หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล)


หลวงลิขิตปรีชา [1] (พ.ศ. 23?? - พ.ศ. 2418) เดิมชื่อ ปลอบ เป็นข้าหลวงปลัดกรมกองรายงานหนังสือไปมา ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายวังหน้า (เทียบเท่ากับออกญาศรีภูริยปรีชาราชเสนาบดีศรีสารลักษณ์ วังหลวง[2]) และราชเลขานุการในพระองค์ [3] และเป็นนักกวีในสมัยรัชกาลที่ 2 - รัชกาลที่ 3 [4] ถือศักดินา 1,500 [5] (บางตำราก็ว่าถือศักดินา 1,800) [6] ปรากฏในทำเนียบตำแหน่งข้าราชการ ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นทำเนียบในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว [7] บิดาชื่อหลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล) [8] ถือศักดินา 2000 [9] บุตรชื่อ นายกองเอก พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ โรจนกุล) [10] สืบสกุล "โรจนกุล" ต้นสกุลคือ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

หลวงลิขิตปรีชา
(ปลอบ โรจนกุล)

ท.จ., ป.ม., ต.ช., (ร.ด.ม.) (ศ.), ม.ป.ร.4
เจ้ากรมพระอาลักษณ์
พระราชวังบวรสถานมงคล
กษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก่อนหน้า พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ถัดไป หลวงลิขิตปรีชา (คุ้ม)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด ไม่ปรากฏ
เสียชีวิต พ.ศ. 2418
บิดา หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล)
มารดา ไม่ปรากฏ
อาชีพ ข้าราชการ, ขุนนาง

ยศและบรรดาศักดิ์แก้ไข

บรรดาศักดิ์ขณะรับราชการที่กรมพระอาลักษณ์

  • ขุนลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล) [11]
  • หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ ถือศักดินา 1,500 - 1,800 รับราชการจนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อ พ.ศ. 2418

หมายเหตุ: บรรดาศักดิ์เจ้ากรมพระอาลักษณ์ สมัยหลังรัชกาลที่ 5 ล้วนเป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร [12] [13] [14] และกองรายงานหนังสือไปมา กรมราชเลขานุการ ปรากฏบรรดาศักดิ์ เป็น พระยาศรีราชอักษร [15] กระทั่ง ปี พ.ศ. 2475 กรมพระอาลักษณ์ ยุบเลิกตำแหน่งไปอยู่กับคณะรัฐมนตรี [16]

ผลงานแก้ไข

เมื่อ พ.ศ. 2362 สมัยรัชกาลที่ 2 หลวงลิขิตปรีชาได้ทูลละอองแปล "เลียดก๊ก พงศาวดารจีน" [17] โดยทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพร้อมกับ ขุนมหาสิทธิโวหาร พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัว กรมหมื่นนเรศร์โยธี หลวงญาณปรีชา เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโรจน์) พระยาโชดึกราชเศรษฐี หลวงวิเชียรปรีชา ขุนท่องสื่อ จมื่นไวยวรนาถ นายเล่ห์อาวุธ และจ่าเรศ ดังปรากฏในย่อหน้าที่ 3 ของพงศาวดารเล่มนี้ว่า "ห้องสินแลในเลียดก๊กนั้น ว่าด้วยพระเจ้าบู๊อ่องครองเมืองทั้งปวงคิดทำศึกกัน ข้าพเจ้าหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมอาลักษณ์ชำระขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย"

เมื่อ พ.ศ. 2368 สมัยรัชกาลที่ 3 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีระกาสัพศก [18] [19] [20] [21] พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยวงศ์ กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิสุขวัฒนวิไชย ได้จัดข้าทูลอองธุลีพระบาทสนองพระบัณฑูรสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระองค์เจ้าชายอรุโณทัย) ให้ชำระคัมภีร์สาตรพยากรณ์ฤกษบนล่าง วิทธีวิชาไมยมนต์เลกยันต์แลอาถันข่มนาม และพระราชพิทธีข่มนามที่พยุหะ ซึ่งหลวงลิขิตปรีชาเชิญตำรับ "พระพิไชยสงคราม"พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นพระสมุดพระราชตำรับจำนวน 14 เล่ม เป็นตำราลับปกปิดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงแต่งขึ้นเมื่อปีมะเมีย สัมฤทธิ์ศก ตรงกับ พ.ศ. 2041 [22] โดยชำระพร้อมกับพระยาบำเรอบริรักษ์ จางวางมหาดเล็ก พระมหาวิเชียรธรรม จางวางราชบัณฑิต พระโหราธิบดี จางวางโหรพระราชวังหลัง พระเทวะโลกย์ จางวางโหร หลวงสุธรรมมาจารย์ หลวงไตรเพทวิไศรย หลวงญาณเวทและขุนโลกยพรหมา ปลัดกรม ดังความว่า [23] "...พระเจ้าน้องยาเธอรับพระราชปริหาญ จัดข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้มีสติปัญญา ได้ พระยาบำเรอบริรักษ์ จางวางมหาดเล็ก ๑ พระมหาวิชาธรรม ๑ จางวาง ราชบัณฑิต ๑ หลวงลิขิตรปรีชา เจ้ากรมอาลักษณ์ ๑ หลวงสุธรรมาจารย์ ๑ พระโหราธิบดี จางวางโหร ๑ หลวงญาณเวท ๑ หลวงไตรเพทวิไศรย ๑ ขุนโลกยพรหมา ปลัดกลม ๑ รวม ๙ นาย พระเจ้าน้องยาเธอเป็นแม่กอง ครั้น ณ วัน ๕ ๘ ค่ำ ปีระกาสัพศก พร้อมกัน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ หลวงลิขิตรปรีชา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ เชิญพระตำรับพระพิไชยสงครามข้างที่ออกมาเป็นสมุดพระราชตำรับ ๑๔ เล่ม ให้ลงมือจับชำระสอบสวนกันที่ฟั่นเฟือนวิปลาดซ้ำกันก็วงกาตกเต็มให้ถูกถ้วนแล้วขึ้นกราบทูลพระกรุณา ทุกเวลาเสด็จออกวถายสังฑภัตทาน ทรงฟังเทศนาเช้าเย็น ภอพระทัยบ้าง ทรงชำระวงกาดัดแปลงบ้าน โปรดให้ออกมาเรียบเรียงชำระใหม่บ้าง แต่ได้ชำระพระตำรับพระพิไชยสงคราม ณ วัน ๕ ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๘๗ ปีระกาสัพศก จนถึง ณ วัน จึงสำเร็จ ให้คัดส่งเข้าไว้ข้างที่ฉบับหนึ่งไว้ ณ หอหลวงฉบับหนึ่ง..." และได้ร่วมนิพนธ์วรรณกรรมในรัชกาลที่ 1 เรื่อง "ศิริวิบุลยกิตต์" ซึ่งเป็นเพลงยาวกลบทและกลอักษรกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงนายชาญภูเบศร์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ขุนธนสิทธิ์และจ่าจิตร์นุกูล

