เปิดเมนูหลัก

คุณหญิงมณี สิริวรสาร หรือเดิมคือ หม่อมมณี ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา[2] มีชื่อแต่แรกเกิดว่า มณี บุนนาค[3] หรือ มณี เซเนียร์ บุนนาค (อักษรโรมัน: Mani Xenier Bunnag[1][4]; เกิด: 22 กันยายน พ.ศ. 2458 — ถึงแก่อนิจกรรม: 27 กันยายน พ.ศ. 2542) อาจารย์และนักสังคมสงเคราะห์ชาวไทย อดีตพระสุณิสาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยท่านเคยสมรสกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว[5]

คุณหญิง
มณี สิริวรสาร
Mani Sirivorasan.jpg
เกิดมณี เซเนียร์ บุนนาค
22 กันยายน พ.ศ. 2458
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ[1]
เสียชีวิต27 กันยายน พ.ศ. 2542 (84 ปี)
ประเทศไทย
อาชีพอาจารย์, นักสังคมสงเคราะห์
คู่สมรส
บุตร
  • หม่อมราชวงศ์เดชนศักดิ์ ศักดิเดชน์ ภาณุพันธุ์
  • หม่อมราชวงศ์ทินศักดิ์ ศักดิเดชน์ ภาณุพันธุ์
  • หม่อมราชวงศ์อรมณี ภาณุพันธุ์
บิดามารดาพระยาราชานุประพันธ์ (เปีย บุนนาค)
คุณหญิงดอรีส วินดั้ม ราชานุประพันธ์

และเธอเป็นผู้เขียนหนังสือ ชีวิตเหมือนฝัน ซึ่งเป็นหนังสือที่บรรยายเหตุการณ์ช่วงปลายพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ค่อนข้างละเอียด[5]

ประวัติแก้ไข

ชีวิตตอนต้นและการศึกษาแก้ไข

คุณหญิงมณีมีชื่อแต่แรกเกิดว่ามณี เซเนียร์ บุนนาค เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นธิดาของพระยาราชานุประพันธ์ (เปีย บุนนาค) ราชทูตไทยประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เกิดแต่ภรรยาชื่อ ดอรีส วินดั้ม สตรีชาวอังกฤษ[3] คุณหญิงมณีเป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) มีพี่ชายร่วมบิดามารดาเพียงคนเดียว คือ อุทัย ภานุวงศ์[3] และมีพี่ชายและพี่สาวต่างมารดา 10 คน[6]

พ.ศ. 2460 เมื่อพระยาราชานุพันธ์ (เปีย บุนนาค) พาครอบครัวกลับประเทศไทย ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านที่ได้รับพระราชทานที่ถนนสี่พระยา ซอยแพรกบ้านใน หลังวัดมหาพฤฒาราม (วัดตะเคียน) คุณหญิงมณีได้เข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เรียนชั้นประถมได้ 3 ปี บิดาให้ลาออกมาเรียนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสที่บ้านกับมารดา

หลังจากบิดาถึงแก่กรรมได้เข้าเรียนต่อเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนเซนต์แมรีส์ เอส.พี.จี. ซึ่งเป็นโรงเรียนมิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนต์ มีอาจารย์ใหญ่เป็นชาวอังกฤษ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาแล้ว ได้สอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้เพียง 2 ปี พ.ศ. 2478 สอบชิงทุนของ ก.พ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ในแผนกอักษรศาสตร์ ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

สมรสครั้งแรกแก้ไข

 
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดผมหม่อมราชวงศ์เดชนศักดิ์ โอรสของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต และหม่อมมณี

มณีพบรักกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต หรือนามที่ทรงแนะนำตัวแก่มณีว่า "เจรี่"[7] ที่ศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรเหมือนกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงนำไปสู่การหมั้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2481[8] และมีพิธีมงคลสมรสจัดขึ้นที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน โดยมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงเป็นองค์ประธาน[9] เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2481[10] ด้วยเหตุนี้มณีจึงได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดหลังจากร่ำเรียนมาได้สองปี

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาตและหม่อมมณี มีพระโอรสด้วยกัน 2 คน ซึ่งผู้สืบสันดานได้รับพระราชทานนามสกุล ศักดิเดชน์ ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา คือ

  1. หม่อมราชวงศ์เดชนศักดิ์ ศักดิเดชน์ ภาณุพันธุ์ หรือ คุณชายเดชน์ (พ.ศ. 2482) สมรสกับสมคิด ศักดิเดชน์ ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา[11] มีบุตรหนึ่งคน
  2. หม่อมราชวงศ์ทินศักดิ์ ศักดิเดชน์ ภาณุพันธุ์ หรือ คุณชายทิน (พ.ศ. 2485) สมรสครั้งที่สองกับศิริกาญจน์ ศักดิเดชน์ ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา[12] (สกุลเดิม: ศรีกาญจนา) มีบุตรสองคน และบุตรบุญธรรมหนึ่งคน[13]

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ทำงานกับบริษัท A.T.A. ทำหน้าที่ขับเครื่องบิน และเป็นเสรีไทยในประเทศอังกฤษอีกด้วย จนทำให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาตสิ้นพระชนม์เนื่องจากทรงขับเครื่องบิน และเครื่องตกที่ประเทศสก๊อตแลนด์ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติหน้าที่

สมรสครั้งที่สองแก้ไข

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระภัสดาคนแรก หม่อมมณีได้เข้าเสกสมรสครั้งที่สองกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต มีพระธิดาเพียงคนเดียว คือ

  • หม่อมราชวงศ์อรมณี ภาณุพันธุ์ หรือ คุณหญิงออร่า สมรสครั้งแรกกับ พันตำรวจโท จุมพล นิลวัฒนานนท์[14] และครั้งที่สองกับวัฒนา นิเวศน์มรินทร์ มีบุตรจากการสมรสครั้งแรกสองคน และครั้งที่สองหนึ่งคน

