สิว เป็น โรคผิวหนังที่พบบ่อยของมนุษย์ มีลักษณะของเซโบเรีย (ผิวสีแดงเกล็ด) คอมีโดน (สิวหัวดำและสิวหัวขาว), พาพูล (สิวเสี้ยน), โนดูล (สิวขนาดใหญ่), สิวเม็ดเล็ก และอาจทำให้เกิดแผลเป็น[1] นอกเหนือจากการทำให้เกิดแผลเป็น ผลกระทบหลักคือทางด้านจิตใจ เช่น ลดความเชื่อมั่นในตนเองลง [2] และในกรณีที่รุนแรงมาก จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือการฆ่าตัวตาย [3]. การศึกษาหนึ่งได้ประมาณการอุบัติการณ์ของความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยที่เป็นสิวมีอยู่ 7.1%. [4]

สิว
Akne-jugend.jpg
สิวของชายอายุ 14 ปีในวัยเจริญพันธุ์
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10L70.0
ICD-9706.1
DiseasesDB10765
MedlinePlus000873
eMedicinederm/2
MeSHD000152

ในวัยรุ่น สิวมักมีสาเหตุเกิดจากการเพิ่มขึ้นของแอนโดรเจนเช่นฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวัยแรกรุ่น โดยไม่คำนึงถึงเพศ [5] สิวมักเกิดขึ้นมากในผิวที่มีจำนวนต่อมน้ำมันมาก ซึ่งบริเวณเหล่านี้รวมถึงใบหน้า ส่วนบนของหน้าอก และหลัง [6] ลดสิวอักเสบรุนแรงเป็นการติดเชื้อ แต่สิวยังสามารถปรากฏในหลายรูปแบบของการไม่ติดเชื้อ[7] การเปลี่ยนแปลงของผิวมีสาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในหน่วยไพโลเซบาเซียส [8] โครงสร้างผิวประกอบด้วยรูขุมขนและต่อมไขมัน การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องใช้แอนโดรเจนกระตุ้น

การรักษามีอยู่หลายหลายหนทาง การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตอย่างน้ำตาลน้อยลงอาจช่วยได้ [9] ยาสำหรับรักษาสิว ได้แก่ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ยาปฏิชีวนะ (ทั้งยาทาหรือยาเม็ด), เรตินอยด์, ยาต้านแอนติเซบอริค, ยาต้านแอนโดรเจน, การปรับฮอร์โมน, กรดซาลิไซลิค, กรดอัลฟาไฮดรอกซี, กรดอะซีลาอิค, นิโคตินอะไมด์ และสบู่ที่มีส่วนผสมของคีราโตไลติค. [10] การรักษาในลำดับแรกและเชิงรุก คือ สนับสนุนให้ลดผลกระทบระยะยาวจากการรักษาให้กับคนไข้. [2]

สิวเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น มีผลกระทบประมาณ 80-90% ของวัยรุ่นในโลกตะวันตก [11][12][13] อัตราที่ต่ำกว่าจะมีการรายงานในบางสังคมชนบท [13][14] ในปี 2010 เป็นที่คาดประมาณการว่าเป็น 8 โรคที่พบมากที่สุดทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อ 650,000,000 คนทั่วโลก [15] สำหรับคนส่วนใหญ่ สิวลดลงเมื่อเวลาผ่านไปและมีแนวโน้มที่จะหายไป - หรืออย่างน้อยลดลงมาก – เมื่อมีอายุ 25 [16] อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะใช้เวลานานเพียงใดสิวจึงจะหายไป และบางรายอาจตกอยู่ในสภาวะเป็นสิวในช่วงวัยสามสิบ วัยสี่สิบ และอายุมากกว่านั้น. [17] ถึงกระนั้นแล้วก็ยังมีบางคนที่อายุมากกว่านั้น ยังเป็นสิวอยู่

สาเหตุEdit

สาเหตุของสิว มีหลายสาเหตุ เป็นที่ถกเถียงกันว่า สิวเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้

  • ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และ ผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด
  • ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และอาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้

กระบวนการเกิดสิวEdit

สิวมักเกิดบริเวณ Seborrhic area ซึ่งผิวหนังบริเวณนั้นมี Pilosebaceous unit ชนิด Sebaceous follicle,เป็น follicleที่ประกอบไปด้วย small villus hair และ large multiacina sebaceous gland เมื่อมีการกระตุ้นSebaceous glandมากเกินพอดีจะสร้างไขมัน (Sebum) มามากขึ้น ไขมันนี้ประกอบด้วย triglyceride, ester, ไข และสารอื่น ๆ หากไขมันถูกผลิตมากจะระบายออกทางรูขุมขนไม่ทัน และค้างใน follicle, ไขมันจะกระตุ้นให้ Keratinocyte สร้างเคราทินมามากขึ้น และจับตัวกันแน่นผิดปรกติเกิดเป็นสิวอุดตัน (Comidone)

ต่อมาการอุดตันนั้นทำให้เกิดสภาพไร้ออกซิเจนในรูขุมขน แบคทีเรีย P.acne จะเจริญเติบโตได้ดีและย่อยสลายไขมันเป็นสารที่มีความสามารถrecruitเม็ดเลือด ขาวมาที่บริเวณนั้นและก่อให้เกิดการอักเสบตามมา จึงเกิดเป็นสิวอักเสบ พออายุ 40 ขึ้นไป สิวจะไม่ขึ้นอีกต่อไป

ดูเพิ่มEdit

อ้างอิงEdit

  1. Cite error: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named Adi2009
  2. 2.0 2.1 Goodman, Greg (2006). "Acne and acne scarring - the case for active and early intervention". Australian family physician. 35 (7): 503–4. PMID 16820822.
  3. Purvis, Diana; Robinson, Elizabeth; Merry, Sally; Watson, Peter (2006). "Acne, anxiety, depression and suicide in teenagers: A cross-sectional survey of New Zealand secondary school students". Journal of Paediatrics and Child Health. 42 (12): 793–6. doi:10.1111/j.1440-1754.2006.00979.x. PMID 17096715.
  4. Picardi, Angelo; Mazzotti, Eva; Pasquini, Paolo (2006). "Prevalence and correlates of suicidal ideation among patients with skin disease". Journal of the American Academy of Dermatology. 54 (3): 420–6. doi:10.1016/j.jaad.2005.11.1103. PMID 16488292.
  5. James, William D. (2005). "Acne". New England Journal of Medicine. 352 (14): 1463–72. doi:10.1056/NEJMcp033487. PMID 15814882.
  6. Benner, Nicholas; Sammons, Dawn (2013). "Overview of the treatment of acne vulgaris". Osteopathic Family Physician. 5 (5): 185–90. doi:10.1016/j.osfp.2013.03.003.
  7. Harper, Julie C (6 August 2009). "Acne Vulgaris". eMedicine. สืบค้นเมื่อ 2009-12-21.
  8. Kong YL, Tey HL (June 2013). "Treatment of acne vulgaris during pregnancy and lactation". Drugs. 73 (8): 779–87. doi:10.1007/s40265-013-0060-0. PMID 23657872.
  9. Mahmood, SN; Bowe, WP (Apr 1, 2014). "Diet and acne update: carbohydrates emerge as the main culprit". Journal of drugs in dermatology : JDD. 13 (4): 428–35. PMID 24719062.
  10. Cite error: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named Nurse09
  11. Cite error: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named Taylor2011
  12. Cite error: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named BMJ2013
  13. 13.0 13.1 Berlin, David J. Goldberg, Alexander L. Acne and Rosacea Epidemiology, Diagnosis and Treatment. London: Manson Pub. p. 8. ISBN 9781840766165.
  14. Spencer, EH; Ferdowsian, HR; Barnard, ND (Apr 2009). "Diet and acne: a review of the evidence". International Journal of Dermatology. 48 (4): 339–47. doi:10.1111/j.1365-4632.2009.04002.x. PMID 19335417.
  15. Hay, RJ (Oct 28, 2013). "The Global Burden of Skin Disease in 2010: An Analysis of the Prevalence and Impact of Skin Conditions". The Journal of investigative dermatology. 134 (6): 1527–34. doi:10.1038/jid.2013.446. PMID 24166134. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  16. Arndt, Hsu; Kenneth, Jeffrey (2007). Manual of dermatologic therapeutics. Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 0-7817-6058-5.[ต้องการหน้า]
  17. Anderson, Laurence. 2006. Looking Good, the Australian guide to skin care, cosmetic medicine and cosmetic surgery. AMPCo. Sydney. ISBN 0-85557-044-X.[ต้องการหน้า]

แหล่งข้อมูลอื่นEdit

  วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Acne

แม่แบบ:Acne Agents

แม่แบบ:Disorders of skin appendages