 
ภาพแสดงการลำเลียงกองทัพไปเมืองพระตะบอง

ช่วงรัชกาลที่ 3 ขณะนั้นมีสงครามระหว่างเขมร และญวน เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้จัดกองทัพเพื่อยกไปเมืองพระตะบอง [24] ใกล้กับจังหวัดจันทบุรี ณ วันเดือนยี่ ปีกุนเอกศก กรมอาลักษณ์ซึ่งหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมขณะนั้นเป็นนายทัพ พร้อมเสื้อพระราชทานนายทัพ ดอกถี่ 1 ชุด ได้จัดบัญชีแก่กองทัพเจ้าคุณจำนวน 2 คน เป็นนาย 1 คน และไพร่ 1 คน และขุนสาราบรรจง ปลัดกรมขวา เป็นนายกอง พร้อมเสื้อพระราชทานนายกอง ดอกลาย 1 ชุด จัดกำลังขุนหมื่นในกรมจัดกำลังจำนวน 25 คน ประกอบด้วยขุนหมื่นในกรม 7 คน ช่างสมุด 6 คน ช่างสมุดเลว 9 คน นาย 2 คน และ ไพร่ 1 คน ตามลำดับ ดังปรากฏในประชุมพงศาวดาร เล่ม 41 ภาคที่ 66 (ต่อ) – 67 เรื่อง จดหมายเหตุรายวันทัพสมัยกรุงธนบุรี เล่าเรื่องไปชะวา ครั้งที่ 3 ฉบับที่ 2 บัญชีกองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อยกไปเมืองพระตะบอง หน้า 180 วรรคที่ 2 ความว่า "กรมอาลักษณ์ หลวงลิขิตปรีชา นาย ๑ ไพร่ ๑ เป็น ๒ ขุนสาราบรรจง ๑ ขุนหมื่นในกรม ๗ ช่างสมุด ๖ เป็น ๑๓ ช่างสมุดเลว ๙ นาย ๒ ขุนหมื่น ๒๒ เป็น ๒๔ ไพร่ ๑ เป็น ๒๕"

เมื่อ พ.ศ. 2379 สมัยรัชกาลที่ 3 [25] [26] ภายหลังเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ยกทัพไปยังเมืองพระตะบองแล้วนั้น จึงได้มีการสร้างเมืองพระตะบองและบูรณะซากปรักหักพังที่เสียหาย หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ รับสั่งจากเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ให้แต่งคำประพันธ์ประกอบศิลาจารึกศาลเจ้าหลักเมืองพระตะบอง ลักษณะคำประพันธ์ที่หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) แต่งขึ้นเป็นโครงสี่สุภาพสลับกาพย์ฉบับ 16 โดยความคำประพันธ์ที่จารึกผนังด้านทิศตะวันออก กล่าวถึงหลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) เป็นผู้แต่ง [27] และการสร้างป้อมต่างๆ จำนวน 6 ป้อม

ตัวอย่างคำประพันธ์

อาลักษณ์ศักดิ์ยศพร้อง สมญา
หลวงลิขิตปรีชา ชื่ออ้าง
นิพนธ์สรรพ์พจนา โคลงพากย์ ฉันท์เอย
แนะตรนักนามป้อมสร้าง สฤษดิ์ไว้เปนเฉลิม ฯ
ป้อมนารายน์นารายน์ทรง จักรแก้วฤทธิรงค์
ประหารประหัตดัษกร
ป้อมเสือเสือร้ายแรงขจร ในด้าวดงดอน
จัตุบาทฤๅอาจเทียบทัน
ศิลาจารึกศาลเจ้าหลักเมืองพระตะบอง

