เปิดเมนูหลัก

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
The Queen Sirikit Botanic Garden - Chiang Mai 2013 2651.jpg

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (อังกฤษ: Queen Sirikit Botanic Garden) เป็นสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ 100 หมู่ 9 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 12 บนถนนใหญ่สายแม่ริม-สะเมิง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านชุมชนและห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 27 กิโลเมตร ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 บนพื้นที่ 2,000 ไร่ ดำเนินการโดยกรมป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้โอนมาดำเนินงานโดยองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อสพ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อ สวนพฤกษศาสตร์สากลแห่งแรกของประเทศไทยในภาคเหนือนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (Queen Sirikit Botanic Garden)" ปัจจุบันเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของไทยที่มีมาตรฐานระดับสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ วิชาการ และ ศึกษาวิจัย ทางด้านพฤกษศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจที่มีความสวยงาม บนพื้นที่ 6,500 ไร่ ซึ่งเต็มไปด้วยพรรณไม้ นานาพรรณจากทั้งในและจากต่างประเทศ อีกทั้งกล้วยไม้ป่าบางสายพันธุ์ เกือบสูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีอาคารเรือนกระจกที่รวบรวม พันธุ์ไม้ในป่าดงดิบของทวีปเอเซีย และยังมีพืชอื่น ๆ เช่น เฟิน พืชในแถบทะเลทราย และพรรณไม้น้ำ ฯลฯ เปิดทุกวัน 08.30 - 16.30 น.[1][2]

ประวัติแก้ไข

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์[3] เดิมเรียกว่า "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิจัยและให้ความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 จึงได้โอนมาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้เริ่มเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ อย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2536 ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์"

ในปี พ.ศ. 2545 องค์การฯ ได้รับการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้เป็นหน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานรางวัล

ในปี พ.ศ. 2558 สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ได้สร้างทางเดินลอยฟ้าเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy Walks) ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะทางประมาณ 400 เมตร และระดับความสูงประมาณ 20 เมตร[4]

วัตถุประสงค์การจัดตั้งแก้ไข

การจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์ตามราชกิจจานุเบกษา ให้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้[5]

  • รวบรวมพรรณไม้ต่าง ๆ เพื่อจัดปลูกเป็นหมวดหมู่
  • ปกิบัติหน้าที่เป็นศูนย์รวมตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ข้อมูล เอกสาร สิ่งพิมพ์เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการพฤกษศาสตร์กับองค์การอื่นทั้งภายในและภายนอก ราชอาณาจักร
  • เป็นส่วนขยายพันธุ์ และอนุรักษ์พรรณไม้ของประเทศไทย
  • ดำเนินการศึกษา ค้นคว้า ฝึกอบรม และวิจัยทางด้านพฤกษศาสตร์และผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตขึ้นจากพืช รวมทั้งส่งเสริมและให้ความร่วมมือในกิจการดังกล่าวของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน
  • เป็นสถานศึกษาพรรณไม้ในสภาพธรรมชาติ ตลอดจนเป็นสถานที่สำาหรับ การสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ และให้ความรู้โดยเฉพาะทางด้านพฤกษศาสตร์
  • ช่วยปลูกฝังและกล่อมเกลาจิตใจ รวมทั้งให้ความรู้แก่เยาวชน ให้ตระหนักถึง คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
  • ดำเนินการนำเข้ามาในและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งของที่เกี่ยวข้องกับ กิจการพฤกษศาสตร์
  • ประกอบกิจการพฤกษศาสตร์ รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่อง หรือที่ใกล้เคียงกับกิจการพฤกษศาสตร์

พระราชเสาวนีย์ที่เกี่ยวกับสวนพฤกษศาสตร์แก้ไข

นับแต่เริ่มจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์จนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความก้าวหน้าในการดำเนินงานขององค์การฯ หลายครั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชเสาวนีย์แก่ ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ และคณะผู้บริหารองค์การฯ ในหลายโอกาสความสรุปได้ดังนี้

  • พัฒนาพื้นที่ให้มีความสวยงาม เป็นสถานที่ศึกษาและให้ความรู้แก่นักเรียนและเยาวชน
  • ให้เป็นศูนย์รวมพรรณไม้ไทย จากท้องถิ่นทุกภาคของประเทศ เพื่อจะได้เป็นที่รู้จัก เพราะคนไทยได้มองข้ามความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ไม่รู้จักพืช ทำให้ไม่สามารถนำศักยภาพของพืชชนิดต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
  • ช่วยสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนและท้องถิ่นให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพืชเศรษฐกิจ พืชอาหาร พืชสมุนไพร และไม้ดอก  ไม้ประดับ ฯลฯ รวมถึงการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์กล้วยไม้ไทยหายากแล้วปล่อยคืนสู่ป่าให้อยู่ในสภาพธรรมชาติตามเดิม
  • ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นและพืชพื้นบ้านที่ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน แล้วเผยแพร่ความรู้แก่ราษฎรในชนบทให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และสอนให้มีความเข้าใจในความสำคัญของป่าว่าเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำลำธาร ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ และยังเป็นธนาคารอาหารของมนุษย์ที่ไม่รู้จักหมดสิ้นอีกด้วย
  • ให้สวนพฤกษศาสตร์ฯ เป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญ เป็นตัวอย่างให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรพรรณพืชไทย

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข