารแบบอารามและแบบเซคิวลาร์แก้ไข

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 11 เคลอจีประจำอาสนวิหารแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกใช้ชีวิตอยู่กันในอารามเป็นคณะนักพรต เช่น คณะเบเนดิกติน อาสนวิหารแบบนี้เรียกว่าอาสนวิหารแบบอาราม (Monastic) อีกกลุ่มหนึ่งเป็นคณะเคลอจีที่ไม่ได้ถือคำปฏิญาณใด ๆ นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายศาสนจักรโดยทั่วไป ฉะนั้นเคลอจีประจำอาสนวิหารประเภทหลังจึงเรียกกันว่า “แคนัน” (Canon) อาสนวิหารแบบหลังนี้รู้จักกันว่าอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ (secular)

เมื่อปลายยุคกลางอาสนวิหารในประเทศเยอรมนีและอังกฤษมักจะเป็นแบบอาราม ในประเทศเดนมาร์กเริ่มแรกก็อาสนวิหารทั้งหมดก็เป็นแบบอารามสังกัดคณะเบเนดิกติน ยกเว้นอาสนวิหาร Børglum ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะ Praemonstratensian ซึ่งเป็นคณะย่อยของคณะออกัสติเนียน หลังจากการปฏิรูปศาสนาอาสนวิหารเหล่านี้ก็เปลี่ยนเป็นอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ เช่นเดียวกับเดนมาร์ก ที่ประเทศสวีเดนอาสนวิหารอุบสลาแต่เดิมขึ้นอยู่กับคณะเบเนดิกติน มาเปลี่ยนเป็นเซคิวลาร์ ประมาณปี ค.ศ. 1250 จากนั้นประเทศสวีเดนก็มีคำสั่งให้อาสนวิหารทุกแห่งในประเทศนั้นเลิกขึ้นกับอารามและเปลี่ยนมาเป็นเซคิวลาร์ และให้ตั้งสภาเคลอจี (Chapter) ที่มีแคนันอย่างน้อยสิบห้าคนต่อ

ในยุคกลางที่ประเทศฝรั่งเศสอาสนวิหารมักจะเป็นแบบอาราม แต่ก็มาเปลี่ยนเป็นอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ กันเกือบหมดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 อาสนวิหารสุดท้ายที่เปลี่ยนคืออาสนวิหารซีส์ (Seez) ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่กับคณะออกัสติเนียน มาจนถึงปี ค.ศ. 1547 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 3 ทรงอนุญาตให้เปลี่ยนอาสนวิหารที่เหลือก็มาเปลี่ยนเป็นแบบเซคิวลาร์กันหมดระหว่างการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์

ในกรณีของอาสนวิหารแบบอาราม การปกครองจะขึ้นกับคณะนักบวชที่อารามนั้นสังกัด และสมาชิกทุกคนของอารามจะต้องอาสัยอยู่แต่ภายในอารามเท่านั้น ส่วนการปกครองของอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์จะมาจากสภาเคลอจี เช่น Dean, Precentor, Chancellor และ Tresurer

ประมุขของอาสนวิหารแก้ไข

ยกเว้นเกาะอังกฤษประมุขของอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์จะมีดำรงตำแหน่ง “Provost” (หรือ praepositus, Probst, อื่น ๆ) Provost นอกจะมีหน้าที่รักษากฎภายในโบสถ์แล้วก็ยังมีหน้าที่ดูแลเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ในสภาเคลอจีของอาสนวิหาร หน้าที่เกี่ยวกับศาสนพิธี และที่ดินที่เป็นของโบสถ์ หน้าที่หลังนี้ทำให้ Provost บางคนละเลยหน้าที่ ทำให้เกิดมีการตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นที่เรียกว่า Dean ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องหลังนี้ บางกรณีทางโบสถ์ก็จะยุบตำแหน่ง Provost แต่อาสนวิหารที่ยังมี Provost เป็นประมุข บางทีก็ดำรงตำแหน่ง Archdeacon ด้วยและเป็นหัวหน้าของสภาเคลอจี