ส่วนคำประพันธ์ในจารึกผนังด้านทิศตะวันตก กล่าวถึงเหตุการณ์สร้างเมืองพระตะบองและยังกล่าวถึงการอธิษฐานขอให้เทพยดาช่วยรักษาคุ้มครองเมือง ซึ่งศิลาจารึกส่วนนี้เป็นของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เนื่องด้วยเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) สร้างเมืองไว้เพื่อป้องกันศัตรู

ตัวอย่างคำประพันธ์

ปางปิ่นอดิศวร ผู้ทรง ทศพิธธำรง
จารีตราชประเพณี
เฉลิมดิลกพิภพศรี อยุทธเยศบุรี
พระเกียรติเกริ่นธราดล
สถิตยพระโรงรัตนโสภณ พร้อมหมู่มุขมน–
ตรีชุลีกรเดียรดาษ
บัดเอื้อนราโชยงการประภาษ สั่งตูข้าบาท
ผู้รองเบื้องมุลิกา
ศิลาจารึกศาลเจ้าหลักเมืองพระตะบอง

เมื่อ พ.ศ. 2390 สมัยรัชกาลที่ 3 [28] หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) รับสั่งจากเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ให้แปลหนังสือ “องเลโบ” อักษรญวนออกเป็นไทย รวมทั้งให้เป็นผู้พาพญาราชเดชกับพญาธนาบดี องค์ญวนของสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ทั้ง 2 องค์เข้ามาแจ้งราชการที่กรุงเทพด้วย เมื่อแปลเสร็จแล้วหลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) นำหนังสือบอก และสำเนาแปลหนังสือญวนคำให้การของพญาราชเดชกับพญาธนาธิบดี ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าฯ ว่า “ตั้งแต่แผ่นดินเทียวตรีมา ๗ ปี ได้ทรงฟังแต่หนังสือขุนนางญวนแม่ทัพซึ่งมีไปมาถึงเจ้าพญาบดินทรเดชา ก็เห็นเป็นปากร้ายตามทำนองแต่ก่อน พึ่งจะได้ทรงทราบสำนวนเจ้าเทียวตรีรู้ทำนองครั้งนี้ เห็นเป็นปากกล้าใจอ่อนผิดกับทำนองเจ้ามินมาง, เจ้าญาลอง, ทรงพระราชดำริราชการเมืองเขมรเข้าพระทัยว่า ทำนองญวนก็จะเหมือนกันกับทำนองแต่ก่อน ที่ไหนจะให้กลับมาให้สมคิดสมหมายง่าย ๆ พระราชดำริผิดไปแล้ว เจ้าพญาบดินทรเดชา ฯ คิดราชการถูกอุตส่าห์พวกเพียรจนสำเร็จได้ตามความปรารถนา ด้วยเดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวที่จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้ตั้งอยู่ในเมืองเขมรฐีติการ ควรที่จะยินดีรับขวัญเอา ได้มาเถิงเมืองพร้อมเมืองแล้วก็กระหมวดไว้ให้หมั่น แต่ญวนเอาเมืองเขมรของเราไปตั้งแต่ปีวอกจัตวาศนับได้ถึง ๓๖ ปีแล้ว พึ่งได้ คืนมาเป็นของเราเมื่อ ณ วัน ๕ ๗ ค่ำ ปีมะแมนพศก และเจ้าพญาบดินทรเดชาฯ ออกไปลำบากกรากกรำคิดราชการจะเอาเมืองเขมรคืนตั้งแต่ปีมะเส็งเบ็ญจศกช้านานถึง ๑๕ ปี อุปมาเหมือนหนึ่งว่ายน้ำอยู่กลางพระมหาสมุทรไม่เห็นเกาะเห็นฝั่ง พึ่งจะได้”

 
พระสมุดโคลงแผนม้าตำราพุกาม ฉบับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหามหาศักดิพลเสพ ฝีมือเขียนครั้งรัชกาลที่ 2

เมื่อ พ.ศ. 2395 สมัยรัชกาลที่ 4 [29] หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) รับสั่งให้ชำระตำรา “พระสมุดโคลงแผนม้า ตำราพุกาม ฉบับสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ” โดยชำระพร้อมกับขุนจำนงสุนทร (ตาด) ปลัดกรมซ้าย เมื่อวันพฤหัสบดีเดือนสิบ ขึ้นห้าค่ำ ปีชวดจัตวาศก ตรงกับวันที่ 19 สิงหาคม

หลวงลิขิตปรีชายังได้แต่งคำโคลงจารึก [30] [31] และแต่งหนังสือต่างๆ ปรากฏหลักฐานในคำประพันธ์บทหนึ่ง [32] ความว่า “...ฉันทพากย์เพลงโคลงคล่อง สองหลวงว่องโวหาร ชาญภูเบศร์สมญา ลิขิตปรีชาเฉลียวอรรถ เจนแจ้งจัดทุกอัน ร่วมสังสรรค์เสาวพจน์...”

