สงครามในอัฟกานิสถาน (พ.ศ. 2544–ปัจจุบัน)

(เปลี่ยนทางจาก สงครามอัฟกานิสถาน)

สงครามในอัฟกานิสถาน รหัสนามว่า ปฏิบัติการเสรีภาพยั่งยืน (ค.ศ. 2001–14) และปฏิบัติการฟรีดอมเซนติเนล (ค.ศ. 2015–ปัจจุบัน)[6][7] ภายหลังจากสหรัฐบุกครองอัพกานิสถาน[8] เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001 เมื่อสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรได้ประสบความสำเร็จในการขับไล่กลุ่มตอลิบานจากอำนาจภายใต้คำสั่งเพื่อปฏิเสธอัลกออิดะฮ์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่ปลอดของปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน[9][10] ตั้งแต่เป้าหมายเบื้องต้นได้เสร็จสมบูรณ์ พันธมิตรกว่า 40 ประเทศ(รวมทั้งสมาชิกเนโททั้งหมด) ก่อตั้งภารกิจด้านความมั่นคงในประเทศ สงครามนับตั้งแต่นั้นซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทหารจากสหรัฐและรัฐบาลอัฟกานิสถานที่เป็นพันธมิตรเข้าต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายตอลิบาน[11] สงครามในอัฟกานิสถานเป็นสงครามที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

สงครามอัฟกานิสถาน
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามในอัฟกานิสถานและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
US Army Afghanistan 2006.jpg
ทหารอเมริกันในประเทศอัฟกานิสถาน
วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2544 - ปัจจุบัน (18 ปี 349 วัน)
สถานที่ ประเทศอัฟกานิสถาน
สถานะ
  • การบุกครองอัฟกานิสถานของสหรัฐ(ค.ศ. 2001)
  • การล้มล้างค่ายฝึกทหารของตอลิบานและอัลกออิดะฮ์(ค.ศ. 2001)
  • การล่มสลายของรัฐบาลตอลิบาน(ค.ศ. 2001)
  • การสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถานภายใต้การนำของรัฐบาลการ์ไซ
  • จุดเริ่มต้นการก่อการร้ายของตอลิบาน
  • การโจมตีโดรนในปากีสถาน
  • การตายของอุซามะฮ์ บิน ลาดินในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011
  • การตายของมุฮัมมัด อุมัรในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 และ Akhtar Mansour ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2016
  • การตายของ Baitullah Mehsud ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 Hakimullah Mehsud ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013, และ Fazlullah ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018
  • สองในสามกลุ่มผู้ปฏิบัติการของอัลกออิดะฮ์ได้ถูกสังหารหรือถูกจับกุมในปี ค.ศ. 2003
  • กองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติ(ISAF) ถูกยุบในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014
  • การเริ่มต้นภารกิจสนับสนุนแน่วแน่ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014
  • การลงนามข้อตกลงสันติภาพแบบมีเงื่อนไขระหว่างสหรัฐและตอลิบาน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020
คู่ขัดแย้ง
กำลังผสม:

 อัฟกานิสถาน


การรุกราน พ.ศ. 2544:

กลุ่มก่อความไม่สงบ:
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of Jihad.svg อุซามะฮ์ บิน ลาดิน  

อัฟกานิสถาน มุฮัมมัด โอมาร์ (เสียชีวิต, ไม่ได้ร่วมรบ)

กำลัง
Seal of the International Security Assistance Force.svg NATO – ISAF: 130,386[1]

อัฟกานิสถาน กองทัพแห่งชาติอัฟกัน: 170,500 (2554)[2]
อัฟกานิสถาน ตำรวจแห่งชาติอัฟกัน: 135,500 (2554)[2]
รวม: 436,386 (2554)

อัฟกานิสถานฏอลิบาน: ~36,000[3]

Flag of Jihad.svg อัลกออิดะฮ์: 20,000[4][5]
ฯลฯ

รวม: 80,000–100,000 (2553)

ภายหลังจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายนในปี ค.ศ. 2001 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้กล่าวโทษถึงอุซามะฮ์ บิน ลาดิน ซึ่งอาศัยหรือหลบซ่อนตัวอยู่ในอัฟกานิสถานและกลายเป็นที่ต้องการตัวมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีบุชได้เรียกร้องให้กลุ่มตอลิบานซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศโดยพฤตินัยให้ส่งตัวบิน ลาดินมา กลุ่มตอลิบานได้ปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกเสียจากว่าพวกเขาจะได้รับหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในเหตุกาณ์วินาศกรรมของบิน ลาดินซึ่งสหรัฐได้ปฏิเสธที่จะมอบให้[12] และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001 ได้เปิดฉากปฏิบัติการเอ็นดูริง ฟรีดอมกับสหราชอาณาจักร[13] เพื่อแสดงเหตุผลอันสมควรในสงคราม รัฐบาลบุชได้กล่าวอ้างว่าอัฟกานิสถานมีเพียง"อำนาจอธิปไตยที่มีการเลือกสรร"เท่านั้น และการแทรกแซงดังกล่าวมีความจำเป็นเพราะกลุ่มตอลิบานได้คุกคามอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น[14] หลังจากนั้นทั้งสองประเทศก็ได้เข้าร่วมโดยกองกำลังอื่นๆ รวมทั้งพันธมิตรฝ่ายเหนือ-อัฟกันฝ่ายค้านซึ่งต่อสู้รบกับกลุ่มตอลิบานในสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินอยู่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996[15][16] ในปี ค.ศ. 2001 กลุ่มตอลิบานและอัลกออิดะฮ์พันธมิตรส่วนใหญ่ได้ปราชัยในประเทศและในการประชุมที่บ็อน ผู้มีอำนาจชั่วคราวอัฟกันคนใหม่(ส่วนใหญ่มาจากพันธมิตรฝ่ายเหนือ) ได้เลือกนายฮามิด การ์ไซ มาเป็นผู้นำรัฐบาลชั่วคราวของอัฟกานิสถาน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติ (International Security Assistance Force, ISAF) เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองคนใหม่ในการรักษาความมั่นคงในคาบูล ซึ่งภายหลังปี ค.ศ. 2002 ลอยา จิร์กา(สมัชชาใหญ่) ได้กลายเป็นการบริหารปกครองเพื่อเปลี่ยนแปลงอัฟกัน มีการสร้างความพยายามทั่วทั้งประเทศขึ้นหลังจากสิ้นสุดระบอบการปกครองแบบเผด็จการของกลุ่มตอลิบาน[17][18][19] ในการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมในปี ค.ศ. 2004 การ์ไซได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้มีชื่อว่า สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน[20] เนโทได้เข้ามามีส่วนร่วมในกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003 และต่อมาในปีนั้นได้ถือว่าเป็นผู้นำของมัน ในขั้นตอนนี้ กองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติได้รวมทั้งกำลังทหารจาก 43 ประเทศกับสมาชิกเนโทเป็นกำลังหลัก[21] ส่วนหนึ่งของกองทัพสหรัฐในอัฟกานิสถานดำเนินการภายใต้กองบัญชาการเนโท ส่วนที่เหลือยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของกองบัญชาการสหรัฐ

ภายหลังความปราชัยในการรุกรานครั้งแรก กลุ่มตอลิบานได้ถูกจัดระเบียบขึ้นใหม่โดยผู้นำที่ชื่อ มุฮัมมัด อุมัร และเปิดฉากการก่อกบฎต่อต้านรัฐบาลอัฟกานิสถานและกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติ ในปี ค.ศ. 2003.[22][23]แม้ว่าจะมีกองกำลังที่น้อยและอาวุธไม่มากนัก ผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มตอลิบาน(และมีพันธมิตรอย่าง Haqqani Network) และ Hezb-e-Islami Gulbuddin ในขอบเขตที่เล็กกว่าและกลุ่มอื่นๆ-ต่างพากันเข้าร่วมสงครามอสมมาตรด้วยการตีโฉบฉวยแบบกองโจรและซุ่มโจมตีในพื้นที่ชนบท การโจมตีแบบพลีชีพต่อเป้าหมายในเมือง และมีพวกเปลี่ยนข้าง (turncoat)ได้สังหารกองกำลังพันธมิตร กลุ่มตอลิบานได้ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนในรัฐบาลอัฟกานิสถานเพื่อยืนยันใหม่ในอิทธิพลพื้นที่ชนบททางตอนใต้และตะวันออกของอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 กลุ่มตอลิบานได้รับชับชนะอย่างนัยสำคัญและแสดงความตั้งใจที่เพิ่มมากขึ้นด้วยการกระทำสังหารหมู่ต่อพลเรือน-กองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติได้ตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังทหารเพื่อปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อ"เคลียร์และยึดที่มั่น"ในหมู่บ้าน[24][25] ความรุนแรงได้ทวีมากขึ้นจากปี ค.ศ. 2007 ถึง 2009[26] จำนวนทหารได้เริ่มเพิ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2009 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ. 2011 เมื่อกองกำลังทหารต่างชาติจำนวน 140,000 นายที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การควบคุมของกองบัญชาการกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติและสหรัฐในอัฟกานิสถาน[27] มีจำนวนทหาร 100,000 นายที่มาจากสหรัฐ[28] เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 ทหารหน่วยเนวีซีลสหรัฐได้ทำการสังหารอุซามะฮ์ บิน ลาดินใน Abbotabad, ปากีสถาน ผู้นำเนโทในปี ค.ศ. 2011 ได้กล่าวยกย่องกลยุทธ์ทางออกสำหรับการถอนกองกำลังของพวกเขาได้แล้ว[29] และต่อมาสหรัฐได้ประกาศว่าปฏิบัติการรบครั้งใหญ่จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014 โดยทิ้งกองกำลังที่เหลืออยู่ไว้ในประเทศ[30] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2014 กองทัพบริติชได้ส่งมอบฐานทัพแห่งสุดท้ายใน Helmand แก่กองทัพอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ เป็นอันสิ้นสุดของปฏิบัติการรบในสงคราม[31] เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 2014 เนโทได้ยุติปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติในอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ หน่วยปฏิบัติการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ (Resolute Support Mission)ภายใต้การนำโดยเนโทได้รับการจัดตั้งขึ้นในวันเดียวกันในฐานะผู้สืบทอดต่อจากกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติ[32][33]

ในช่วงเริ่มแรกของการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายดอนัลด์ ทรัมป์ในต้นปี ค.ศ. 2017 มีทหารอเมริกันน้อยกว่า 9,000 นายในอัฟกานิสถาน[34] ในช่วงต้นฤดูร้อนปี ค.ศ. 2017 ระดับกองทหารได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ไม่มีแผนอย่างเป็นทางการที่จะถอนกำลัง[35][36][37] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2019 กลุ่มตอลิบานได้วางแผนที่จะเจรจากับสหรัฐเพื่อลดระดับกองทหารกลับไปยังจุดที่เคยอยู่เมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง[38] แต่ทรัมป์กลับยกเลิกการเจรจาหลังจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน[39] กลุ่มตอลิบานยังคงเป็นกลุ่มเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่ได้สู้รบกับกองทัพของรัฐบาลอัฟกานิสถานและกองกำลังต่างชาติ[40] เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 สหรัฐอเมริกาและกลุ่มตอลิบานได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพแบบมีเงื่อนไขในโดฮา, กาตาร์[41] ซึ่งกำหนดให้กองทัพสหรัฐต้องถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานภายในเวลา 14 เดือน ตราบเท่าที่กลุ่มตอลิบานจะให้ความร่วมมือในเงื่อนไขของข้อตกลงนี้[42]

