เปิดเมนูหลัก

อสัญกรรมและรัฐพิธีศพของเลโอนิด เบรจเนฟ

วันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 เลโอนิด อิลลิช เบรจเนฟ เลขาธิการกลางคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต คนที่ 3, ผู้นำสหภาพโซเวียตคนที่ 5 และประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียตสูงสุดแห่งสหภาพโซเวียต คนที่ 4 ถึงแก่อสัญกรรมลง ด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด สิริอายุ 75 ปี การถึงแก่อสัญกรรมได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยวิทยุและโทรทัศน์ของสหภาพโซเวียตในวันที่ 11 พฤศจิกายน[1] โดยมีรัฐพิธีศพและฝังร่างที่ กำแพงสุสานเครมลิน ยูรี อันโดรปอฟ ทายาททางการเมืองของเบรจเนฟ ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการกลางในวันที่ 15 พฤศจิกายน 5 วันหลังอสัญกรรมของเบรจเนฟ

อสัญกรรมและรัฐพิธีศพของเลโอนิด เบรจเนฟ
ร่างของ เลโอนิด เบรจเนฟ นอนอยู่บนแท่นพิธี ณ ห้องโถงของสภาสหภาพแรงงาน

ผู้ร่วม ยูรี อันโดรปอฟ, คอนสตันติน เชียร์เนนโค, นีโคไล ทิคโฮนอฟ, ดมีตรี อุสตีนอฟ, มีฮาอิล กอร์บาชอฟ, บุคคลสำคัญจากโซเวียตและต่างประเทศ
สถานที่ จัตุรัสแดง, มอสโก, สหภาพโซเวียต
วันที่ 10–15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982

ในรัฐพิธีมีประมุขแห่งรัฐจาก 32 ประเทศ, หัวหน้ารัฐบาลจาก 15 ประเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 14 คน และเจ้าชายจาก 4 ประเทศมาร่วมงานนี้ ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐโรนัลด์ เรแกน ส่ง จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช รองประธานาธิบดีสหรัฐ เข้าร่วมแทน

เนื้อหา

การถึงแก่อสัญกรรมและการประกาศแก้ไข

เบรจเนฟได้ต่อสู้กับอาการป่วยหลายอย่างนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจ, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, มะเร็งในช่องปาก, โรคถุงลมโป่งพองและโรคระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งทั้งหมดได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่จัดและภาวะจากโรคอ้วนมากขึ้น มีข่าวลือเรื่องถึงแก่อสัญกรรมของเบรจเนฟตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เนื่องจากเขาได้ขาดการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์ และ การทำสนธิสัญญาต่าง ๆ และมีข่าวลือว่าสุขภาพของเขากำลังแย่ลง[2] เบรจเนฟไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชนในช่วงกลางปี ค.ศ. 1982 และมักจะอยู่ในความดูแลของหมอ แม้ว่ารัฐบาลโซเวียตยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง เขาได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1982 เขาปฏิเสธที่จะสละตำแหน่งจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 หลังจากประสบภาวะหัวใจวาย จากโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด[3]ศพเขาได้รับเกียรติให้ฝังร่างที่สุสานกำแพงเครมลิน ที่จัตุรัสแดง หลังจากช่วงเวลาห้าวันที่มีการไว้ทุกข์ทั่วประเทศ[4]

สัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงการถึงแก่อสัญกรรมของเขา เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 19:15 น. ตามเวลาในมอสโกเมื่อรายการโทรทัศน์ปกติเปลี่ยนแปลงไปจากที่ต้องถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตเพลงป๊อปได้ถูกแทนที่ด้วยสารคดีเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของ วลาดิมีร์ เลนินทางด้านรายการ เวรียเมีย พีธีกรสวมเสื้อผ้าอึมครึมแทนการแต่งกายตามปกติ ในตอนแรกชาวโซเวียตเชื่อว่าเป็นการแถลงการเสียชีวิตของอันเดรย์ คีรีเลนโค (เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1990) เพราะเขาไม่ได้เข้าร่วมในงานพิธีสวนสนามและเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี การปฏิวัติสังคมนิยมแห่งเดือนตุลาคมอันยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสแดง นอกจากนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงผังรายการโทรทัศน์อย่างฉับพลัน เช่น การเตือนภัยสงครามและการเปลี่ยนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฮ็อกกี้น้ำแข็งบนช่องรายการ 2 ด้วยการแสดงเพลง ซิมโฟนีหมายเลข 6 ในบันไดเสียง บี ไมเนอร์ของปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี การถึงแก่อสัญกรรมของเบรจเนฟได้มีการประกาศในวันที่ 11 พฤศจิกายนพร้อมกันทางวิทยุและโทรทัศน์[1]ส่วนการประกาศทางโทรทัศน์ได้รับการแถลงการโดย อีกอร์ คีรีลลอฟ ด้วยน้ำตา ในเวลา 11.00 น. ตามเวลามอสโก[5]

ทางฝั่งโลกที่หนึ่งที่ได้คาดการณ์ว่าเลโอนิด เบรจเนฟถึงแก่อสัญกรรม หลังส่งสารแสดงความยินดีแก่ฌูแซ เอดัวร์ดู ดุช ซังตุช ประธานาธิบดีแห่งแองโกลาในวันประกาศอิสรภาพของแองโกลา จากการประกาศอันล่าช้าทางฝั่งโลกที่หนึ่งมองว่าอาจมีปัญหาในการสืบทอดอำนาจต่อจากเบรจเนฟ[4]

รัฐพิธีศพแก้ไข

วันที่ 11 พฤศจิกายน ยูรี อันโดรปอฟ ได้รับเลือกให้เป็นประธานในพิธีศพ ตามความคิดในโลกที่หนึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ายูรี อันโดรปอฟได้รับการสืบทอดอำนาจต่อจากเบรจเนฟ[6] ในช่วงงานร่างของผู้นำสหภาพโซเวียตถูกจัดแสดงบนเบาะกำมะหยี่ ซึ่งจัดขึ้นในขบวนที่อยู่เบื้องหลังโลงศพ [7] มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันของร่างเบรจเนฟร่วม 44 คน[7]

กาลินา เบรจเนฟ ลูกสาวของ เบรจเนฟ ถูกเชิญตัวเขามาในพิธีพร้อมกับการ์ดสองคนตามหลัง อันโดรปอฟ ผู้สืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคเข้ากอด วิคตอเรีย เบรจเนฟ ภรรยาของเบรจเนฟ แต่อันโดรปอฟถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความสำคัญกับ กาลินา [8] ข้อกล่าวหานี้ถูกโต้แย้งด้วยบทความในนิตยสาร ไทม์ ในปี ค.ศ. 1982 อ้างว่า อันโดรปอฟ กอดทั้งสองและไม่ใช่แค่ วิคตอเรีย [9] แม้กระนั้นในช่วง 15 เดือนที่ อันโดรปอฟ ปกครอง กาลินา หยุดปรากฏตัวต่อสาธารณชน[8] ในงานรัฐพิธีศพ อันโดรปอฟ กล่าวยกย่องเบรจเนฟว่า "การต่อสู้ของเขานั้นได้ทำเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างประเทศและพามนุษยชาติรอดพ้นภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์" และยกย่องนโยบายผ่อนคลายของเขา[10] อันเดรย์ คีริเลนโค, สมาชิกโปลิตบูโร, ต่างหลั่งน้ำตาให้กับวิคตอเรียในงานรัฐพิธีศพ[9]