เช่น

 
ภาพจารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 20 (กลบทพระจันท์ธรงกลด) พบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
1. จารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตน ท่าที่ 27 (ท่าดัดตนแก้ลมชักปากเบี้ยว)
จารึกนี้กล่าวถึงพระฤๅษีกาลสิทธิ์ (ฤๅษีปู่เจ้าสมิงพราย) แสดงบทอาสนะแห่งฤๅษีด้วยท่าตัดตนแก้ลมชักปากเบี้ยว ลมลิ้นตาย ลมเท้าเหน็บ ลมมือเหน็บ ด้วยการใช้มือหนึ่งเหนี่ยวไหล่ กดปลายนิ้วลงเหนือซอกรักแร้ และอีกมือหนึ่งหน่วงข้อเท้า โดยกดหัวแม่มือกดลงที่เอ็นเหนือตาตุ่มด้านใน จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
2. จารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตน ท่าที่ 45 (ท่าดัดตนแก้เท้าเย็นสบาย ใจสวิงสวาย)
จารึกนี้กล่าวถึงพระฤๅษีกบิล แสดงบทอาสนะแห่งฤๅษีด้วยท่าดัดตนแก้เท้าเย็น ใจสวิงสวาย โดยการไขว้เท้าหนึ่งไปวางบนตักของอีกข้างหนึ่ง ซึ่งถูกสองมือกุมเข่า รัดแข้งยกเอาไว้จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
3. จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา แผ่นที่ 31 (ภาพเขมร) [33]
เป็นหนึ่งในจารึกโคลงภาพต่างภาษาจำนวน 32 แผ่น จารึกนี้กล่าวถึงอัตลักษณ์และตัวตนชนชาติเขมรว่ามีผิวดำ นับถือศาสนาพุทธ อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นเมืองขึ้นของสยาม แต่งกายโดยนุ่งผ้าปูม สวมเสื้อสีคราม คาดแพรเยื่อไม้ของญวนที่สะเอว และไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ไม่ไว้ไรผม จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
4. จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา แผ่นที่ 32 (ภาพลิ่วขิ่ว) [34]
เป็นหนึ่งในจารึกโคลงภาพต่างภาษาจำนวน 32 แผ่น จารึกนี้กล่าวถึงอัตลักษณ์และตัวตนชนชาติลิ่วขิ่ว ว่ามีการเกล้าผมมวยเหมือนจุกเด็ก สวมเสื้อสีหมากสุกยาวคลุมเข่า โพกศีรษะ บ้านเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และมีการถวายบรรณาการแด่จีนจารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
5. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 8 (กลบทกินรเกบบัว)
จารึกกลบทกินรเกบบัว มีคำจารึก 19 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความชอกช้ำใจจากหญิงคนรักที่กลับห่างเหินไป
6. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 20 (กลบทพระจันท์ธรงกลด)
จารึกกลบทพระจันท์ธรงกลด มีคำจารึก 22 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความโศกเศร้าเพราะการพลัดพรากจากหญิงคนรัก
7. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 39 (กลบทก้านต่อดอก)
จารึกกลบทก้านต่อดอก มีคำจารึก 19 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความทุกข์ระทมที่ต้องอยู่ห่างไกลจากหญิงอันเป็นที่รัก
8. ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน (พ.ศ. 2374-2381) (จารึกวัดโพธิ์) หมวดวรรณคดี ได้รับการขึ้นทะเบียน มรดกความทรงจำของโลก [35] [36] เมื่อ พ.ศ. 2551 โดย คณะกรรมการองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
9. พระราชปุจฉาในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 เล่ม 2 [37]
10. นิราศสรวมครวญ [38] [39]
นิราศสรวมครวญเป็นวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยโคลงสุภาพชาตรีจำนวน 186 บท และใช้ร่ายสุภาพปิดท้ายโคลงนิราศ ซึ่งหลวงลิขิตปรีชาร่วมแต่งกับขุนสาราบรรจง ขุนจำนงสุนธร และนายเวรจำลอง ภายหลังหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนีได้ตรวจสอบ ชำระใหม่และเขียนเพิ่มเติมเป็นฉบับ นรินทร์จัน-ประชันนรินทร์อิน ทรงใช้นามปากกาว่า “พ.ณ.ประมวญมารค”

ตัวอย่างคำประพันธ์

เทเวนทรวาสุเทพท้าว ผทมสินธุ์
อ่อนอาสน์อุรัคคินทร์ ค่ำเช้า
ทรงสังข์จักราจิณ เจนหัตถ์
หลับอย่าลืมละเจ้า ปิ่นไท้ผไทสยาม
นิราศสรวมครวญ
11. เพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน
เพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน [40] เป็นนิทานบันเทิงคดีที่หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ร่วมแต่งกับนายนาน บางขุนพรหม เป็นเพลงยาวมีความยาว 27 บท ไม่ปรากฏปีที่แต่งแน่ชัด เพลงยาวนิทานดังกล่าวถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารวชิรญาณวิเศษ [41] (วารสารที่ออกในนามหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระบรมราชตระกูล) หมวดนิทานคำกลอน เล่ม 8 แผ่นที่ 20 ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 111 ตรงกับ พ.ศ. 2435 ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา (ขณะนั้นทรงพระอิสริยายศ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา) ทรงเป็นกรรมสัมปาทิก (คณะบรรณาธิการ) ปีที่ 12 และสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ (ปัจจุบันคือสำนักหอสมุดแห่งชาติ) ในขณะนั้น และเพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน ถูกตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือ นิทานวชิรญาณ เล่ม 1 [42] เมื่อ พ.ศ. 2555 โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร

ตัวอย่างคำประพันธ์

นิทานนี้ท่านผู้เถ้าเล่าแถลง
จริงหรือเท็จอยู่กับคนต้นแสดง หวังชี้แจงแต่ผู้เขลาเยาว์ปัญญา
เปนคติจะช่วยเตือนอย่าเฟือนหลง เร่งดำรงยั้งใจให้นักหนา
อันกลลวงหลายอย่างทางพูดจา ใครเสียทีเสียท่าน่าหัวเราะ
กำนันหลอกพราน