ประชาชนนับแสนกว่าคนถูกสังหารในสงคราม ซึ่งรวมทั้งทหารจากกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติและช่างรับเหมาก่อสร้างพลเรือนมากกว่า 4,000 คน กองกำลังความมั่นคงแห่งชาติอัฟกันมากกว่า 62,000 นาย พลเรือนและกลุ่มตอลิบานอีกมากกว่า 31,000 คน[43]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "International Security Assistance Force (ISAF): Key Facts and Figures" (PDF). ISAF. July 6, 2010. สืบค้นเมื่อ 2012-01-06.
  2. 2.0 2.1 "Afghan National Security Forces (ANSF)" (PDF). NATO. 2011-03. Check date values in: |date= (help)
  3. Major-General Richard Barrons puts Taleban fighter numbers at 36,000[ลิงก์เสีย]
  4. Partlow, Joshua (November 11, 2009). "Moins de 50 combattants d'al-Qaida en Afghanistan". slate.fr. สืบค้นเมื่อ July 1, 2010.
  5. Roberston, Nic., Cruickshank, Paul. al-Qaeda's training adapts to drone attacks. CNN. July 31, 2009.
  6. * "US War in Afghanistan: 1999–Present". Council on Foreign Relations. 2014. Archived from the original on 2 March 2015. สืบค้นเมื่อ 21 February 2015.
  7. David P. Auerswald; Stephen M. Saideman (5 January 2014). NATO in Afghanistan: Fighting Together, Fighting Alone. Princeton University Press. pp. 87–88. ISBN 978-1-4008-4867-6. Archived from the original on 25 January 2016. สืบค้นเมื่อ 31 October 2015.
  8. Peter Dahl Thruelsen, From Soldier to Civilian: DISARMAMENT DEMOBILISATION REINTEGRATION IN AFGHANISTAN, DIIS REPORT 2006:7 Archived 2 April 2015 at the Wayback Machine., 12, supported by Uppsala Conflict Database Project, Uppsala University.
  9. Maloney, S (2005). Enduring the Freedom: A Rogue Historian in Afghanistan. Washington, D.C: Potomac Books Inc.
  10. Darlene Superville and Steven R. Hurst. "Updated: Obama speech balances Afghanistan troop buildup with exit pledge". cleveland.com. Associated Press. Archived from the original on 15 July 2014. สืบค้นเมื่อ 13 June 2014. and Arkedis, Jim (23 October 2009). "Why Al Qaeda Wants a Safe Haven". Foreign Policy. Archived from the original on 14 July 2014. สืบค้นเมื่อ 13 June 2014.
  11. "A Timeline of the U.S. War in Afghanistan". Archived from the original on 27 February 2019. สืบค้นเมื่อ 5 March 2019.
  12. "Bush rejects Taliban offer to hand Bin Laden over". The Guardian. Archived from the original on 25 August 2013. สืบค้นเมื่อ 24 January 2015.
  13. "Operation Enduring Freedom". history.navy.mil (in อังกฤษ). Archived from the original on 15 November 2018. สืบค้นเมื่อ 13 September 2018.
  14. Ayub, Fatima; Kouvo, Sari (2008). "Righting the course? Humanitarian intervention, the war on terror and the future of Afghanistan". International Affairs. 84 (4): 641–657. doi:10.1111/j.1468-2346.2008.00730.x.
  15. Vulliamy, Ed; Wintour, Patrick; Traynor, Ian; Ahmed, Kamal (7 October 2001). "After the September Eleventh Terrorist attacks on America, "It's time for war, Bush and Blair tell Taliban – We're ready to go in – PM|Planes shot at over Kabul"". The Guardian. London. Archived from the original on 25 August 2013. สืบค้นเมื่อ 2 August 2011.
  16. "Canada in Afghanistan: 2001". National Post. Archived from the original on 15 June 2013. สืบค้นเมื่อ 7 June 2013.
  17. "Archived copy". Archived from the original on 27 April 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.CS1 maint: archived copy as title (link)
  18. "Can the Northern Alliance Control Kabul?". Time. 12 November 2001. Archived from the original on 27 April 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.
  19. "Saira Shah: Pursuing Truth Behind Enemy Lines". 2 February 2002. Archived from the original on 27 March 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.
  20. Felbab-Brown, Vanda (2012). "Slip-Sliding on a Yellow Brick Road: Stabilization Efforts in Afghanistan". Stability: International Journal of Security and Development. 1 (1): 4–19. doi:10.5334/sta.af.
  21. Rubin, Alyssa J. (22 December 2009). "NATO Chief Promises to Stand by Afghanistan". The New York Times. Archived from the original on 5 March 2014. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014.