และในปี พ.ศ. 2490 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ได้พาครอบครัวกลับประเทศไทย เมื่อหม่อมมณีกลับมาอยู่ประเทศไทย ได้ไปทำงานในตำแหน่งอาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามคำเชิญชวนของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรซึ่งเป็นอาจารย์หัวหน้าภาควิชาในขณะนั้น หลังจากหย่ากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์แล้ว จึงลาออกจากอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาสร้างบ้านหลังใหม่อยู่ที่ถนนเพลินจิต รับงานแปลบทความภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้กับสำนักงานข่าวสารอเมริกัน

สมรสครั้งที่สามและบั้นปลายแก้ไข

ต่อมาหม่อมมณีได้กลับไปพักที่ประเทศอังกฤษเพื่อเยี่ยมมารดาและบุตรที่ศึกษาอยู่ที่นั่น ได้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกส่งวิทยุกระจายเสียงภาคภาษาไทยให้สถานีวิทยุบีบีซีอยู่ประมาณ 1 ปี จึงกลับเมืองไทย พ.ศ. 2503 ได้เข้าพิธีสมรสใหม่กับพลตรี นายแพทย์ ปชา สิริวรสาร และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันถึง 23 ปี มีบุตรบุญธรรมด้วยกันสองคนคือ ภาณุพล และภาณินี สิริวรสาร ซึ่งเป็นบุตรของหม่อมราชวงศ์อรมณีที่เกิดกับสามีคนแรก[15] จนนายแพทย์ ปชาถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. 2526

คุณหญิงมณี สิริวรสาร ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2542 สิริอายุ 85 ปี

ชีวิตส่วนตัวแก้ไข

คุณหญิงมณีเมื่อครั้งเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เคยมีใจโอนอ่อนที่จะเข้ารีตไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่ถูกพระยาราชานุประพันธ์ผู้บิดาทัดทานอย่างแข็งขันและบังคับให้ลาออกจากโรงเรียนเดิมเสีย หลังการมรณกรรมของบิดา คุณหญิงมณีได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์แมรีส์ เอส.พี.จี. คุณหญิงมณีได้ตัดสินใจเข้ารีตนิกายโปรเตสแตนต์ ตามที่ครูผู้สอนให้คำแนะนำให้กอปรกับความศรัทธาในพระเยซูของเธอ แต่ต่อมาภายหลังคุณหญิงมณีเห็นว่าความคิดเดิมของตนนั้นงมงาย จึงเปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาพุทธตามเดิม และปฏิบัติตนตามคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่อยมา[16]

งานสาธารณประโยชน์แก้ไข

คุณหญิงมณีและพลตรีนายแพทย์ ปชา สิริวรสารได้บริจาคทรัพย์สร้างตึกผู้ป่วยด้วย โรคหู คอ จมูก เป็นอาคาร 4 ชั้น มีห้องผ่าตัดทันสมัย มอบให้แก่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชื่อตึกว่า "ตึกศักดิเดชน์" ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ มาทรงทำพิธีเปิดตึกนี้ เมื่อ พ.ศ. 2514 ต่อมาได้บริจาคทรัพย์ส่วนหนึ่งร่วมสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่จังหวัดจันทบุรี และมอบเงินให้แก่กรมแพทย์ทหารบก จำนวน 1 ล้านบาทเป็นทุนจัดตั้งมูลนิธิ "ศักดิเดชน์" เพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์และใช้ในการดูแลบำรุงรักษาอาคารด้วย จัดตั้งมูลนิธิถวายไว้ที่วัดราชบพิธ เพื่อใช้ดอกผลเป็นปัจจัย 4 ถวายพระสงฆ์โดยสมทบทุนทุกปี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้คุณหญิงมณียังได้ช่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ตามสมาคมสตรีต่าง ๆ และเป็นกรรมการอยู่หลายสมาคม ทั้งยังช่วยหาเงินปลูกสร้างอาคารให้กับมูลนิธิสตรีอุดมศึกษาจนเป็นผลสำเร็จและยังใช้เป็นอาคารที่ทำงานของมูลนิธิฯ และสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "Search birth records". findmypast.co.uk. สืบค้นเมื่อ 16 September 2012. BUNNAG Mani X Kensington London 1915
  2. ชีวิตเหมือนฝัน - Near Thai
  3. 3.0 3.1 3.2 56 ชมรมสายสกุลบุนนาค
  4. "History". The Bunnag Lineage Club. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2557. (อังกฤษ)
  5. 5.0 5.1 เอกชัย โควาวิสารัช ผศ.นพ.. ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ "กรณีสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว". ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 33 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2555 กรุงเทพ:มติชน, หน้า 109
  6. พระยาราชานุประพันธ์ (เปีย บุนนาค)
  7. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 332
  8. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 365
  9. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 367
  10. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 364
  11. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 3. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 456
  12. "ถามปอ" (Press release). ไทยรัฐ. 13 มิถุนายน 2554. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2555.
  13. นิตยสาร WhO? - ศีกัญญา ศักดิเดชน์ ภาณุพันธ์ พี่สาวที่แสนดีและสีสันบ้านหรรษา
  14. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 3. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 53
  15. "คุณหญิง มณีได้ผู้ร่วมทุนใหม่ สานต่อโครงการยักษ์ของตระกูล" (Press release). นิตยสารผู้จัดการ. พฤษภาคม 2542. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2555.
  16. มณี สิริวรสาร, คุณหญิง. ชีวิตเหมือนฝัน ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, มมป. หน้า 91-102
  17. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม 106, ตอนที่ 73, ฉบับพิเศษหน้า 6, 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2532