นอกจากนี้ยังได้แต่งตำรับพุทธศาสตร์ "ตำรานพรัตน์" [43] [44] [45] ประกอบในตำราไสยศาสตร์ทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่า "วชิรํ รัตตํ อินฺทนีลํ เวฬุริยํ รัตฺตกาฬมิสิสกํ โอทาตปีตมิสสฺกํ นีลํ ปุสฺสราคํ มุตตาหารญจาติ อิมานิ นวากาทีนิ รตนานิ ตฺสมา รตนชาติ โย อเนกวิธา นานาปเทเสสุ อุปปชฺชนตีติ เวทิตฺพพา" ซึ่งท่านร่วมกันสอบตำราพร้อมกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระมหาวชิรธรรรม หลวงภักดีจินดาและนายชม รวมถึงบรรดากวีท่านอื่น ๆ ที่ได้ร่วมนิพนธ์กับหลวงลิขิตปรีชาช่วงรัชกาลที่ 3 เช่น พระมหามนตรี (ทรัพย์) ขุนธนสิทธิ์ หมื่นพรหมสมพัตรสร หมื่นนิพนธ์อักษร ครูแจ้ง นายเกตุ นายช้าง นายนก นายพัต และกวีหญิงอีก 2 ท่านคือ คุณพุ่มและคุณสุวรรณ

หลวงลิขิตปรีชาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมิชชันารีและโรงเรียนวัด ไม่ปรากฏแน่ว่าชัดที่ใด ได้เป็นปลัดกรมกองรายงานหนังสือไปมา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร (วังหน้า) และราชเลขานุการในพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือเวียนไปมา งานพระราชพิธี พระสุพรรบณัฏ งานแปลหนังสือ นิพนธ์หนังสือตำราคำกลอนร่วมกับกรมราชบัณฑิต กรมโหร และหนังสือราชการต่างๆ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาฯพระมหากษัตริย์ ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 – 2398) กวีราชสำนักในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และอาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (เจ้าฟ้าจุฑามณี) ดำรงตำแหน่งจางวางกรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร (วังหน้า) ถือศักดินา 2500 ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามั่ง กรมพระยาเดชาดิศรทรงดูแลกับกรมกรมพระอาลักษณ์[46]

พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) ผู้ค้นคว้า รวบรวม และบันทึกเรื่องราวของสุนทรภู่ ได้เขียนบันทึกคำกล่าวของพระอมรสินธพ (นก) ซึ่งเล่าว่า “เวลานั้น ใบฎีกามี ของสมเด็จพระปรมา [47] ได้เป็นหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ท่านผู้นี้เจ้ายศเจ้าศักดิ์ ถือความมั่งมีภาคภูมิเต็มที่อย่างขุนนางโบราณคือ บ่าวไพร่นุ่งห่มร่มค้างคาว กล้องยาแดงกาน้ำเป็นต้น สุนทรภู่ถึงเป็นจางวางก็จริง แค่ลดความมั่งมีให้ท่านเจ้ากรม เวลาจะนั่งจะเดินอยู่ในกิริยาเป็นผู้ถ่อมตน ยอมเป็นผู้ที่ ๒ ไม่ตีตนเสมอเลย”

พี่น้องและทายาทแก้ไข

หลวงลิขิตปรีชามีพี่น้องและทายาทผู้สืบทอดสกุล ดังต่อไปนี้

1. เสวกโท นายกองเอก พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ โรจนกุล)
พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ) เป็นบุตรของหลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) รับราชการในกรมปลัดเสือป่า ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายหนังสือ [48] มีบรรดาศักดิ์เดิมว่า นายกองโท พระพิจารย์ราชหัดถ์ (ปลอบ) ต่อมาได้เลื่อนยศขึ้นเป็น นายกองเอก พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ)
2. อํามาตย์ตรี พระอํานวยเนติพจน์ (เลื่อง โรจนกุล) [49] [50] [51]
อดีตพระใบฎีกา (เลื่อง) วัดอมรินทรารามวรวิหาร สมัยรัชกาลที่ 5 อดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรม (พ.ศ. 24?? - พ.ศ. 2472) ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลมณฑลพิศณุโลก [52] ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี [53] มีบรรดาศักดิ์เดิมว่า หลวงอํานวยเนติพจน์ (เลื่อง) ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระอํานวยเนติพจน์ (เลื่อง) ถือศักดินา 800
3. รองอำมาตย์เอก หลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล)
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นก่อนแพแตก พ.ศ. 2443 – พ.ศ. 2474 รับราชการเป็นเจ้าเมืองต่าง ๆ ดังนี้ [54]
4. รองอำมาตย์โท ขุนโรจนกุลประภัทร [55] (ปอนด์ โรจนกุล)
ขุนโรจนกุลประพัทธ์ ถือศักดินา 800 สำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันกับหลวงวิโรจน์รัฐกิจ รับราชการดังนี้
พ.ศ. 247? – 2474 นายอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
พ.ศ. 2474 – 2475 นายอำเภอเมืองเพ็ชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
พ.ศ. 2475 – 247? นายอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
5. ศรีชัย โรจนกุล (แป้น โรจนกุล)
สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวิสุทธรังษี จังหวัดกาญจนบุรีแล้วจึงไปศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลัวจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้เป็นราชการในกรมเสมียนตรามหาดไทย สังกัดกรมหาดไทยและเป็นทหารม้ารักษาพระองค์ และภายหลังได้ย้ายมาเป็นนายอำเภอ
พ.ศ. 253? – 2536 นายอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ดังนี้ [56]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