  22. "The Taliban Resurgence in Afghanistan". Archived from the original on 27 September 2006.
  23. Rothstein, Hy S (15 August 2006). Afghanistan: and the troubled future of unconventional warfare By Hy S. Rothstein. ISBN 978-81-7049-306-8.
  24. "AIHRC Calls Civilian Deaths War Crime". Tolonews. 13 January 2011. Archived from the original on 24 June 2011.
  25. Starkey, Jerome (30 September 2010). "Karzai's Taliban talks raise spectre of civil war warns former spy chief". The Scotsman. Edinburgh. Archived from the original on 3 December 2010. สืบค้นเมื่อ 3 February 2011.
  26. "Ten Stories the world should know more about, 2007". un.org. Archived from the original on 18 January 2017. สืบค้นเมื่อ 28 June 2017.
  27. "International Security Assistance Force (ISAF): Key Facts and Figures" (PDF). nato.int. 4 March 2011. Archived (PDF) from the original on 12 October 2017. สืบค้นเมื่อ 19 July 2017.
  28. KURTZLEBEN, DANIELLE (6 July 2016). "CHART: How The US Troop Levels In Afghanistan Have Changed Under Obama". NPR. Archived from the original on 22 July 2017. สืบค้นเมื่อ 19 July 2017.
  29. "NATO to endorse Afghan exit plan, seeks routes out". Reuters. 21 May 2012. Archived from the original on 27 March 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.
  30. DeYoung, Karen (27 May 2014). "Obama to leave 9,800 US troops in Afghanistan". The Washington Post. Archived from the original on 28 May 2014. สืบค้นเมื่อ 29 May 2014.
  31. Rogers, Simon; Chalabi, Mona (10 August 2010). "Afghanistan civilian casualties". London: The Guardian. Archived from the original on 9 February 2014. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014.
  32. "US formally ends the war in Afghanistan" (online). CBA News. Associated Press. 28 December 2014. Archived from the original on 28 December 2014. สืบค้นเมื่อ 28 December 2014.
  33. Sune Engel Rasmussen in Kabul (28 December 2014). "Nato ends combat operations in Afghanistan". Kabul: The Guardian. The Guardian. Archived from the original on 2 January 2015. สืบค้นเมื่อ 11 January 2015.
  34. "A Timeline of the US War in Afghanistan". Council on Foreign Relations (in อังกฤษ). Archived from the original on 27 February 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  35. Walsh, Eric (9 February 2017). "Trump speaks with Afghan leader, US commander calls for more troops". Reuters. Archived from the original on 12 April 2017. สืบค้นเมื่อ 11 April 2017.
  36. "Troop Contributing Nations" (PDF). Resolute Support Mission. May 2017. Archived (PDF) from the original on 6 July 2017. สืบค้นเมื่อ 2 July 2017.
  37. Landler, Mark; Gordon, Michael R. (18 June 2017). "As US Adds Troops in Afghanistan, Trump's Strategy Remains Undefined". The New York Times (in อังกฤษ). ISSN 0362-4331. Archived from the original on 2 August 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  38. Lamothe, Dan; Hudson, John; Constable, Pamela (1 August 2019). "US preparing to withdraw thousands of troops from Afghanistan in initial deal with Taliban". Washington Post. Archived from the original on 1 August 2019. สืบค้นเมื่อ 1 August 2019.
  39. Sanger, David; Mashal, Mujib (8 September 2019). "After Trump Calls Off Talks, Afghanistan Braces for Violence". New York Times. Archived from the original on 9 September 2019. สืบค้นเมื่อ 9 September 2019.
  40. "TSG IntelBrief: Afghanistan 16.0". The Soufan Group. Archived from the original on 9 August 2018. สืบค้นเมื่อ 27 September 2018.
  41. "Afghanistan's Taliban, US sign peace deal". Al-Jazeera. สืบค้นเมื่อ 29 February 2020.
  42. Dadouch, Sarah; George, Susannah; Lamothe, Dan (29 February 2020). "U.S. signs peace deal with Taliban agreeing to full withdrawal of American troops from Afghanistan". Washington Post. Archived from the original on 1 March 2020. สืบค้นเมื่อ 1 March 2020.
  43. Crawford, Neta (August 2016). "Update on the Human Costs of War for Afghanistan and Pakistan, 2001 to mid-2016" (PDF). brown.edu. Archived (PDF) from the original on 8 September 2017. สืบค้นเมื่อ 18 July 2017.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข