เปิดเมนูหลัก

ศาสนสถาน

สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ซิกกูแรตเป็นศาสนสถานที่เก่าแก่ของโลก

ศาสนสถาน (อังกฤษ: Place of worship) คือสถานที่ทางศาสนา ใช้ประกอบศาสนพิธี เช่น การอาราธนาศีลและสมาทานศีลในวัด และการละหมาดในมัสยิด เป็นต้น

เนื้อหา

ศาสนาพุทธแก้ไข

ดูบทความหลักที่: พุทธศาสนสถาน
 
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ในพระราชวังดุสิต เป็นศาสนสถานของพระพุทธศาสนา

ศาสนาพุทธมีศาสนสถานสำคัญ คือ วัด[1] โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ปกครองวัด ในวัดมี โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ เมรุ หอสวดมนต์ โรงเรียนพระปริยัติธรรม และสถูป เป็นต้น เป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เป็นที่พำนักของพระภิกษุ และเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งพุทธศาสนิกชนนิยมไปกราบไหว้บูชา และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ

วัดที่ยังไม่ได้วิสุงคามสีมาเรียกว่า สำนักสงฆ์

ศาสนาคริสต์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: โบสถ์คริสต์

ศาสนาคริสต์มีศาสนสถานสำคัญ คือ โบสถ์คริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำการนมัสการพระเป็นเจ้าหรือเป็นที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีบัพติศมา พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

นอกจากโบสถ์แล้ว ยังมีศาสนสถานประเภทอื่น ๆ อีก เช่น บาซิลิกา อาสนวิหาร โบสถ์น้อย อาราม คอนแวนต์ เป็นต้น

ศาสนาอิสลามแก้ไข

ดูบทความหลักที่: มัสยิด
 
มัสยิดกลางปัตตานี ที่จังหวัดปัตตานี เป็นศาสนสถานของศาสนาอิสลาม

ศาสนสถานสำคัญของศาสนาอิสลาม คือ มัสยิด[2] โดยชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันได้แก่การละหมาด การปลีกตนเพื่อบำเพ็ญตบะ หาความสันโดษ (อิอฺติกาฟ และ คอลวะหฺ) นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอนอัลกุรอานและศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิมฉลอง ทำบุญเลี้ยง สถานที่ทำพิธีสมรส และสถานที่พักพิงของผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายและหญิง การกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติห้ามของอิสลาม (ฮะรอม) ทั้งมวล

ศาสนาฮินดูแก้ไข

ดูบทความหลักที่: โบสถ์พราหมณ์
 
เทวสถาน กรุงเทพฯ เป็นโบสถ์พราหมณ์ในประเทศไทย

ศาสนสถานในศาสนาฮินดู เรียกว่า เทวสถาน เทวาลัย หรือ โบสถ์พราหมณ์ ซึ่งมักสร้างในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปราสาทหิน ปรางค์ เป็นต้น ในประเทศไทยมีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เป็นเทวสถานหลัก

ศาสนายูดาห์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ธรรมศาลา
 
มหาธรรมศาลาแห่งเพลซินตั้งอยู่ในเช็กเกีย

ศาสนสถานในศาสนายูดาห์เรียกว่า ธรรมศาลา หรือ ศาลาธรรม (synagogue) มาจากภาษากรีก "συναγωγή" หมายถึง การชุมนุมหรือรวมตัว เป็นศาสนสถานที่ใช้รวมกลุ่มกันทำการอธิษฐาน ทว่าสำหรับชาวยิวแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปธรรมศาลาเพื่อประกอบพิธี หากรวมตัวได้ครบองค์ประชุม (Quorum) ที่เรียกว่า "องค์คณะสิบ" หรือ "มินยัน" (Minyan) ก็สามารถประกอบพิธีได้ที่ไหนก็ได้