ตำแหน่ง Provost นี้ใช้กันแพร่หลายในประเทศเยอรมัน แต่ไม่ใช้กันในประเทศอังกฤษบิชอป จีซา (Gisa) พยายามเอาตำแหน่งนี้มาใช้ที่อาสนวิหารเวลส์ในฐานะหัวหน้าของสภาเคลอจี แต่ต่อมาตำแหน่ง Provost นี้ก็ไปขึ้นกับเคลอจีอื่น ตำแหน่ง Provost ที่อาสนวิหารเบเวอร์ลี (Beverley Minster) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของตำแหน่งนี้ แต่ Provost ที่เบเวอร์ลีเป็นเจ้าหน้าที่ภายนอกที่มีอำนาจปกครองโบสถ์แต่ไม่มีที่นั่งในบริเวณที่สวดมนต์ภายใน (choir) และไม่มีสิทธิออกเสืยง

ในประเทศเยอรมนีและสแกนดิเนเวียและบางโบสถ์ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ตำแหน่ง Provost เป็นตำแหน่งสำหรับหัวหน้าของสภาเคลอจี ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ฝรั่งเศสมีอาสนวิหาร 136 อาสนวิหาร แต่เพียง 38 แห่งที่อยู่ใกล้เยอรมนีหรือทางใต้ที่สุดเท่านั้นที่มีตำแหน่ง Provost เป็นหัวหน้ากลุ่มเจ้าหน้าที่ปกครองโบสถ์ ที่อาสนวิหารอื่นตำแหน่ง Provost เป็นตำแหน่งย่อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งอื่น อาสนวิหารโอเทิง อาสนวิหารลียง อาสนวิหารชาทร์ ต่างก็มี Provost สองคนที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งอื่น

ประวัติอาสนวิหารในประเทศอังกฤษแก้ไข

 
ซากปรักหักพังของวังของบาทหลวงที่อาสนวิหารลิงคอล์นซึ่งปกครองโดยเคอลจีแบบเซคิวลาร์
 
อาสนวิหารเวลส์ปกครองระยะหนึ่งโดย Provost

ประวัติของอาสนวิหารในประเทศอังกฤษแตกต่างกันเป็นบางอย่างจากประวัติของอาสนวิหารในประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป อังกฤษมีอาสนวิหารน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเช่นฝรั่งเศสหรืออิตาลี แต่ตัววิหารจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เมื่อสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส ฝรั่งเศสมีอาสนวิหาร 136 อาสนวิหารในขณะที่อังกฤษมีเพียง 27

ประเทศอังกฤษตามกฎแล้วจะห้ามสร้างอาสนวิหารในหมู่บ้าน ฉะนั้นสถานที่มีอาสนวิหารจึงได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นเมืองไม่ว่าจะเป็นสถานที่ขนาดไหน บางครั้งเราจึงพบว่าอาสนวิหารบางอาสนวิหารจะตั้งอยู่ในเมืองที่ค่อนข้างเล็กแต่จะเรียกตัวเองว่า "นครอาสนวิหาร" ("cathedral city") เช่น "เมืองอาสนวิหารเว็ลส์" ที่เป็นที่ตั้งของอาสนวิหารเว็ลส์ ตัวเมืองเวลส์จะไม่ใหญ่ไปกว่าเมืองเล็ก ๆ หรือเมืองอีลี ที่ตั้งอาสนวิหารอีลีซึ่งเป็นอาสนวิหารขนาดใหญ่ที่สร้างแบบศิลปะยุคกลาง

ระบบการปกครองแก้ไข

ระบบการปกครองระยะแรกแก้ไข

การที่เกาะอังกฤษ (British Isles) เป็นเกาะที่มีเนื้อที่น้อย แทนที่จะแบ่งมุขมณฑลอย่างชัดเจนเช่นประเทศอื่นในทวีปยุโรป อังกฤษใช้ระบบ "มุขมณฑลเคลื่อนที่" โดยจะแบ่งมุขมณฑลตามที่ตั้งของกลุ่มชน เช่น บิชอปของชาวแซกซันใต้ หรือชาวแซกซันตะวันตก "คาเทดรา" จะเป็นแบบที่ย้ายไปไหนมาไหนได้ตามการเคลื่อนย้ายของชุมชน

ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงมุขมณฑลจะเห็นได้จากการการประชุมบิชอปที่ลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1075 ที่อาร์ชบิชอปลองฟรอง (Lanfranc) เป็นประธาน ผลจากการประชุมทำให้มีการย้ายหรือเปลี่ยนแปลงมุขมณฑลในบางเขต เช่น มีคำสั่งให้บิชอปของกลุ่มชนแซ็กซอนใต้ย้ายจากมุขมณฑลเซลซี (Selsey) ไปอยู่ที่ชิคเชสเตอร์ ให้บิชอปแห่งวิลท์เชอร์และดอร์เซ็ทย้ายคาเทดรา" จากแชร์บอร์น (Sherborne) ไปโอลด์เซรัม (Old Sarum) (ใกล้เมืองซอลส์บรี (Salisbury)) และให้บิชอปแห่งเมอร์เซีย (Mercia) ย้ายอาสนวิหารจากลิคฟิลด์ (Lichfield) ไปเชสเตอร์ (Chester) การย้ายบิชอปเหล่านี้ทำให้เราเห็นร่องรอยการย้ายถิ่นฐานของชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น การแบ่งมุขมณฑลที่ไอร์แลนด์ของมีธ (Meath) ซึ่งมีผลทำให้เขตมีธไม่มีอาสนวิหาร และออสซอรี (Ossory) ที่อาสนวิหารอยู่ที่คิลเค็นนี (Kilkenny) มุขมณฑลสกอตแลนด์ก็เช่นเดียวกันเป็นมุขมรฑลแบบเคลื่อนที่

ระบบการปกครองปลายยุคกลางแก้ไข

ระหว่างปลาย คริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 อังกฤษมีอาสนวิหารแบบอารามปกครองโดยนักพรตพอ ๆ กับอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ที่ปกครองโดยสภาเคลอจีที่ประกอบด้วย แคนัน นำโดยดีน อาสนวิหารบาธ (Bath) มีมุขมณฑลร่วมกับเวลส์ และอาสนวิหารโคเว็นทรี (Coventry) มีมุขมณฑลร่วมกับ ลิคฟิลด์เป็นต้น

การปฏิรูปศาสนาแก้ไข

ระบบการปกครองอาสนวิหารมีผลกระทบกระเทือนมากที่สุดเมื่อมีการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ (English Reformation) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศอังกฤษแยกตัวมาจากการปกครองของนิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่เคยขึ้นตรงต่อคริสตจักรคาทอลิกก็ย้ายมาขึ้นกับคริสตจักรแห่งอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ที่มีผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อสถานภาพของอาสนวิหารทั่วทั้งเกาะอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุหรือรูปการปกครองของอาสนวิหาร

หลังจากอังกฤษแยกตัวออกมาเป็นนิกายอิสระจากคาทอลิก พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ ก็มีพระราชโองการสั่งให้ยุบอารามและยึดทรัพย์อารามทั้งหมดในประเทศอังกฤษตามการยุบอาราม ยกเว้นอาสนวิหารบาธและอาสนวิหารโคเว็นทรีซึ่งได้รับการสถาปนาใหม่ให้เป็นอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ โดยมี Dean เป็นผู้ปกครองและมีแคนันระหว่าง 12 คน อย่างเช่นที่ อาสนวิหารแคนเทอร์เบอรี และอาสนวิหารเดอร์แรม จนลงไปถึง 4 คนที่ อาสนวิหารคาร์ไลส์ (Carlisle Cathedral) ตำแหน่ง “Precentor” ที่เคยเป็นตำแหน่งสำคัญของ “ระบบเก่า” (Old Foundation) ก็ถูกลดความสำคัญลงมา

นอกจากยุบอาสนวิหารเดิมแล้วพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงสร้างอาสนวิหารขึ้นใหม่ 6 แห่งจากอารามเดิม แต่ละแห่งปกครองโดยแคนันประจำมุขมณฑล (secular canon) ทั้ง 6 แห่งมี เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เท่านั้นที่มิได้รักษาฐานะอาสนวิหารเอาไว้

โบสถ์ใหญ่ ๆ ที่ต่อมาได้รับเลื่อนฐานะเป็นอาสนวิหารหลังจากการปฏิรูปศาสนาก็มี อาสนวิหารเซาท์เวลล์ (Southwell cathedral) อาสนวิหารซัทเธิร์ค (Southwark cathedral) อาสนวิหารริพอน (Ripon cathedral) อาสนวิหารเซนต์อัลบัน

การบริหารแก้ไข

 
อาสนวิหารเซ็นต์โซเฟีย (Sophia Cathedral) ที่เมืองคิเอฟ (Kiev) ประเทศรัสเซีย
 
ชเตฟันสโดม (St. Stephen Cathedral) ที่เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย
 
ที่ฝังศพใต้อาสนวิหารแบบโรมาเนสก์ที่ อาสนวิหารแคนเตอร์บรี ประเทศอังกฤษ
 
พีธีสวดมนต์เย็น (Evensong) ที่ อาสนวิหารยอร์ก ประเทศอังกฤษ
 
อาสนวิหารเซนต์ปีเตอร์และเซนต์พอลที่ประเทศศรีลังกา

ตามปกติแล้วสภาเคลอจีของอาสนวิหารแบบเซคิวลาร์ จะมีตำแหน่งสำคัญสี่ตำแหน่งหรือมากกว่านอกเหนือไปจากแคนัน สี่ตำแหน่งดังกล่าวนี้คือ Dean, Precentor, Chancellor และ Treasurer ผู้ถือตำแหน่งทั้งสี่นี้เรียกรวมกันว่า quatuor majores personae จะมีที่นั่งประจำตำแหน่งเฉพาะในบริเวณที่พิธีภายในโบสถ์

  • Dean ตำแหน่ง Dean (หรือที่เรียกว่า decanus) มาจากตำแหน่งในคณะเบเนดิกติน Dean ปกครองนักพรตอีก 10 องค์ ตำแหน่งนี้ตั้งขึ้นมาสำหรับช่วยแบ่งเบาภารกิจของ Provost ในด้านการบริหาร ในประเทศอังกฤษ Dean จะเป็นประธานสภาเคลอจี มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องศาสนพิธี และเป็นผู้ร่วมทำศาสนพิธีบางส่วนด้วย ตามปกติแล้วเมื่อเริ่มศาสนพิธี Dean จะเป็นผู้ที่เดินเข้ามาทางขวาเมื่อเข้ามาในบริเวณที่ทำพิธี
  • Precentor ตำแหน่งรองจาก Dean ก็คือ Precentor (หรือที่เรียกว่า primicerius, cantor, อื่นๆ) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับดนตรีและพิธีศาสนา Precentor จะทำหน้าที่แทน Dean ในกรณีที่ Dean ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีที่นั่งทางซ้ายตรงข้ามกับ Dean แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้นเช่นที่อาสนวิหารเซนต์พอลที่ตำแหน่งรองจาก Dean คือ archdeacon และ มีที่นั่งซึ่งตามปกติจะเป็นที่นั่งของ Precentor
  • Chancellor ตำแหน่งสำคัญตำแหน่งที่สามของอาสนวิหารคือ Chancellor (หรือที่เรียกว่า scholasticus, écoldtre, capiscol, หรือ magistral, อื่นๆ) มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษา และมักจะเป็นเลขานุการและบรรณารักษ์ของวัดด้วย ในกรณีที่ Dean และ Precentor ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็จะทำหน้าที่เป็นประธานแทน Chancellor จะมีที่นั่งทางด้านตะวันออกสุดด้านเดียวกับ Dean
  • Treasurer ตำแหน่งสำคัญตำแหน่งที่สี่ของอาสนวิหารคือ Treasurer (หรือที่เรียกว่า custos, sacrisla, cheficier) หรือ เหรัญญิก รับผิดชอบเรื่องเฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งของโบสถ์ และเป็นผู้เตรียม ขนมปัง เหล้าองุ่น ธูป และเทียน สำหรับพิธีศีลมหาสนิท และควบคุมขั้นตอนของการทำพิธี เช่น การสั่นกระดิ่ง ที่นั่งของ Treasurer จะอยู่ตรงข้ามกับ Chancellor

นอกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วบางอาสนวิหารก็อาจจะมีตำแหน่งอื่นเช่น Praelector, รอง dean, รอง chancellor, Succentor-canonicorum และอื่นๆ นอกจากตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ก็มีแคนันที่ไม่มีตำแหน่งอะไร แคนันส่วนใหญ่แล้วจะมีที่อยู่นอกโบสถ์ฉะนั้นทำให้มีความแตกต่างระหว่างแคนันในโบสถ์ และแคนันที่ไม่อยู่ในโบสถ์ แคนันที่อยู่นอกโบสถ์รู้จักกันว่า prebendaries ถึงแม้จะไม่อยู่ในโบสถ์แต่ แคนันก็ยังมีตำแหน่งเป็นแคนันและยังสามารถออกเสียงในการประชุมได้

ระบบการอยู่นอกโบสถ์เช่นนี้ทำให้เกิดระบบที่เรียกว่า Vicars choral แคนันแต่ละคนจะมี Vicar ที่ทำหน้าแทน จะนั่งประจำที่ของแคนนอนในที่ทำพิธีในกรณีที่แคนันไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และจะนั่งที่นั่งต่ำกว่าถ้าแคนนอนปฏิบัติหน้าที่ได้ Vicar ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมและเป็นตำแหน่งที่ปลดไม่ได้ ความสำคัญของ Vicar คือเป็นผู้ทำหน้าที่แทนแคนันเมื่อแคนนอนไม่อยู่ Vicar บางที่ก็จะจัดเป็น สภาเคลอจีของตนเอง ภายใต้การปกครองของ Dean และ สภาเคลอจีของอาสนวิหาร

ความสัมพันธ์ระหว่างมุขนายกและนักบวชแก้ไข

ความสัมพันธ์ระหว่างมุขนายกและสภาเคลอจีของอาสนวิหารแบบ“เซ็คคิวลาร์” ก็ไม่ต่างกับ ความสัมพันธ์ระหว่างมุขนายกและมุขมณฑลของอาสนวิหารแบบอาราม ทั้งสองกรณีเคลอจีจะทำหน้าที่เป็นปรึกษาของมุขนายกฉะนั้นโยบายทุกอย่างของมุขนายกก่อนที่จะนำมาปฏิบัติได้จะต้องได้รับการอนุมัติจากนักบวชก่อน

สถาปัตยกรรมของอาสนวิหารแก้ไข

ในปัจจุบันเมื่อเรานีกถึงอาสนวิหารเราจะนึกถึงสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตโอฬารโดยเฉพาะอาสนวิหารที่สร้างในยุคกลางหรือยุคเรอเนซองส์ แต่ขนาดหรือความใหญ่โตมิได้เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในการสร้างอาสนวิหารโดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งถือว่าความสำคัญเหนือสุดคือความมีประโยชน์ในการใช้สอยเช่น อาสนวิหารของชนเคลต์ และชนแซ็กซอน ซึ่งมักจะค่อนข้างเล็ก เช่นเดียวกับ อาสนวิหารแบบไบแซนไทน์ที่เอเธนส์ ที่บางทีเรียกกันว่า Little Metropole Cathedral of Athens

แผนผังของอาสนวิหารส่วนใหญ่ถ้ามองจากด้านบนจะเป็นรูปกางเขน (Latin cross) หรือ กากบาท (Greek cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหน้าที่ของอาสนวิหารที่เป็นสถานที่คริสต์ชนใช้เป็นที่สักการบูชา นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างจะประกอบด้วยที่สำหรับบุคลากร ที่ทำคริสต์ศาสนพิธี ชาเปล ออร์แกน และสึ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับประเพณีทางศาสนาและการบริหารอาสนวิหาร

อาสนวิหารก็เช่นเดียวกับโบสถ์คริสต์อื่นๆ จะประกอบด้วย แท่นบูชา หรือแท่นที่ใช้ในการประกอบพิธีศีลมหาสนีท, “แท่นอ่านคัมภีร์ไบเบิล” (Lectern) และ แท่นเทศน์ บางแห่งก็ยังมีอ่างศีลจุ่ม สำหรับทำพิธีล้างบาปเพี่อเป็นเครื่องหมายการยอมรับผู้ที่ถูกจุ่มหรือเจิมด้วยน้ำมนต์เข้าสู่คริสตจักร ซึ่งมักจะทำกับเด็ก การทำพิธีศึลจุ่มในบางประเทศอาจจทำในสิ่งก่อสร้างนอกตัววัดที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับพิธีนี้ เช่นที่ หอล้างบาป เมืองปิซาในประเทศอิตาลี ถ้าอ่างสำหรับพิธีศีลจุ่มอยู่ในวัดก็มักจะอยู่ทางด้านตะวันตกใกล้ประตูทางเข้าวัด และจะมีที่นั่งสำหรับพระราชาคณะและที่ทำพิธีสวด