หมายเหตุ:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ กรมราชเลขานุการในขณะนั้นรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการกรมพระอาลักษณ์ในรัชกาลก่อนมาจนถึงปีวอกวัตวาศกศักราช 123 ในงานพระราชพิธีสมภาคาภิเษก โดยหมายให้ข้าราชการมาบอกบัญชีที่กรมพระอาลักษณ์ หมายวันที่วันที่ 18 สิงหาคม 2444 โดยให้มาแจ้งความที่หม่อมนิวัทธอิศรวงษ์ (หม่อมราชวงศ์พยอม อิศรศักดิ์) ณ กรมพระอาลักษณ์ ให้จดบัญชีชื่อตั้งชื่อเดิม และรับตำแหน่งยศเป็นที่อะไร ปีใด ศักราชใด ให้เสร็จภายในวันที่ 10 กันยายน รัตนโกสินทร์ศก 122 (พ.ศ. 2446) [60] [61] สำหรับตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ต.ช.) (ป.ม.) ประจำตำแหน่ง เหรียญราชอิสริยาภรณ์ (ร.ด.ม.) และ (ร.บ.ม.) สำหรับนักกวี ส่วน (ร.จ.พ.) กรณีที่รับราชการมามากกว่า 25 ปี สำหรับเครื่องราชอิสรยาภรณ์จุลจอมเกล้าโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สำหรับตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ (ชั้น ท.จ.) และร่วมทำหน้าที่ราชการทหาร การสงคราม (ต่อมารัชกาลภายหลังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแทน)

สกุลโรจนกุลแก้ไข

โรจนกุล เป็นนามสกุลพระราชทานตระกูลขุนนางเจ้าเมืองพิษณุโลก และเป็นหนึ่งในสกุลเก่าแก่ของไทย [62] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตรา พระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 ในคราวนั้น พระยาชำนาญอักษร (ปลอบ) ข้าราชการกรมปลัดเสือป่า กองเสนาหลวงรักษาพระองค์ รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของหลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) เป็นผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามสกุล เมื่อสืบสายขึ้นไปแล้วจึงมีพระราชวินิจฉัยทรงใช้คำว่า "โรจนะ" รวมกับคำว่า "กุล" ให้หมายถึง ตระกูลของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามสกุลให้หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล) กับ หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล) [63] ผู้เป็นบิดาด้วยในฐานะที่เป็นขุนนางในรัชกาลก่อนเพื่อสืบตระกูลเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าเมืองพิษณุโลก เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2456 ตามประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ 5 [64] ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 30 หน้าที่ 1,238 ลำดับนามสกุลพระราชทานเลขที่ 368 พระราชทานนามสกุลว่า "โรจนะกุล" (สะกดภาษาไทยตามราชกิจจานุเบกษา ปัจจุบันสะกดว่า "โรจนกุล") อักษรโรมัน "Rochanakul" สกุลเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรในขณะนั้นรับสนองพระบรมราชโองการ

ลำดับสมาชิกวงศ์ตระกูลแก้ไข

สมาชิกวงศ์ตระกูลนับตั้งแต่ต้นสกุลสืบขึ้นสูงสุดเท่าที่จะสืบได้มีรายนาม และราชทินนามดังนี้ [65][66][67][68][69][70]

  • เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศรวรธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ หรือเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) พ.ศ. 2262 - 2311 เจ้าเมืองพิษณุโลก (บุตร 3 คน)
  • หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล) (พ.ศ. 23?? - 2418) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ พระราชวังบวรสถานมงคล
  • ศรีชัย โรจนกุล (แป้น โรจนกุล) (พ.ศ. ? - 2538) เสมียนตรามหาดไท และปลัดอำเภอ
  • รองอำมาตย์โท ขุนโรจนกุลประพัทธ์ (ปอนด์ โรจนกุล) นายอำเภอ

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ

  1. นาครสงเคราะห์ ประจำพุทธศักราช 2456. พระนคร : พระรัชเสภา, 2456. หน้า 90.
  2. กรมพระอาลักษณ์เป็นหนึ่งในกรมมนตรี 6 เป็นกรมขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ด้านเอกสารสำคัญ เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ พระราชพิธี พระสุพรรณบัฏ และเอกสารราชการที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ราชทินนามตำแหน่งเจ้ากรม (วังหลวง) คือ ออกญาศรีภูริยปรีชาราชเสนาบดีศรีสารลักษณ์ ศักดินา 5000 ส่วนวังหน้าถือศักดินากึ่งหนึ่งของวังหลวงตามธรรมเนียม หรือลดหลั่นศักดินาลงไปตามความสำคัญของกรมและบรรดาศักดิ์
  3. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สั่งให้ยกกรมพระอาลักษณ์และกรมรัฐมนตรีสภามาสมทบอยู่ในกรมราชเลขานุการ โดยรวมเป็นแผนกเดียวกันแต่ให้คงชื่อกรมทั้งสองนั้นอยู่ เนื่องจากมีหน้าที่เนื่องกันกับกรมราชเลขานุการแต่งบประมาณยังแยกกันอยู่
  4. ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. ประวัติวรณคดีวิจารณ์ไทย พ.ศ. 2325-2525 ทอไหมในสายน้ำ 200 ปี วรรณคดีวิจารณ์ไทย. กรุงเทพฯ : ประพันธ์สานส์, 2541. 291 หน้า. ISBN : 974-230-708-0
  5. ประวัติขุนนางวังหน้า ร. 2. กรุงเทพ หน้าที่ 12
  6. เทพ สุนทรศารทูล. ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์). กรุงเทพฯ : พระนารายณ์, 2533. 225 หน้า. ISBN : 974-575-133-2.
  7. สมบัติ ปลาน้อย. เจ้าฟ้าจุฑามณี, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมสาส์น (1977), 2536. 315 หน้า.
  8. ราชกิจจานุเบกษาลงยศทางทหารว่า นายพันโท แต่ในขณะนั้นยังไม่มียศทหาร
  9. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติศักดินาทหารทหารบกและศักดินาทหารเรือ. ประกาศ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วันที่ 1 เดือน 9 ขึ้น 5 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศกศักราช 1250 เป็นวันที่ 7215 ในรัชกาลปัจจุบัน
  10. ราชกิจจานุเบกษา. ส่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์ไปพระราชทาน. เล่ม 43, 2 พฤษภาคม 2469, หน้า 442.
  11. ภาษาและหนังสือ ฉบับที่ 4-9. กรุงเทพฯ : สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, พ.ศ. 2515.
  12. ราชกิจจานุเบกษา. ตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีแลกรมพระอาลักษณ์ รัตนโกสินทรศก ๑๑๗. เล่ม 15 หน้า 92. ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441).
  13. ราชกิจจานุเบกษา. ตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีแลกรมพระอาลักษณ์ รัตนโกสินทรศก ๑๑๘. เล่ม 16 หน้า 183. 2 กรกฎาคม ร.ศ. 118 (พ.ศ.2442).
  14. ราชกิจจานุเบกษา. ตำแหน่งข้าราชการราชเลขานุการแลกรมพระอาลักษณ์ ศก ๑๒๙. เล่ม 27 หน้า 665. 10 กรกฎาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453).
  15. ราชกิจจานุเบกษา. [1] เล่ม 33 หน้า 2,172. 19 พฤศจิกายน 2459.
  16. ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศปลดอธิบดีกรมพระอาลักษณ์. เล่ม 49 หน้า 497. 17 ฤศจิกายน 2475.
  17. พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร. สำเภาสยาม ตำนานเจ๊กบางกอก. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์. ตุลาคม 2544
  18. ปูมราชธรรม เอกสารสมัยอยุธยาจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. 224 หน้า
  19. นิยะดา เหล่าสุนทร. พินิจวรรณคดี รวมบทความวิชาการด้านวรรณคดี. กรุงเทพฯ : แม่คำผาง, 2544.
  20. ตำราพิไชยสงครามคำกลอน. งานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยารามจตุรงค์ (เพ็ชร บุณยรัตพันธุ์), สำนักพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร, 2469
  21. ภมรี สุรเกียรติ. เสนางตพยุหะ และพยุหจักรี: ตำราพิชัยสงครามพม่าสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18. สงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. ปีที่ 20;1:235.
  22. ชอบ ภักดิ์ศรีวงศ์, พลตรี. "หลักการรบของไทย" ประวัติศาสตร์การสงคราม. นครนายก : โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, กุมภาพันธ์ 2522.
  23. "ตำราพิไชยสังคราม" สมุดไทยดำ อักษรไทย เส้นสีเหลือง, 179, หน้าต้น อ้างถึงใน วสันต์ มหากาญจนบะ, 2539, 13-14
  24. หอสมุดแห่งชาติ. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3, เลขที่ 13, หนังสือออกญาสุภาวดี เรื่อง ส่งหลวงลิขิตปรีชาออกสืบราชการ
  25. เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2538.
  26. เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กับบทบาทสร้างเมืองใหม่ในกัมพูชา. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2562, สิบค้น เมษายน, 2563
  27. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. สามเจ้าพระยา. พระนคร : โรงพิมพ์อาศรมอักษร, 2505. หน้า 454.
  28. หงษ์ สิงเสนี, คุณหญิง. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 56 ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน. กรุงเทพฯ : พิพรรฒธนากร, พฤษภาคม 2475
  29. ศิลปากร เล่มที่ 46, ฉบับที่ 1-3. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, พ.ศ. 2546.
  30. กลิ่น คงเหมือนเพชร. วรรณกรรมทักษิณ: วรรณกรรมปริทัศน์. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์, 2004. 728 หน้า
  31. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
  32. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. กายบริหารแบบไทย: ท่าฤๅษีดัดตน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2540. 373 หน้า.
  33. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ศิลปวัฒนธรรม เล่มที่ 24 ฉบับที่ 4-6. [ม.ป.ป.] : 2546.
  34. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนแปลกหน้านานาชาติของกรุงสยาม. มติชน 2546.
  35. ยูเนสโกขึ้นทะเบียน ‘จารึกวัดโพธิ์’ ‘มรดกความทรงจำของโลก’. (2551, 1 เมษายน). ASTV ผู้จัดการออนไลน์.
  36. เก้า มกรา, (2551). ธรรมลีลา, (89).
  37. พระราชปุจฉาในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2513.