ศาสนาซิกข์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: คุรุทวารา
 
หริมันทิรสาหิบศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของซิกข์ กับอกาลทัคต์ซึ่งเป็นคุรุทวาราที่ตั้งอยู่ใกล้กัน

ศาสนสถานในศาสนาซิกข์เรียกว่า "คุรุทวารา" อันแปลว่า "ช่องทางทางเข้าหาสู่คุรุ"[3] (ปัญจาบ: ਗੁਰਦੁਆਰਾ Gurdwara; สันสกฤต: गुरुद्वारा) โดยถือว่าวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทอง, สุวรรณวิหาร) เป็นศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด[4] สำหรับประเทศไทยมีศูนย์กลางของคุรุทวาราที่ครุทวารา ศรีคุรุสิงห์สภา ตั้งอยู่บนถนนจักรเพชร ภายในคุรุทวารามักประกอบด้วย ลังกัร หรือ โรงครัวพระศาสดาที่ประกอบอาหารแจกจ่าย

ศาสนาเชนแก้ไข

ดูบทความหลักที่: เชนสถาน
 
เชนสถานระดับตีรถะแห่งหนึ่งในศรวณเพลโคลา

ศาสนสถานในศาสนาเชนเรียกว่า "เชนสถาน" ในรัฐคุชราตและรัฐราชสถานใต้เรียกว่า เทรสาร (Derasar) ส่วนในรัฐกรณาฏกะ เรียกว่า ปสาธิ (Basadi)

ศาสนาบาไฮแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สักการสถานบาไฮ
 
สักการสถานบาไฮ บ้านวิลเมตต์ รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ

ศาสนสถานในศาสนาบาไฮเรียกว่า "สักการสถานบาไฮ" ใช้เป็นที่สวดอธิษฐานและอ่านธรรมนิพนธ์ โดยอนุญาตให้ทุกคนไม่ว่ามีเชื้อชาติหรือความเชื่อใดเข้าไปนมัสการพระเป็นเจ้าได้

ลัทธิอนุตตรธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ฝอถัง
 
ฝอถังแห่งหนึ่งในประเทศจีน

ศาสนสถานในลัทธิอนุตตรธรรมเรียกว่า "สถานธรรม" (อักษรจีน: 佛堂 ฝอถัง) ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายระดับ ทั้งสถานธรรมในครัวเรือนและสถานธรรมส่วนรวม แต่ละสถานธรรมมีผู้ดูแลเรียกว่า "เจ้าตำหนักพระ" (อักษรจีน: 壇主 ถันจู่)

ชินโตแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศาลเจ้าชินโต

ศาสนสถานในศาสนาชินโตเรียกว่า ศาลเจ้าชินโต หรือ จินจะ (ญี่ปุ่น: Shinto shrine โรมาจิ神社 ทับศัพท์jinja; แปลตรงตัวว่า ที่อยู่ของเทพเจ้า[5]) เป็นศาสนสถานที่ประดิษฐานคามิ หรือ เทพเจ้าของญี่ปุ่นหนึ่งพระองค์หรืออาจมากกว่านั้นก็ได้ โดยอาคารหลักของศาลเจ้าชินโตจะมีไว้สำหรับเก็บรักษาศาสนวัตถุอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ใช่สำหรับให้ผู้คนเข้าไปสักการะ[6]

อ้างอิงแก้ไข

  1. รายชื่อวัดทั่วราชอาณาจักรไทย
  2. รายชื่อและที่อยู่มัสยิดทั่วประเทศไทย
  3. "Historical Gurdwaras", Shiromani Gurdwara Parbandhak Committee, Amritsar, Punjab, India, www.SGPC.net, 2005.
  4. พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ), สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย, เรียกข้อมูลที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556
  5. Stuart D. B. Picken, 1994. p. xxiii
  6. Bernhard Scheid. "Religiöse Bauwerke in Japan" (in German). University of Vienna. สืบค้นเมื่อ 27 June 2010.