อาสนวิหารแบบอารามและอาสนวิหารแบบ “เซ็คคิวลาร์” บางทีจะมีระเบียงคดยื่นออกมาทางด้านข้างของวัด กันผู้ใช้จากลมและฝน เช่นที่ อาสนวิหารกลอสเตอร์ เดิมบริเวณนี้ใช้เป็นที่ทำวัตร เช่น ลอกหนังสือ หรือใช้เป็นที่เดินวิปัสนา นอกจากนั้นบางอาสนวิหารก็ยังมีหอประชุมนักบวช สำหรับเคลอจี ห้องประชุมที่ยังพบกันอยู่ที่ประเทศอังกฤษมักจะเป็นรูปแปดเหลี่ยม เช่นที่อาสนวิหารเวลส์ บางครั้งด้านหน้าอาสนวิหารจะเป็นจัตุรัสสำคัญของเมืองที่ตั้งอยุ่เช่นที่เมืองฟลอเรนซ์ หรืออาจจะตั้งอยู่ในบริเวณของอาสนวิหารเองที่มีกำแพงล้อมรอบ เช่นที่อาสนวิหารแคนเทอร์เบอรี หรือ อาสนวิหารซอลสบรี ที่ยังเห็นกำแพงบางส่วน นอกจากตัวอาสนวิหารแล้วก็อาจจะมีสิ่งก่อสร้างอื่นที่เป็นของอาสนวิหารอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย เช่นโรงเรียน

คุณค่าของอาสนวิหารแก้ไข

อาสนวิหารหลายแห่งมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จนทำให้ได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มาจนกระทั่งศตวรรษที่ 20 อาสนวิหารจะเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เพราะความใหญ่โตและส่วนใหญ่จะมีหอสูงทำให้มองเห็นได้แต่ไกล แต่ในปัจจุบันอาสนวิหารส่วนใหญ่จะถูกล้อมรอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างหรือถูกบังโดยตึกระฟ้า นอกจากอาสนวิหารบางแห่งที่ชุมชนต่อต้านทางกฎหมาย โดยห้ามสิ่งก่อสร้างสูงใกล้อาสนวิหารอย่างอาสนวิหารโคโลญ ที่ประเทศเยอรมนี

นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำหรับการสักการบูชาแล้วอาสนวิหารยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและความสำคัญทางศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมากเพราะอาสนวิหารหลายแห่งใช้เวลาหลายร้อยปีจึงสร้างเสร็จ ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการวิวัฒนาการของศิลปะ เช่นเราจะเห็นการพัฒนาของสถาปัตยกรรมกอธิคได้อย่างชัดเจนที่อาสนวิหารกลอสเตอร์ นอกจากสิ่งก่อสร้างแล้วอาสนวิหารก็ยังเป็นที่สะสมวัตถุที่มีค่าเช่นหน้าต่างประดับกระจกสี ประติมากรรมไม้และหิน อนุสาวรีย์สำหรับสำหรับผู้เสียชีวิตที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก และเรลิก ต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญทั้งทางศาสนาและศิลปะ เช่นที่อาสนวิหารอาเคิน ที่เป็นที่เก็บเสื้อที่เชื่อกันว่าเป็นเสื้อที่นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ ใส่วันที่ท่านถูกตัดหัว นอกจากนั้นอาสนวิหารยังเป็นที่ที่มีความสำคัญต่อชุมชนที่อาสนวิหารตั้งอยู่เพราะอาสนวิหารเป็นที่รวบรวมสิ่งของเช่น ป้าย ข้อเขียน กระจกสี หรือภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองนั้น

ความสวยงามและความสำคัญดังกล่าวนี้ทำให้อาสนวิหารเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลาหลายร้อยปี บางอาสนวิหารที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจะมีระบบเก็บค่าผ่านประตูสำหรับผู้ที่เข้าชมอาสนวิหารที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนพิธี บางทีก็จะมีบริการมัคคุเทศก์ ร้านขายหนังสือ หรือร้านกาแฟเล็ก ๆ เช่นที่ อาสนวิหารแห่งชาติที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

อ้างอิงแก้ไข

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2554, หน้า 28
  2. New Standard Encyclopedia, 1992 by Standard Educational Corporation, Chicago, Illinois; page B-262c
  3. New Standard Encyclopedia, 1992 by Standard Educational Corporation, Chicago, Illinois; page C-172/3


ดูเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

สมุดภาพแก้ไข