มีลิตซียา ในมอสโกได้ทำการปิดกรุงมอสโก [11]ในระหว่างงานศพในวันที่ 15 พฤศจิกายน[12]เส้นทางใหญ่ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยตำรวจและทหารรักษาการณ์ของมอสโก ทหารผู้ยืนอยู่หน้าสภาผู้แทนราษฎรสวมชุดรัดแขนสีแดงดำ สภาสหภาพได้รับการตกแต่งด้วยธงสีแดงและริ้บบินสีดำจำนวนมากและสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์แบบต่าง ๆ [11]ในวันที่สาม โลงที่มีร่างของเลโอนิด เบรจเนฟ ถูกวางไว้บนรถปืนใหญ่ซึ่งลากจูงด้วยรถหุ้มเกราะ BRDM-2 สีเขียวมะกอกของกองทัพโซเวียตมีการนำพวงมาลัยหลายสิบชิ้นรวมถึงเครื่องประดับยศของเบรจเนฟจากเจ้าหน้าที่ทหารของโซเวียตและผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ ประดับตลอดเส้นทางไปยังสุสานเลนิน บนจัตุรัสแดง อันโดรปอฟเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์เป็นคนแรก ตามด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดมีตรี อุสตีนอฟ นักฟิสิกส์และประธานสถาบันวิทยาศาสตร์ Anatoly Alexandrov ; และคนงานในโรงงาน[13]หลังการกล่าวสุนทรพจน์ก็มีการได้แบกโลงศพนำโดย อันโดรปอฟ, และ นีโคไล ทิคโฮนอฟ ประธานสภารัฐมนตรีไปยังบริเวณใกล้สุสาน ครอบครัวเบรจเนฟอำลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่นำร่างและโลงลงหลุมฝัง วิคตอเรีย จูบบนใบหน้าเบรจเนฟตามประเพณีของรัสเซีย ในขณะที่ร่างกายของเบรจเนฟถูกนำลงไปไว้ในหลุมฝังศพ ทหารวงดุริยางค์ได้บรรเลงเพลงชาติโซเวียต

ตามรายงานระบุว่าได้มีการทำร่างเบรจเนฟตกพื้นสองครั้ง ขณะที่ยกโลงศพขึ้นไปบนแท่นพิธีในสภาสหภาพแรงงานร่าง โลงของเบรจเนฟกลับตกลงไปด้านล่าง หลังจากนั้นก็มีการสร้างโลงศพใหม่ที่ทำจากโลหะและเมื่อนำลงไปไว้ในหลุมฝังศพ คนงานไม่สามารถจัดการน้ำหนักของโลงศพได้ทำให้โลงศพตกลงไปในหลุมฝังศพอย่างรวดเร็ว[14] ถึงอย่างไรก็ดีเรื่องราวนี้กลับได้รับการโต้แย้งโดย เกออร์กี โควาเลนโค หนึ่งในคนงาน โดยกล่าวว่าทุกอย่างเรียบร้อย และโลงศพถูกลดระดับตามเสียงกระดิ่ง[15]

บุคคลสำคัญจากต่างประเทศแก้ไข

ในงานรัฐพิธีศพเข้าร่วมจากต่างประเทศได้แก่ ประมุขแห่งรัฐจาก 32 ชาติ ผู้นำประเทศจาก 15 ชาติ รัฐมนตรีต่างประเทศจาก 14 ชาติและเจ้าชายจาก 4 ชาติ[16] ในบรรดาผู้ทรงเกียรติต่างชาติเข้าร่วมงานรัฐพิธีศพอาทิ อินทิรา คานธีจากประเทศอินเดีย, ปีแยร์ โมรัว จากประเทศฝรั่งเศส, บาบรัค คาร์มาล จากประเทศอัฟกานิสถาน, ฟีเดล กัสโตรจากประเทศคิวบา, หวง ฮ่าจากประเทศจีน, ยัสเซอร์ อาราฟัตจากองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์, วอยแชค ยารูแซลสกี จากประเทศโปแลนด์, Mengistu Haile Mariam จากประเทศเอธิโอเปีย, Moussa Traoré จากประเทศมาลี, เอริช เฮเนเกอร์ จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี, นิโคไล เชาเชสกู จากประเทศโรมาเนียและ ฮาฟิซ อัลอะซัด จากประเทศซีเรีย และอีกมากมาย[16] ซึ่งอัลอะซัดได้ให้ชาวซีเรียไว้ทุกข์เป็นเวลา 7 วัน หลังการประกาศการถึงแก่อสัญกรรมของเบรจเนฟ[12] นอกจากนี้ปิแอร์ ทรูโดนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ส่งนำลูกชายของเขาจัสติน ทรูโดไปร่วมในพิธีซึ่งในอนาคตจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี[17]ทางด้านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกนไม่ได้เข้าร่วมพิธี แต่ส่งคณะผู้แทนนำโดยรองประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ George Shultz ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง William Casey และที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ William P. Clark[18]