  38. เอมอร จิตตะโสภณ. วรรณคดีนิราศ. ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2521
  39. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี, หม่อมเจ้า. นิราศนรินทร์คำโคลงและนิราศปลีกย่อย ฉบับพิมพ์. กรุงเทพ ฯ : แพร่พิทยา, 2513. 347 หน้า
  40. หลวงลิขิตปรีชา, นาน บางขุนพรหม. นิทานคำกลอน, วชิรญาณวิเศษ. 8, 20 (23 กุมภาพันธ์ 111) : 325 - 237.
  41. หนังสือเก่าชาวสยาม, วชิรญาณวิเศษ เล่ม ๘ แผ่น ๑๖ - ๒๐. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สำนักหอสมุดแห่งชาติ.
  42. กรมศิลปากร, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. นิทานวชิรญาณ เล่ม 1 - 2. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2555. 849 หน้า ISBN 978-616-283-002-0.
  43. ห้องสมุดส่วนตัวรัตนชาติ
  44. บรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค), สมเด็จเจ้าพระยา, และคณะ. ตำรานพรัตน์. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงแจกในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศล “ฉลองพระชนมายุครบหกสิบพรรษา” วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2464. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2464.
  45. เอนก นาวิกมูล. เที่ยวชมหนังสือเก่า. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2541. 385 หน้า
  46. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-221-818-8
  47. หมายถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
  48. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชทานยศเสือป่า. เล่ม 34, 28 ตุลาคม 2460, หน้า 2,102.
  49. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระ, และหอสมุดแห่งชาติ (ประเทศไทย). เปรียญรัชกาลที่ 5. พระนคร : โสภณพิพัฒนากร, 2462.
  50. การประชุมราชบัณฑิต. พระนคร : โรงพิมพ์ศุภการจำรูญ, 2453. 51 หน้า.
  51. ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค 4 ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ. กรมศิลปากร, 2546.
  52. ราชกิจจานุเบกษา. ตำแหน่งข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ปี ร.ศ.125. เล่ม 23, 2 ธันวาคม ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449), หน้า 932.
  53. ทำเนียบข้าราชการตุลาการและจ่าศาล ศาลจังหวัดปทุมธานี ระหว่าง พ.ศ. 2454 - 2520.
  54. มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเรียกว่าจังหวัด ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 28 พฤษภาคม 2459 เล่ม 33 หน้า 51
  55. ตรี อมาตยกุล. ประวัติเมืองสำคัญ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์นิยมวิทยา, 2494. 527 หน้า. หน้า 188.
  56. ราชกิจจานุเบกษา. การประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ช้างเผือก และมงกุฎไทย พ.ศ. 2527. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 102 ตอนที่ 17, 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528, หน้า 1,184.
  57. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์. เล่ม 34, 3 กุมภาพันธ์ 2460, หน้า 3215.
  58. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์. เล่ม 37, 6 กุมภาพันธ์ 2463, หน้า 3,712.
  59. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชทานเหรียญราชรุจิ. เล่ม 28, 9 กรกฎาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454), หน้า 705.
  60. ราชกิจจานุเบกษา. หมายให้ข้าราชการมาบอกบัญชีที่กรมพระอาลักษณ์. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ราชเลขานุการ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาในรัชกาลก่อนมาจนถึงปีวอกวัตวาศกศักราช ๑๒๓๔ ในงานพระราชพิธีสมภาคาภิเษก. กรุงเทพ ฯ. เล่มที่ 18 หน้า 296 วันที่ 18 สิงหาคม 2444.
  61. ตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีและกรมอาลักษณ์ รัตนโกสินทร์ศก 118 ตำแหน่งเจ้ากรมอาลักษณ์
  62. 10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย. Facebook คลังประวัติศาสตร์ไทย
  63. อมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช), จมื่น. กำเนิดนามสกุล เล่ม 2 พระราชกรณียกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา : 2511.
  64. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติขนามนามสกุล พุทธศักราช 2456, เล่ม 30 14 กันยายน พ.ศ. 2456, หน้า 1238
  65. พระบรมราชาธิบาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำ กรมหลวงนรินทรเทวี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 4
  66. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับท้าวอนงครักษา (ลม้าย) หลวงพิสูทธิภัณฆรักษา (แต้ม ศิริวัฒนกุล) รวบรวม
  67. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทรโรจวงศ์)
  68. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับพระมิตรกรรมรักษา (นัดดา บุรณศิริ) และคำชี้แจงของคุณหญิงเนื่อง เพ็ชรัตน์สงคราม
  69. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับขุนนนวิจารณ์ (นน ทองอิน)
  70. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับกฤตภาส โรจนกุล รวบรวม

บรรณาณุกรม

  • พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน 28. กรุงเทพ : คุรุสภา, [ม.ป.ป.]. หน้า หน้าที่. ISBN 974-8185-47-8
  • สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, และสมเด็จพระมาตุฉาเจ้า พระอัครราชเทวี. ประชุมพงศาวดาร 81 ภาค. รับสั่งให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณรวบรวมพิมพ์เมื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล ในงานศพพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดนัยวรนุช, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย สพานยศเส, 2457.
  • พิเศศ บุรณะสมบัติ. ประวัติศาสตร์การปกครองของไทย: ตั้งแต่เริ่มเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมสาส์น. 2536. 302 หน้า
  • อักษร โสภณ. สกุลไทย, ฉบับที่ 1652-1659; ฉบับที่ 1661-1663
  • กฤตภาส โรจนกุล. โรจนกุล ชีวประวัติและเชื้อสายสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554.
  • พระราชวังพญาไท