การแสดงความอาลัยแก้ไข

ท่ามกลางความเสียใจอย่างเด่นชัด จากโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ เมื่อเวลา 3:35 น. เขาเขียนข้อความสองย่อหน้าเกี่ยวกับเบรจเนฟว่า "เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในโลกมาเกือบสองทศวรรษ" และแสดงความหวังในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา [11] สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2ให้สัญญาว่า"เราจะคิดถึงเป็นอย่างยิ่งสำหรับความทรงจำของผู้จากไปที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง"[11] ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตกเฮลมุท ชมิดท์ พูดถึงการถึงแก่อสัญกรรมของเบรจเนฟ "เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวด" [11] รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและอินทิรา คานธีนายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวว่า "เขา (เบรจเนฟ) จะยืนอยู่ข้างเราในยามที่เราต้องการ"[11]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "The Soviets: Changing the Guard". Time. 22 November 1982. p. 1. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  2. Blake, Patricia (22 November 1982). 00.html "The Soviets: A Mix of Caution and Opportunism" Check |url= value (help). Time. p. 1. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  3. Service 2009, p. 426.
  4. 4.0 4.1 "1982: Brezhnev rumours sweep Moscow". BBC Online. 10 November 1982. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  5. Schmidt-Häuer 1986, p. 80.
  6. White 2000, p. 211.
  7. 7.0 7.1 "Most Pompous Funeral Ceremonies of All Times Were Held in Soviet Union". Pravda. สืบค้นเมื่อ 22 January 2011.
  8. 8.0 8.1 Nikolaevna 1994, p. 211.
  9. 9.0 9.1 00.html "The Soviets: Changing the Guard" Check |url= value (help). Time. 22 November 1982. p. 2. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  10. Raymond 1994, p. 86.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 11.5 00.html "The Soviets: Changing the Guard" Check |url= value (help). Time. 22 November 1982. p. 3. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  12. 12.0 12.1 Seale 1990, p. 398.
  13. Blake, Patricia; Amfitheatrof, Erik (29 November 1982). 00.html "Soviet Union: The Andropov Era Begins" Check |url= value (help). Time. p. 1. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  14. Bacon, Edward; Sandle, Mark 2002, p. 3.
  15. "ru:Прощание с Великими" (in Russian). Gazeta 2.0. สืบค้นเมื่อ 22 January 2011.
  16. 16.0 16.1 00.html "The Soviets: Changing the Guard" Check |url= value (help). Time. 22 November 1982. p. 4. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.
  17. Trudeau, Justin (17 October 2014). "Justin Trudeau's memoir: 'My father was never the same man'". Toronto Star. สืบค้นเมื่อ 2 April 2017.
  18. 00.html "The Soviets: Changing the Guard" Check |url= value (help). Time. 22 November 1982. p. 4. สืบค้นเมื่อ 23 January 2011.

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Bacon, Edwin; Sandle, Mark (2002). Brezhnev Reconsidered. Palgrave Macmillan. ISBN 978-0333794630.
  • Nikolaevna Vasilʹeva, Larisa (1994). Kremlin Wives. Arcade Publishing. ISBN 978-1559702607.
  • Raymond L. Garthoff (1994). The Great Transition: American-Soviet Relations and the End of the Cold War. Brookings Institution Press. ISBN 978-0815730606.
  • Patrick Seale (1990). Asad of Syria: The Struggle for the Middle East. University of California Press. ISBN 978-1850430612.
  • Service, Robert (2009). History of Modern Russia: From Tsarism to the Twenty-first Century (3rd ed.). Penguin Books Ltd. ISBN 978-0674034938.
  • Schmidt-Häuer, Christian (1986). Gorbachev: The Path to Power. I.B.Tauris. ISBN 978-0881622157.
  • White, Stephen (2000). Russia's New Politics: The Management of a Postcommunist Society. Cambridge University Press. ASIN B003QI0DQE.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข